คำตอบที่คาดไม่ถึงของท่านปรมาจารย์ไป่ทำให้เหล่าบุคคลบนเวทีหันมามองหน้ากันอย่างงงงวยครานี้ไป่ฟานเซียนไม่ได้ใช้พลังปราณแฝงไปกับคำพูดเหล่าผู้ชมด้านล่างจึงไม่ได้ยินว่านางพูดอะไร
“...เมื่อกี้ท่านจักรพรรดินีว่ายังไงนะ?”
“ฉันก็ได้ยินไม่ชัดเลย...ท่านตกลงหรือเปล่า”
เสียงถกเถียงจ้อกแจ้กจอแจดังตามมาไม่หยุดจนกระทั่งผู้อาวุโสรักษาการณ์แทนอย่างเฉินเต๋อหมิงต้องเป็นฝ่ายออกมาประกาศผ่านไมค์หลังจากที่ตกลงกันแล้ว
“การทดสอบโอสถฟื้นฟู...โอสถพลิกสวรรค์ฟื้นชะตาจะเป็นท่านปรมาจารย์เจิ้งเหรินอี้มาช่วยทดสอบด้วยตัวเองขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบด้วย”
หลังจากที่ได้ฟังประกาศเหล่าผู้ชมก็กลายเป็นตื่นเต้นยินดีผู้กำกับหวังเองก็สั่งให้คนของตนรีบซูมไปยังแผ่นหลังของชายชราที่เผยบาดแผลสีม่วงช้ำขนาดใหญ่ออกมา
“แผลของท่านปรมาจารย์เจิ้งน่ากลัวจริงๆ...”
“แค่คิดภาพว่ามีบาดแผลแบบนั้นอยู่กลางหลังตอนกลางคืนฉันไม่มีทางนอนหลับแน่ๆ”
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดประโยคนี้ออกมาแต่ทุกคนล้วนพยักหน้าเห็นด้วย
ไม่ต้องให้ใครเป็นคนทำกลับเป็นไป่ฟานเซียนเองที่กระตือรือร้นลุกขึ้นมาจากเก้าอี้นางกระทั่งยอมผละจากน้ำชาที่ยังดื่มไม่หมดในถ้วยแล้วเดินมาที่กลางเวที
หวงจื่อหานแอบมองนายหญิงของตนด้วยท่าทางแปลกประหลาด
เขาไม่เคยเห็นนางเร่งรีบที่จะทำอะไรสักอย่างแบบนี้มาก่อน ท่าทางเกียจคร้านและเฉื่อยชายามปกติหายไปจนหมดสิ้น ตัวนางในตอนนี้คล้ายกับกำลังอยากให้เรื่องมันจบไปไวๆเสียมากกว่า
แต่คนอื่นก็ยังคงเห็นเป็นเพียงท่านปรมาจารย์ไป่ที่สูงส่งและเย็นชาเช่นเดิม บางคนถึงขนาดนึกชื่นชมนางที่ไม่รอช้าที่จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของชายชรา
เช่นเหล่าแฟนคลับของนางยังไงล่ะ
“ท่านจักรพรรดินีช่างมีเมตตาเหลือเกิน...”พี่ชายหยางมองภาพบนเวที หางตาของเขาเผลอกลั้นน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นทางเอาไว้ไม่อยู่
“ใช่แล้ว! สมกับที่เป็นท่าน พวกเราคิดไม่ผิดจริงๆที่เลือกติดตามจักรพรรดินี!”
“พวกนายรู้อะไรไหม?ฉันอยู่แถวหน้าเวทีเลยพอจะได้ยิน ท่านจักรพรรดินีไม่ได้ให้โอสถกับปรมาจารย์เจิ้งแค่เม็ดเดียวนะ! แต่ให้ถึงสองเม็ด!”
“ท่านจักรพรรดินี!”
