“มาหาข้า”
แม้เสียงจะเลือนหายไปแล้ว แต่ความรู้สึกที่ฝากไว้กลับยังชัดเจนราวกับผู้กล่าวยืนอยู่ตรงหน้า
ฉินเฟิงเงยหน้ามองผ่านม่านหมอกสีเทาไปทางทิศตะวันออก แสงสีม่วงทองซึ่งเคยวาบขึ้นเหนือยอดไม้หายไปจนสิ้น เหลือเพียงหมอกหนาทึบกับเงาต้นไม้ซ้อนกันหลายชั้น
แต่โลหิตภายในร่างยังคงอุ่นผิดปกติ
มิใช่ความร้อนจากการหมุนพลังปราณ
มิใช่ผลจากโอสถที่กินเมื่อคืน
ความรู้สึกนั้นคล้ายมีสิ่งหนึ่งอยู่ภายในหุบเขากำลังตอบสนองต่อิญญาของเขาโดยตรง
มู่ชิงหลันสังเกตสีหน้าเขาจึงถามขึ้น
“ท่านได้ยินสิ่งใดหรือไม่”
ฉินเฟิงหันกลับมา
“พวกเ้าได้ยินเสียงคำรามเมื่อครู่กันทุกคนใช่หรือไม่”
หลี่เทียนิพยักหน้า
“ดังจนต้นไม้สั่น ผู้ใดจะไม่ได้ยิน”
กู่เฉิงกล่าวเสริม
“แต่ก่อนเสียงดัง ข้าเหมือนเห็นเงาสัตว์ขนาดใหญ่บนท้องฟ้าเพียงชั่วครู่”
จื่อหยางเฉินมองไปทางทิศตะวันออกเช่นกัน
“รูปร่างคล้ายั แต่ด้านหลังเหมือนมีปีก”
หญิงสาวอีกคนจากกลุ่มสำนักเมฆาฟ้าชื่อ ซ่งหลานอิง เอ่ยด้วยสีหน้าระแวง
“สัตว์เช่นนั้นมีอยู่จริงหรือ”
ไม่มีผู้ใดตอบได้
ฉินเฟิงเองไม่ได้กล่าวถึงคำพูดที่ได้ยินในจิต
หากมีเพียงเขาได้ยิน แสดงว่าการเรียกนั้นเจาะจงมายังตัวเขา
ก่อนเข้าใจที่มา ไม่ควรเปิดเผยให้ผู้ใดรู้
เขามองคนในกลุ่ม
หลังการต่อสู้กับฝูงหมาป่าและการหนีวานรั์ หลายคนมีอาการเหนื่อยล้า
จื่อหยางเฉินยังาเ็บริเวณหน้าอก
กู่เฉิงเองเคยรับกรงเล็บจากาาหมาป่าจนาเ็ภายในเล็กน้อย
หากเดินตามเสียงเรียกทันทีโดยไม่มีการเตรียมตัว อาจกลายเป็การพาคนทั้งกลุ่มเข้าสู่พื้นที่อันตรายเกินความจำเป็
ฉินเฟิงจึงกล่าว
“พวกเราพักครึ่งก้านธูปก่อน จากนั้นเดินต่อไปยังเขตสองตามเส้นทางเดิม”
หลี่เทียนิมองเขาอย่างแปลกใจ
“ข้านึกว่าเ้าจะเสนอให้ไปดูทางตะวันออกเสียอีก”
ฉินเฟิงตอบ
“ข้ายังไม่รู้ว่าตรงนั้นมีสิ่งใด หากได้ยินเสียงเพียงครั้งเดียวแล้วรีบวิ่งตามไป อาจกลายเป็เหยื่อของสิ่งที่สร้างเสียงเสียเอง”
จื่อหยางเฉินพยักหน้า
“เื่นี้ข้าเห็นด้วย”
