ตอนที่สี่สิบเก้า ฝ่าทัณฑ์สวรรค์ เรายืนหยัดไม่หวั่นไหว
ผมเลียนแบบเหล็งฮู้ชงปล่อยใจไปกับเสียงเพลงและทำนองเพลง ท่ากระบี่ต่างๆเมื่อรวมไม่ได้ก็ไม่ต้องรวม
ร่ายรำกระบี่ไปตามที่รู้สึก
หากการฝึกตอนเย็นคือการเพิ่มความรู้
การฝึกตอนเช้าของผมที่จะทำคือเพิ่มความคิดสร้างสรรค์
ผมร่ายรำกระบี่ไปมาราวกับต้องมนต์ รู้สึกเพลงนั้นออกตามสำนึกของกระบี่ จนทำให้ผมหายข้องใจว่าทำไมเพลงถึงล้างสมองให้คนฆ่ากันได้ในโลกปราณยุทธนี้
พอถึงท่อนที่บอกว่า
“รู้สึกได้ถึงพสุธาที่เคลื่อนไหว” ผมก็รู้สึกว่าตรงพื้นนั้นเคลื่อนไหว
“หน้าอกกับระเบิด” ชีพจรหัวใจของผมก็ดังกึงพลังจากชีพจรหัวใจไหลทะลักออกมาในสภาพที่ยามปรกติผมไม่ยอมเปิดชีพจรหัวใจอย่างนี้แน่
แต่พอถึงท่อน”ให้ฟ้าถล่มลงมา”
ผมก็เริ่มคิดแล้วว่ามันมีอะไรผิดปรกติเมื่อเมฆหมอกมาเริ่มรวมกันและผมเริ่มเห็นภาพภายนอกเคลื่อนไหวช้าลงช้าลงจนแทบจะหยุดนิ่ง
และมือของผมก็ไม่อาจจะหยุดได้จนกว่าเพลงจะจบ
สำนึกของกระบี่และพลังปราณ ถูกชี้นำไปด้วยเสียงเพลง
อากาศภายนอกและเท้าที่ผมยืนอยู่ราวกับจะเป็นอีกโกหนึ่ง
ผมสังเกตเห็นอาจารย์นักพรตคิ้วขาวและอีกหลายคนมาล้อมรอบที่นี่ไว้และป้องกันอี้จิงให้ปลอดภัย ซึ่งผมว่าเกินความจำเป็น ผมห่วงพวกเราคนอื่นๆมากกว่า
รัศมีของกระบี่ที่ผมร่ายรำอยู่ กลายเป็นอีกมิติหนึ่งและโลกหนึ่งที่โลกภายนอกไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง มันเหมือนกับโลกที่มีกฎเกณฑ์ที่ถูกควบคุมโดยพลังกระบี่ของผม
“ให้สวรรค์ถล่มลงมา”
กระบี่ของผมชี้ไปทางท้องฟ้าและตัวผมก็ลอยขึ้นจากพื้น
สายฟ้ามารวมกันที่จุดจุดเดียวที่ปลายกระบี่ของผมแม้ว่าภายนอกจะมีสายฟ้าแลบปลาบจนไอน้ำกลายเป็นออกซิเจนก็ตาม
สายฟ้าทุกเส้นไหลมาหาผม
แต่นภาไร้ขอบเขตของผมเร็วกว่าดูดซับสายฟ้ารอบผมไว้
มือข้างหนึ่งของผมกำกระบี่ต่อต้านสายฟ้าอีกข้างหนึ่งทำปางมือและสัญลักษณ์เวทมนตร์ต่างๆออกมาด้วยความรวดเร็ว
ผมนึกในใจในเสี้ยววินาทีนั้น ว่าพระเอกอาจจะรับสายฟ้าจากสวรรค์ได้และทนความเจ็บปวดรวดร้าวทรมานที่คนธรรมดาต้องขาดใจตายได้
เผอิญผมน่าจะเป็น”คนธรรมดา”ที่น่าจะขาดใจจากคำพูดเช่นนั้น
แต่ผมมีวิถีเม่ยกั๋วคอยหนุนหลังผมอยู่
ชวด ฉลู ขาน เถาะ มะโรง..
