เกิดใหม่เป็นคุณชายเจ้าสำเราญ

    ตอนที่ 6 ไปโรงเรียน!

    ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ใจกลางเมือง นีลเตรียมพร้อมทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว ก็เตรียมตัวไปโรงเรียน
    แน่นอนว่า ไม่ใช่โรงเรียนเดียวกับในชีวิตที่แล้วของเขา...เนื่องจากทางแม่ของเขานั่นแหละ ตอนที่เขาเอ่ยถึงเรื่องลงมาโลกข้างล่างนั้น เดิมทีแม่ก็ไม่อยากให้ลงมาอยู่แล้ว แต่เมื่อมีข้อตกลงระหว่างปู่กับเขา เธอจึงยอมถอย และจะให้เขาเข้าเรียนที่โรงเรียนในเขต The wall ของชนชั้นสูง แต่ก็นั่นแหละ ด้วยการต่อรองไปมากว่า 3 ชั่วโมง ผลสรุปจึงได้ดังนี้...
    ผมจะเรียน ม.ปลายที่เขตปกติได้ แต่ว่าจะต้องเป็นโรงเรียนเซนท์ เฮฟเว่น โรงเรียนอันดับ 1 ของรอบนอกเท่านั้น จากนั้นแล้วเข้าเรียนมหาวิทยาลัยพิเศษที่ขึ้นตรงกับเซนทรัล ภายใน The wall ที่โลกนี้มีอยู่ 6 แห่ง ตามเขตปกครอง แม้จะไม่ได้อย่างที่ต้องการนัก แต่ก็ถือได้ว่าต่อรองมาได้อย่างสุดๆแล้ว
    นีลลงจากคฤหาสน์ผ่านประตูไปยังโรงจอดรถ ทีมีรถหลากหลายคันจอดอยู่ ที่นั่น มีบอดี้การ์ดวัยประมาณ 40 ปียืนรออยู่ 2 คน หัวหน้าที่ยืนอยู่ข้างประตูรถถ้าจำไม่ผิดคงชื่อว่า จอน หน่วยอารักขาของตระกูลเขา ที่ถูกส่งมาโดยครอบครัว ที่ปรากฏให้เห็นจริงๆอาจมีแค่ 2 แต่จริงๆคงมีซ่อนอยู่อีกนั่นแหละ เพราะคุณแม่ของเขาเป็นคนขี้กังวลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของตัวเขา แต่เขาก็ไม่แปลกใจอะไรเท่าไร หลังจากที่ได้ยินปู่ของเขาพูดเรื่องนั้น...เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยรับรู้มาก่อนหน้านี้ เป็นความจริงที่ทำให้เขาตกตะลึง
    “เชิญครับ นายน้อย” จอนคำนับพร้อมเปิดประตูรถลีมูซีนรุ่นล่าสุดให้กับนีล
    “อืม” เขาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนที่จะเข้าไปนั่งในรถหรู
    จริงๆแล้วชีวิตที่แล้วเขาไม่เคยได้นั่งแบบนี้เลยซักครั้ง หรือแม้แต่ในชีวิตนี้ บนสกาย์เปียร์นั้นแทบจะไม่ใช้พาหนะแบบนี้เลย อาจจะเป็นเพราะเขาอยู่แต่ในคฤหาสน์ตลอด 4 ปีนั่นแหละนะ
    พอคิดอะไรเพลินๆเขาก็มาถึงหน้าโรงเรียนเสียแล้ว
    “ใหญ่ต่างกันลิบเลยแฮะ..” นีลคิดพลางส่ายหัว ตัวเขานั้นอดที่จะนำไปเทียบกับโรงเรียนเทศบาลในชีวิตที่แล้วไม่ได้
    จากภายนอก โรงเรียนกินพื้นที่กว้างขวางเป็นอย่างมาก ด้านในเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงร้านค้าต่างๆ ด้านนอกล้อมไปด้วยกำแพงใหญ่ประดับประดาลวดลายต่างๆ คิดว่าหรูหราไม่แพ้โรงเรียนภายใน the wall เลย มองเข้าไปจะเห็นกับอาคารเรียนรูปทรงต่างๆ ตึกลูกเต๋าลอยได้ ตึกรูปกลวย ตึกใส ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ต้องใช้เงินจำนวนมากทั้งสิ้น...
