ทุกสายตาหันไปมองยังเจ้าของประโยคพร้อมเพรียงกัน หลัวสุ่ยหมิงมีสีหน้าอิดโรยเล็กน้อยเนื่องจากตั้งแต่เมื่อคืนลากยาวมาจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้พักเป็นกิจลักษณะจึงเพลียอยู่บ้าง
แม่ทัพใหญ่พยักหน้า “เชิญคุณชายหลัวกล่าว”
หลัวสุ่ยหมิงยังคงสีหน้าเรียบเฉยกล่าวออกมาประโยคเดียว “หนี”
สีหน้าคนฟังดำคล้ำไปตามๆ กัน สายตาดูแคลนทิ่มแทงพลางเค้นเสียงขัน
“หากคิดได้เท่านี้ก็หุบปากไป อย่ามาอวดภูมิแถวนี้” รองแม่ทัพหน่วยสามไม่ไว้หน้าอย่างแท้จริง หลัวสุ่ยหมิงแสร้งไม่ได้ยินกล่าวต่อ
“ตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า หนี คือสุดยอดกลยุทธ ยอมจำนนเท่ากับพ่ายแพ้ราบคาบ ต่อรองอาจพลิกกลับได้ห้าส่วน หนีอย่างมีชั้นเชิงย่อมมีโอกาสกำชัยได้ในภายหลัง”
กุนซือซั่งรีบขัดไม่ให้กู้ฉกชิงเปิดปากพ่นวาจาถากถางผู้ใดอีก"ความหมายของคุณชายหลัวคือ…?"
หลัวสุ่ยหมิงเมินเฉยต่อทุกสายตาที่มองมา "แบ่งกำลังพลออกเป็นสองส่วนหนีไปคนละทิศ แยกย่อยมาอีกหนึ่งกองลอบไปยังฐานที่มั่นของศัตรูแล้วเผาทำลาย มากน้อยไม่เป็นไรแค่ตัดกำลังฝ่ายนั้นเพื่อซื้อเวลารอกำลังเสริมมาถึง” คุณชายใหญ่กวาดตามองรอบสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด “มีอีกข้อที่ข้าสงสัย ขออภัยที่ต้องกล่าวออกมาตามจริง”
“เชิญคุณชายหลัวว่ามาเถิด” สิ้นคำอนุญาตของแม่ทัพใหญ่สองพี่น้องสกุลหลัวสบตากันชั่วขณะ
“ในกองทัพอาจจะมีไส้ศึก” ยังไม่ทันจบประโยคดีเสียงปังจากอีกฝั่งดังขึ้นแทบจะทันที
ปัง!
“เหลวไหลสิ้นดี!” กู้ฉกชิงตาวาวกำหมัดแน่น “เจ้าคิดว่ากองทัพพิทักษ์แผ่นดินภายใต้บังคับบัญชาแม่ทัพเยี่ยเป็นที่ใด เศษสวะสารเลวที่ไหนจะมีวาสนาเข้ามาได้”
รองแม่ทัพกู้ผู้นี้เทิดทูนแม่ทัพเยี่ยมาแต่ไหนแต่ไร ทำทุกทางเพื่อให้ได้เข้ามาอยู่ในกองทัพพิทักษ์แผ่นดิน แน่นอนว่ากว่าจะเข้ามาอยู่จุดนี้ได้เขาต้องทุ่มเทอย่างหนักอยู่หลายปี เมื่อได้ยินว่าในกองทัพมีหนอนบ่อนไส้ใครจะยอมรับได้กัน อคติที่มีต่อชายหนุ่มทั้งสามจึงมากขึ้นถึงขั้นขัดตาไปหมด
“เช่นนั้นท่านอธิบายได้หรือไม่เหตุใดเมื่อคืนนอกจากขบวนคุ้มภัยแล้วทหารในกองทัพถึงได้หลับสนิทกันทั้งกอง"
“เหอะ มิใช่ว่าเป็นฝีมือพวกเจ้าหรือไร” กู้ฉกชิงกล่าวเสียงหยัน “วางยาพวกข้าแล้วแสร้งเป็นเข้าช่วย หวังความดีความชอบ"
“รองแม่ทัพกู้ระวังคำพูดด้วย” กุนซือซั่งกล่าวเตือน แต่มีหรือคนอารามหัวร้อนจะฟัง