เสียงสรรเสริญเยินยอจักรพรรดินีโอสถดังขึ้นไม่หยุด แต่ไม่รู้ว่าทำไมไป่ฟานเซียนที่ได้ยินประโยคเหล่านั้นกลับเบนหน้าหนีไม่กล้าสบตาใครเสียอย่างนั้น
“...เริ่มเลยเถิด”
หญิงสาวขยับมืออย่างรีบเร่งเม็ดยาเม็ดหนึ่งที่ถูกรองด้วยเบาะนุ่มอย่างดีก็ลอยเข้ามาอยู่ในมือของไป่ฟานเซียน
หญิงสาวมองยาเม็ดในมืออย่างชั่งใจ สำหรับตัวตนเช่นนางโอกาสที่จะได้มาใช้โอสถระดับสี่นั้นมีไม่บ่อยนัก
ขนาดยามที่รักษาให้ถังเย่เย่เม็ดยาที่นำหยิบออกมายังมีอย่างน้อยถึงระดับห้า
ที่สำคัญคือความรู้สึกผิดในใจที่นางเผลอไปทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องต้องบาดเจ็บ เสี้ยวความคิดหนึ่งของนางคิดจะชดเชยให้เจิ้งเหรินอี้ด้วยโอสถระดับเจ็ดหรือแปดที่มีอยู่ในคลังของนางแทน
แต่หญิงสาวก็ต้องส่ายหัว นางมองโอสถในมืออย่างพิจารณาเช่นนี้นางคงต้องชดเชยให้ด้วยวิธีการอื่นแทน
“...รบกวนเจ้าด้วย”
เจิ้งเหรินอี้พยักหน้าให้ไป่ฟานเซียนเขาแปลกใจนิดหน่อยที่นางเป็นคนลุกขึ้นมามอบเม็ดยาให้กับเขาด้วยตัวเองเขาเกือบจะเดินไปหยิบใส่ปากโดยพลการเสียแล้ว
แต่ไม่นานต่อมาเขาก็รู้แล้วว่าทำไม
เพราะโอสถเม็ดสีขาวลายฟ้าในมือของไป่ฟานเซียนมันกำลังสั่นสะท้านเบาๆ!
พลังบางอย่างค่อยๆกะเทาะเอาเปลือกนอกของโอสถเม็ดนั้นออก วินาทีที่สิ่งซึ่งห่อหุ้มเม็ดยาเอาไว้สลายหายไปจนหมดแรงกดดันสายหนึ่งก็ปะทุออกมาจากยาเม็ดนั้นจนผู้ที่อยู่ใกล้ๆรู้สึกว่าขนของตัวเองกำลังลุกเกรียว!
มันคือแรงกดดันที่จะได้รับยามที่เปิดหม้อเป็นครั้งแรกของโอสถยามปกติ!
“นี่มัน...?”
เหล่าผู้อาวุโสของสมาคมโอสถล้วนเฝ้ามองอย่างหน้าตาตื่นมันคือแรงกดดันของโอสถระดับสี่จริงๆ!
แต่เพราะอะไรก็ไม่ทราบทำให้ตอนแรกพวกเขาไม่สามารถสัมผัสถึงมันได้จนเผลอนึกว่าพวกมันเป็นแค่ยาเม็ดธรรมดาๆ
ถ้าพวกเขาเผลอด่วนตัดสินไปแต่แรกมันต้องแย่แน่ๆไม่เพียงแต่จะพลาดที่จะได้เห็นโอสถระดับสี่ยังเสียโอกาสที่จะได้ผูกสัมพันธ์อันดีต่อนักปรุงโอสถขั้นสี่!
