The X-Ghost:
Series : Sonic Distortion (อาถรรพ์คลื่นเสียงมรณะ)
แนว: ไซไฟ-สยองขวัญ / นีโอนัวร์ / จิตวิทยา
บรรยากาศ: ภาคตะวันออก (อู่ตะเภา-พัทยา) ปี 2520, บาร์ฝรั่ง, ควันกัญชา, เสียงดนตรีร็อกหนักๆ, และความขัดแย้งใน่าเย็น
EP1: ท่วงทำนองที่ทำให้โลกหมุนคว้าง
พ.ศ. 2520 | บาร์ "The Black Hole" ใกล้ฐานทัพอากาศอู่ตะเภา
เวลา 23:45 น.
ท่ามกลางกลุ่มทหาร GI ในชุดลำลอง ควันบุหรี่ลอยคลุ้งตัดกับแสงไฟหลากสีที่หมุนวนช้าๆ บนเวทีมีวงดนตรีท้องถิ่นกำลังเล่นเพลงร็อกที่มีจังหวะหน่วงหนัก กีตาร์ไฟฟ้าแผดเสียงหอนยาวๆ (Feedback) ที่ฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องของิญญา
ทันใดนั้น ทหารอเมริกันร่างั์คนหนึ่งที่กำลังนั่งดื่มอยู่ดีๆ ก็เบิกตาโพลง เขาคว้าขวดเหล้าฟาดเข้าที่ศีรษะเพื่อนข้างๆ ก่อนจะเริ่มกัดกินหูของเหยื่อราวกับเป็สัตว์ป่า เสียงดนตรียังคงเล่นต่อไป... ยิ่งรุนแรงขึ้น ทหารคนอื่นๆ ในร้านก็เริ่มคุ้มคลั่ง สู้รบกันเองจนบาร์กลายเป็โรงฆ่าสัตว์
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา: ตึกแถวพระนคร
คเชนทร์ กำลังนั่งเหม่อมอง มนัส ที่กำลังพยายามซ่อมวิทยุธานินทร์เครื่องโปรด (ที่พังมาจากภาคที่แล้ว) โดยการใช้ถ่านไฟฉายตรากบมาต่อพ่วงกับสายไฟประหลาดๆ
“มนัส... ผมบอกแล้วไงว่าผมจะทำเครื่องใหม่ให้ นายจะเอาของโบราณมาโมดิฟายให้เสียเวลาทำไม?” คเชนทร์บ่นพลางโยนตลับเทปเพลงร็อกชุดหนึ่งลงบนโต๊ะ
“มันคือความผูกพันครับสารวัตร อีกอย่าง... ถ่านตรากบนี่มันให้กระแสไฟฟ้าที่ ‘นิ่ง’ กว่าถ่านจากโลกของคุณเยอะเลยนะ” มนัสตอบพลางยิ้มฟันหลอ
ดร.พรทิพย์ เดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารสีน้ำตาล “เลิกเถียงกันเื่ถ่านได้แล้วค่ะ เรามีงานด่วน ท่านนายพลบุญส่ง (ที่ตอนนี้พยายามทำตัวเป็พวกเราหลังจากคดีมาดามราตรี) ส่งข่าวมาว่า มีเหตุคลุ้มคลั่งหมู่เกิดขึ้นในบาร์รอบๆ ฐานทัพอู่ตะเภา เหยื่อทุกคนมีอาการคล้ายกันคือ... แก้วหูฉีกขาด และสมองส่วนควบคุมอารมณ์ถูกทำลายด้วย ‘คลื่นความถี่สูง’”
“อู่ตะเภาเหรอ?” ไพรวัลย์ ที่กำลังลับมีดหมออยู่มุมห้องเงยหน้าขึ้น “แถวนี้ผีเ้าที่แรงนะสารวัตร แถมพวกทหารฝรั่งยังเอา ‘ของแปลก’ เข้ามาเยอะ ทั้งยา ทั้งดนตรีที่ฟังแล้วหัวหมุนนั่นอีก”
การเดินทางสู่ตะวันออก
ทีมเดินทางมาถึงพัทยาในยุคที่กำลังเริ่มเปลี่ยนจากหมู่บ้านประมงเป็เมืองท่องเที่ยวแสงสี รถจี๊ปวิ่งผ่านบาร์นับสิบร้านที่มีเสียงดนตรีร็อกแผดออกมาไม่ขาดสาย
“โลกนี้มันชอบอะไรที่มันเสียงดังๆ กันจังนะ” คเชนทร์ใส่หูฟังตัดเสียงไฮเทค “แต่เดี่ยวก่อนนะไอริช... สัญญาณสเปกตรัมแถวนี้มันแปลกๆ”
ไอริช เปิดเครื่องตรวจจับคลื่นความถี่ “ใช่ค่ะคเชนทร์ ดนตรี Psychedelic Rock ที่เล่นแถวนี้ มันไม่ได้มีแค่เสียงเครื่องดนตรี แต่มันมีคลื่น Subsonic (คลื่นเสียงต่ำกว่าที่หูมนุษย์จะได้ยิน) แฝงอยู่... มันเป็รูปแบบรหัสเดียวกับที่พวก ‘วาลักซ์’ ใช้สื่อสารทางจิต!”