“หากไม่ใช่เหตุใดถึงมีแค่ขบวนคุ้มภัยไม่เป็นอันใด นี้มิใช่แน่ชัดแล้วหรือว่าเป็นพวกเจ้าทำเพื่อหวังผลงาน”
มาถึงตรงนี้ชายหนุ่มทั้งสามเริ่มมีโทสะขึ้นมาแล้วเสียงที่กล่าวจึงค่อนข้างกระด้าง “กองทัพกับขบวนคุ้มภัยมีบางสิ่งต่างกัน"อี้หย่งหยางเจี๋ยเว้นช่วง แต่เหมือนแม่ทัพกู้จะมีโทสะสุมทรวงตลอดเวลาได้โอกาสก็แทรกขึ้นทันที
“ไม่เหมือนที่ใดจะหาข้ออ้างอันใดอีก”
“เมื่อวานพวกข้ามิได้ทานสิ่งใดเข้าไป” หลัวสุ่ยหมิงความอดทนเป็นเลิศกล่าวต่ออย่างใจเย็น "ถึงที่พักต่างแยกย้ายกันนอนเลย ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ยามได้ยินเสียงต่อสู้แล้ว”
ไม่เพียงกู้ฉกชิงรองแม่ทัพบ้างคนคล้ายจะเริ่มหมดความอดทนแล้วเช่นกันโพร่งขึ้นอย่างไม่คิดไว้หน้าใดๆ “พวกเจ้าต้องการจะกล่าวสิ่งใด อ้อมไปอ้อมมาอยู่นั้นคิดว่ากำลังต่อกวีอยู่หรือ”
“ข้าเพียงจะชี้ให้เห็นถึงข้อแตกต่าง” หลัวสุ่ยหมิงกล่าวได้เท่านั้นก่อนจะถูกเสียงของหลัวเจิ้งเหยียนกลบในประโยคต่อมา
“มิใช่ว่าชัดเจนแล้วหรือว่ากองทัพถูกวางยาในอาหาร”
“ไอหยา ความหมายของคุณชายหลัวคือสงสัยกองเสบียงหรือ” น้ำเสียงฉายชัดถึงความแตกตื่น รองแม่ทัพหม่าผู้บัญชาหน่วยเสบียงเหมือนถูกของร้อนโยนใส่ หากไม่โง่งมจนเกินไปคุณชายหลัวเอ่ยเช่นนี้มิพ้นสงสัยหน่วยเสบียงหรอกหรือ ต่อให้ตนมิได้ทำแต่แล้วอย่างไรเขาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงจะรอดพ้นข้อครหานี้หรือ
“สถานการณ์ชี้ไปเช่นนั้น แต่จะมีผู้ใดโง่พอถึงขั้นกระทำการโจ่งแจ้งให้ตนเองเป็นที่สงสัย"รองแม่ทัพหม่ายังไม่ทันหายใจทั่วท้องดีประโยคต่อมาของหลัวสุ่ยหมิงก็ทำเอาหน้าซีดเผือดขึ้นมาอีกครั้ง "ความเป็นไปได้จึงมีสองทางหนึ่งคือมีคนลอบเข้าไปวางยาในอาหาร สองคือเป็นฝีมือของหน่วยเสบียง"
กู้ฉกชิงคล้ายรอประโยคนี้กล่าวขึ้นฉันพลัน “กองทัพโดนวางยาทั้งกองในวันที่พวกเจ้ามาส่งเสบียง ตกดึกข้าศึกลอบมาวางเพลิงเผาเสบียง มันจะไม่เหมาะเจาะเกินไปหรือไร”
คนที่เหลือคิดตามเห็นด้วยกับสมมุติฐานของกู้ฉกชิง
“จะว่าไปก็นับเป็นเรื่องบังเอิญจนน่าเหลือเชื่อ” โหลนต้าวเจียวทวนความคิดเหมือนไม่ได้ตั้งใจแต่คงจะดังไปหน่อยจึงไปสะกิดคนอื่นให้คล้อยตาม
“อืม ราวกับถูกวางแผนมาก่อนล่วงหน้า” มีอีกคนเสริมที่เหลือก็เริ่มสาดสายตาไม่เป็นมิตรไปยังสามคุณชายมากกว่าเดิม
“แสร้งทำเป็นวีรบุรุษหวังหน้าที่การงานในกองทัพหรือ?”
