“ทุกคน ฉันมีข่าวร้ายจะบอก การเข้าไปในเกทของเราครั้งนี้มีสิ่งที่ต้องทำต่างจากเดิม”
ทหารของหน่วยเอทไนน์ก้มหยิบชิ้นส่วนชุดเกราะขึ้นมาสวมใส่พลางฟังหัวหน้าหน่วยที่กำลังพูดเกี่ยวกับสถานที่ที่พวกเขากำลังจะเดินทางเข้าไป แอนเดอร์สันที่ได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อวานจึงเงี่ยหูฟังอีกครั้งเผื่อจะมีเรื่องเพิ่มเติม
“เมื่อวานนักวิทยาศาสต์ 50 คนที่เข้าไปพร้อมกับหน่วยเอททเวนทีหายไปทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้น ทหารทั้ง 50 ของหน่วยเอททเวนทีก็หายไปเช่นเดียวกัน เราจึงจำเป็นต้องออกตามหาพวกเขา”
“หัวหน้า แล้วเราจะไปตามหาพวกเขาที่ไหน”
“ภารกิจให้เราเดินทางไปยังตำแหน่งของหน่วยที่เดินทางเมื่อ 2 วันก่อนเพราะมันเป็นตำแหน่งที่หน่วยเอททเวนทีตามเข้าไป”
“หัวหน้า พวกเขาไปทำอะไรถึงหายไป”
แอนเดอร์สันเป็นคนสอบถาม เขาอยากรู้ข้อมูลการหายไปของหน่วยเอททเวนทีและนักวิทยาศาสตร์ที่หายไป จุดประสงค์ที่นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องเข้าไปด้วยคือการเข้าไปทำอะไร ภายใต้คำถามของแอนเดอร์สันทำให้ทหารทุกคนหันมองเพราะมันเป็นเสียงของเด็กที่ไม่คุ้นชิน
“มีการค้นพบซากโบราณบางอย่าง แต่เราไม่รู้ว่ามันเป็นซากโบราณของเผ่าพันธ์ุใดในมิสเทอรี่ นักวิทยาศาสตร์จึงถูกส่งเข้าไปสำรวจที่นั่นแต่พวกเขาก็หายไป”
“แล้วงานของเราคือการช่วยเหลือหรือการค้นหา”
“ทั้งสอง เอาล่ะทุกคนพร้อม เราจะเดินทางกันแล้ว”
แอนเดอร์สันนำปืนที่สะพายอยู่ด้านหลังมาถือเอาไว้ในมือ ด้วยพลังทำลายของปืนกระบอกนี้สามารถจัดการได้แม้กระทั่งมอนสเตอร์ 800 ปี การที่เขาต้องใช้ปืนกระบอกนี้ก็เพราะว่าทุกคนที่นี่ต่างพกมัน เพื่อยกระดับพลังทำลายของหน่วยให้อยู่ที่ 800 ปี สำหรับชุดเกราะที่แอนเดอร์สันสวมใส่นี้เป็นของสหพันธ์ ทุกคนที่นี่ล้วนสวมใส่เหมือนกันหมด ไม่มีการนำชุดเกราะของตระกูลเข้ามาใช้ เพื่อไม่ให้เกิดความอิจฉาริษยาจนเกิดการแย่งชิงในช่วงที่ต่อสู้กับมอนสเตอร์
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดตรงหน้าแอนเดอร์สัน ทหารทั้ง 50 คนที่เดินมาด้วยกันล้วนเปิดระบบป้องกันตัวเองจากสายฝนที่กำลังเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย แอนเดอร์สันที่เดินมาถึงเขตฝนตกตลอดเวลาเขาจึงสวมใส่หมวกแล้วเดินตามทุกคนเข้าไปเพื่อไม่ให้รูปแบบแถวมันขาดช่วง
ซึ่งพื้นที่ที่แอนเดอร์สันเดินทางมาถึงนี้เอง ไม่มีกลางวัน ไม่มีกลางคืน ทุกช่วงเวลาล้วนมีแสงส่องสว่าง ทุกคนที่นี่จึงให้ความสำคัญกับนาฬิกาเพื่อดูช่วงเวลาของการทำภารกิจ ครั้งนี้แอนเดอร์สันมีเวลา 24 ชั่วโมงในการเข้าไปในเกทระดับ 9
“เอาล่ะทุกคนพร้อม เราไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่บ้าง ขอให้ทุกคนตั้งสติให้ดี อย่าตื่นตกใจ”
คำพูดเตือนใจแอนเดอร์สันให้เต็ม 10 คะแนน สำหรับการสั่งการในสถานการณ์ต่างๆ แอนเดอร์สันขอหยุดการให้คะแนนเอาไว้เพียงเท่านี้ก่อน เพราะเขายังไม่เจอสถานการณ์อื่นใดนอกจากเดินไปเรื่อยๆเท่านั้น ทันทีที่หัวหน้าหน่วยเอทไนน์ให้สัญญาณ รูปแบบกองทัพของคนทั้ง 50 ก็จัดขึ้นก่อนจะพากันเดินเข้าไปในเกท โดยแอนเดอร์สันอยู่ลำดับที่ 23 หลังจากที่ทุกคนจัดแถวตอนเรียง 2 เข้าไปด้านในนั้น ปืนทั้ง 50 กระบอกในมือของทหารที่จัดแถวก็ได้หันไปรอบด้านเตรียมโจมตี
“เคลียร์!”
