ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๗๒ หยดน้ำตาแห่งการลาจาก (re-edition)

            บริเวณที่เจ้ากระเรียนร่อนลงคือจุดศูนย์กลางของยอดเขาลักษณะเป็นลานศิลาโล่งขนาดใหญ่ ด้านหนึ่งเป็นหน้าผาสูงชันด้านหนึ่งเป็นผนังหินปูนตั้งตระหง่าน และบนผนังผามีโพลงถ้ำมากมายเป็นที่อาศัยของเผ่าพันธุ์สิสาวิหค

            แสงสว่างที่มองเห็นแต่ไกล .. คือแสงที่ส่องลอดออกมาจากแถวถ้ำกลุ่มหนึ่ง .. แสงส่องสว่างสุกใสทำให้มองเห็นไปทั่วบริเวณ ..

            กระเรียนวาตะใช้พลังชีวิตในการโผบินจนหมดสิ้น ตัวมันกระตุกโลหิตฟูมฝอยทะลักออกจากปาก คงเหลือเพียงลมหายใจเพียงรวยริน

            สิสาบรรพตอันสงบเงียบถูกก่อกวนจนวุ่นวาย เหล่าวิหคแตกตื่นราวฝูงนกแตกรัง

            แกร๊ซซซซซซ !!! กร๊าซซซซซซ !!! กร๊าซซซซซซ !!!

            ในยามวิกาลเสียงร้องคำรามของสิสาวิหคดังไปทั่วขุนเขา เงาดำวูบวาบนับร้อยนับพันขยับปีกโผบินมายังลานโล่งกลางยอดเขาแห่งนี้

            กร๊าซซซ! แกร๊ซซซ! แกร๊ซซซ! .. มีผู้บุกรุก .. มีผู้บุกรุก

            สิสาวิหคชุดหนึ่งออกมาสำรวจพบเห็นกระเรียนวาตะนอนหายใจพะงาบใกล้สิ้นใจตาย

            โครมมม! ร่างของเจ้ากระเรียนถูกกรงเล็บอันใหญ่เหวี่ยงโยนลงกลางลานนั้น .. สิสาวิหคทุกตัวต่างพุ่งความสนใจไปยังซากร่างกระเรียนวาตะ

            ผึบบบ .. ผึบบบ .. ผึบบบ .. เสียงกระพือปีกมาพร้อมกระแสลมอันรุนแรง

            แกร๊ซซซ! เสียงร้องอันทรงอำนาจของสิสาวิหคตัวหนึ่ง มันตัวใหญ่โตกว่าวิหคตัวอื่นๆ บนหัวมีขนสีแดงชี้ชันดังมงกุฎ

            มันคือ ‘อัศวินสิสา’ วิหคนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าพันธุ์

            “มันตายแล้ว! เจ้ากระเรียนบัดซบเอ้ยยย ..” อัศวินสิสาสบถด่าซากศพของกระเรียนวาตะ

            สิสาวิหคทุกตัวต่างนิ่งเงียบ .. ไม่เข้าใจว่าเหตุใดกระเรียนตัวนี้จึงบินมาในดินแดนของมัน แล้วยังสิ้นใจตายอย่างน่าอเนจอนาถ

            เหล่าสิสาวิหคต่างฉงนสงสัย ..

            อัศวินสิสาหันขวับมองรอบบริเวณเหมือนกำลังค้นหาบางสิ่ง .. หรือมีผู้ใดมาด้วยกับมัน ..

            ในความเงียบ .. วาจาอันเยือกเย็นถูกกล่าวออกมา “เจ้าหางแหว่งอยู่ที่ใด!!!”

            “!!!” ฝูงสิสาวิหคแตกตื่น ต่างหันมองสำรวจกันให้ทั่ว

            “เป็นผู้ใด!!!” อัศวินสิสาตัวนั้นคำรามกึกก้อง

            อุทัยคลุมกายด้วยผ้าสีมอก้าวออกมาจากมุมมืด .. มีแมวน้อยและลูกวานรเกาะอยู่บนไหล่ซ้ายขวา

            ร่างกายของมันสงบนิ่งไม่ได้แผ่พลังปราณ ราวเป็นสิ่งมีชีวิตที่มิได้มีอันตรายแม้แต่น้อย

            แกร๊ซซซ ! แกร๊ซซซ ! กร๊าซซซซ ! ผึบบบ ผับบบผึบบบ ผับบบ .. เสียงอันแตกตื่นของฝูงสิสาวิหค

            “ฮึ !!! .. เจ้า .. เจ้าคือตัวอันใด ..” อัศวินสิสาประหลาดใจ มันไม่เคยพบเจอมนุษย์มาก่อน

            กร๊าซซซซ ! เสียงร้องของสิสาวิหคลักษณะตัวใหญ่ดุร้าย “ตัวอันใดก็ช่าง .. มันนน .. ต้องตายยย ..”

