นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    ตอนที่ 43 เจ้าของร้านหนังสือ

    ตอนที่ 43

    เจ้าของร้านหนังสือ

    ร่างของลู่หานโดนดึงให้วิ่งไปพร้อมกับชายวัยเลขห้าที่ร่างกายผอมแห้งผู้นั้นแล้วออกไปจากร้านหนังสืออย่างรวดเร็ว 

    “ เดี๋ยว!!!! เดี๋ยว!!!  ” ลู่หานกล่าวซ้ำออกมาด้วยความตื่นตระหนกเมื่อร่างของตนเองถูกชายวัยเลขห้าผู้นั้นพาดึงวิ่งออกมาจากร้านหนังสือ

    ค้นหาลู่หานวิ่งผ่านถนนหน้าร้านปะปนกับผู้คนมากมายที่เดินพลุ่งพล่านอยู่บนถนนแล้วหนีหายออกไปจนลับจากสายตาของสตรีร่างกายอ้วนท้วนผู้นั้นที่กำลังโกรธจนหน้าแดง 

    ลู่หานถูกพาวิ่งมาจนถึงตรอกซอยเล็กๆแห่งหนึ่ง แม้ว่าตรอกซอยนี้จะไม่ได้มีผู้คนเดินพลุกพล่านอยู่มากนักแต่ก็ยังพอมีร้านต่างๆตั้งอยู่ตามริมทางและมีผู้คนเดินอยู่อย่างประปราย 

    และแล้วเมื่อหันไปมองว่าไม่มีผู้ใดวิ่งตามมาเท้าทั้งสองข้างของชายที่ดึงร่างของลู่หานวิ่งมาด้วยก็หยุดลง มันแสดงท่าทางเหนื่อยหอบและหายใจถี่ระรัวราวกับคนที่กำลังจะขาดใจตายให้ได้ 

    ลู่หานที่ยืนอยู่ด้านหลังของชายผู้นั้นก็ยืนมองด้วยความประหลาดใจ เขาไม่มีท่าทางเหนื่อยหอบหรือว่าอันใดเลยมันเป็นเพราะว่าร่างกายของเขาถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดีและพลังบ่มเพาะภายในร่างกายเองถูกบ่มเพาะขึ้นมาในระดับนึงจนทำให้การวิ่งเพียงแค่นี้ไม่ได้ทำให้เขานั้นเหนื่อยหอบเลยสักนิด

    ผิดจากชายผู้นี้มันกำลังเหนื่อยหอบราวกับว่าตนเองนั้นจะหมดแรงแล้วล้มตายไปเสียตอนนี้ให้ได้ ลู่หานก็ยืนมองอยู่ตรงนั้นจนอีกฝ่ายมีท่าทางดีขึ้นแล้วลุกขึ้นมายืนอยู่ในท่าทางปกติได้

    “ ท่านทำอันใดน่ะ... ” เขาเอ่ยถามขึ้นมาทันที ชายวัยประมาณเลขห้าที่มีร่างกายผอมแห้งผู้นั้นก็หันมามองลู่หานที่อยู่ด้านหลัง 

    ใบหน้าของอีกฝ่ายที่หันมาไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายหรือว่าความคิดไม่ดีแฝงเร้นอยู่ลู่หานสัมผัสได้ แต่มันกลับยกยิ้มที่มุมปากเล็กๆของมันราวกับกำลังจะคิดและทำอันใดสักอย่าง 

    “ เจ้าหนุ่ม..เจ้าเป็นลูกค้าร้านของข้าใช่หรือไม่ ” ชายคนนั้นเริ่มพูดออกมาด้วยเสียงอันนอบน้อมก่อนจะรีบพากายของมันเข้าใกล้ล่างของลู่หานราวกับทำตัวเป็นผู้ที่สนิทสนมกัน

    บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มที่มีอินทรีย์ตัวใหญ่อันน่าเกรงขามเกาะอยู่บนไหล่ข้างขวาก็ยืนด้วยท่าทางสงบนิ่งในการเคลื่อนไหว เขาไม่ได้ถอยห่างหนีจากร่างกายของชาววัยเลขห้าผู้นั้นเขาสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทางหรือเจตนาที่มุ่งร้ายต่อเขา

    “ ไม่ผิดเมื่อครู่ข้าจะเข้าไปหาดูหนังสือสักเล่มสองเล่ม ” ยามแรกเมื่อเห็นร้านหนังสือลู่หานก็อยากจะเข้าไปเผื่อว่าตนเองจะได้ตำราทักษะบ่มเพาะดีๆกลับมาบ้าง 