เสียงร้องของหัวหน้าดังมาจากด้านหน้าสุด ทำให้ทุกคนที่ตามเข้ามารู้ว่าพื้นที่ที่พวกเขายืนอยู่ปลอดภัยแล้ว แอนเดอร์สันที่ตามทุกคนเข้ามาด้านในเขาก็ได้กวาดตามองออกไปรอบๆจนพบว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยหินหลากหลายขนาด ไม่มีต้นไม่เลยสักต้น มีเพียงแค่หินและดินกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา อย่างไรก็ตาม ฝนที่กำลังเทลงมากลับอยู่ภายในเกทแห่งนี้ด้วยทำให้เขารู้ว่ามีโอกาสจะได้ต่อสู้ท่ามกลางสายฝนตกหนักที่ทั้งรบกวนคำสั่งและรบกวนการมองเห็น รวมไปถึงรบกวนเวทมนตร์บางธาตุที่แพ้น้ำ
“ทุกคน เดินทางได้!”
คำสั่งดังออกมาจากหัวหน้าจากนั้นคนทั้ง 50 ก็เริ่มเดินต่อแถวกันไปตามเส้นทางที่กลุ่มก่อนหน้าเข้ามา โดยการเดินทุกคนยังคงสำรวจทิศทางที่ตัวเองหันมองไปเพื่อไม่ให้มีสิ่งผิดปกติคลาดสายตาของพวกเขา
“หัวหน้าครับ ดูเหมือนว่ามันจะมีอะไรต่างจากครั้งก่อน”
เสียงพูดของหัวหน้าและรองหัวหน้าดังขึ้นหน้าแถว แอนเดอร์สันที่รับข้อมูลจากสายลมจึงได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน
“ใช่ มีหินโผล่ออกมาเยอะกว่าเดิมจนฉันแทบจำเส้นทางไม่ได้”
“ครับ ไม่เพียงเท่านั้นดูเหมือนว่าฝนจะตกหนักกว่าเดิมด้วย”
มือของรองหัวหน้าชี้ไปยังทิศทางที่ฝนตกลงมา แม้ขนาดของเม็ดฝนจะเท่าเดิม มันกลับตกหนักขึ้นจนกลายเป็นม่านน้ำฝนยากจะมองรอบตัวได้หากเดินเข้าไปในเขตที่ฝนตกหนัก ทันใดนั้นบนใบหน้าของทหารทั้งหมดต่างแสดงความตื่นตระหนกออกมาอย่างหนักทำให้แอนเดอร์สันหันมองขึ้นไปบนท้องฟ้าตามคนอื่นๆ
“เมฆสีแดง!”
[แจ้งเตือน ท่านตกอยู่ในอันตรายระดับ 10]
เสียงร้องดังมาจากหัวหน้า เมื่อรู้ว่าเมฆนี้สามารถปลดปล่อยฝนสีเลือดให้ตกลงมาโจมตีนักเวทย์ได้ ผู้เป็นหัวหน้าจึงร้องตะโกนบอกให้นักเวทย์ธาตุดินใช้เวทย์สร้างที่กำบัง การขุดหลุมภายในสถานที่แห่งนี้เป็นเรื่องดีที่จะหลบฝน เพียงแต่ว่าเคยมีเหตุการณ์ที่ฝนตกหนักจนหลุมหลบภัยน้ำท่วมส่งผลให้ทหารเสียชีวิตทั้งหมดจากฝนเลือดที่สามารถสลายมานาจากร่างกาย ทันทีที่หัวหน้าสั่งออกไปทหารจำนวน 10 คนก็ได้ใช้เวทย์สร้างโดมขนาดใหญ่ขึ้นมาจากเวทย์ธาตุดินครอบทับทหารจำนวน 50 คน
แอนเดอร์สันที่ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากเหตุการณ์ฝนตก เขาจึงรู้ได้ในทันทีว่าเม็ดฝนที่กำลังจะร่วงตกลงมาจากท้องฟ้า สามารถสร้างความเสียหายให้กับเขาได้
เปรี้ยง คลืน!
เสียงฝนสาดเทกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง แอนเดอร์สันตกใจเช่นกันที่เม็ดฝนสามารถกระแทกโดมขนาดใหญ่ที่มีความหนาเป็นอย่างมากให้เกิดเสียง เขานึกว่าจะได้อยู่เงียบๆภายใต้ความมืดของโดม เม็ดฝนที่อยู่ด้านนอกกลับทำให้โดมสั่นสะเทือนได้
“ไม่ต้องตกใจ โดมไม่พังลงมาหรอก มันเป็นเรื่องปกติของที่นี่ ต่อให้จะสร้างโดมขึ้นมาอีกกี่ชั้นก็ตาม ฝนด้านนอกก็สามารถสั่นสะเทือนโดมได้เหมือนเดิม”
แอนเดอร์สันพยักหน้าหลังจากโลแกนเข้ามาบอกเขาไม่ให้ตื่นตระหนกกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หลังจากที่เขาเห็นทุกคนเลือกที่จะทิ้งตัวลงไปงีบหลับจึงทำเช่นกันเพราะตอนนี้พวกเขาไม่สามารถทำอะไรภายใต้สถานการณ์ที่ฝนสีเลือดตกลงมา
—---------
ตุบ!
เสียงพลิกตัวและเสียงเท้ากระทบพื้นดินส่งเสียงดัง แอนเดอร์สันที่งีบหลับได้ลืมตาตื่นขึ้นมาดูทหารปรากฎว่าหลายคนกำลังลุกขึ้นเตรียมพร้อมที่จะเดินทางออกไปจากโดมแห่งนี้ เขาจึงสังเกตไปยังโดมที่ตอนนี้ไม่มีเสียงฝนตกกระทบจึงทำให้เขามั่นใจว่าฝนกำลังจะหายไปแล้ว
[แจ้งเตือน โฮสต์รอดพ้นจากเรื่องราวที่นำไปสู่ความตายได้สำเร็จ ได้รับตั๋วสุ่มรางวัล 100 ใบ]
แอนเดอร์สันได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากทางระบบ ทำให้เขารู้ว่าตอนนี้ด้านนอกปลอดภัยแล้ว เขาดีใจมากที่ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ตั๋วมา 100 ใบ ทันทีที่ทหารส่งคนออกไปตรวจสอบรอบนอกรูปแบบแถวก็ได้จัดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
“หน้าเดิน!”
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แอนเดอร์สันกวาดตามองดูทุกอย่างรอบๆปรากฎว่ามันแทบไม่ต่างจากตอนที่มีเมฆสีแดงปรากฎตัวเลยสักนิด พื้นดินที่ควรจะมีเลือดเปื้อนเต็มไปหมดกลับไม่มีแม้แต่เลือดหยดเดียว เหมือนกับว่าฝนสีแดงเลือดไม่เคยตกลงมาก่อน
“หยุด อย่าขยับ!”
ปืนทั้ง 50 กระบอกเล็งไปยังทิศทางที่ได้รับมอบหมายให้ดูแล แอนเดอร์สันที่ดักฟังทุกอย่างตลอดเขาถึงขั้นย่นคิ้วเพราะตอนนี้ด้านหน้าปรากฎหินปริศนาที่มีดวงตาปรากฎบนหิน จากความสามารถของมันที่เขาเคยได้ยิน หินเหล่านี้สามารถทำให้ทหารตัวแข็งกลายเป็นหินได้หากเข้าไปใกล้ระยะการทำงานของมัน
“หัวหน้า หลายอย่างเปลี่ยนไปจากเดิม หินดวงตาเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นจากเดิมหลายเท่า ถ้าเป็นแบบนี้เราต้องใช้เวลามากแน่นอนกว่าจะเดินทางไปถึงตำแหน่งที่คาดว่ากลุ่มก่อนหน้าหายตัวไป”
ปิ้ว บรึ้ม!
กระสุนมานายิงโจมตีหินดวงตา ปรากฎว่าการระเบิดที่เกิดขึ้นกลับทำให้หลายคนวิตกกังวลใจเพราะไม่สามารถเคลียร์ทางด้วยกระสุนปืนได้ หินดวงตาที่วางเรียงรายบนพื้นดินไม่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีเลยสักนิดเดียว สิ่งที่พวกเขาทำได้คงเป็นการสำรวจเส้นทางใหม่เท่านั้น
แอนเดอร์สันไม่ขอทำอะไรมากเพราะเขายังไม่รู้เลยว่าที่แห่งนี้มีอะไรอันตรายซ่อนอยู่บ้าง เขาจึงเลือกที่จะอยู่ในตำแหน่งที่ 23 คอยเฝ้าดูคนอื่นๆต่อไป
ตึง!
