ตอนที่ 392 โฟเรลและซอเด็ต
โฟเรลเหม่อลอยไปครู่หนึ่งจากท่าทีของซอเด็ต เขาเองก็พอจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับความสูงส่งและเย็นชาของเธอมาบ้าง เพียงแต่เขาย่อมไม่เคยคิดเลยว่ามันจะมากขนาดนี้
โดยเฉพาะเมื่อมันมากขึ้นกว่าการเมื่อกี้มาก ในตอนนั้นแม้เธอจะทั้งสูงส่งและเย็นชาหากก็ไม่ได้มีการปล่อยจิตคุกคามมากถึงเพียงนี้ ราวกับว่าหลังจากที่ได้พูดคุยอะไรบางอย่างกับเรนเดล เธอก็พลันเกลียดขี้หน้าเขาเสียอย่างนั้น
โฟเรลกลืนน้ำลาย เขายืนหยัดขึ้นจ้องหน้าซอเด็ต แววตาขุ่นมัวและท่าทีหวาดกลัวก่อนหน้าของเขาค่อย ๆ หายไปอย่างรวดเร็วหลังจากที่เขาสงบสติอารมณ์ได้ พลังจิตวิญญาณบนร่างของเขาถูกปล่อยออกมาเพื่อต่อต้านพลังจิตวิญญาณของซอเด็ตที่สะกดข่มเขา
“คุณเรนเดลตกลงแล้วเหรอครับ” โฟเรลจ้องมองกลับไป
ท่าทีของโฟเรลกลับทำให้ซอเด็ตประหลาดใจไม่น้อย เขากลับแทบไม่รับผลจากการสะกดข่มของเธอเลย เพียงไม่นานก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว แถมยังมีสติและความกล้ามากพอจะพูดตอบกลับเธออีกต่างหาก
“แล้วปีกแห่งผืนฟ้าผู้สูงส่งอยู่ ๆ ก็โผล่มา ไม่พูดไม่จา แถมยังจะพาเพื่อนของผมไปอีก ไม่เสียมารยาทไปหน่อยเหรอครับ” โฟเรลขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าปีกแห่งผืนฟ้าไม่ตอบคำถามของเขา
เขาไม่มีเหตุผลใดให้เกรงกลัวเธอ ถึงเธอจะเป็นนักสลักเอกจากผู้เรียนรู้ 5คำในตำนาน แต่เขาเองก็เป็นนักสลักโทจากผู้เรียนรู้ 4คำเช่นกัน เขามั่นใจว่าเธอไม่สามารถเอาชัยเขาได้โดยง่าย ภายใต้ระดับอริยะ เขามั่นใจว่าไม่ว่าจะเป็นใครเขาก็รับมือได้หมด
“คุณไม่มีความจำเป็นต้องรู้สิ่งใดทั้งนั้นค่ะ” ซอเด็ตตอบกลับอย่างเย็นชา แม้จะแปลกใจหากก็ไม่ได้มากมายอะไรถึงเพียงนั้น นานครั้งก็มักจะมีพวกใจกล้าเช่นนี้โผล่ออกมาบ้าง อย่างเช่นเพื่อน ๆ ของนิทานก่อนหน้าก็ใจกล้าบ้าบิ่นกว่าคนทั่วไปเช่นกัน
ยามที่เรนเดลลอยตามลงมาจากแท่นเมฆา เคียววาดเมฆาในมือของซอเด็ตก็เปล่งประกายแสงสีส้มอัสดง ขลุ่ยสีเขียวหยกแนบริมฝีปากของโฟเรลพร้อมทั้งแผ่พลังจิตวิญญาณหนาแน่นออกมา
มวลเมฆาที่เคยลอยเด่นกลางท้องนภาบัดนี้ไม่มีอีกต่อไป ครึ่งหนึ่งถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นชุดคลุมสีใสที่ห่อหุ้มร่างของซอเด็ต อีกครึ่งหนึ่งถูกเคียววาดเมฆาดูดซับเข้าไปไว้ภายใน