    ชายผู้นั้นที่พากายเข้ามาแนบชิดกับร่างของลู่หานราวกับจะทำความสนิทสนมก็ฉีกยิ้มที่มุมปากทั้งสองข้างของมันออกมาอย่างมีเลศนัย แต่ภายในรอยยิ้มที่มีเลศนัยบางอย่างซ่อนเร้นอยู่นั้นลู่หานเองก็ยังมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาที่มุ่งร้ายต่อตนเองเขาจึงยืนสงบนิ่งแล้วรอฟังจุดประสงค์ที่อยู่ภายในใจของชายผู้ที่เป็นเจ้าของร้านหนังสือผู้นี้

    “ เจ้ามีเงินหรือไม่ ” อีกฝ่ายเอ่ยถาม

    “ มี.. ” ลู่หานตอบกลับไปที่เมืองแห่งนี้โชคยังดีที่มันนั้นใช้สกุลเงินเช่นเดียวกับด้านนอกเขาเลยสามารถนำเงินที่พกติดตัวของตนเองมาใช้จ่ายภายในเมืองหมื่นราตรีแห่งนี้ได้

    ชายวัยเลขห้าที่มีร่างกายผอมแห้งเช่นนั้นเริ่มใช้สายตาของตนเองกวาดมองรอบกายของบุรุษที่มีใบหน้าหล่อเหลาเป็นทุนเดิมและมีร่างกายงามตรงหน้าของมันอย่างละเอียด 

    “ เอ๊ะ!!! นี่เจ้าเป็นคนของโลกด้านนอกงั้นรึ.. ” ชายผู้นั้นได้สะดุดตากับสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหลังมือด้านขวาของลู่หานจึงเอ่ยถามออกมา 

    “ ใช่!!! ” ลู่หานเองก็ตอบกลับไปด้วยท่าทางสงบนิ่ง เขาไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังหรืออะไรอยู่แล้วเพราะตัวตนที่มาจากโลกภายนอกก็เป็นที่รู้กันดีอยู่ภายในเมืองหมื่นราตรีอย่างนี้ 

    ชายผู้นั้นถอยหน้าออกไปเล็กน้อยก่อนจะยืนพยักหน้าขึ้นลงดูเหมือนจะทำความเข้าใจอันใดบางอย่างได้ 

    “ เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว เจ้าอยากได้พวกตำราบ่มเพาะที่หายากสินะ ” ชายผู้นั้นดูเหมือนว่าจะรู้จุดประสงค์ของลู่หาน 

    กระนั้นลู่หานเองก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอันใดเพราะว่า คนที่เข้ามาภายในเมืองหมื่นราตรีเช่นเขาคงจะมีมากมายหลายคนแล้วและพวกมันเองก็คงจะมีจุดประสงค์เดียวกับเขาในตอนนี้นั่นก็คือการที่มาแสวงหาของที่สามารถช่วยให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นได้

    ลู่หานพยายามทำท่าทางสงบนิ่งเข้าไว้เขาต้องใช้ความคิดมากที่สุดในการเจรจาหรือพูดคุยในครั้งนี้ บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอันสง่างามพยักหน้าตอบรับกลับไป 

    …..

    “ เจ้ามาหาถูกร้านแล้ว!!! ” ชายผู้นั้นกล่าวขึ้นมาด้วยเสียงดังลั่น 

    “ ข้ามีเคล็ดวิชามากมายที่จะขายให้เจ้าเลยแหละ แต่ว่า...ข้าขอเงินมัดจำไว้ก่อนได้หรือไม่ ” เถ้าแก่ร้านหนังสือพูดออกมาพลางแสยะยิ้มเล็กๆก่อนที่มันจะยื่นใบหน้าของมันเข้ามาอีกครั้ง 

    ลู่หานนิ่งสนิทเขาจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่แสดงอารมณ์อันใดก่อนที่เขานั้นจะกล่าวออกมาอย่างเฉยชา “ วิชาอันใด ”

    ลู่หานเขาไม่ได้โง่พอที่จะยอมเชื่อคำที่ออกมาจากลมปากของชายผู้นี้หรอกนะ ถ้าอยากจะขายตำราบ่มเพาะหรือเคล็ดวิชาอันใดให้เขาจริงๆเขาก็ต้องรู้ก่อนของที่เขาจะได้มานั้นมันคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือเปล่า