“หมายความว่า... มีใครบางคนกำลังใช้ดนตรีร็อกเป็ตัวกระจายสัญญาณสะกดจิตงั้นเหรอ?” มนัสถามด้วยเสียงสั่นๆ
เวลา 21:00 น.
ลมทะเลหอบเอาความชื้นและกลิ่นน้ำมันเครื่องจากรันเวย์อู่ตะเภามาปะทะหน้า รถจี๊ปของทีม X-Ghost จอดซุ่มอยู่หน้าบาร์ที่ชื่อว่า "The Purple Haze" ชื่อร้านที่ตั้งตามเพลงดังของ Jimi Hendrix แต่วันนี้บรรยากาศมันกลับดูหม่นหมองกว่าที่ควรจะเป็
“ไซ-คี-เด-ลิค ร็อก?” คเชนทร์ พึมพำขณะอ่านแฟ้มคดี “มันก็แค่ดนตรีของพวกขี้ยาไม่ใช่เหรอ ?" "เอาเสียงกีตาร์มาบิดให้เบี้ยว ใส่เอฟเฟกต์ก้องๆ ให้คนฟังรู้สึกเหมือนลอยได้ ผมไม่เข้าใจว่ามันจะกลายเป็อาวุธสังหารคนได้ยังไง”
“อย่าดูถูกพลังของคลื่นเสียงสิคะคเชนทร์” ไอริช สอดแทรกพลางเช็กเซนเซอร์เสียง “ดนตรีแนวนี้มันคือการทดลองขยายขอบเขตของจิตสำนึก ศิลปินอย่าง Jimi Hendrix ไม่ได้แค่เล่นกีตาร์ แต่เขาใช้ Feedback และ Distortion สร้างกำแพงเสียงที่สั่นะเืไปถึงระดับเซลล์ ถ้าใส่ ‘รหัส’ บางอย่างลงไปในจังหวะที่หัวใจมนุษย์กำลังเต้นตาม... มันคือการแฮ็กสมองสดๆ เลยล่ะค่ะ”
“มันคือ ‘มนต์สะกด’ ในรูปแบบวิทยาศาสตร์นั่นแหละสารวัตร” ไพรวัลย์ พูดพลางพ่นควันบุหรี่ “สมัยก่อนปู่ย่าเราใช้ปี่พาทย์ทำพิษใส่ศัตรูให้คลั่ง แต่ไอ้พวกฝรั่งนี่มันใช้ตู้แอมป์ขนาดเท่าบ้านทำแทน”
ทีมก้าวเข้าไปในบาร์ กลิ่นกัญชาผสมเหล้าแม่โขงลอยอบอวล แสงไฟจากโคมไฟน้ำมัน (Lava Lamp) ส่องสว่างวับแวมเป็หยดสีส้มเขียววนเวียนอยู่บนผนัง บนเวทีวงดนตรีท้องถิ่นที่แต่งตัวเลียนแบบฮิปปี้กำลังเริ่มบรรเลงเพลงที่มีจังหวะเบสหน่วงหนักเหมือนเสียงชีพจรั์
มนัส นั่งลงที่โต๊ะมุมมืด เขาพยายามปรับวิทยุธานินทร์เพื่อดักจับความถี่ “สารวัตรครับ... ผมรู้สึกแปลกๆ เสียงกีตาร์นั่นมัน... มันไม่ได้เข้าหู แต่มันสั่นอยู่ในกระดูกกรามผม”
“เงียบหน่านะมนัส กินเหล้าไป” คเชนทร์สั่ง แต่ในใจเขาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
นักดนตรีบนเวทีเริ่มดีดกีตาร์ด้วยเสียงที่พร่าเพี้ยน (Distortion) ยาวนานนับนาที เสียงนั้นมันบิดเบี้ยวจนดูเหมือนมันกำลัง ‘เลื้อย’ อยู่ในอากาศ แสงไฟในร้านเริ่มหมุนวนเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนคเชนทร์รู้สึกว่าพื้นร้านเริ่มอ่อนนุ่มเหมือนเยลลี่