“ไอหยา มิใช่ว่าเกือบสำเร็จแล้วหรือ”
ข้อสันนิฐานต่างๆ นาๆ ถูกเอ่ยออกมาไม่ขาดสาย เสียงถกเถียงกันดังระงมแบ่งแยกเป็นสองฝ่าย บ้างชี้จุดต่างบ้างหาจุดจับผิด
“ทุกท่านโปรดอย่าพึ่งคาดเดาไปเอง ถึงอย่างไรเมื่อคืนกองทัพก็ได้รับความช่วยเหลือจากขบวนคุ้มภัยหาไม่คงได้ตายในกองเพลิงยกกอง” รองแม่ทัพอันกล่าวแย้ง หากแต่รองแม่ทัพผู้มีความถือยึดถือมั่นในความคิดตนเองไม่รับฟังสวนกลับทันควัน
“แม้แต่รองแม่ทัพอันยังเอนเอียงไปทางพวกเขาแล้ว มิใช่ว่าชัดแจ้งถึงเจตนาแล้วหรอกหรือ”
“พวกข้าไม่มีเหตุผลต้องทำเรื่องเช่นนี้ หากกองทัพพิทักษ์แผ่นดินพ่ายทั้งเก้าแคว้นมิพ้นลุกเป็นไฟ พวกข้าจะทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร” อี้หย่งหยางเจี๋ยทัดทาน หนึ่งในรองแม่ทัพแย้งขึ้นทันใด
“หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อคืนผู้ที่ได้ความดีความชอบมากสุดคือพวกเจ้า"
“พวกเจ้าพอเถิดยิ่งกล่าวยิ่งเหมือนแก้ตัว”
“พวกเจ้าพอกันได้หรือยัง?” เสียงเยือบเย็นหัวโต๊ะสยบทุกความวุ่นวาย ภายในกระโจมเงียบกริบรอฟังคำตัดสินของผู้มีอำนาจสูงสุด เยี่ยเจิ้งสิงพลูลมหายใจหันไปทางสามคุณชาย “ข้าต้องขอโทษแทนคนของข้าด้วย คุณชายทั้งสามอย่าได้ถือสา”
“ท่านแม่ทัพกล่าวหนักไปแล้ว ผู้น้อยเป็นเพียงพ่อค้าจะอาจหาญมีความคิดนั้นต่อกองทัพพิทักษ์แผ่นดินอันเกรียงไกรได้อย่างไร” ฟังยังไงนี่ก็เป็นคำประชดประชัน หนึ่งในรองแม่ทัพทำท่าจะกล่าวขึ้นมาอีกทว่าแม่ทัพใหญ่ยกมือเชิงห้ามจึงต้องรีบหุบปาก
“แผนการของคุณชายหลัวนับว่าไม่เลว” เสียงทัดทานจากรองแม่ทัพทั้งหลายดังขึ้นได้เพียงประโยคเดียวก็ต้องหุบปากไปอีกครั้ง เห็นเช่นนั้นแม่ทัพใหญ่จึงกล่าวต่อ “แต่ชายชาติทหารจะหนีได้อย่างไร ทำเช่นนั้นผู้ที่เดือดร้อนที่สุดเห็นทีจะเป็นชาวบ้าน”
“ท่านแม่ทัพ” กุนซือเอ่ยแทรก แม่ทัพปรายตามองก่อนพยักหน้าให้เชิงพูดต่อกุนซือไม่รีรอกล่าวตามความคิดตนเอง “หากทำตามวิธีของคุณชายหลัวกองทัพมีโอกาสพลิกกลับมาได้เปรียบนะขอรับ”