หลังเกือบตายเพราะไม่ตรวจดูพื้นที่รอบผลทองหลอมกายให้ละเอียด ความมั่นใจที่เคยมีอยู่สูงมากของเขาลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาจึงไม่รีบเข้าใกล้สิ่งลึกลับเพียงเพราะเห็นว่าอาจมีวาสนา
คนทั้งหมดเลือกบริเวณใต้โขดหินซึ่งมีต้นไม้ล้อมสามด้านเป็ที่พักชั่วคราว
หลี่เทียนินั่งฟื้นพลัง
กู่เฉิงหลับตาปรับลมหายใจ
จื่อหยางเฉินกินน้ำยาฟื้นปราณที่เหลือ
มู่ชิงหลันกลับเดินมาหาฉินเฟิง
“ข้าขอดูแขนท่าน”
ฉินเฟิงเลิกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย
าแจากการต่อสู้กับหลี่เทียนิเมื่อวานเหลือเพียงรอยแดงจาง ส่วนรอยกรงเล็บจากหมาป่าเมื่อครู่แทบไม่มี เพราะเขาหลบได้ทั้งหมด
มู่ชิงหลันพยักหน้า
“ยาของท่านให้ผลดีจริง”
“าแเพียงระดับนี้ไม่ยากรักษา”
“ท่านพูดราวกับเื่ธรรมดา”
“สำหรับอาจารย์ข้า เื่เช่นนี้เป็เพียงยาพื้นฐาน”
มู่ชิงหลันได้ยินคำว่าอาจารย์อีกครั้งก็ไม่ได้ถามต่อ
ตลอดสองวันที่ผ่านมา นางค่อย ๆ ยอมรับแล้วว่าผู้มีความสามารถลึกลับซึ่งอยู่เื้ัฉินเฟิงน่าจะมีความรู้มากกว่านักปรุงโอสถทั่วไปของเมืองชิงหลานอย่างมาก
นางนั่งลงตรงโขดหินใกล้กัน
“เมื่อครู่ตอนเสียงคำรามดังขึ้น ข้าััได้ว่าพลังเหมันต์ภายในร่างหยุดนิ่งอยู่ชั่วลมหายใจ”
ฉินเฟิงหันมองทันที
“หยุดนิ่งอย่างไร”
“เหมือนพลังทั้งหมดไม่กล้าเคลื่อนไหว”
ประโยคนั้นทำให้เขาครุ่นคิด
สัตว์อสูรระดับสูงสามารถสร้างความหวาดกลัวต่อสัตว์ระดับต่ำได้
ผู้ฝึกยุทธ์เองก็สามารถใช้แรง威压จากระดับพลังทำให้ผู้ที่ต่ำกว่ารู้สึกหายใจลำบาก
แต่เสียงเมื่อครู่แตกต่างออกไป
มันไม่ได้มีพลังโจมตีโดยตรง
กลับทำให้พลังในร่างของมู่ชิงหลันหยุดชั่วขณะ
แสดงว่าสิ่งนั้นมีอำนาจเหนือพลังธรรมดาในระดับหนึ่ง
ฉินเฟิงถามต่อ
“แล้วตอนเห็นเงาบนท้องฟ้า เ้ารู้สึกเช่นเดียวกันหรือไม่”
“ไม่”
มู่ชิงหลันส่ายหน้า
“ตอนเงาปรากฏ ข้าเพียงรู้สึกว่าพลังฟ้าดินรอบตัวเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย”
ฉินเฟิงจำข้อมูลไว้ในใจ
ทันใดนั้น ซ่งหลานอิงซึ่งเดินเก็บกิ่งไม้อยู่ไม่ไกลก็ร้องขึ้น
“ตรงนี้มีอะไรบางอย่าง!”
