ข้ารับใช้เอ่ยว่า “ใช่ขอรับนายท่านผู้เฒ่ายังเอ่ยอีกว่าเด็กสกุลหูผู้นั้นคิดอยากหาเงินมากมายจนเพี้ยนไปแล้วเห็นชัดๆ ว่าจานนี้เป็นเพียงปลาผัดแห้ง แค่ใส่เมล็ดสนสองสามเม็ดก็กลายเป็นอาหารจานใหม่ได้เขาคิดว่าคนเมืองเซียงเป็นคนไร้สมองหรือ?”
เฟิ่งซื่อแย้มยิ้มเอ่ยกับหม่าชิงว่า“เมื่อครู่ข้าก็คิดอยากบอกท่าน ปลาแห้งผัดก็คือปลาแห้งผัดต่อให้ตั้งชื่อใหม่ว่าอวี๋หมี่จือเซียง แต่มันก็หาได้เป็นอาหารจานใหม่ไม่อาหารจานใหม่ก็คืออาหารที่เหลาอาหารอื่นไม่มีขายเช่นเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ที่หาได้จากเหลาอาหารของเราเท่านั้นนี่ต่างหากถึงจะเรียกว่าอาหารจานใหม่”
เมื่อกล่าวไปถึงหูชุนหยางหลังจากที่อวี๋หมี่จือเซียงผลผลิตที่เขาเค้นสมองทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสร้างขึ้นมาได้ผลลัพธ์ที่ไม่เลวเขาก็เริ่มหลงระเริงลืมตัวเสียแล้ว
หลังจากที่ข้ารับใช้สองคนที่เขาส่งไปยังหมู่บ้านหวังกลับมาถึงเมืองเซียงพวกเขาสองคนก็รีบร้องเรียนเรื่องที่ถูกคนในหมู่บ้านหวังปาหินใส่อย่างใส่สีตีไข่ทันที
“นายท่านมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งล้อมรอบข้าน้อยเอาไว้ก่อนจะลงมือทำร้ายหลังของข้าน้อยถูกทุบตีจนฟกช้ำดำเขียวไปหมดที่ด้านหลังศีรษะยังปูดนูนเป็นก้อนซาลาเปาเชียวขอรับ”
“ชาวบ้านในหมู่บ้านหวังโหดร้ายเหลือเกินขอรับ ไม่มีพริกสับดองก็ช่างปะไรทว่าต้องทำถึงขนาดยกคนกลุ่มใหญ่บุกเข้ามาทำร้ายพร้อมอาวุธเต็มมือเชียวหรือขอรับ”
“โชคดีที่ข้าน้อยวิ่งเร็วมิเช่นนั้นคงถูกชาวบ้านทุบตีจนตายไปแล้ว”
“นายท่าน แม้แต่ล่อของข้าน้อยเองก็ถูกตีเช่นกันชาวบ้านในหมู่บ้านหวังช่างไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ไร้ขื่อไร้แปเกินไปแล้วขอรับ”
ข้ารับใช้ทั้งสองย่อมไม่เอ่ยถึงเรื่องที่พวกเขาว่าร้ายชื่อเสียงของหลี่ชิงชิง
“เหล่าทรชนย่อมเกิดแต่ชนบทยากแค้น อำเภอเหออยู่ไม่ไกลจากในเมืองคิดไม่ถึงว่าหมู่บ้านหวังที่อยู่ไม่ไกลจะหล่อเลี้ยงคนอันธพาลเช่นนี้ออกมา”อารมณ์ดีๆ ของหูชุนหยางถูกทำลายจนเหลือไม่ถึงครึ่งทว่าหลังจากที่ลองไตร่ตรองดูอีกที อวี๋หมี่จือเซียงฉบับที่ได้รับการปรับปรุงยามนี้ได้รับความนิยมมากมายจากเหล่าลูกค้า เฮอะ ต่อให้ไม่มีพริกสับดอง เขาก็ไม่กลัวหม่าชิงชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบว่า “ในเมื่อซื้อพริกสับดองกลับมาไม่ได้เช่นนั้นก็ลืมมันไปเสียเถิด”
ข้ารับใช้ทั้งสองที่กลัวว่าจะถูกหูชุนหยางลงโทษเพราะทำงานไม่สำเร็จยามนี้จึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอกออกมา และไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่หลายเดือนก่อนหน้านี้สูตรลับทั้งหลายที่หม่าชิงมีไว้ครอบครองล้วนได้มาจากหลี่ชิงชิงเพราะพวกเขาเกรงว่าหูชุนหยางจะส่งพวกเขาไปยังหมู่บ้านหวังอีกครั้ง
เหล่าอันธพาลในหมู่บ้านหวังช่างเก่งกาจเหลือเกินข้ารับใช้ทั้งสองย่อมไม่กล้าย่างเท้าเข้าไปเผชิญหน้าอีก
“อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือไม่ต้องลดตัวไปทะเลาะกับอันธพาลเหล่านั้น” หูชุนหยางโบกมือให้ข้ารับใช้ทั้งสองคนบ่งบอกเป็นนัยว่าให้พวกเขาถอยออกไปได้แล้ว ก่อนที่เขาจะเอ่ยพึมพำกับตนเองว่า“ข้าไม่ต้องมีพริกสับดองก็สามารถสร้างอาหารจานใหม่ขึ้นมาได้และสามารถแข็งแกร่งกว่าเจ้าหม่าชิงหน้าวอกนั่น!”
