ตอนที่ 9: สุสานเหล็กร่ำไห้
เช้าวันต่อมา อากาศบนยอดเขาเทียนเจี้ยนยังคงหนาวเหน็บ แต่สำหรับเยี่ยหลางที่ร่างกายบอบช้ำ การลากสังขารเดินไปทางด้านหลังของูเาเป็เื่ที่ทรมานยิ่งกว่าการฝึกฝน
"สุสานศาสตรา... ชื่อฟังดูน่ากลัว แต่จริงๆ มันก็คือกองขยะรีไซเคิลไม่ใช่รึไง?"
เยี่ยหลางบ่นพึมพำ พลางใช้ 'ท่อนเหล็กดำ' (ที่ตอนนี้เขาตั้งชื่อเล่นให้มันว่า 'เ้าท่อนทื่อ') ต่างไม้ค้ำยัน เดินกะเผลกผ่านป่าสนพันปีที่หนาทึบ
ยิ่งเดินลึกเข้าไป บรรยากาศรอบข้างก็ยิ่งเปลี่ยนไป จากเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว กลายเป็ความเงียบสงัดที่วังเวง หมอกสีเทาจางๆ เริ่มปกคลุมพื้นดิน กลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเืจางๆ ลอยมาเตะจมูก
สุดทางเดินป่าสน ปรากฏเป็หุบเขาขนาดมหึมาที่เป็แอ่งกระทะ ภาพเบื้องหน้าทำให้เยี่ยหลางต้องอ้าปากค้าง
มันไม่ใช่แค่กองขยะ... แต่มันคือ 'ทะเลศาสตรา'
ดาบหัก กระบี่บิ่น หอกที่เหลือแต่ด้าม ทวนที่งอพับ โล่ที่แตกกระจาย... อาวุธนับแสนชิ้นถูกทิ้งระเกะระกะทับถมกันเป็ูเาเลากา สูงเทียมเมฆ บรรยากาศที่นี่หนักอึ้งและหดหู่ ราวกับได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของิญญาศาสตราที่ถูกทอดทิ้งดังก้องอยู่ในสายลม
"หยุดอยู่ตรงนั้น เ้าหนู!"
เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากเพิงพักซอมซ่อหน้าทางเข้า ชายชราผมขาวโพลน ผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูก นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกเก่าๆ ดวงตาข้างหนึ่งบอดสนิท อีกข้างขุ่นมัวจ้องมองเยี่ยหลาง
"ที่นี่คือเขตหวงห้าม 'สุสานศาสตรา' ผู้ที่จิตใจไม่แข็งแกร่ง หากย่างกรายเข้าไปจะถูก 'ปราณอาฆาต' ของอาวุธกัดกินจนเป็บ้า... กลับไปซะ!"
เยี่ยหลางก้มหัวทำความเคารพ "ท่านผู้เฒ่า... ข้าคือเยี่ยหลาง ศิษย์ที่ได้รับอนุญาตจากท่านเ้าสำนักให้เข้ามาเลือกของในนี้ได้ นี่คือป้ายคำสั่งขอรับ"
เขายื่นป้ายหยกประจำตัวเ้าสำนักให้ชายชราดู
ชายชราคว้าป้ายไปดูใกล้ๆ ดวงตาที่ขุ่นมัวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย "เ้าเด็กนี่เองรึ... ที่ชนะการประลองด้วยท่อนเหล็ก?"
"ข่าวไวจังนะขอรับ"
"ฮึ! ข้าอยู่ที่นี่ แต่หูตาข้าไม่ได้บอดตาม..." ชายชราโยนป้ายคืน "ข้าชื่อ 'ผู้เฒ่ากู่' (กระดูก) เป็คนเฝ้าสุสาน... ข้าจะเตือนเ้าเป็ครั้งสุดท้าย อาวุธในนี้คืออาวุธที่ 'ตาย' แล้ว หรือไม่ก็ 'ต้องสาป' พวกมันเต็มไปด้วยความแค้นที่มีต่อเ้าของเก่า ศิษย์ที่มีปราณอ่อนแอ เข้าไปไม่ถึงสิบก้าวก็กระอักเืแล้ว"
เยี่ยหลางยักไหล่ "ขอบคุณที่เป็ห่วงขอรับ แต่ข้ามันพวกหนังหนาหน้าทน ลองดูสักหน่อยคงไม่เสียหาย"
เขาเดินผ่านผู้เฒ่ากู่ ก้าวเท้าเข้าสู่เขตกองูเาอาวุธ
วูบ!