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำตาม”
“เช่นนั้น…..” กุนซือเว้นคำ แม่ทัพพยักหน้าหยัดกายลุกยืน
“รองแม่ทัพทุกหน่วยจงฟังข้า” แม้จะไม่เต็มใจเท่าใดนักแต่เมื่อเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาก็ไม่อาจไม่ทำตามได้ “พลโล่ พลธนู ทหารม้า ทหารราบไปกับข้าผนึกกำลังต้านศัตรู รองแม่ทัพอันนำกำลังหน่วยสอง หน่วยลาดตระเวน หน่วยสอดแนมลอบไปยังฐานที่มั่นศัตรูเผาให้สิ้นซาก หน่วยที่เหลือนำกำลังไปคุ้มกันชาวบ้าน”
แม้จะคล้อยตามคุณชายจากขบวนคุ้มภัยอยู่บ้างแต่แม่ทัพก็นับได้ว่ายึดมั่นอุดมการณ์ของตนได้อย่างมั่นคง ไม่เห็นด้วยทั้งหมดแต่ก็ยังนำบางส่วนมาใช้นับว่าไม่ใช่คำสั่งที่เกินรับได้อย่างคิดไว้ตอนแรกรองแม่ทัพจึงไม่ได้ทัดทานอีกรับคำทำตามอย่างกระตือรือร้นด้วยซ้ำ
“ขอรับ!”
คำสั่งจากแม่ทัพถูกถ่ายทอดไปยังทหารของแต่ละหน่วย รองแม่ทัพทุกคนแม้จะใจแคบแต่นับว่าทำงานได้ว่องไวไม่ถึงหนึ่งชั่วยามทหารแต่ละหน่วยก็เตรียมพร้อม ทหารทั้งสามหน่วยนำโดยรองแม่ทัพอันออกเดินทางในวันนั้นเลย เพราะต้องเคลื่อนไหวให้เงียบที่สุดไม่ให้ข้าศึกไหวตัวทันจึงต้องกระจายกันไป อาวุธที่รวบรวมมาได้ย่อมต้องให้ติดกายไปให้ครบมือรวมถึงอุปกรณ์นำไฟต่างๆ พลุสัญญาณแจกให้หน่วยละอันเพราะมีจำกัด ส่วนทหารที่เหลือเตรียมตัวในส่วนของตน ใครพอมีฝีมือก็รวมตัวมาช่วยหลัวสุ่ยหมิงซ่อมแซมอาวุธ
หลังจากนั้นสามวันเสียงกลองศึกท้ารบจากฝ่ายตรงข้ามดังสนั่น แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินนำกำลังเผชิญหน้า กองทัพอันยิ่งใหญ่ของหลายชนเผ่าผสานกำลังกับนักรบทะเลทรายเคลื่อนพลมืดฟ้ามัวดินอาวุธครบมือกะจากสายตาราวห้าสิบหมื่นอย่างที่รองแม่ทัพอันว่าจริงๆ เทียบกับกองทัพพิทักษ์แผ่นดินในยามนี้นับว่ามากกว่าสามเท่าเลยทีเดียว
ชนเผ่านอกด่านขึ้นชื่อเรื่องความป่าเถือน เมื่อลั่นกลองศึกตามธรรมเนียมก็ไม่พูดจาให้มากความเคลื่อนพลเข้าสู้ทันที เสียงแม่ทัพคำรามยกดาบใหญ่เหนือศีรษะตะบึงม้าเข้าชนคนที่เหลือก็เอลั่นเข้าฟาดฟันศัตรูอย่างกระเหียนกระหือรือกระหายชัยชนะ