ในวันนั้นเหลาอาหารสกุลหูขายอวี๋หมี่จือเซียงออกไปได้ทั้งหมดหกสิบเจ็ดชุดในขณะที่ฝั่งตรงข้ามเหลาอาหารสกุลหม่าขายเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ออกไปได้สี่สิบเจ็ดชุด
หม่าชิงสั่งการให้เหลาอาหารทั้งสามภายใต้นามของเขาซื้อปลาหัวใหญ่เข้ามาทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบตัวหักลบจากชุดที่มอบให้คนในครอบครัวสามชุด ส่วนที่เหลือทั้งหมดล้วนนำออกไปขาย
กลางราตรีดึกสงัด ยามที่หลงจู๊ของเหลาอาหารสกุลหม่ากำลังคำนวณบัญชีเขาก็ถอนหายใจยาวออกมาหนึ่งเสียง อวี๋หมี่จือเซียงของเหลาอาหารสกุลหูขายดิบขายดีสุดท้ายก็ส่งผลกระทบต่อการค้าของเหลาอาหารสกุลหม่าจนได้
เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ขายหมดก็จริงทว่าจำนวนลูกค้าในร้านลดน้อยลงกว่าปกติถึงสองส่วนกำไรของร้านเองก็ต่ำกว่าปกติถึงสามส่วนเช่นกันเหล่าลูกค้าใช้เงินไปกับเหลาอาหารสกุลหูจนหมดแล้ว
วงการการค้านั้นเป็นดั่งสนามรบ ทุกที่ล้วนมีควันระเบิดที่มองไม่เห็นด้วยตาอยู่การแข่งขันระหว่างเหลาอาหารสกุลหม่ากับเหลาอาหารสกุลหูปะทุขึ้นอย่างรุนแรง
เขาเริ่มกังวลอีกครั้งว่า ในวันพรุ่งนี้เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋จะขายไม่หมด
ฝนในเหมันตฤดูตกติดต่อกันมาหลายวันล้วนแล้วแต่เป็นหยดฝนเม็ดเล็ก บางราวกับเส้นด้าย โปรยปรายลงมาไม่หยุดพื้นดินลื่นเปียกชื้น ดินบนถนนเส้นหลักถูกม้า วัว ล่อเกวียนเทียมสัตว์เหยียบย่ำจนเปรอะไปด้วยดินโคลน
ไม่ว่าคนจะสวมใส่เสื้อผ้าอันใดยามที่ยืนอยู่ด้านนอกต่างก็รู้สึกว่าเปียกชื้น และหนาวสั่นกันทั้งหมดลมเย็นยะเยือกพัดผ่านจากพื้นดินขึ้นมาไม่หยุด
อากาศเช่นนี้หากไม่ต้องออกจากบ้านย่อมเป็นการดีที่สุด
เฟิ่งซื่อรอคอยติดต่อกันสองสามวัน กระทั่งวันที่สี่ในที่สุดท้องฟ้าก็ปลอดโปร่งไร้เงาเมฆฝนใดๆ นางเตรียมตัวออกเดินทางไปยังหมู่บ้านหวังเพื่อพบหลี่ชิงชิงทว่าเป็นหม่าชิงที่เป็นห่วง มิอาจหักใจปล่อยเฟิ่งซื่อไปได้ เขาเอ่ยว่า “รอให้อากาศเปียกชื้นหมดก่อนค่อยไปเถิดการเดินทางครั้งนี้เจ้าต้องนั่งรถม้าติดต่อกันนานหลายชั่วโมงเชียว”
“เช่นนั้นก็เป็นพรุ่งนี้วันนี้ข้าเพิ่งส่งคนไปมอบจดหมายให้หลี่ซื่อพอดี หากวันนี้จู่ๆ ข้าโผล่หน้าไปหลี่ซื่ออาจจะไม่อยู่บ้านหรือไม่ก็คนในครอบครัวของนางไม่สะดวกจะพบหน้าข้าก็เป็นได้”เฟิ่งซื่อต้องการผูกมิตรกับหลี่ชิงชิง เพราะเหตุนั้นนางก็ควรจะปฏิบัติตามธรรมเนียม