พวกเขาหันไปมองยังผู้อาวุโสฟางเหนียงอย่างชื่นชมเพราะนางหยุดยั้งได้ทันเวลาจึงไม่เกิดเรื่องทีน่าเสียดายแบบนั้นขึ้น
แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากโอสถแต่ละเม็ดใช่ว่าแค่ระดับสูงกว่าแล้วจะรุนแรงกว่าโอสถบางเม็ดนั้นแม้ว่าระดับจะต่ำแต่เพราะสรรพคุณบางประการทำให้พวกมันแสดงปฏิกิริยาออกมาอย่างรุนแรง
เช่นเดียวกับโอสถพลิกสวรรค์ฟื้นชะตานี้มันกำลังปล่อยกลิ่นอายอันหอมหวนและเต็มไปด้วยพลังชีวิตออกมาคล้ายคลึงกับโอสถที่มอบให้ถังเย่เย่แต่ความรุนแรงของมันยังน้อยกว่า ผู้ที่สามารถสัมผัสถึงกลิ่นหอมและความรู้สึกที่ร่างกายกำลังฟื้นฟูอย่างช้าๆคือเหล่าผู้ที่อยู่บนเวทีเท่านั้น
แต่แค่นั้นก็ทำให้พวกเขาพูดไม่ออกแล้วเพราะความเหนื่อยล้าทางร่างกายและจิตใจค่อยๆถูกชะล้างออกไปพร้อมๆกันพวกเขารู้สึกถึงความกระชุ่มกระชวยและเรี่ยวแรงที่ไม่มีวันหมดกำลังไหลเวียนอยู่ในร่าง
นี่เป็นแค่กลิ่นหอมของมันงั้นหรือ?
เจิ้งเหรินอี้สายตาสั่นระริกขณะที่มองโอสถในมือไป่ฟานเซียนอย่างตื่นเต้นเขาสังเกตหลานสาวของตัวเองที่ใบหน้าเริ่มมีสีฝาดบางๆและดูมีเรี่ยวแรงขึ้นมานิดหน่อยได้อย่างชัดเจนจนเขาเกือบจะเอ่ยปากขอให้ใช้ยาทั้งสองเม็ดกับหลานสาวตนเองเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยด้วยซ้ำ
แต่เขาก็รู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้
ที่ตัวเขามายืนอยู่ตรงนี้เป็นเพราะเขาเอ่ยปากเองนอกจากนี้นี่ยังเป็นการทดสอบเพื่อเป็นนักปรุงโอสถขั้นสี่ของสาวน้อยคนนี้นางต้องการตัวตนระดับปรมาจารย์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของยาถ้ามันไม่ได้ทดสอบกับตัวตนระดับปรมาจารย์จริงๆก็อาจจะทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาทีหลัง
ถึงอย่างไรก็ยังมีอีกหนึ่งเม็ด...เจิ้งเหรินอี้สงบจิตใจ
นอกจากนี้ถ้ายาเม็ดนั้นยังช่วยอะไรหลานสาวของเขาให้หายไม่ได้เขาก็ไม่ลังเลที่จะขอร้องไป่ฟานเซียนให้ปรุงโอสถชนิดอื่น
ต่อให้ต้องแลกด้วยสมบัติทั้งหมดหรือแม้แต่ยอมติดตามรับใช้นางเขาก็ยอม
อาการของหลานสาวเขายิ่งนานก็ยิ่งทรุดหนักข่าวการออกจากการฝึกตนของหมอเทวดาเคยเป็นความหวังสุดท้ายของเขา แต่ไม่รู้ทำไมกำหนดการดั้งเดิมกลับถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดทั้งทางฝั่งหมู่บ้านใต้เมฆาก็ดูจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นด้วย
ก่อนหน้านี้สหายเก่าของเขาสามารถหาโสมร้อยปีมาได้ต้นหนึ่งโสมต้นนั้นช่วยพยุงอาการของหลานสาวของเขาได้อยู่สักพักทีเดียวแต่ตอนนี้ฤทธิ์ของมันก็ใกล้จะหมดลงเสียแล้ว
นักปรุงยาขั้นสี่ที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์และความลึกลับคนนี้จึงเป็นความหวังเดียวของเจิ้งเหรินอี้
ชายชราจ้องมองไป่ฟานเซียนที่เดินเข้ามาหาเม็ดยาในมือนางค่อยๆลอยมาจ่อที่เบื้องหน้าของเขาราวกับกำลังรอคอย
เขาเห็นไป่ฟานเซียนพยักหน้าให้เบาๆเจิ้งเหรินอี้ก็สูดลมหายใจลึก เขาอ้าปากงับเอาเม็ดยาเข้าไปทั้งเม็ดในคำเดียว!