อุดร บูรพา ทักษิณ ประจิม..
อารมณ์ทั้งจิต กามคุณทั้งหก
สัญลักษณ์คาถาต่างๆที่ผมรู้ เปล่งแสงออกมาจากมือที่ว่างของผมข้างหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ใช้คาถาเพื่อดูดซับพลังของสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ที่ส่งผ่านเข้ามา
ผมเชื่อคำที่บอกว่าต่อต้านอาจจะตายแต่หากผ่องถ่ายกระแสน้ำอาจจะยังมีทางรอดได้
สายฟ้าจากสวรรค์เปลี่ยนเป็นพลังที่ไปเพิ่มมในคาถาและค่ายกลที่ผมผลิตออกมา
ในม่านพลังนภาไร้ขอบเขตของผมที่มีรูปดวงดาวตอนกลางคืนกลับกลายเป็นรูปทิศทั้งสี่
นักษัตร ขันธ์ทั้งห้า อารมณ์ทั้งเจ็ด กามคุณทั้งหกและสัญลักษณ์คาถาอื่นๆที่ผมจดจำมาได้สร้างขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ใช่แค่จากมือของผมเท่านั้นแต่จากลิ้นลูกตาหรือแม้แต่เท้าและอวัยวะสงวนของผม
ใช้คาถาที่ผลิตออกมามหาศาลดูดซับพลังของสายฟ้าจากสวรรค์ที่หากถูกฟ้าผ่าก็อาจจะตายไปได้ในทันที
นี่คือสาเหตุที่ผมบังคับตนเองให้ลอยขึ้นขาผมจะได้ไม่เชื่อมติดกับพื้นนั่นเองและสายเส้นลมปราณเส้นหนึ่งเจาะทะลุไปที่พื้นดินกลายเป็นสายดิน
ดึงพลังฮวงจุ้ยของปฐพีให้ดูดซับพลังของฟ้า
สวรรค์คือสายฟ้าจากสวรรค์
พิภพคือพื้นดินที่ผมต่อเส้นลมปราณเป็นสายดิน
มนุษย์คือผมที่อยู่ระหว่างสวรรค์เมฆสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์เบื้องบนและพื้นดิน
สวรรค์ พิภพและมนุษย์เชื่อมต่อกันในลักษณะนี้นั่นเอง
ร่างกายของผมตรึงอยู่ระหว่างกลางที่เต็มไปด้วยสายฟ้าที่ล้อมรอบตัวผม
สายฟ้านั้นเคลื่อนไหวต่างจากสายฟ้าทั่วไปที่ร่างกายผมได้สร้างค่ายกลป้องกันตัวราวกับ กรงฟาราเดย์ Faraday Cage แล้ว
แต่สายฟ้าก็พุ่งเข้ามาราวกับร่างกายของผมเป็นเหล็กดูดกระแสไฟฟ้า
ม่านพลังของผมเริ่มสร้างกระแสความคิดแบบคู่ขนานมากขึ้นเรื่อยๆด้วยพลังที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ
เป้าหมายคือการดูดซับพลังและให้เหลือความร้อนน้อยที่สุดที่จะมาทำร้ายผม
ยิ่งสายฟ้าฟาดมามากเข้า ม่านนภาไร้ขอบเขตพลังปราณของผมก็ยิ่งขยายใหญ่มากขึ้น
อาจจะค่อยๆกลืนกินไปถึงสวรร๕เบื้องบนได้
แต่ยิ่งขยายใหญ่มากขึ้น พลังไฟฟ้าก็จะยิ่งถาโถมมาหาผมได้จากทั่วทุกทิศทาง
ผมตั้งข่ายมนตร์หลักไว้เป็นยันต์แปดเหลี่ยมที่ค่อยๆเพิ่มจำนวนเป็น สิบหกสามสิบสอง หกสิบสี่ ร้อยยี่สิบแปด สองร้อยห้าสิบหก..สัญลักษณ์หยินหยางขยายวงรอบไปเรื่อยๆเพื่อรองรับพลังที่เกิดขึ้น
“เด็กร้ายกาจ ฮา ฮา ฮา” นักพรตคิ้วขาวหัวเราะออกมา
เฮ้ยหัวเราะอะไร มาช่วยผมก่อนสิเฮ้ย ทำไมช่วยป้องกันแต่อี้จิงและผมก็คิดได้ว่าสมกับเป็นนางเอก อยู่ใกล้ๆทัณฑ์สวรรค์ยังปลอดภัยไม่บุบสลาย
“ท่านเจ้าสำนักหมายถึง..” นักพรตท่าทางคงแก่เรียนลูบเคราอย่างครุ่นคิดจ้อมองดูยันต์แปดเหลี่ยมที่เพิ่มความซับซ้อนมากขึ้นไปที่พันกว่าแล้วตอนนี้(ยกกำลังสองไปเรื่อยๆจากหยินหยาง สี่ทิศ แปดเหลี่ยม ตามหลักอนุกรม...)