    “ดูเหมือนว่าจะไม่ธรรมดาอย่างที่คิดแล้วสิ..” จากภาพตรงหน้า ทำให้เขาได้ตระหนักว่ามันไม่ควรจะเป็นโรงเรียนด้านนอก The wall เลยจริงๆ..
    แน่นอนว่าด้วยขนาด และชื่อเสียงแล้ว ก็ต้องตามมาด้วยค่าเทอมที่แพงหูฉี่ เทอมละ 1000 เครดิต..นี่ไม่ใช่เงินน้อยๆเลย เงินเดือนขั้นต่ำของพลเมืองชั้น 1 คือ 10 เครดิต เทอมนึงมีราว 3 เดือน เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ตีเป็นตัวเลขเดือนนึงแค่ค่าเทอมของโรงเรียนนี้ก็ประมาณ 300 เครดิต...ไม่ใช่ราคาที่คนธรรมดาจ่ายไหวแน่ๆ
    แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องจ่ายแพงเสียทีเดียว จากข้อมูลที่เขาได้ฟังมาคร่าวๆ ยังมีคนที่เป็นนักเรียนทุน อยู่ เนื่องจากโรงเรียนก็ต้องการรักษาเกียรติยศความเป็นที่ 1 เอาไว้ จึงได้มีการรับนักเรียนรูปแบบพิเศษ โดยจะรับเฉพาะคนที่มีความสามารถด้านต่างๆ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ หัวดี ความสามารถด้านกีฬา แต่กลับมีครอบครัวยากจน
    อัตราส่วนนักเรียนพวกนี้ก็ราวๆ 1% ของนักเรียนทั้งหมด ถ้านับจากนักเรียนทั้งหมดประมาณ 5,000 คนแล้ว ถือว่าไม่มากเลย เพียงพอที่จะทำให้ชื่อเสียงคงอยู่
    อาจจะคิดว่าจำนวนนักเรียนนี้เยอะ แต่จริงๆแล้วในยุคนี้กลับไม่เป็นแบบนั้น เพราะว่าหลังจากปีนั้น ผังเมืองได้ถูกวางใหม่ โรงเรียนต่างๆที่ไม่ได้มาตรฐานได้ถูกยุบรวมกัน ทำให้นักเรียนปกติจะอยู่ราวๆ 10,000 แต่นอนว่าด้วยจำนวน 5000 นั้นถือว่าน้อย แต่ด้วยมาตรฐานของโรงเรียนที่สูงกับค่าใช่จ่ายที่สูง จึงทำให้มีตัวเลขเท่านี้
    แล้วทำไม นักเรียนพวกนี้ถึงขวนขวายกัน แม้ค่าใช้จ่ายจะสูงและสอบเข้าได้ยากเย็นแสนเข็น? นั่นเพราะว่าโรงเรียนนี้คนที่จบออกมาล้วนมีโอกาสเข้าไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยภายใน The wall เยอะมาก ทั้งทุนการศึกษาหรืออะไรก็ล้วนมีให้ เครดิตถือว่าดีเป็นอันดับ 1 ในภายนอกกำแพง ที่สำคัญ ยังมีโอกาศเข้ามหาวิทยาลัยเซนทรัลที่ควบคุมโดยเซ็นทรัลอีกด้วย แน่นอนว่า โรงเรียนจากภายในเขตนอกกำแพงที่สามารถส่งนักเรียนเข้าไปเรียนในเซ็นทรัลได้นั้น มีแค่ 6 แห่ง ตามแต่ละเขตปกครอง