หม่าชิงยิ้มพลางเอ่ยว่า “แล้วแต่ฮูหยินจะบัญชา”
ข้ารับใช้ที่เฟิ่งซื่อส่งไปนั้นขี่ม้าไป ภายในวันเดียวก็กลับมาจากหมู่บ้านหวังแล้วระหว่างทางเขายังแวะไปพบหม่าเซี่ยงหนานที่เซียงเยวี่ยไจในอำเภอเหออีกด้วย
ข้ารับใช้เอ่ยด้วยความเคารพ “เรียนฮูหยินวันพรุ่งนี้หลี่ซื่ออยู่บ้านขอรับ ครอบครัวของนางเองก็มิได้มีธุระอันใดพวกเขาจะรอท่านไปพบโดยเฉพาะ หลงจู๊หม่าเซี่ยงหนานบอกว่า พรุ่งนี้เขาจะรอต้อนรับฮูหยินบนถนนเส้นหลักระหว่างอำเภอเหอและหมู่บ้านหวังขอรับ”
“เจ้าได้สืบข่าวเรื่องสถานการณ์ของครอบครัวหลี่ซื่อมาหรือไม่?”
“สืบมาแล้วขอรับ” ข้ารับใช้เป็นคนที่มีไหวพริบชาญฉลาดเขามักจะได้รับมอบหมายให้ไปจัดการงานประเภทนี้เป็นประจำ เขารายงานสถานการณ์ของตระกูลหวังโดยสังเขปอีกทั้งยังเอ่ยเสริมว่า “ข้าน้อยได้ยินมาว่าหลี่ซื่อนั้นเก่งกาจเรื่องหยูกยาวิชาแพทย์นางเคยช่วยคนที่กำลังจะตายให้รอดกลับมาได้ด้วยขอรับ”
“จริงหรือ?” ในใจเฟิ่งซื่อรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างก่อนหน้านี้นางไม่เคยได้ยินจากหม่าชิงเลยว่าหลี่ซื่อรู้วิชาแพทย์ด้วย
“ยามที่ข้าน้อยอยู่บ้านของหลี่ซื่อ มีคนไข้มาหานางโดยเฉพาะเพื่อขอให้นางรักษาให้พอดีขอรับ คนไข้ผู้นี้เดิมทีเป็นทหารชั้นประทวนในกองทัพเมื่อเดือนที่แล้วยามที่เขากลับมาจากกองทัพ ลมหายใจก็ร่อแร่จนเกือบสิ้นลมเป็นหลี่ซื่อที่ช่วยชีวิตเขาไว้ขอรับ” ยามที่ข้ารับใช้คนนั้นเอ่ยถึงคำว่า“แขนซ้ายขาด” ดวงตาของเขาก็ฉายแววหวาดผวาเล็กน้อย
ยามนั้นเขาได้เห็นบาดแผลคนไข้ด้วยตาของตนเอง แม้ว่าแผลจะสมานดีแล้วทว่าก็ยังน่ากลัวมากอยู่ดี จนถึงยามนี้ภาพนั้นยังคงติดตาเขาอยู่เลย
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”เฟิ่งซื่อเป็นบุตรสาวของแม่ทัพยามที่นางรู้ว่าหลี่ชิงชิงเคยช่วยชีวิตทหารที่ได้รับบาดเจ็บเอาไว้ในใจก็ยิ่งทวีความรู้สึกดีๆ ต่อหลี่ชิงชิง
“ข้าน้อยออกจากบ้านสกุลหวังพร้อมกับคนไข้แขนขาดผู้นี้ได้คุยกับเขาอยู่นานเขาเอ่ยว่าตั้งแต่ที่หลี่ซื่อแต่งเข้าสกุลหวังและย้ายเข้ามาในหมู่บ้านหวังหากคนในสกุลป่วยไข้ก็ไม่จำเป็นต้องไปพบหมอด้านนอกสามารถไปหาหลี่ซื่อเพื่อตรวจโรคได้เลย และนางไม่รับค่ารักษาแม้แต่แดงเดียวขอรับ”ยามที่ข้ารับใช้เอ่ยถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเขาก็แฝงไปด้วยความเลื่อมใสชื่นชมเขาเอ่ยเสริมอีกว่า “เขายังบอกว่า เขาเป็นสหายร่วมรบกับสามีของหลี่ซื่อสองสามีภรรยาจึงเสนอให้เขาไปขายซาลาเปาในตำบลเพื่อให้เขามีรายได้สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเองได้”