ทุกคนลุกขึ้นทันที
ฉินเฟิงกับมู่ชิงหลันเดินไปเป็กลุ่มแรก
ใต้พุ่มไม้ด้านหลังโขดหิน มีแผ่นศิลาสีดำครึ่งหนึ่งโผล่พ้นดิน
ผิวศิลาถูกตะไคร่น้ำคลุมเกือบทั้งหมด
ซ่งหลานอิงใช้กิ่งไม้เขี่ยดินออกเล็กน้อย จึงเห็นว่าด้านล่างยังมีส่วนที่ฝังอยู่ลึกอีกมาก
กู่เฉิงเข้ามาช่วยขุด
ไม่นานแผ่นศิลาสูงประมาณเอวก็ปรากฏเกือบเต็ม
ด้านหน้ามีสัญลักษณ์คล้ายัมีปีกสลักอยู่
ทุกคนเงียบลงทันที
เพราะสัญลักษณ์นั้นเหมือนกับภาพบนประตูสนามทดสอบอย่างมาก
จื่อหยางเฉินกล่าว
“ไม่ใช่เื่บังเอิญแล้ว”
หลี่เทียนิปัดดินส่วนล่าง
“มีอักษรด้วย”
ฉินเฟิงมองลงไป
อักษรโบราณห้าตัวเรียงจากบนลงล่าง
ทางเข้าสู่แดนโลหิต
ด้านล่างมีลูกศรชี้ไปทางทิศตะวันออก
ทิศเดียวกับเสียงเรียก
หลี่เทียนิหันมาถาม
“อ่านออกหรือไม่”
ฉินเฟิงไม่ปิดบังทั้งหมด
“คำแรกเกี่ยวกับเส้นทาง คำท้ายเหมือนหมายถึงโลหิต”
“ทางโลหิต?”
กู่เฉิงขมวดคิ้ว
“ฟังดูไม่ใช่สถานที่ดีนัก”
ฉินเฟิงมองร่องรอยบนแผ่นศิลา
ฝุ่นและตะไคร่ส่วนใหญ่เก่ามาก
แต่บริเวณฐานกลับมีดินใหม่ถูกพลิกขึ้นไม่นาน
เขาย่อตัวตรวจ
พบรอยรองเท้าหลายรอย
“มีคนผ่านตรงนี้ก่อนเรา”
จื่อหยางเฉินเดินเข้ามา
“คนจากเมืองอื่น?”
“อย่างน้อยหกคน”
ฉินเฟิงตอบ
“รอยยังใหม่ ไม่เกินหนึ่งชั่วยาม”
มู่ชิงหลันมองตามลูกศร
“หากพวกเขาไปทางตะวันออก และเสียงคำรามเพิ่งดังขึ้น อาจเกี่ยวข้องกัน”
ฉินเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว
ไม่ใช่เพียงเสียงเรียกลึกลับ
ยังมีเสาหินชี้เส้นทาง
และมีคนกลุ่มอื่นเดินทางเข้าไปก่อน
หากมีวาสนาหรือมรดกอยู่จริง การรอมากเกินไปอาจทำให้ผู้อื่นถึงก่อน
แต่สิ่งสำคัญกว่าคือคำบนประตู
ผู้ได้ยินเสียงเรียก จงตามเสียงนั้นไป
เขาได้ยินคำเรียกโดยตรงแล้ว
หากยังเลือกเดินเส้นทางทั่วไป อาจเสียโอกาสที่สนามแห่งนี้สร้างขึ้นโดยเฉพาะ
ฉินเฟิงจึงตัดสินใจ
“ข้าจะไปทางตะวันออก”
หลี่เทียนิถามทันที
“เ้ามั่นใจแล้ว?”