เหล่าผู้ชมเฝ้ามองอย่างลุ้นระทึกยามที่เม็ดยาไหลลงคอไปชายชราก็เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง
กระแสพลังชีวิตอันอบอุ่นระเบิดออกมาจากเม็ดโอสถเล็กๆนั้นในคราวเดียวราวกับเขื่อนแตกมันไหลทะลักไปทั่วร่างกายของเขาในเวลาไม่ถึงห้าวินาทีเจิ้งเหรินอี้สามารถสัมผัสถึงผิวหนังที่เริ่มชราของเขากำลังสั่นเบาๆด้วยความตื่นเต้นยินดี
บาดแผลเก่าแก่ภายนอกที่ทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ค่อยๆสมานตัวด้วยความเร็วไม่มากนักแต่ในยามที่ไป่ฟานเซียนยกนิ้วชี้มาแตะที่กึ่งกลางหน้าอกที่เปลือยเปล่าร่างของเจิ้งเหรินอี้ก็กระตุกเบาๆพร้อมกับดวงตาที่เบิกโพลง!
เขาสัมผัสได้ว่ามีกระแสพลังปราณที่บริสุทธิ์ที่สุดสายหนึ่งไหลเวียนเข้าไปผสมกับพลังของโอสถพวกมันวิ่งทะยานไปทั่วทั้งตัวของเขาราวกับม้าศึกความเร็วในการสมานแผลเป็นบนตัวของเขาสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า!
แรงกดดันอันรุนแรงไหลทะลักออกมาจากร่างของชายชราอย่างมิอาจควบคุม เหล่าผู้ชมที่อยู่ใกล้เคียงรวมถึงผู้อาวุโสสามารถสัมผัสถึงปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นบนเวทีได้อย่างชัดเจน
ผู้อาวุโสเฉินสั่นสะท้านเบาๆจากสัมผัสของเขารู้สึกราวกับว่าโอสถที่จอมดาบเจิ้งเหรินอี้กินเข้าไปไม่ใช่โอสถระดับสี่แต่มันเป็นโอสถระดับห้าไปแล้ว!
ชายชรารู้สึกชาเล็กๆที่กลางหลังบาดแผลที่สร้างปัญหาให้เขามานานกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเนื้อที่ตายถูกสร้างขึ้นมาใหม่อาการช้ำและบวมเริ่มทุเลาลงจนเริ่มจะเห็นเป็นรอยสีม่วงบางๆเท่านั้น
ไป่ฟานเซียนมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพลางพยักหน้านางยังไม่ลืมว่านางยังรู้สึกผิดและติดค้างเจิ้งเหรินอี้อยู่ ถึงการส่งปราณบริสุทธิ์ของนางเข้าไปเมื่อครู่จะช่วยยกระดับโอสถไปแล้วแต่นางก็ยังไม่รู้สึกพอใจกับผลลัพธ์เท่าใดนัก
ทันใดนั้นลมปราณอีกสายหนึ่งก็ไหลผ่านเข้าไปยังร่างของชายชราแต่ครั้งนี้มันทั้งรุนแรงและทรงพลังกว่ารอบเมื่อครู่หลายเท่า นอกจากจะส่งเสริมอานุภาพของโอสถพลิกสวรรค์ฟื้นชะตาแล้วพลังปราณส่วนเกินที่ไป่ฟานเซียนใส่เข้ามากลับค่อยๆผสานกับเส้นลมปราณดั้งเดิมของเจิ้งเหรินอี้!
ชายชราสัมผัสร่างกายตัวเองด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดเขารู้สึกราวกับว่าตนเองหนุ่มลงไปหลายปีทันใดนั้นพลังปราณในร่างของเขาก็ระเบิดออกมาจนผู้ชมตาค้างแรงกดดันระดับปรมาจารย์ที่ไม่สามารถควบคุมได้หมุนวนอยู่ในหอประชุมแห่งนี้จนวุ่นวายเหล่าคนที่พลังฝึกตนไม่สูงนักเกือบจะสลบไปเพราะทนรับความรุนแรงเหล่านั้นไม่ไหว
เหล่าผู้อาวุโสบนเวทีสีหน้ากลายเป็นเคร่งเครียดหรือว่าโอสถเม็ดนั้นจะมีปัญหามันอาจจะทำให้ตัวตนระดับปรมาจารย์คุ้มคลั่งหรือไม่สามารถควบคุมพลังปราณได้ก็ได้เพราะพวกเขาก็เริ่มเป็นปัญหาจากแรงกดดันที่เกิดขึ้นใกล้ตัวนี้เช่นกัน!