“เจ้ามีตาก็มองเห็นยันต์ที่อยู่บนฟ้านี่แล้ว ไม่ต้องห่วงไปหรอก เราเฝ้าดูไปเถอะ ศิษย์ของข้าต้องผ่านวิบากกรรมนี้ไปได้แน่
ฮา ฮา ฮา”
นักพรตคิ้วขาวหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นยันต์แปดทิศขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าสายฟ้าจะโจมตีมามากแค่ไหน
เดี๊ยวก่อน ช่วยผมก่อนสิฟะ
ผมพยายามสร้างจินตนาการถึงภาพยันต์แบบอื่นๆเช่นยันต์ของคับบาล่าห์ ต้นไม้แห่งชีวิตเพื่อเป็นสัญลักษณ์คอยดูดซับพลังจากสวรรค์อีกทางหนึ่ง
“เห็นไหมศิษย์ของข้าเริ่มวางแผนดูดซับพลังฟ้าดินเพิ่มอีกแล้ว ไม่ต้องห่วง เขาต้องผ่านช่วงเวลาทัณฑ์สวรรค์เจ็ดวันเจ็ดคืนนี้ไปได้แน่นอน
พวกเราไปป้องกันคนรอบนอก ไม่ให้ใครมารบกวนเขากันเถอะ ฮา ฮา ฮา ศิษย์ของข้าเสียอย่าง ทำได้อยู่แล้ว”
ทุกคนทำหน้าโล่งอกแม้แต่อี้จิงก็เดินตามนักพรตคิ้วขาวอย่างว่าง่าย
กลับมาก๊อน
อย่าพึ่งไปสิฟะ ขอร้อง พาอี้จิงไปแล้วยังจะกันไม่ให้คนอื่นมาช่วยผมอีกตั้งเจ็ดวันเรอะ?นี่ก็ทำเอาผมเกือบจะหมดมุกแล้วนะแม้จะท่องจำสัญลักษณ์คาถามากว่าห้าพันคำและดัดแปลงเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคำก็ตาม
เพลงหนึ่งก็มาในหัวของผมอีกครั้งและพยายามจะเปล่งเสียงท่องออกมาเพื่อช่วยเป็นกำลังให้ผมอีกอย่างหนึ่งในการช่วยใช้พลังจากสายฟ้าที่ฟาดมาไม่หยุดเช่นนี้
You Only Live Twice
Nancy Sinatra
You only live twice, or so it seems
ข้ามีชีวิตได้เพียงสองครา หรืออาจจะมองเห็นเช่นนั้น
One life for yourself, and one for your dreams
ชีวิตหนึ่งเพื่อตัวข้า อีกชีวิตหนึ่งเพื่อฝันของข้า
ภาพความทรงจำของผมทั้งในชาติภพนี้และชาติภพก่อนไหลมาตามความทรงจำ น้ำตาก็ไหลออกมาจากไอ้พวกบ้าที่มาช่วยได้แต่ไม่มาช่วยเพราะอยากให้ผมผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปได้ด้วยตนเอง
This dream is for you, so pay the price
นี่คือความฝันของข้าที่ข้าต้องชดใช้ราคา
ราคาที่ชดใช้ก็อาจจะต้องด้วยชีวิตในโลกนี้ของผมเอง ผมควรจะลาจากสำนักและหันหน้าเข้าหาผนังถ้ำที่ไหนสักแห่งดีหรือเปล่านะถ้ารอดไปจากตรงนี้ได้
การเรียน ความรู้ความทรงจำของผมทั้งชาตินี้และชาติก่อนที่ผ่านมา
ผมเอามาสร้างเป็นคาถาและเพลงจนเกือบจะหมดแล้ว
จะมีอะไรที่ทำให้ผมรอดจาทัณฑ์สวรรค์ไปได้อีก
ผมพยายามทำตามวิถีเม่ยกั๋วเพื่อสร้างม่านพลังที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่สวรรค์ก็ส่งพลังลงมาเรื่อยๆเช่นกัน