“ยังไม่มั่นใจว่ามีสิ่งใด แต่ถ้าปล่อยให้คนอื่นเข้าไปก่อนโดยไม่ตรวจดู อย่างน้อยข้าจะเสียข้อมูลสำคัญ”
กู่เฉิงหรี่ตา
“ภารกิจของสำนักคือเอาตราเมฆาอสูร ไม่ใช่ค้นหามรดกที่ไม่รู้จัก”
ฉินเฟิงมองเขา
“ดังนั้นเ้าสามารถเดินต่อไปเขตสองได้”
กู่เฉิงชะงัก
ฉินเฟิงกล่าวต่อ
“พวกเราไม่ได้ถูกสั่งให้ต้องอยู่ด้วยกันตลอดสองวัน ใครเห็นว่าสถานที่ใดเหมาะกับตนก็เลือกได้”
กู่เฉิงเงียบไป
จื่อหยางเฉินเองกล่าว
“ข้าจะไปทางเส้นทางหลัก”
ทุกคนหันมอง
เขาชี้หน้าอกตนเอง
“อาการาเ็ของข้ายังไม่เหมาะกับพื้นที่ที่แม้แต่เสียงคำรามยังทำใหู้เาสั่น หากฝืนไปก็กลายเป็ภาระ”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“เลือกเช่นนี้ถูกแล้ว”
จื่อหยางเฉินไม่รู้สึกเสียหน้า
หลังผ่านความเป็ความตายมาเมื่อครู่ เขาเริ่มเห็นคุณค่าของการประเมินกำลังตนเองมากกว่าการรักษาหน้า
“คนเมืองธารม่วงของข้าจะตามเส้นทางหลักไป”
จากนั้นเขามองฉินเฟิง
“หากข้าได้ตราเมฆาอสูรก่อน แล้วเ้ากลับมาไม่ทัน ข้าจะหัวเราะเ้าให้เต็มที่”
ฉินเฟิงยิ้ม
“รอให้เ้าได้ก่อนค่อยพูด”
จื่อหยางเฉินหัวเราะแล้วนำคนของตนจากไป
กู่เฉิงลังเลอีกเล็กน้อย ก่อนเลือกไปเส้นทางหลักพร้อมซ่งหลานอิงและชายหนุ่มอีกคนจากสำนักเมฆาฟ้า
สุดท้ายเหลือฉินเฟิง มู่ชิงหลัน และหลี่เทียนิ
ฉินเฟิงหันมองหญิงสาว
“เ้าจะไปด้วย?”
มู่ชิงหลันตอบอย่างสงบ
“การเดินทางครั้งนี้ ข้าไม่ได้มาเพียงเพื่อเอาตรา หากพบวาสนาที่เหมาะกับตนเอง ข้าย่อมไม่ควรปล่อยผ่าน”
หลี่เทียนิพาดกระบี่ไว้บนไหล่
“ส่วนข้าอยากรู้ว่าสัตว์ที่ทำให้ทั้งหุบเขาสั่นเป็ตัวอะไร”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“เช่นนั้นไปกัน”
ทั้งสามเปลี่ยนทิศทาง
จากเส้นทางหลักมุ่งเข้าสู่ป่าตะวันออก
ไม่มีทางเดินชัดเจน
ต้นไม้ขึ้นหนาแน่นกว่าเดิม
หมอกก็หนาขึ้นทุกระยะ
ฉินเฟิงเดินนำ
ไม่ใช่เพราะระดับพลังสูงที่สุด แต่เพราะสามารถสังเกตร่องรอยบนพื้นได้ละเอียดกว่าคนอื่น
รอยรองเท้าของกลุ่มก่อนหน้ายังคงปรากฏเป็ระยะ
บางจุดมีเศษกิ่งไม้หัก
บางจุดมีรอยเืสัตว์อสูร
แสดงว่าพวกเขาเคยต่อสู้ระหว่างทาง
เดินไปประมาณครึ่งลี้ ทั้งสามก็พบศพสัตว์อสูรตัวหนึ่ง
เป็งูเกล็ดน้ำเงินยาวเกือบสองจั้ง
หัวถูกตัด
ช่องอกถูกเปิด
แก่นอสูรถูกนำออกไปแล้ว
หลี่เทียนิย่อตัวตรวจ
“ระดับหนึ่งขั้นสูง”
ฉินเฟิงมองาแตรงคอ
รอยตัดเรียบ
ใช้กระบี่เพียงครั้งเดียว
คนลงมือมีพลังอย่างน้อยขั้นรับปราณขั้นแปด หรืออาจถึงขั้นเก้า
มู่ชิงหลันมองพื้นด้านข้าง
“มีรอยเท้าเจ็ดคน”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“กลุ่มนี้แข็งแรงไม่น้อย”
พวกเขาเดินต่อ
ยิ่งลึกเข้าไป เสียงสัตว์อสูรทั่วไปกลับยิ่งน้อยลง
นี่เป็สิ่งที่น่าระแวง
พื้นที่ป่าควรมีสัตว์อสูรเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง
หลี่เทียนิเองเริ่มสังเกต
“เงียบเกินไป”
ฉินเฟิงกล่าว
“น่าจะมีสิ่งที่สัตว์อสูรทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้”
มู่ชิงหลันถาม
“สัตว์ตัวที่ส่งเสียงคำราม?”