ด้านกองทัพพิทักษ์แผ่นดินแม้กำลังจะน้อยกว่าก็หาได้หวั่น แม่ทัพใหญ่สั่งการ “ตั้งค่ายกล!” พลโล่พลันก้าวออกมาตีวงกว้างใช้โล่ใหญ่ปิดกองทัพเป็นครึ่งวงกลม ด้านหลังประจำด้วยทหารราบอาวุธครบมือรอบข้างเต็มไปด้วยพลธนูประจำยังผาหินเมื่อได้รับสัญญาณมือจากแม่ทัพใหญ่ธนูมากมายทั้งธนูไฟธนูหัวโลหะสาดกระหน่ำใส่ศัตรูราวกับห่าฝนตัดกำลังไปได้ราวสามส่วน
แม่ทัพฝ่ายศัตรูคำรามเสียงกร้าวประดุจฟ้าผ่า “พลธนู!”
จบคำธนูมากมายจากทิศทางที่สูงกว่าสาดกระหน่ำไปยังพลธนูอย่างแม่นยำด้วยจำนวนที่มากกว่าเผื่อแผ่ไปยังทหารที่เหลือ พลโล่รีบยกโล่ขึ้นต้านทำให้เห็นด้านหลังที่มีทหารชักอาวุธในท่าเตรียม แม่ทัพฝ่ายตรงข้ามยกยิ้มมองออกในทันที
“นับว่าเป็นค่ายกลที่ดี แต่เสียดายใช้ไม่ได้ผล” เสียงหัวเราะดังเซ็งแซ่ตามมา ฝนธนูสงบลงแล้วหัวเราะก็หัวเราะจบแล้ว แม่ทัพไม่พูดพร่ำมากความตะโกนคำเดียวว่า “ไป” กองทัพอันยิ่งใหญ่ก็เข้าปะทะกันโดยพลัน
มองโกขึ้นชื่อเรื่องพละกำลังนับว่าไม่เกินจริง ยามฟาดฟันในสนามรบดุดันป่าเถื่อนไม่มีแบบแผนตายตัว ซ้ำยังไม่เลือกวิธีการเพียงไม่กี่ชั่วยามก็ไล่ต้อนกองทัพพิทักษ์แผ่นดินได้ไม่ยากเย็น
กองทัพเสียเปรียบชัดเจนทหารบาดเจ็บหลายนาย บ้างพลีชีพบ้างสาหัสที่ยังเหลือพอสู้ไหวก็ไม่ถึงครึ่งแล้ว เยี่ยเจิ้งสิงสู้ติดพันกับแม่ทัพมองโก รุกรับกันหลายกระบวนท่าไม่มีทีท่าจะได้ผู้ชนะ หางตาของแม่ทัพใหญ่ลอบมองผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นระยะความกดดันกดทับลงบนบ่ามากขึ้นทุกขณะ
ต้องเร่งมือแล้ว
เสี้ยวจังหวะหนึ่งแม่ทัพมองโกใช้โอกาสช่วงที่หางตาแม่ทัพใหญ่ละจากกรต่อสู้ พลิกดาบใหญ่เสียบทะลุชุดเกราะปักเข้ากลางอกแม่ทัพแห่งต้าเหลียง เยี่ยเจิ้งสิงกัดฟันกำดาบใหญ่ไว้แน่นยึดไว้กับอกไม่ให้ปักลึกลงนี้ขณะเดียวกันก็ไม่ให้ดึงออก มืออีกข้างออกทวนศึกแทงทะลุอกแม่ทัพมองโกดาบเดียวทะลุถึงหลังอย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงอึดใจรวดเร็วเห็นเพียงเลือดสาดกระเซ็นจากร่างคนทั้งสองชั่วพริบตาเยี่ยเจิ้งสิงพลิ้วกายจากหลังม้า