    “ เจ้าอยากจะได้วิชาแบบใดละข้ามีทั้งหมดนั่นแหละ ร้านของข้ารวบรวมเคล็ดวิชาหายากส่วนใหญ่ภายในเมืองหมื่นราตรีแห่งนี้เอาไว้หมดแล้ว ” ชายผู้นั้นได้โอ้อวดร้านของตนเองออกมาอย่างไม่อายปาก 

    “ ข้าต้องการของที่ดีที่สุด ” ลู่หานตอบกลับไปอย่างแทบจะไม่ต้องคิด การจะหาตำราหรือทักษะบ่มเพาะอันใดเขาก็ต้องเลือกสิ่งที่มันดีที่สุดเพื่อนำกลับไปอยู่แล้ว

    ชายร่างกายผอมแห้งที่อยู่ด้านหน้าของลู่หานเริ่มหยุดคิดมันได้ขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันพลันยกนิ้วมือขึ้นมาลูบที่ปลายคางแสดงท่าทางครุ่นคิดบางอย่าง

    “ เอาเช่นนี้เยี่ยงไร...ค่ายกลพลังสร้างสรรค์ ” ชายวัยเลขห้าผู้นั้นเอ่ยออกมาหลังจากที่มันครุ่นคิดมาสักพัก

    “ ค่ายกลพลังสร้างสรรค์งั้นรึ ” ลู่หานแสดงใบหน้าที่ประหลาดใจออกมาอีกครั้งเหมือนกับครั้งที่เขานั้นได้พบเจอกับทักษะบ่มเพาะ 2 ดาราเคียงฟ้า 

    ค่ายกลพลังสร้างสรรค์เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้จากภายในนิยายเรื่องจ้าวกระบี่สวรรค์สยบฟ้ามาก่อน

    “ มันคือค่ายกลอันใดกัน ” ลู่หานถามออกไปด้วยความฉงน เขาไม่รู้จักค่ายกลชนิดนี้จะให้ตอบปากรับคำซื้อไปโดยที่ไม่รู้ความสามารถของมันก็กระไรอยู่

    “ ค่ายกลพลังสร้างสรรค์เป็นค่ายกลระดับสวรรค์ที่มีความพิเศษเป็นอย่างมาก มันจะแสดงพลังแห่งจินตนาการของเจ้าออกมาทางค่ายกลที่เจ้าสร้างขึ้น ” 

    “ พลังแห่งจินตนาการงั้นรึหมายความว่าเยี่ยงไรกัน ” ลู่หานเองก็ยังไม่เข้าใจกับคำอธิบายของชายผู้นี้ อันใดที่หมายถึงว่าแสดงพลังแห่งจินตนาการออกมาทางค่ายกล 

    “ เฮ้อ!!! เจ้าเนี่ยไม่รู้ถึงความลึกล้ำของมันเลยนะ ” ชายผู้นั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนที่จะพูดต่อด้วยใบหน้าแห่งความหนักใจยิ่งพลันทำให้ลู่หานมองมันด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง   

    “ ข้าจะอธิบายอย่างง่ายๆก็คือ ยามที่เจ้าสร้างค่ายกลออกมาถ้าเจ้านึกคิดว่าให้มันเคลื่อนที่ค่ายกลมันก็จะเคลื่อนที่ไปด้านหน้าและถ้านึกคิดว่าให้มันลอยขึ้นค่ายกลที่เจ้าสร้างขึ้นมันก็จะลอยขึ้นไปด้านบนอย่างไรล่ะ ” 

    อธิบายออกมาเช่นนี้ครั้งนี้ลู่หานเริ่มเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังจะบอกเกี่ยวกับค่ายกลอันนั้น แต่เมื่อมองดูแล้วมันก็เป็นค่ายกลที่น่าจะมีขอบเขตและข้อจำกัดในการใช้งานมากพอสมควรและดูไม่ได้เป็นค่ายกลที่แข็งแกร่งเหมือนกับค่ายกลจ้าวพฤกษาอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นค่ายกลระดับสวรรค์เหมือนกัน

    ลู่หานกำลังไต่ตรองครุ่นคิดอยู่ภายในใจของตนเองว่าจะตัดสินใจซื้อค่ายกลที่เจ้าของร้านหนังสือผู้นี้แนะนำดีหรือไม่ ได้อยู่ๆภายในหัวของเขาก็คิดได้ถึงวิธีการนำมันไปใช้ขึ้นมาได้