“คเชนทร์... ดูนั่นสิคะ” ไอริชกระซิบ เสียงของเธอฟังดูเหมือนดังมาจากที่ไกลๆ “ทหาร GI พวกนั้น... พวกเขาไม่ได้เต้น แต่พวกเขากำลัง... สั่น”
ทหารอเมริกันนับสิบคนในร้านเริ่มขยับตัวตามจังหวะดนตรีที่เร่งขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาของพวกเขาเริ่มลอยคว้าง กล้ามเนื้อกระตุกผิดรูป คเชนทร์พยายามจะลุกขึ้นแต่กลับพบว่าขาของเขาไร้ความรู้สึก เขามองเห็นภาพหลอนว่านิ้วมือของตัวเองกลายเป็สายกีตาร์ที่กำลังสั่นระริก
ความหลอนที่เริ่มกัดกิน
“ไพรวัลย์... ผม... ผมคุมตัวเอกไม่ได้” คเชนทร์พยายามคว้าปืนพลังงาน แต่เขากลับคว้าได้เพียงแก้วเหล้าที่บัดนี้กลายเป็งูเห่าสีม่วงเลื้อยพันแขนเขา
“สารวัตร! ตั้งสติ!” เสียงไพรวัลย์ดังขึ้น แต่มันฟังดูแปลกประหลาดเหมือนถูกบันทึกไว้อยู่ในแผ่นเสียงที่สะดุด “นี่มันไม่ใช่แค่เสียง... มันคือ ‘คลื่นแทรกจิต’... นุช! นุชอยู่ไหน!”
นุช นั่งกุมขมับ ร้องไห้ออกมาเป็เื “มันเจ็บ... เสียงพวกมันกำลังหัวเราะ... พวกมันบอกว่า ‘เพลงนี้ยังไม่จบ’...”
ทันใดนั้น นักดนตรีบนเวทีก็หยุดเล่นพร้อมกันอย่างกะทันหัน ความเงียบที่เกิดขึ้นมันบีบคั้นจนหูแทบะเิ ชายผมยาวที่ถือกีตาร์ไฟฟ้าทรง V-Shape สีดำสนิท เงยหน้าขึ้นมองคเชนทร์ ดวงตาของเขาไม่มีตาดำ มีเพียงวงกลมแสงสีขาวที่หมุนวนเหมือนแผ่นเสียง
เขากรีดสายกีตาร์ลงมาหนึ่งครั้ง— โครม!!!
เสียงนั้นไม่ได้เป็ดนตรี แต่มันคือคลื่นกระแทกมหาศาลที่ส่งผลให้ขวดเหล้าทั้งร้านะเิออกพร้อมกัน คเชนทร์กระเด็นตกจากเก้าอี้ โลกทั้งใบกลายเป็สีม่วงจัดและขาวสลับกันไปมา เขาเห็นภาพอดีตคู่หูอย่าง อรรถ ยืนอยู่หลังลำโพงั์ พลางส่งยิ้มอาบยาพิษมาให้
“ยินดีต้อนรับสู่คอนเสิร์ตสุดท้ายของแกนะ... คเชนทร์”
ก่อนที่คเชนทร์จะหมดสติไป เขาเห็นภาพทหาร GI คนหนึ่งพุ่งเข้าหาเขาด้วยปากที่อ้ากว้างจนเห็นเขี้ยวแหลมคมที่ทำจากเศษโลหะ!
เสียงกีตาร์แผดก้องขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความมืดมิด...?!
*โปรดติดตามตอนต่อไป*