ใบเคียวที่ใหญ่โตอยู่แล้วบัดนี้มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าร่างของซอเด็ตเอง ใหญ่เสียยิ่งกว่าที่นิทานเคยจำได้ ใบเคียวเปล่งแสงสีส้มอัสดงแสบตาพร้อมกับคำแห่งพลังสีทองที่สลักไว้ใจกลาง ภายในใบเคียวคือภาพของหมู่เมฆาที่เคลื่อนคล้อยคล้ายกับล่องลอยก่อนจะหายลับไปในแสงสีทองที่ใจกลาง คล้ายกับภาพของสุริยันตกดินถูกสลักไว้ภายในใบเคียว
โฟเรลแม้จะเผชิญกับพลังทำลายรุนแรงถึงเพียงนั้นหากสีหน้ากลับไร้ซึ่งความสั่นไหวใด ๆ เขายกมือซ้ายของตนขึ้นแตะสัมผัสลำคอของตน พลังจิตวิญญาณหนาแน่นจากคำแห่งพลังที่ถูกปิดบังไว้หลังมือซ้ายไหลเข้าสู่ลำคอ พร้อมกับเสียงแผ่วเบาที่เปล่งออกมา
“ผมปรารถนาพลังระดับนักสลักจตุรเป็นเวลา 1นาที”
สิ้นเสียง พลังทั่วร่างของโฟเรลก็ระเบิดออก พลังจิตวิญญาณของเขาพลันปะทุออกราวกับน้ำหลาก มากมายมหาศาลจนสามารถกดทับและดันพลังจิตวิญญาณของซอเด็ตให้ถอยไป
นัยน์ตาสีขาวขุ่นของโฟเรลผันผวนไปด้วยพลังจิตวิญญาณปริมาณมหาศาลพร้อมกับความเหนื่อยอ่อนที่พวยพุ่งขึ้นมา แม้เขาจะปรารถนาพลังระดับนักสลักจตุรหากร่างกายของเขาเองก็ไม่สามารถครอบครองพลังเช่นนั้นได้ เขาในปัจจุบันนี้อยู่ในระดับครึ่งก้าวนักสลักจตุร
ขลุ่ยสีเขียวหยกของโฟเรลไร้ซึ่งสีเขียวใดอีก ตัวมันเองเปลี่ยนเป็นสีดำหมอง จากลวดลายหยกงดงามกลับกลายเป็นใบหน้าบิดเบี้ยว เพียงจ้องมองกลับรู้สึกได้ถึงความเศร้าโศกโศกาเกินทานทน
เสียงอันไพเราะของโฟเรลหายไปสิ้น ราวกับเสียงทั้งหมดที่คอของเขาสามารถเปล่งออกมาได้ถูกขลุ่ยชิ้นนี้แปรเปลี่ยนเป็นบทเพลงที่กำลังจะบรรเลงไปจนสิ้นแล้ว เหลือเพียงเสียงแหบแห้งเล็กน้อยของผู้ชราที่ไร้ซึ่งความปรารถนาใดอีก
ซอเด็ตขมวดคิ้วมุ่นยามได้เห็นว่าแท้จริงแล้วนักสลักโทตรงหน้าแข็งแกร่งเพียงใด พลังระดับนี้หมายความว่าว่าอีกฝ่ายนั้นคือนักสลักโทจากผู้เรียนรู้ 4คำ ตัวตนสูงชั้นที่ขุมกำลังใหญ่ต่างหมายปอง ผู้ที่ยืนอยู่บนจุดยอดสุดของคำว่าอัจฉริยะ
บุคคลเหล่านั้นคือผู้ที่ในอนาคตจะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของคนนับล้าน ผู้ที่ขับเคลื่อนและเป็นแนวหน้าสุดของมหาทวีป
แต่ก็แค่จนกระทั่งเธอและนิทานถือกำเนิดเท่านั้น ความกังวลในดวงตาของเธอมลายสิ้น เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะจัดการศัตรูตรงหน้า จากพวกอวดดีไม่รู้จักประมาณตนแต่พอมีความกล้าอยู่บ้างในตอนนี้เลื่อนระดับขึ้นมากลายเป็นศัตรูที่เธอยอมรับแล้ว
เคียวสีทองวาดออกอย่างนุ่มนวลพร้อมกับขลุ่ยสีดำทมิฬที่เริ่มบรรเลง
“เมฆา ณ ปลายขอบฟ้า”
“เสียงวิงวอนสุดท้ายของผู้จากลา”