ทันทีที่ก้าวพ้นเขตประตู เยี่ยหลางรู้สึกเหมือนเดินผ่านม่านน้ำตกที่เย็นจัด ขนแขนเขาลุกซู่... แต่นอกเหนือจากนั้น เขาก็ไม่รู้สึกอะไรอีก
"อืม... เย็นดีแฮะ เหมือนเปิดแอร์เลย" เยี่ยหลางพึมพำ
ผู้เฒ่ากู่ที่รอดูอาการ 'ธาตุไฟเข้าแทรก' ของเด็กหนุ่ม ถึงกับเลิกคิ้วสูง "เป็ไปไม่ได้... ปราณอาฆาตเข้มข้นขนาดนี้ แม้แต่ศิษย์สายในยังต้องโคจรพลังต้านทานจนเหงื่อตก แต่เ้าเด็กนี่กลับเดินผิวปากเฉย?"
ความจริงที่ผู้เฒ่าไม่รู้คือ... ปราณอาฆาตเหล่านี้จะโจมตีโดยการ 'แทรกซึม' เข้าสู่เส้นลมปราณของเหยื่อ และทำลายจากภายใน แต่เยี่ยหลาง 'ไม่มีลมปราณ' เส้นลมปราณของเขาถูกปิดตายสนิทเหมือนท่อตัน ทำให้ปราณอาฆาตไม่มีทางเข้า! สำหรับเขา สุสานนี้ก็แค่ที่ที่อากาศเย็นและมีกลิ่นสนิมเหม็นๆ เท่านั้นเอง
เยี่ยหลางเดินเตะเศษดาบเศษกระบี่ไปเรื่อยๆ สายตาสอดส่ายหาของมีค่า "ดาบเล่มนี้สวยดี... อ้าว หักครึ่งซะงั้น" "โอ้โห หอกัเงิน! ...เสียดาย ปลายทื่อเป็สากกะเบือเลย"
เขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนถึงใจกลางหุบเขา ทันใดนั้น 'ท่อนเหล็กดำ' ที่เขาถือมาด้วย ก็เริ่มมีปฏิกิริยา มันสั่น ครืดๆ ในมือเขา เบาๆ เหมือนแมวคราง
"เป็อะไรไปเ้าท่อนทื่อ? หิวรึ?" เยี่ยหลางตบมันเบาๆ
จู่ๆ ท่อนเหล็กก็ดึงมือเขา! ใช่... มันมีแรงดึงดูดแม่เหล็กบางอย่าง ลากแขนเยี่ยหลางให้เดินไปทางกองซากอาวุธขนาดมหึมาทางทิศเหนือ
"เฮ้ยๆ! ใจเย็น! จะพาไปไหน!?"
เยี่ยหลางถูกลาก (หรือเดินตามแรงดึง) ไปจนถึงกองซากปรักหักพังที่ดูเก่าแก่ที่สุด ตรงนั้นมีดาบั์เล่มหนึ่งปักคาอยู่กับพื้นหิน ดาบนั้นขึ้นสนิมเขรอะจนแทบดูไม่ออกว่าเป็ดาบ แต่ขนาดของมันใหญ่โตมโหฬาร สูงท่วมหัวคน
ท่อนเหล็กดำสั่นระริก แรงดึงดูดรุนแรงขึ้นเมื่อเข้าใกล้ดาบั์
"เ้าอยากได้เ้านี่เหรอ?" เยี่ยหลางสงสัย
เขายื่นท่อนเหล็กเข้าไปแตะที่ใบดาบั์สนิมเขรอะ
เปรี๊ยะ!