ดาบใหญ่ที่ปักอกหลุดไปแล้วแต่ความเจ็บยังคงไม่ลดน้อยลง เยี่ยเจิ้งสิงตาพร่าแล้วแต่ยังกัดฟันตีลังกาหนึ่งตลบอาศัยช่วงฝ่ายตรงข้ามตั้งตัวไม่ทันเหยียบลงยังปลายทวนที่ปักคาอกแม่ทัพมองโก คมทวนกรีดกระชากทรวงอกเสียงเนื้อฉีกขาดเลือดสาดกระเซ็น เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก้องสนามรบ กระนั้นอีกฝ่ายก็ไม่ยอมล้มง่ายๆ ใช้แรงเฮือกสุดท้ายผสานโทสะเงื่อมดาบสูงหมายฟันร่างที่เหยียบอยู่บนทวน
เยี่ยเจิ้งสิงรับรู้แต่ร่างกายช่างหนักอึ้งเหลือเกินแผลที่กลางอกยังหน่วงให้การเคลื่อนไหวช้าลง ชั่วพริบตาขณะดาบใหญ่จะฟันร่างกระบี่เล่มหนึ่งไม่รู้มาจากไหนปักลงกลางหน้าผากแม่ทัพมองโก การเคลื่อนไหวหยุดชะงักก่อนร่างนั้นจะหงายลงจากหลังม้าแน่นิ่งทั้งที่ยังตาเบิกกว้าง
ร่างใหญ่ของเยี่ยเจิ้งสิงเมื่อไร้ที่เหยียบก็หงายลงพร้อมๆ กับร่างไร้ลมหายใจของแม่ทัพมองโก แผลกลางอกเล่นงานขนาดหนักปวดร้าวไปทั้งร่าง ในเวลานั้นได้แขนของใครบางคนรับเอาไว้พร้อมประคองให้ยืนได้มั่นกล่าวถามเสียงห่วงใย “ท่านลุงเยี่ยไหวหรือไม่?"
เยี่ยเจิ้งสิงหอบหายใจหนักมือกุมอกตอบกลับเสียงติดสั่น “ยังไหว”
หลัวเจิ้งเหยียนมองสำรวจร่างกายคนที่ตนประคองไว้ ตามร่างมีบาดแผลลึกบ้างตื้นบ้างทว่าที่สาหัสคงจะเป็นกลางอก มีเลือดไหลทะลักออกมาจนดูน่ากลัว
ด้วยสภาพนี้ยากจะยืนได้ทว่าแม่ทัพใหญ่ก็ยังหยัดยืนอย่างมั่นคงแม้ตนจะปล่อยมือแล้ว เยี่ยเจิ้งสิงยิ้มบางคล้ายคำกล่าวขอบใจขณะเดียวกันก็คล้ายกับบอกว่าไม่เป็นไร มือใหญ่กุมแผลไว้ขยับกายเข้าไปดึงทวนออกจากร่างไร้ลมหายใจของแม่ทัพมองโก
ทหารมองโกเมื่อเห็นแม่ทัพพ่ายจากหึกเหิมฟาดฟันไม่ยั้งกลับกลายเป็นตะลึงตะลานขวัญกำลังใจเปี่ยมล้นในคราแรกคล้ายสลายหายไปพร้อมลมหายใจของแม่ทัพใหญ่ รองแม่ทัพมองโกที่อยู่ไม่ไกลตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล
“อย่าให้การสละชีพของท่านแม่ทัพสูญเปล่า! ฆ่ามันกำชัยชนะมาสู่มองโกให้จงได้!”