“เป็ไปได้”
หลังผ่านเนินดินเตี้ยหนึ่งลูก หมอกด้านหน้าเริ่มบางลง
แสงสีม่วงอ่อนปรากฏอยู่ลึกเข้าไป
ฉินเฟิงหยุด
เสียงหัวใจลึกลับกลับมาอีกครั้ง
ตุบ
ตุบ
คราวนี้ชัดเจนจนเขารู้สึกว่าจังหวะหัวใจตนเองเริ่มคล้ายกับเสียงนั้น
ตุบ
ตุบ
ทุกครั้งที่เสียงดัง กระแสปราณในตันเถียนจะสั่นเล็กน้อย
มู่ชิงหลันมองเขา
“ท่านเป็อะไร”
ฉินเฟิงส่ายหน้า
“เพียงรู้สึกว่าพลังฟ้าดินตรงนี้แปลกขึ้น”
มู่ชิงหลันหลับตาัั
“จริง”
พลังในอากาศมิได้หนาแน่นขึ้นมาก แต่มีสายฟ้าเล็ก ๆ ปะปนอยู่ในพลังฟ้าดิน
หลี่เทียนิยื่นมือ
ประกายไฟเล็กมากแล่นผ่านปลายนิ้ว
“พลังอัสนี?”
ฉินเฟิงมองแสงสีม่วงด้านหน้า
“ใกล้แล้ว”
ทั้งสามเดินช้าลง
ผ่านต้นไม้ใหญ่อีกสิบกว่าต้น ภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ป่าหายไป
ตรงหน้าเป็หน้าผากว้างขนาดใหญ่
กลางหน้าผามีประตูศิลาสีดำสูงเกือบสิบจั้ง
้าสลักรูปัมีปีก
สายฟ้าสีม่วงแล่นผ่านร่องสลักเป็ระยะ
เบื้องหน้าประตูมีคนเจ็ดคนยืนอยู่จริง
เมื่อทั้งสามมาถึง กลุ่มนั้นหันกลับทันที
ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกมา
อายุราวสิบแปดปี
ชุดนักสู้สีดำขอบทอง
ระดับพลังขั้นเปิดชีพจรขั้นสอง
สูงกว่ามู่ชิงหลันหนึ่งขั้น
เขามองคนทั้งสามก่อนหยุดสายตาที่มู่ชิงหลัน
“เมืองชิงหลาน?”
หลี่เทียนิตอบ
“ถูกต้อง”
ชายหนุ่มผู้นั้นยิ้มเล็กน้อย
“ข้าชื่อ เหอจิ่ว จากเมืองพยัคฆ์ทอง”
หลี่เทียนิมีสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย
ชื่อเหอจิ่วมีชื่อเสียงในเขตตะวันออก
เป็หนึ่งในรุ่นเยาว์ไม่กี่คนที่เข้าสู่ขั้นเปิดชีพจรก่อนอายุสิบแปด
ด้านหลังเขามีคนอีกหกคน
ต่ำที่สุดขั้นรับปราณขั้นเจ็ด
กลุ่มนี้แข็งแรงกว่ากลุ่มฉินเฟิงอย่างชัดเจน
เหอจิ่วมองมู่ชิงหลันนานกว่าคนอื่นเล็กน้อย
“คุณหนูผู้นี้คงเป็มู่ชิงหลัน”
มู่ชิงหลันตอบเพียง
“ใช่”
“ข้าเคยได้ยินชื่อ”
เหอจิ่วกล่าว
“ผู้มีพร์ระดับเจ็ดและเข้าสู่ขั้นเปิดชีพจรตอนสิบหกปี ไม่ธรรมดาจริง”
จากนั้นสายตาเลื่อนไปยังฉินเฟิง
เมื่อััได้เพียงขั้นรับปราณขั้นสี่ ความสนใจก็ลดลงทันที
“พวกเ้าตามรอยเรามา?”