เสียงเหมือนไฟฟ้าสถิตดังขึ้น ทันใดนั้น สนิมสีแดงฉานบนดาบั์ ก็เริ่ม 'ไหล' ! มันไหลออกจากดาบั์ เหมือนฝูงมดสีแดง วิ่งเข้ามาเกาะที่ท่อนเหล็กดำของเยี่ยหลาง
"เฮ้ย! อะไรเนี่ย!?" เยี่ยหลางใจะปล่อยมือ แต่ท่อนเหล็กดูดติดมือเขาแน่น
สนิมเ่าั้ไม่ได้กัดกินท่อนเหล็ก... แต่มันกำลัง 'ถูกกิน' ท่อนเหล็กดำกำลังดูดซับ 'แก่นโลหะ' และ 'ไไอิญญา' ที่หลงเหลืออยู่ในสนิมของดาบโบราณ เข้าไปในตัวมันเอง!
ดาบั์ตรงหน้าค่อยๆ ผุกร่อนลงอย่างรวดเร็ว ราวกับกาลเวลาถูกเร่งให้ผ่านไปนับพันปีในไม่กี่วินาที สุดท้ายมันก็กลายเป็ฝุ่นผงสีเทา ร่วงกราวลงกองกับพื้น
ในขณะที่ 'ท่อนเหล็กดำ'... ผิวดำด้านขรุขระของมัน เริ่มมีประกายเงางามขึ้นเล็กน้อย น้ำหนักของมันเพิ่มขึ้น! จากที่หนักอยู่แล้ว ตอนนี้มันหนักอึ้งจนเยี่ยหลางต้องใช้สองมือจับถึงจะประคองอยู่
"เ้า... เ้ากินอาวุธอื่นงั้นรึ?" เยี่ยหลางมองท่อนเหล็กในมือด้วยความสยดสยองและตื่นเต้น
ตัวอักษรที่เคยเลือนรางว่า 'เสา... ค้ำ... ์' ตอนนี้ปรากฏชัดขึ้นอีกหนึ่งตัวอักษรต่อท้าย 'เสา... ค้ำ... ์... ปรา...' (อ่านยังไม่จบ)
แต่สิ่งที่เยี่ยหลางรับรู้ได้ทันทีจากการััคือ... 'ความหนาแน่น (Density)' ของท่อนเหล็กนี้ เปลี่ยนไป
"มันไม่ได้แค่หนักขึ้น..." เยี่ยหลางทดลองเหวี่ยงมันดู ลมแหวกอากาศดัง วูม!! หนักหน่วงราวกับเหวี่ยงท่อนซุง "แต่มัน 'แน่น' ขึ้น... ถ้าข้าเอามันไปฟาดกู่ซานตอนนี้ กระดูกหมอนั่นคงป่นเป็แป้งแน่ๆ"
เยี่ยหลางฉีกยิ้มกว้าง นี่คือ์ของเขาชัดๆ! สุสานแห่งนี้เต็มไปด้วย "อาหาร" ของอาวุธคู่ใจเขา ยิ่งมันกินมากเท่าไหร่ มันยิ่งหนักและแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น... และสำหรับผู้ฝึกวิชากายภาพอย่างเขา ยิ่งอาวุธหนักเท่าไหร่ พลังทำลายล้างก็ยิ่งไร้ขีดจำกัด!
"เอาล่ะ... เ้าท่อนทื่อ วันนี้เรามาจัดบุฟเฟ่ต์กันเถอะ"
เยี่ยหลางมองไปรอบๆ ูเาขยะด้วยสายตาที่เป็ประกายระยิบระยับ ราวกับเห็นกองูเาทองคำ
แต่เขาไม่รู้เลยว่า... ในเงามืดของกองศาสตรา มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมองเขาอยู่ สายตาของ 'ิญญาดาบอาฆาต' ตนหนึ่ง ที่หลบซ่อนตัวรอคอยร่างเนื้อที่เหมาะสมมานานนับร้อยปี... และร่างที่ไร้ลมปราณคุ้มกันอย่างเยี่ยหลาง คือเหยื่ออันโอชะที่สุด!