เสียงเฮตามท้ายทหารมองโกเข้าฟาดฟันอีกครั้ง รองแม่ทัพคนเดิมสลัดหลุดจากกู้ฉกชิงได้ก็หันเป้าหมายมายังแม่ทัพใหญ่ผู้สังหารแม่ทัพของตน สองตาแดงกล่ำรังสีฆ่าฟันฉายชัดพุ่งเข้าใส่หมายสบั้นศีรษะในดาบเดียว
เยี่ยเจิ้งสิงหลบทันทว่าความเร็วของคนผู้นี้ไม่ธรรมดาหลังจากพลาดไปครั้งหนึ่งก็ตั้งตัวได้อย่างรวดเร็วดาบใหญ่ในมือเงื่อมสูงรุกไล่หมายเอาชีวิต หลัวเจิ้งเหยียนเห็นท่าไม่ดีคิดเข้าช่วยทว่าก้าวได้เพียงก้าวเดียวบุรุษร่างสูงใหญ่ผิวทองแดงใบหน้าทะมึนทึนฉาบด้วยไอสังหารยืนขวางอยู่ตรงหน้า ในมือถือขวานใหญ่พอๆ กับตัวเงื่อมสูงฟันฉับลงมาอย่างรวดเร็วสบั้นเส้นผมช่อหนึ่งของหลัวเจิ้งเหยียนขณะพลิ้วกายหลบไปอีกทาง
ตัวใหญ่แต่ปราดเปรียวยิ่งนักยังไม่ทันตั้งตัวดีคมขวานก็จามลงมาอีกรอบ หลัวเจิ้งเหยียนไม่คิดรับการโจมตีทำได้เพียงพลิ้วกายหลบพลางประเมินคู่ต่อสู้เงียบๆ ในใจ หลบหลีกอยู่เป็นนานในที่สุดก็เริ่มจับทางได้ ฝ่าเท้าสะกิดพื้นดีดกายขึ้นสูงหมุนคว้างกลางอากาศอาศัยจังหวะที่อีกคนชะงักไปชั่วอึดใจเหยียบลงบนขวานใหญ่พร้อมกับปลายกระบี่แทงทะลุลำคอของคนผู้นั้น
ติดพันอยู่นานหันไปทางท่านลุงเยี่ยอีกทีสีหน้าพลันเคร่งเครียดขึ้นมา ดาบใหญ่ฟันเข้ากลางอกเยี่ยเจิ้งสิง รองแม่ทัพผู้นั้นรวดเร็วมองตามแทบไม่ทันอีกดาบก็จ้วงแทงอย่างรวดเร็ว เยี่ยเจิ้งสิงกุมอกพลิกกายหลบได้แต่ยังไม่วายเฉือนท่อนแขนไร้เกราะไปอีกแผล หลัวเจิ้วเหยียนเห็นท่าไม่ดีตั้งท่าจะเข้าไปช่วยอีกครั้งกลับถูกฝ่าเท้าหนักๆ ยันเข้าเต็มอกล้มถลาไปด้านหลัง
“อึก” เลือดคำใหญ่จุกอยู่ลำคอไม่ทันหายมึนงงฝ่าเท้าคู่เดิมก็เหยียบซ้ำเข้ามาอีก
ตะวันตรงศีรษะแสงแดดสะท้อนคมดาบไม่ทันได้กระพริบตาดาบนั้นก็ห่างใบหน้าไม่ถึงฉือแล้ว ทว่าใต้คมดาบนั้นมีกระบี่เล่มหนึ่งกั้นเอาไว้ ชายเจ้าของดาบคำรามลั่นก่อนร่างนั้นจะถลาออกไปในเวลาต่อมา
“เจิ้งเหยียน!” แรงประคองร่างให้ลุกนั่งพร้อมกับน้ำเสียงใสกระจ่างเจือความร้อนใจ หลัวเจิ้งเหยียนรับรู้ได้ทันทีว่าคือใครสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นไปอีก