ฉินเฟิงตอบ
“พวกข้าเห็นเสาหินชี้ทาง”
เหอจิ่วหันมองประตูศิลา
“เช่นนั้นพวกเ้าก็มาถูกที่”
หลี่เทียนิถาม
“ประตูนี้เปิดอย่างไร”
เหอจิ่วยิ้ม
“ถ้าข้ารู้ คงไม่ยืนอยู่ตรงนี้”
ด้านหน้าประตูมีแท่นหินห้าแท่น
แต่ละแท่นมีร่องสำหรับวางฝ่ามือ
กลุ่มเหอจิ่วเห็นได้ชัดว่าทดลองไปแล้วหลายครั้ง
คนหนึ่งในกลุ่มกล่าว
“ประตู้าพลังบางชนิด แต่ไม่ว่าจะใส่ปราณมากเพียงใดก็ไม่ตอบสนอง”
ฉินเฟิงเดินเข้าใกล้
เหอจิ่วไม่ได้ห้าม
เขาคงคิดว่าคนขั้นรับปราณขั้นสี่ไม่มีสิ่งใดน่าระแวง
ฉินเฟิงตรวจแท่นทั้งห้า
ไม่มีอักษร
มีเพียงสัญลักษณ์ตรงกลาง
แท่นแรกเป็รูปหยดโลหิต
แท่นที่สองเป็รูปสายฟ้า
แท่นสามเป็รูปร่างคล้ายดวงตา
แท่นสี่เป็รูปกระดูก
แท่นห้าเป็รูปหัวใจ
ฉินเฟิงมองอยู่นาน
สิ่งนี้ไม่เหมือนกลไกเปิดประตูด้วยพลังปราณ
กลับคล้ายการตรวจคุณสมบัติของผู้เข้า
มู่ชิงหลันเดินมาข้างเขา
“ท่านเห็นอะไรหรือ”
ฉินเฟิงชี้รูปหยดโลหิต
“แท่นนี้อาจไม่ได้้าพลังปราณ”
เหอจิ่วได้ยินจึงถาม
“แล้ว้าอะไร”
“โลหิต”
คนหลายคนมองกัน
ชายหนึ่งในกลุ่มเหอจิ่วหัวเราะ
“ง่ายเพียงนั้น?”
เขาเดินมาหาแท่นทันที
ใช้กระบี่กรีดปลายนิ้วแล้วหยดโลหิตลงในร่อง
หยดเืััผิวหิน
แสงสีแดงปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง
จากนั้นดับ
ประตูไม่ขยับ
ชายคนนั้นขมวดคิ้ว
“ไม่มีอะไร”
ฉินเฟิงมองแท่นอื่น
“น่าจะต้องผ่านทั้งห้า ไม่ใช่เพียงแท่นเดียว”
เหอจิ่วสนใจขึ้น
“เ้ารู้จากอะไร”
“สัญลักษณ์”
ฉินเฟิงกล่าว
“โลหิต พลังธาตุ จิติญญา กายา และชีพจรชีวิต”
เหอจิ่วมองแท่นอีกครั้ง
การอธิบายนี้ฟังดูสมเหตุสมผล
“เช่นนั้นต้องมีคนที่ผ่านทุกแท่น?”
“น่าจะเป็เช่นนั้น”
เหอจิ่วหันไปหาคนของตน
“ข้าลองเอง”
เขากรีดนิ้ว
หยดเืลงแท่นแรก
แสงสีแดงสว่างขึ้น
ครั้งนี้ชัดกว่าคนก่อนเล็กน้อย
แต่ยังดับในเวลาสั้น
จากนั้นเหอจิ่วไปแท่นสายฟ้า
เขาส่งพลังปราณเข้าไป
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฉินเฟิงกล่าว
“แท่นนี้อาจ้าพลังธาตุอัสนีโดยเฉพาะ ไม่ใช่ปราณทั่วไป”
เหอจิ่วมีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย
เขาไม่มีพลังอัสนี
จึงไม่สามารถผ่านแท่นสองได้
ชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มมีวิชาสายฟ้า
เขาลองแทน
แท่นสองสว่างขึ้นทันที
แต่เมื่อลองแท่นสามซึ่งเกี่ยวกับพลังิญญา แสงกลับไม่ปรากฏ
เหอจิ่วมองคนรอบข้าง
“แสดงว่าต้องใช้หลายคนเปิดร่วมกัน?”