ใบเคียวที่วาดออกถูกหยุดไว้ด้วยปากของม้าแผงคอแดงที่บัดนี้สะท้อนแสงวาวคล้ายกับเหล็ก เซเรนเซ่ใช้ปากของตนเองพุ่งเข้ารับใบเคียวก่อนที่กลุ่มเมฆาจะได้ทะยานออก
ร่างของเซเรนเซ่ทั้งหนักอึ้งและแข็งแกร่ง โดยเฉพาะฟันม้าที่แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ นัยน์ตาของมันปรากฏพลังจิตวิญญาณสีม่วงอ่อนจางพร้อมทั้งร่องรอยของตรารูปจันทร์เสี้ยวบนหน้าผาก
แรงปะทะจากการรับใบเคียวกลับไม่อาจฝืนผลักร่างอันแข็งแกร่งของเซเรนเซ่ให้จากไปได้ พลังส่วนใหญ่ถูกลบล้างก่อนจะสำแดงออก พลังส่วนที่สำแดงออกได้มากที่สุดไม่อาจสร้างบาดแผลใด ๆ แก่ฟันและร่างกาย
ทางด้านของโฟเรลไม่ต่างกันนัก ขลุ่ยนั้นไม่อาจส่งเสียงใดออกมาได้เมื่อใบหน้าของโฟเรลถูกผลักออกจากขลุ่ยอย่างทันท่วงที ตัวขลุ่ยที่ได้รับพลังไปแล้วส่วนหนึ่งกลับไม่อาจสำแดงพลังใดได้ภายใต้การบีบรัดอย่างแน่นหนาของประสานหัตถ์
แรงผลักอันเกิดจากพลังจิตวิญญาณของโฟเรลไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อร่างเล็กของนักบวชหญิงที่ติดยึดแน่นอยู่กับพื้นเรืออย่างน่าประหลาด โฟเรลที่ตอบสนองตามสัญชาตญาณพยายามจะพุ่งตัวกลับเข้าไปหากก็ถูกหยุดไว้ด้วยปลายไม้เท้าที่จี้ตรงลำคอของเขาเช่นกัน หากเขาขยับอีกเพียงก้าวไม้เท้านี้จะกระแทกเข้ากับลำคอ
เมื่อการโจมตีทั้งสองถูกยกเลิกกะทันหัน นัยน์ตาของซอเด็ตก็สั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม เธอจับจ้องที่สายตาของเซเรนเซ่ ภายในนั้นเธอสามารถเห็นความมั่นใจได้อย่างชัดเจน ราวกับมันกำลังป่าวประกาศกับตัวเธอว่ามันไม่ใช่สุนัขตัวเดิมที่เธอคุ้นเคยยามอยู่ในสุสานของขุนนางพันธุ์ผสมอีกแล้ว
ซอเด็ตตกตะลึงไปอย่างแท้จริง เมฆา ณ ปลายขอบฟ้าครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าที่เธอเคยทำได้ในสุสานของขุนนางพันธุ์ผสม เธอใช้เวลาฝึกปรือทั้งความเข้าใจและวิชาฝีมือหลายเดือนกว่าที่ตนจะพัฒนามันมาได้ถึงขั้นนี้
แต่มันกลับถูกหยุดลง ตอนนี้เองที่ซอเด็ตได้สังเกตว่าระดับขั้นของพลังของคีตานั้นเป็นนักสลักเอกเรียบร้อยแล้ว และมันในปัจจุบันนี้สามารถป้องกันเมฆา ณ ปลายขอบฟ้าของเธอได้
เป็นเรื่องจริงที่มันเลือกพุ่งเข้ามาขัดเธอในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด พลังของเมฆา ณ ปลายขอบฟ้าจึงไม่ได้สำแดงออกอย่างเต็มที่ อย่างมากก็เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่ส่วนที่คีตาใช้ฟันเข้ากัดนั้นต้องมีพลังไม่ต่ำกว่า 7ใน10