“ข้าบอกให้รั้งอยู่ในค่ายมิใช่หรือ” ยังไม่ทันยืนดีก็ถูกการโจมตีจากคนเดิมเข้าอีกรอบ ดาบใหญ่ฟาดลงมา มือสองข้างที่จับกับไว้แยกทางใครทางมันกระนั้นอันจื่อเทายังตอบคำถามคนรักเมื่อยืนมั่น
“หากข้าไม่มาเจ้าคงเหลือแต่ชื่อ” คนอุตส่าห์เป็นห่วงยังทำเหมือนเราเป็นตัวถ่วงอีก เมื่อกี้ถ้ามาไม่ทันน่ากลัวว่าหน้าหล่อๆ นั่นคงถูกแยกเป็นสองส่วนไปแล้ว ร่างกายยังไม่หายดีฝืนขยับมาได้ขนาดนี้นับว่าปาฏิหาริย์แล้วยังจะอวดเก่งไม่เข้าเรื่องอีก
“ข้าไม่เป็นไรแล้วเจ้ากลับไปเถิด” ถูกไล่ซึ่งๆ หน้าอันจื่อเทาเริ่มมีน้ำโหแล้วเหมือนกัน ร่างโปร่งสะกิดปลายเท้าทะยานขึ้นสูงหมุนวนกลางอากาศก่อเกิดเป็นแสงวิบวับจับร่างสะกดการเคลื่อนไหวของทหารรอบข้างที่กำลังสู้ติดพันหยุดนิ่งเป็นวงกว้าง
พรึ่บ
ปลายเท้าแตะพื้นดินพร้อมกับเสียงตึงระรอกหนึ่ง ทหารหลายสิบนายคุกเข่าร่างแข็งทื่อบ้างล้มคว่ำลงกับพื้นไม่เว้นแม้แต่คนตัวใหญ่ที่ลงดาบมาเมื่อครู่
“เจ้า!” เสียงกัดฟันกรอดดังเข้าหูดวงตาดุดันจ้องเขม็งมาราวกับจะฆ่าฟันทางสายตา
“เป็นเจ้า” อันจื่อเทากระตุกยิ้มมือยกลูบลำคอของตน
ชายตัวใหญ่เค้นหัวเราะ “หึ เข็มยาชาของเจ้าจะหยุดข้าได้? อ่อนหัด!”
ประโยคนี้คล้ายไขข้อกระจ่างให้หลายๆ คนที่อยู่ๆ ร่างกายก็เกิดหนักอึ้งขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ หลัวเจิ้งเหยียนพินิจมองอีกครั้งก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที
“เสี่ยวจื่อออกมา” น้ำเสียงกดต่ำบอกถึงคลื่นอารมณ์ของคนพูด ยังไม่ทันได้ขยับร่างทั้งร่างพลันลอยหวือไปอีกฝั่งพร้อมกันนั้นสองคนที่โดนเข็มยาชาทั้งคู่ฟาดฟันกันในเวลาต่อมา เสียงเหล็กกระทบเริ่มดังขึ้นอีกครั้งทหารเริ่มขยับร่างกายได้เข้าฟาดฟันกันอีกรอบ
อันจื่อเทายืนนิ่งนับเวลาในใจ
“23วิเองหรอ" ยาเจ้าคนแซ่ซั่งห่วยแตกสิ้นดี คนงามยืนนิ่งริมฝีปากขมุบขมิบ ท่ามกลางสนามรบดาบกระบี่ไร้ตาทหารเผ่านอกด่านนายหนึ่งเงื้อมดาบขึ้นสูง อันจื่อเทาพลิ้วกายหลบปลายเท้าผสานลมปราญทะลวงเข้าลำคอทหารนายนั้นแน่นิ่งในเวลาต่อมา
*********