ฉินเฟิงยังไม่แน่ใจ
หากเป็เพียงให้คนหลายคนผ่านคนละแท่น ประตูควรเปิดหลังทุกแท่นถูกกระตุ้นพร้อมกัน
เหอจิ่วจึงทดลองทันที
ให้คนห้าคนยืนคนละแท่น
แท่นแรกใช้คนสายเืเข้มแข็งที่สุด
แท่นสองใช้คนฝึกอัสนี
แท่นสามใช้คนพลังิญญาดีที่สุด
แท่นสี่ใช้คนกายแข็งแรง
แท่นห้าให้ตนเองใช้พลังชีพจร
แสงทั้งห้าสว่างพร้อมกัน
ประตูศิลาสั่น
ครืนนน!
ทุกคนมีสีหน้ายินดี
แต่เพียงไม่กี่ลมหายใจ แสงกลับดับพร้อมกัน
ประตูยังปิด
เหอจิ่วมีสีหน้าไม่ดี
ฉินเฟิงกลับเข้าใจมากขึ้นแล้ว
“ต้องเป็คนเดียว”
เหอจิ่วหันมาทันที
“หมายความว่าอย่างไร”
“คนเดียวต้องทำให้ทั้งห้าแท่นตอบสนอง”
“เป็ไปไม่ได้”
คนในกลุ่มหนึ่งกล่าว
“ผู้ใดจะมีทั้งสายเืพิเศษ พลังอัสนี พลังิญญาสูง กายาแข็งแรง และชีพจรชีวิตระดับที่ประตูยอมรับพร้อมกัน”
ฉินเฟิงไม่ได้ตอบ
เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าตนมีคุณสมบัติครบหรือไม่
สายเืร่างนี้ธรรมดาอย่างยิ่ง
พลังอัสนีก็ไม่มี
กายาเพิ่งเริ่มแข็งแรงขึ้น
ส่วนพลังิญญาแม้สูงกว่าคนระดับเดียวกัน แต่ยังต่ำมากในภาพรวม
หากใช้มาตรฐานของสัตว์เทวะโบราณ เขาอาจไม่ผ่านแม้แต่แท่นเดียว
ทว่าในวินาทีนั้น เสียงภายในจิตกลับดังขึ้นอีก
“เข้ามา”
แท่นทั้งห้าสั่นพร้อมกันเบา ๆ
ไม่มีผู้ใดแตะต้อง
ทุกคนถอยทันที
เหอจิ่วะโ
“เกิดอะไรขึ้น!”
สายฟ้าสีม่วงบนประตูเริ่มไหลเร็วขึ้น
จากนั้นแท่นแรก รูปหยดโลหิต พลันส่องแสงสีแดง
แท่นสองสีม่วง
แท่นสามสีขาว
แท่นสี่สีทอง
แท่นห้าสีเขียว
ทั้งหมดสว่างขึ้นเอง
ฉินเฟิงรู้สึกว่าพลังบางอย่างกำลังดึงเขาไปข้างหน้า
ไม่แรง
แต่ชัดเจน
มู่ชิงหลันสังเกตเห็น
“ฉินเฟิง?”
เขายังไม่ทันตอบ
แสงจากแท่นทั้งห้าก็พุ่งเข้าหาเขาพร้อมกัน
คนรอบข้างใ
ฉินเฟิงยกแขนขึ้นป้องกันตามสัญชาตญาณ
แต่แสงทั้งห้าไม่ได้โจมตี
มันล้อมรอบร่าง
จากนั้นหยดเืเล็กหนึ่งหยดถูกดึงออกจากปลายนิ้วโดยไม่ทำให้เกิดาแชัดเจน
เืลอยกลางอากาศ
เคลื่อนไปยังแท่นแรก
ทันทีที่ัั
ตูม!
แสงสีแดงพุ่งขึ้นสูงกว่าสามจั้ง