แต่มันก็ยังรับได้ ใบหน้าของเธอสูญเสียความเย็นชาไปโดยสิ้นเชิง นัยน์ตาสั่นสะท้านจากความตื่นตะลึงหากมุมปากกลับยกยิ้มอย่างพอใจ
คนที่เธอยอมรับพัฒนาได้รวดเร็วไม่แพ้เธอและไม่ยอมให้เธอทิ้งห่างไปแม้แต่ก้าวเดียว ไล่กวดติดตามมาอย่างไม่เคยย่อท้อ เผลอไผลเพียงพริบตาเดียวก็อาจจะถูกแซงไปโดยไม่รู้ตัว
โฟเรลกลืนน้ำลายอึกหนึ่งอย่างยากลำบาก สายตาจับจ้องไปที่ไม้เท้าที่จ่อที่คอหอยของเขา เขาพอจะเดาได้ว่าเรนเดลนั้นปิดยังความแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่คิดว่าเธอนั้นจะแข็งแกร่งถึงขั้นนี้ ห้วงจิตของโฟเรลสั่นวูบยามได้เห็นดวงตาสีม่วงอ่อนของเรนเดลที่จับจ้องมาทางเขา
เสียงวิงวอนสุดท้ายของผู้จากลาเป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุดของเขาเช่นกัน หากมันกลับไม่ทันจะได้ปลดปล่อยออกเขาก็ถูกขัดภายในพริบตา พลังตกค้างภายในตัวขลุ่ยสมควรรุนแรงมากพอจะสร้างความเสียหายแก่อริยะ หากนักบวชหญิงตรงหน้ากลับผนึกมันไว้อย่างง่ายดาย
เมื่อทุกสิ่งสงบนิ่งลง เรนเดลและเซเรนเซ่จึงปล่อยทั้งสองออกจากท่าทีน่าอึดอัด เซเรนเซ่ลดไม้เท้าลงพร้อมกับแสดงสีหน้าดุ ๆ ให้แก่ทั้งสอง ทางด้านเซเรนเซ่เองก็ปล่อยเคียววาดเมฆาออกจากปาก มันขบฟันไปมาน้อย ๆ พร้อมกับสะบัดหัวไปมา
แม้มันจะป้องกันได้ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เจ็บ หากมันใช้ร่างกายส่วนอื่นรับแทนที่จะเป็นฟัน มันค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะต้องทิ้งบาดแผลไว้แน่ อาจจะไม่ลึกแต่ก็ต้องเจ็บมาก
มันปวดร่างกายไม่น้อย มันจำเป็นต้องใช้ไล่ตามเต็มกำลังเพื่อมาขัดขวางการโจมตีที่ทั้งเร็วและแรงอย่างเมฆา ณ ปลายขอบฟ้าให้ทัน หากเธอสามารถใช้มันออกเต็มกำลังมันไม่มั่นใจแม้แต่น้อยว่ามันจะรับไว้ได้
ทางด้านนิทานเองก็ไม่ได้ต่างกันนัก พลังของโฟเรลกลับไม่ได้ด้อยกว่าซอเด็ตเลย ประสานหัตถ์ที่ถูกใช้ออกถูกคลายออกพร้อมกับสองมือของนิทานที่สั่นน้อย ๆ สีหน้าของเขาซีดจางลงไประดับหนึ่ง แม้จะได้รับการเสริมพลังจนทั้งเขาและคีตาอยู่ในระดับอริยะแต่การใช้ประสานหัตถ์เมื่อครู่ครั้งเดียวกินพลังจิตวิญญาณของเขาไปมหาศาล
พลังตกค้างในขลุ่ยนั้นทำให้เขาไม่อาจไม่เอาจริงได้ ไม่เพียงแค่โฟเรลที่ประเมินเรนเดลใหม่ เรนเดลเองก็เช่นกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เขารับการโจมตีเต็มพลังของนักสลักโทจากผู้เรียนรู้ 4คำ หากเขาไม่เข้ามาขัดนิทานประเมินว่ามันอาจรุนแรงพอ ๆ กับการโจมตีของยิ้ม