สตรีเช่นหลี่ซื่อช่างเป็นคนที่น่าเคารพนับถือจริงๆ
เฟิ่งซื่อยิ่งแปลกใจในตัวหลี่ชิงชิงมากขึ้นนางตกรางวัลให้ข้ารับใช้ หลังจากนั้นก็เพิ่มจำนวนของขวัญที่เตรียมจะนำไปมอบให้หลี่ชิงชิงในวันพรุ่งนี้
วันรุ่งขึ้น เฟิ่งซื่อพร้อมบุตรชายคนเล็กหม่าเฟิ่งเลี่ยได้นั่งรถม้าเพื่อออกเดินทางไปยังหมู่บ้านหวัง ณ อำเภอเหอ
“คนจากเมืองเซียงส่งข่าวมาบอกว่าจะมาขอพบหลี่ซื่อโดยเฉพาะ!”
“ข้าได้ยินมาว่าวัวของบ้านสกุลหวัง ก็เป็นฮูหยินจากเมืองเซียงท่านนี้ที่มอบให้!”
“ครอบครัวมารดาของหลี่ซื่อมิได้มาจากหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนหรือเหตุใดนางถึงยังมีญาติอยู่ในเมืองเซียงอีก?”
“ข้าได้ยินมาว่าคนที่เดินทางมาในครานี้มีฮูหยินท่านหนึ่งกับคุณชายน้อยท่านหนึ่งทั้งสองล้วนมาจากตระกูลคหบดีในเมืองเซียง”
“หลี่ซื่อช่างเก่งกาจยิ่งนักที่รู้จักคนระดับนี้”
ชาวบ้านในหมู่บ้านหวังยืนมองรถม้าสองคันที่ใช้ม้าลากสองตัวด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
นี่นับเป็นรถม้าคันแรกที่ขับเข้าหมู่บ้านหวังในรอบหลายทศวรรษเชียวนะ!
ม้าสีเหลืองตัวใหญ่ทั้งสี่ตัวมีขนสีเหลืองราวกับวัวทว่าพวกมันสง่างามกว่าวัวตัวใหญ่ของครอบครัวตระกูลหวังยิ่ง
นี่ก็คือม้าของตระกูลคหบดี
ด้วยแขกที่มาเยี่ยมเยือนนั้นเป็นสตรีหวังชีในฐานะผู้นำหมู่บ้านและหลี่เจิ้งจึงไม่สะดวกที่จะเข้าไปในบ้านสกุลหวังด้วยส่วนชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ยิ่งไม่กล้าไปกว่าเขาแน่นอน
ทั้งผู้เฒ่าสกุลหวังและหวังจื้อต่างก็เตรียมอาหารกลางวันอยู่ในครัวแม้แต่หวังเลี่ยงที่อายุมากกว่าเจ็ดปีก็ไม่สะดวกที่อยู่ในห้องโถงเช่นกัน
ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งหลังจากดูรถม้าแล้วก็ตามไปดูฮูหยินและคุณชายน้อยที่นั่งอยู่ในห้องโถงผ่านรั้วต่อ
ด้วยระยะห่างที่ค่อนข้างไกล พวกเขาจึงมองเห็นใบหน้าของฮูหยินและคุณชายน้อยได้ไม่ชัดเจนทุกคนเห็นเพียงสตรีที่สวมชุดกระโปรงยาวสีแดงน้ำตาล และคุณชายน้อยที่สวมเสื้อคลุมกันหนาวตัวนอกสีน้ำเงินเข้ม
ทว่าพวกเขาสามารถมองเห็นบุรุษรับใช้หกคนและสาวรับใช้สองคนของฮูหยินและคุณชายน้อย