    “ ตกลง!!! ข้าเอาท่านจะขายมันด้วยราคาเท่าใด ” ลู่หานตอบกลับไปหลังจากที่เขานั้นคิดได้ถึงวิธีการนำมันไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด 

    “ เจ้าไม่ต้องให้เงินข้าก็ได้แต่ว่าเจ้าต้องพาข้าไปที่แห่งหนึ่งแล้วดูแลข้าเป็นอย่างดี ” เถ้าแก่ร้านหนังสือด้านหน้าของลู่หานกล่าวออกมาพลันให้บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มที่อยู่ด้านหน้าขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันด้วยความสงสัยอีกครั้ง 

    แม้จะไม่เข้าใจกับสิ่งที่เถ้าแก่ผู้นี้พูดแต่ว่าในหัวของลู่หานกลับคิดถึงผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับจากค่ายกลพลังสร้างสรรค์ไปไกลแล้ว จะให้ปฏิเสธแล้วยอมปล่อยค่ายกลที่ดีเยี่ยมเช่นนั้นไปมันก็เกรงว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย

    “ ได้!!! ” ลู่หานตอบรับกลับไปหลังจากที่ไต่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว

    ไม่ได้ยินคำตอบของบุรุษตรงหน้าเถ้าแก่ร้านหนังสือก็พยักหน้าขึ้นลงด้วยความพึงพอใจก่อนที่เขานั้นจะกล่าวออกมาทันที “ ไปกันเถอะ!!! ”

    ร่างนั้นหันเดินนำไปด้านหน้าของลู่หานทว่า...

    “ หยุดก่อน!!! ” เสียงของลู่หานดังขึ้นมาทำให้เท้าทั้งสองข้างของมันหยุดชะงักไปทันทีแล้วหันมองที่บุรุษด้านหลังของมัน

    “ มีอันใดเจ้าหนุ่ม ”

    “ ข้าจะทำให้เจ้าต่อเมื่อคัมภีร์เล่มนั้นอยู่ในมือของข้าแล้ว ” ลู่หานตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเขายังคงไม่ลืมว่าอย่างไรเสียของก็ต้องมาก่อน ถ้าเกิดชายผู้นี้สร้างเรื่องขึ้นมาแล้วไม่มีค่ายกลชนิดนั้นจริงๆเขาเองที่จะเป็นฝ่ายที่เสียผลประโยชน์

    “ เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว!!! เจ้าเนี่ยนะ ” เถ้าแก่ร้านหนังสือผู้นั้นกล่าวออกมาด้วยใบหน้าหนักใจก่อนที่มันจะใช้มือของมันล้วงเข้าไปภายในอาภรณ์แล้วนำตำราเล่มนึงที่มีความหนาประมาณ 2 เท่าของตำราทั่วไปออกมาแล้วส่งให้กับลู่หาน 

    บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอันสง่างามที่มีอินทรีย์ตัวใหญ่อันน่าเกรงขามเกาะอยู่บนไหล่ข้างขวาก็รับตำราเล่มนั้นเอาไว้ในมือก่อนที่จะใช้ดวงตาของตนเองมองสำรวจตำราที่อยู่ในมือ

    มันคือตำราปกสีน้ำเงินที่ด้านหน้าปกเขียนว่าค่ายกลพลังสร้างสรรค์ เมื่อได้รับการยืนยันแล้วว่าของสิ่งนี้มันคือสิ่งที่เถ้าแก่ผู้นี้พูดถึงลู่หานเองก็เก็บมันเอาไว้ภายในอาภรณ์ที่ตัวเองสวมใส่แล้วเริ่มทำตามสัญญาของตนเองทันที

    เขาเดินตามเถ้าแก่ร้านหนังสือคู่นั้นไปตามถนนที่ซับซ้อนก่อนที่มันจะพาเขามาพบเจอกับสถานที่แห่งนึง...

    อาคารสูงใหญ่ที่มีความสูงถึง 9 ชั้นถูกตกแต่งและประดับประดาอย่างงดงามตระการตา บุรุษมากมายหลั่งไหลเข้าไปด้านในเพราะหญิงงามมากหน้าหลายตาที่ยืนเรียกแขกอยู่ด้านหน้าร้าน

    “ ที่แห่งนี้มัน..หอคณิกางั้นรึ ” ลู่หานพูดกับตนเองด้วยเสียงอันแผ่วเบาขณะที่ดวงตาทั้งสองข้างของเขากำลังจ้องอาคารสูงใหญ่เบื้องหน้าอย่างตาไม่กระพริบ

    จบตอน