‘ใจเย็น ๆ กันหน่อยได้มั้ยคะ’ เรนเดลชูป้ายอย่างไม่พอใจนัก
“คุณเรนเดล ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยครับ?” โฟเรลกลับแทบไม่ได้สนใจป้าย เขาเดินเข้าหาเรนเดลอย่างรีบร้อนพร้อมทั้งตรวจดูเรนเดลอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าไม่มีรอยบาดแผลใดจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
ซอเด็ตขมวดคิ้วน้อย ๆ เธอเดินเข้าไปอุ้มเซเรนเซ่แล้วจึงไปยืนข้างเรนเดลอย่างรวดเร็ว สายตาของเธอบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจที่โฟเรลเข้าใกล้
กลับเป็นนิทานที่เหนื่อยใจกับท่าทีเย็นชาของซอเด็ต นิทานในร่างเรนเดลจึงส่งสัญญาณให้ซอเด็ตหยุดก่อนจะหันไปคุยกับโฟเรล ทางเบื้องหลังคือซอเด็ตที่หางคิ้วหดต่ำลง เธอกลับไม่ยอมปล่อยเซเรนเซ่ออกจากอ้อมกอด เพียงก้มหน้าซุกเข้ากับขนนุ่ม ๆ ของมัน
‘ฉันไม่เป็นไรค่ะ แล้วก็ซอเด็ตเป็นเพื่อนของฉันเองค่ะ เพราะงั้นห้ามต่อสู้กันนะคะ’ เรนเดลสื่อสารอย่างรวดเร็ว ป้ายนั้นเองที่ทำให้ซอเด็ตเงยหน้าขึ้นมามองโฟเรลด้วยสีหน้าของผู้ชนะ
โฟเรลคิ้วกระตุกกับท่าทีของปีกแห่งผืนฟ้า เธอคนนี้เปลี่ยนอารมณ์รวดเร็วจนน่ารำคาญยิ่ง แม้สีหน้าจะเรียบนิ่งและยากจะเข้าใจแต่เพราะเขาสามารถฟังเสียงของชีพจรและหัวใจได้ดวงหน้าดวงนั้นจึงดูจะชัดเจนกว่าปกติ
เขาถอนหายใจเสียงเบาแม้จะรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยในอก ปีกแห่งผืนฟ้าสมควรโจมตีเขาเพราะคิดว่าเขานั้นทำอะไรเพื่อนของเธอ หากโกรธถึงเพียงนี้ก็หมายความว่าทั้งสองนั้นสนิทกันมากถึงขนาดนั้น
“ผมได้รับการว่าจ้างจากคุณเรนเดลในการช่วยตามหาวัตถุดิบครับ ไม่ใช่คนที่ตั้งใจจะนำเธอไปขายหรือฆ่า” โฟเรลหันไปกล่าวกับซอเด็ต แม้น้ำเสียงและท่าทีจะสุภาพแต่สีหน้าและเนื้อหานั้นเห็นได้ชัดเจนว่าเขาเองก็ไม่พอใจเช่นกัน
ซอเด็ตไม่ตอบคำ เพียงวางเซเรนเซ่ลงข้างกายของเรนเดลก่อนจะหักข้อนิ้วของตน พลังจิตวิญญาณในร่างของเธอเริ่มหมุนวนอีกครั้ง แต่มันก็ถูกหยุดลงด้วยเซเรนเซ่ที่เดินเข้ามาอ้อนเธออีกครั้ง
นิทานปวดหัวตุ๊บกับท่าทีของผู้ใหญ่สองคนที่ทะเลาะกันเหมือนเด็ก ๆ เขาเข้าใจมาตลอดว่าซอเด็ตจริง ๆ แล้วก็ค่อนข้างใจดี แต่ดูเหมือนนั่นจะเป็นแค่กับคนที่เธอยอมรับเท่านั้น
เพื่อไม่ให้เรื่องบานปลายอีก เรนเดลจึงพยายามจบบทสนทนาให้เร็ว
‘คุณโฟเรลคะ ตลอดที่ผ่านมานี้ขอบคุณมากนะคะ หลังจากนี้ฉันจะร่วมทางไปกับซอเด็ตสักระยะค่ะ’