[แจ้งเตือน ท่านตกอยู่ในอันตรายระดับ 52 ]
แอนเดอร์สันย่นคิ้วในทันที ระดับความอันตรายที่แจ้งเตือนให้เขารู้หลังจากมีเสียงกระแทกพื้นของวัตถุดังขึ้นนี้ อันตรายเป็นอย่างมาก ทันทีที่เขาได้ยินเสียงร้องของทหารที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลนั้น จึงได้หันมองไปยังทิศทางที่เสียงกระทบเมื่อครู่ส่งออกมา
“หืม มันจะไม่ใหญ่เกินไปหน่อยเหรอ”
มอนสเตอร์ที่กำลังเดินมุ่งหน้ามายังตำแหน่งหน่วยเอทไนน์มีความสูงจากการวัดด้วยสายตาราว 300 เมตร นับว่าเป็นร่างที่ใหญ่มาก แอนเดอร์สันจึงทำการสำรวจรูปร่างของมันเพื่อดูว่าสามารถใช้การโจมตีได้ด้วยส่วนใดบ้าง
บริเวณหัวของมอนสเตอร์ตัวที่กำลังมุ่งหน้ามานั้นคล้ายกับสิงโตเพียงแต่มีใบหูเหมือนช้าง ช่วงลำตัวของมันคล้ายม้าเต็มไปด้วยลายเหมือนเสือดาวและมีเมือกห่อหุ้มร่างเอาไว้ ส่วนหางของมันมีลักษณะคล้ายกับหอกเต็มไปด้วยหนามแหลมมากมาย ทันทีที่มอนสเตอร์ตัวใหญ่หันมองจ้องมายังหน่วยเอทไนน์ คำสั่งจากผู้เป็นหัวหน้าก็ได้กระจายสู่คนในหน่วยทันที
“ใช้รูปแบบปิดล้อม เราจะโจมตีมันจากทุกทิศทาง!”
แอนเดอร์สันวิ่งไปยังตำแหน่งขาหลังทางฝั่งด้านซ้าย ตำแหน่งของเขาจะอยู่ตำแหน่งนี้ของมอนสเตอร์ทุกตัวหากมีการใช้รูปแบบปิดล้อม แต่สิ่งที่เขาต้องระวังไม่ใช่การหาวิธีโจมตีและสอดประสานกับทหารที่อยู่ด้านข้าง
เขาจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ใกล้ตัวอีกด้วยเพราะมอนสเตอร์ภายในเขตแห่งนี้ มีความสามารถในการหยุดการเคลื่อนไหวเป้าหมายได้จำนวน 10 เป้าหมายด้วยกัน ดังนั้นเขาจึงต้องมองดูเพื่อนร่วมหน่วยเพื่อที่จะโยนคนเหล่านั้นออกไปจากขอบเขตมอนสเตอร์ ให้พวกเขาได้หลุดออกจากการเล่นงานแล้วกลับมาสู้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง
“โจมตีได้!”
เสียงร้องดังระงมไปทั่วระบบสื่อสาร ปืนในมือของแอนเดอร์สันรัวยิงมอนสเตอร์ตรงหน้า มันเป็นปืนที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใครก็ตามสามารถใช้งานได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจวงเวทย์ภายในปืน แอนเดอร์สันไม่รู้เช่นกันว่านักวิทยาศาตร์สร้างวงเวทย์อะไรขึ้นถึงสามารถเปลี่ยนมานาให้กลายเป็นพลังทำลายได้ แต่ที่เขารู้คือมันสามารถฆ่านักเวทย์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องร่ายเวทย์ใดเลย
ตู้ม บรึ้ม บู้ม ตู้ม!
เสียงระเบิดดังกระหึ่มจากรอบตัวของมอนสเตอร์สูง 300 เมตร ทันทีที่มันถูกมนุษย์ตัวเล็กโจมตีจึงได้ร้องคำรามลั่นส่งเสียงของมันสั่นสะเทือนทุกๆอย่าง แอนเดอร์สันที่สังเกตไปยังจุดที่เขายิงโจมตีนั้นเขาก็เริ่มมีความหวังว่ามอนสเตอร์ที่กำลังร้อง สามารถตายได้ด้วยผลของปืน
“มันกำลังจะโจมตีแล้ว เตรียมป้องกัน!!!”