จนผมสร้างค่ายกลที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆได้ตามหลักอนุกรมยกกำลังสอง แต่มันจะมีจุดจบที่ตัวแตกตาย
แบบคนที่ผยองพองขน คิดว่าสติปัญญาของตนเองจะต่อต้านสวรรค์ได้
ฮา ผมด่าว่าคนอื่นไว้มาก ในช่วงเวลาจะเป็นจะตาย ผมก็แทบจะสิ้นจนหนทางเพราะไม่อาจต้านพลังสายฟ้าที่จะไหลเข้ามาเรื่อยๆได้
หากเป็นคนทั่วไปอาจจะขายวิญญาณให้ปีศาจ ไม่สิ ในโลกนี้คือ ทางสายมารเพื่อเอาชีวิตรอดสินะ?
ผมพยายามคิดไอเดียได้ และสร้างค่ายกลภาพต้นไม้แห่งความตายที่ตรงข้ามกับต้นไม้แห่งชีวิต
ความสิ้นหวังความหดหู่การล้มล้างเทพเจ้า
แต่ครืน ครืน ครืน
กระแสไฟฟ้าที่แรงระดับหนึ่งกลับแรงมากขึ้นกว่าเดิม
หรือว่าแนวทางต้นไม้แห่งความตายมันต่อต้านสวรรค์ สวรรค์เลยต่อต้านมากกว่าเดิม?
ไม่รู้จะด้วยพลังของต้นไม้แห่งความตายที่แสดงสัญลักษณ์ด้านลบหรือเปล่าที่ทำให้ผมเศร้าสร้อยได้ง่ายกว่าเดิม
วิถีเม่ยกั๋วก็มีจุดจบแล้วหรือนี่ ? เรารู้ว่ามันจะชนะได้ หากให้เวลากว่านี้แต่สวรรค์ไม่ยอมให้เวลากับเราในการใช้ทรัพยากรที่จะเปล่งประสิทธิภาพของวิถีเม่ยกั๋วได้อย่างสูงที่สุด
จุดอ่อนของวิถีเม่ยกั๋วก็คือทรัพยากรนั่นเองและสวรรค์ก็มีทรัพยากรมากกว่าเรา
มือของผมยังกุมกระบี่ที่ถูกตรึงกับสายฟ้าจากสวรรค์เบื้องบน
วิชามารก็ใช้ออกมาแล้ว
ประกายแสงรูปร่างต้นไม้แห่งชีวิตกระจายจากด้านบนของร่างกายของผมเชื่อมติดกับแผ่นฟ้ารับพลังสายฟ้าเข้ามาและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ภายใต้เส้นลมปราณที่เชื่อมผมที่ลอยกลางอากาศอยู่ ภายในใต้ดินก็เป็นรูปร่างของต้นไม้แห่งความตาย ความเสื่อมโทรม การไม่เชื่อศรัทธา ต้นไม้แห่งความตายคือเปลือกของโลกที่ป้องกันต้นไม้แห่งชีวิตจากความไม่มีด้านนอกความเป็นจริง
ผมถูกบดอยู่กึ่งกลางของพลังฟ้าดินที่ทำได้แค่ต่อสู้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบเจ็ดวันตามที่นักพรตคิ้วขาวกะประมาณไว้จากขนาดของทัณฑ์สวรรค์นี้
หากผมเป็นพระเอก คงสามารถใช้พลังใจฝ่าฟันไปด้วยเช่น
“หวังลี่ร้องเสียงโหยหวนอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืนแต่ก็ยังไม่ยอมแพ้จนกระทั่งสามารถฝ่าทัณฑ์สวรรค์ได้สำเร็จ พลังยุทธเพิ่มขึ้นไปอีกหนึ่งขั้นใหญ่”
ผมน่าจะเป็นคนที่ตายในช่วงไม่ถึงชั่วโมงแรกมากกว่า
วิถีเม่ยกั๋วตรงข้ามก็..