    สำหรับบรรดาครอบครัวธรรมดาแล้ว การที่จะได้เข้าไปในมหาวิทยาลัยเซ็นทรัล ถือเป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่กว่าอะไร ได้เข้าไปอยู่ใน The wall นั่นพอที่จะให้ครอบครัวได้รับการคุ้มครอง
    “เย้! ในที่สุด ฉันก็เข้าเซ๊นเฮฟเว่นได้! นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว ติดรายชื่อคนที่ 998 เห้ออ”
    “ฮ่าๆ เพราะเธอไม่มาติวกับพวกฉันไงล่ะ ไม่งั้นก็ผ่านฉลุยแล้ว
    “อ่า นี่คือเซ้นเฮฟเว่นสินะ ยิ่งใหญ่จริงๆ! ให้ตายสิ ถ้าในอนาคตได้ทำงานที่นี่ก็คงดี”
    เสียงวัยรุ่นหลากหลายเสียงดังเข้ามากระทบโสตประสาทของนีล ขณะที่อยู่หน้าประตูโรงเรียน ที่นั่น มีบรรดานักเรียนชายหญิงหรือผู้ปกครองมาส่งลูกๆเข้าเรียน ด้วยความตื่นเต้นของวันเปิดภาคเรียนใหม่ เสียงสนธนาดังมาเข้าหูเขาเรื่อยๆ สำหรับคนที่อยู่แต่ภายในคฤหาสน์มา 4 ปีแบบเขา นี่ค่อนข้างทำให้เขาอารมณ์ดีทีเดียวแต่เขาก็ไม่คาดคิดว่า อารมณ์ที่ดีของเขาจะถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว...
    “ลูกแม่ ตั้งใจเรียนนะลูก พยายามเข้า”
    หญิงสาววันกลางคนเสื้อผ้าเก่าๆภายหน้ามีริ้วรอย ใช้มือหยาบกร้านของเธอค่อยๆลูบผมให้หญิงสาวด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นและภูมิใจ
    แม่จะเป็นเสียงไม่ดังนัก แต่ด้วยจำนวนคนมีมากทำให้แออัดคนใกล้ๆก็ย่อมได้ยินเป็นธรรมดา คนรอบข้างพลันมองด้วยสายตาเหยียดหยามกับแม่ลูกคู่นี้
    แต่เหมือนว่าพวกเธอก็หาได้สนใจไม่
    “จำไว้นะลูก นอบน้อมเข้าไว้ อย่าพยายามทำเรื่องทำปัญหา ลูกเก่งมากแล้วที่ได้ทุนมาเรียนได้ ไปเถอะลูก เข้ากับเพื่อนให้ได้นะลูก”
    “โถ่ แม่ เป็นห่วงเกินไปแล้วค่ะ หนูจะไม่ให้ความลำบากของแม่สูญเปล่า”
    เด็กสาวท่าทางอบอุ่นตอบกลับแม่ด้วยรอยยิ้ม เธอมีดวงตาที่อ่อนโยน ผมสั้นสีน้ำตาลทอง ส่วนสูงประมาณ 160 ซม. ดูแล้วเป็นมิตรกับทุกคน
    แม่ลูกคู่นี้มาจากครอบครัวพลเมืองชั้นสอง เรียกได้ว่าหาเช้ากินค่ำ เธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเลี้ยงลูกคนนี้มาคนเดียว เธอสามารถเลี้ยงลูกคนนี้ของเธอมาได้แบบนี้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่ทั้งคู่ก็ดีใจอยู่ไม่นาน เสียงก็ดังแทรกเข้ามา“เฮ้ ป้า มายืนอะไรตรงนี้ เกะกะคนอื่นเขา เนื้อตัวก็สกปรกส่งกลิ่นเหม็นแบบนี้ รีบๆไปไกลๆเลยนะป้า”นีลหรี่ตาลงทันที...