เซี่ยซูเหยาพลิ้วกายลงไปข้างเวทีแรงกดดันระดับปรมาจารย์ที่เหนือกว่าของนางปล่อยออกมาคลุมเด็กน้อยทั้งสองและถังเทียนจี๋ที่กำลังตกใจเอาไว้ทำให้ทั้งสามคนไม่ได้รับบาดเจ็บอย่างใด
นางจ้องมองไปบนเวทีเงียบๆพี่หญิงของนางหันมามองดูด้วยหางตาแสดงออกถึงความชื่นชมขณะที่ตัวของไป่ฟานเซียนเองยืนอยู่ต่อหน้าถังเทียนจี๋ที่เริ่มคำรามออกมาจนสามารถมองเห็นกระแสปราณพุ่งออกมาจากปากได้
ชายชราเงยหน้าขึ้นฟ้าพลังปราณในร่างของเขายังปะทุออกมาไม่หยุดเด็กสาวที่เป็นหลานของเจิ้นเหริงอี้มองปู่ของตนด้วยความตกใจ ร่างเล็กๆของเธอเกือบจะวิ่งไปหาด้วยความเป็นห่วงแต่กลับถูกพลังปราณที่มองไม่เห็นของไป่ฟานเซียนยกมาวางไว้ด้านหลังนางแทน
เด็กสาวจ้องมองแผ่นหลังที่ยิ่งใหญ่ของคนแปลกหน้าเธอไม่เคยรู้สึกว่าตนเองรู้สึกปลอดภัยเช่นนี้มาก่อนแม้กระทั่งยามที่อยู่บนหลังปู่ของเธอก็ยังไม่ปลอดภัยเท่านี้
เจิ้งเหรินอี้ปลดปล่อยพลังปราณออกมายาวนานเกือบหนึ่งนาทีก่อนที่ทุกอย่างในหอประชุมจะพังทลายเพราะรับไม่ไหวนั้นเข้าก็กู่ร้องเป็นครั้งสุดท้ายพลังปราณสายหนึ่งพุ่งทะลวงขึ้นไปสู่ฟากฟ้าก่อนที่มันจะสลายหายไปและกลับสู่ภาวะปกติ
เจิ้งเหรินอี้มองร่างกายของตัวเองอย่างประหลาดใจเขาสัมผัสพลังปราณในร่างด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
สัมผัสสวรรค์ของไป่ฟานเซียนไหลผ่านในพริบตาเดียวแล้วนางก็พยักหน้าพร้อมกับยิ้มบางๆอย่างพออกพอใจ
เท่านี้นางก็สบายใจแล้วถือว่าข้าชดเชยให้เจ้าแล้วนะ!
“ยินดีด้วย...ปรมาจารย์ขั้นที่หกเจ้าพัฒนามาสองระดับในคราเดียว”
เหล่าผู้ชมในหอประชุมล้วนตาค้างแม้แต่เซี่ยซูเหยาก็ยังไม่เชื่อสายตา ตอนนี้แรงกดดันของชายชราที่เป็นรองเธอนิดหน่อยมาโดยตลอดกลับพุ่งขึ้นมาทัดเทียมตัวเธอจนสัมผัสได้ว่าเหนือกว่าไปเสียแล้วด้วย!
ขนาดเจิ้งเหรินอี้เองยังรู้สึกว่าหากต้องไปซัดกับหม่าฟู่เฟิงอีกครั้งในตอนนี้เขาน่าจะสามารถรับมือกับเจ้าพลเอกหนุ่มนั่นได้สบายไม่ใช่เอากันไม่ลงเหมือนการประลองครั้งที่ผ่านมา!
นี่มันสมกับชื่อมันเป็นยิ่งกว่าการ “พลิกสวรรค์ ฟื้นชะตา” จริงๆเสียอีก!