เอ๊ะ ทันใดนั้นเหมือนแสงสว่างวาบผมเริ่มมีกำลังใจอีกครั้ง
ตรงข้ามกับวิถีเม่ยกั๋ว?
วิธีนั้นมีอยู่แล้วนี่นา
วิถีแห่งมาร์กซ์
Seize the mean of production ไขว่คว้าสวรรค์
เมื่อสวรรค์นั้นผลิตไฟฟ้ามาทำร้ายเรา เราก็ต้องควบคุมปัจจัยในการผลิตไฟฟ้าของสวรรค์นั้น
ราวกับเห้งเจียที่อาละวาดบนสวรรค์ที่เป็นภาพสะท้อนของการต่อต้านความฉ้อฉล
อสูรผมแดงมาร์กก็มีแนวคิดในการขวางลิขิตของสวรรค์
...
มีผู้อ่านอยากให้แปล ผมก็เลยจะแปลให้เป็นเวอร์ชันปราณยุทธกำลังภายใน ฮา
Skyfall สวรรค์ล่มสลาย
Adele
This is the end
นี่คือจุดจบ
Hold your breath and count to ten
กลั้นหายใจและนับถึงสิบ
Feel the earth move and then
สัมผัสพสุธาที่เคลื่อนไหวและจากนั้น
Hear my heart burst again
ได้ยินเสียงหัวใจที่ระเบิดออกของข้า
For this is the end
และนี่คือจุดจบ
I've drowned and dreamt this moment
ข้าได้จ่มจ่อมและฝันถึงช่วงเวลานี้
So overdue I owe them
และเป็นเวลาเกินเลยแล้วที่ข้าติดค้างสวรรค์
Swept away, I'm stolen
ถูกพรากจากขโมยไป
Let the sky fall
ให้สวรรค์ล่มสลาย
When it crumbles
เมื่อมันพังทลาย
We will stand tall
พวกเราจะยืนหยัดยง
Face it all together
เผชิญหน้ากับมันด้วยกัน
Let the sky fall
ให้สวรรค์ล่มสลาย
When it crumbles
เมื่อมันพังทลาย
We will stand tall
พวกเราก็จะยืนหยัดยง
Face it all together
เผชิญหน้ากับมันด้วยกัน
At skyfall
เมื่อสวรรค์ล่มสลาย
At skyfall\
เมื่อสวรรค์ล่มสลาย
Skyfall is where we start
สวรรค์เฃ่มสลายคือช่วงเวลาที่เราเริ่มต้น
A thousand miles and poles apart
ห่างกันนับพันลี้และสุดขั้วโลกหล้า
Where worlds collide and days are dark
เมื่อพสุธาบรรจบและกลางวันมืดมิดดุจกลางคืน
You may have my number, you can take my name
สวรรค์อาจจะได้หมายเลขและนามของข้า
But you'll never have my heart
แต่สวรรค์จะไม่มีวันได้หัวใจของข้าไป
Where you go I go
เมื่อเจ้าไปข้าก็ไป
What you see I see
เมื่อเจ้าเห็นข้าก็เห็น
I know I'd never be me
ข้ารู้ดีว่าข้าไม่อาจเป็นตัวของตนเอง
Without the security
ไม่มีความปลอดภัย
Of your loving arms
จากอ้อมแขนแห่งรักของเจ้า
Keeping me from harm
ปกป้องข้าจากภยันตราย
Put your hand in my hand
ส่งมือมาให้แก่ข้า
And we'll stand
และพวกเราจะยืนหยัดด้วยกัน
Let the sky fall
ให้สวรรค์ล่มสลาย..