            สิสาวิหคตัวนั้นสยายปีกพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว กรงเล็บทั้งสองกางออกหมายขยุ้มอกของสิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่เบื้องหน้า

            .. เปรี๊ยงงง ! .. สิสาวิหคตัวใหญ่ถูกพลังงานชนิดหนึ่งกระแทกกลับจนตัวลอยกระเด็น

            .. โครมมม !!! เสียงดังสนั่น .. ร่างของเจ้าวิหคกระแทกกับผนังผาด้านหลังที่ห่างไปราวห้าสิบก้าว

            สิสาวิหคตัวนั้นร่วงไหลลงพื้น .. ขาดใจตายในทันใด ..

            ร่างของอุทัยไม่รู้มาหยุดยืนที่เบื้องหน้าตั้งแต่เมื่อไร .. คนยังอยู่ในท่ายืนด้วยขาซ้ายเพียงข้างเดียว .. ขาขวาอีกข้างยังลอยค้างเหมือนกับกำลังเพิ่งถีบถูกบางสิ่ง ..

            ถูกต้อง .. สิสาวิหคตัวนั้นถูกอุทัยถีบตายในกระบวนท่าเดียว ...

            “เจ้า !!!” อัศวินสิสาร้องเสียงหลง

            กร๊าซซซซซซซ .. สิสาวิหคทั้งหลายเหลืออดต่างส่งเสียงร้องกันเซ็งแซ่ .. สิ่งมีชีวิตคล้ายวานรตัวหนึ่งมาถึงก็สังหารพวกมันตายไปหนึ่งตัว

            เหตุการณ์ชุลมุนรุมสังหารเกิดขึ้นในบัดดล ..

            สิสาวิหคกว่าสิบตัวโผบินรุมเข้าจิกตีอุทัยผู้บุกรุก..

            กรงเล็บแหลมคมตรงเข้าขยุ้มศีรษะ .. อุทัยร่างไหววูบหลบหลีกกรงเล็บ แล้วจึงพลิกฝ่ามือซ้ายเข้าคว้าจับขาของสิสาวิหคตัวหนึ่ง ..

            .. พลั๊กกก ! .. สิสาวิหคถูกจับกระแทกลงพื้น

            .. โครมมม .. โครมมม ! .. อุทัยนำร่างสิสาวิหคตัวนั้นเหวี่ยงฟาดใส่สิสาวิหคอีกสี่ตัวจนปลิวกระเด็น

            .. ป๊าบบบ .. ป๊าบบบ ! .. อุทัยเคลื่อนที่อย่างว่องไวกระโดดเตะต้นคอของวิหคอีกสองตัวจนล้มตึง แล้วจึงตามไปจัดการวิหคตัวที่เหลือ

            เพียงห้าลมหายใจสิสาวิหคทั้งสิบตัวกระเด็นกระดอนล้มระเนระนาด

            กร๊าซซซซซ .. แกร๊ซซซซซ .. แกร๊ซซซซซ .. สิสาวิหคอีกสามสิบกว่าตัว .. บินกระโจนเข้าใส่เป็นเงาสีดำวาบ

            … ผ่านไปอีกสามสิบลมหายใจ สิสาวิหคทั้งสามสิบกว่าตัวนั้นนอนกองร้องโอดโอยอยู่เต็มลานโล่งนั้น .. ขนนกสีดำหลุดปลิว ฝุ่นผงกระจายไปทั่วบริเวณ

            “เจ้า!!!” อัศวินสิสาจ้องมองตาแทบแหก .. เพียงเวลาชั่วครู่เท่านั้น เหล่าสิสาวิหคอันแข็งแกร่งของมันถูกทำร้ายจนสาหัส .. ไม่รู้พิการหรือตายไปกี่ตัวแล้ว

            .. ตัวประหลาดตนนี้ .. คือสิ่งใดกัน .. อัศวินสิสาครุ่นคิด

            สิสาวิหคที่เหลือต่างกระจายตัวกันออกมาห้อมล้อมอุทัยเอาไว้เป็นชั้นๆ ..

            .. อร๊าซซซซซซซ !!! อร๊าซซซซซซซ !!! อร๊าซซซซซซซ !!!

            เสียงร้องอันทรงพลานุภาพเสียงหนึ่งดังขึ้น .. เสียงที่ทำให้สิสาวิหคทุกตัวต้องหยุดเคลื่อนไหว

            เงาร่างสิสาวิหคตัวหนึ่งหยุดยืนที่ปากถ้ำเบื้องบน .. แสงสว่างจากถ้ำส่องมาจากด้านหลัง เห็นมันเป็นเพียงเงาดำของวิหคตัวใหญ่ตัวหนึ่ง

            พึบบบ .. พึบบบ.. พึบบบ .. เงาดำนั้นกระโดดกระพือปีกลงมา .. เท้าของมันสัมผัสพื้นศิลาของลานโล่งโดยไร้เสียง

            สิสาวิหคสีดำตัวใหญ่เท่าคชสารปีกสยายกว้างกว่าสิบศอก ดวงเนตรสีแดงก่ำจะงอยปากคมวาววับ

            มันคือ ‘ราชาอัศวินสิสา’ ผู้เป็นใหญ่ในดินแดนสิสาบรรพตแห่งนี้ .. ขนสีแดงเป็นแถบตรงดวงตาพุ่งยาวชี้ไปที่หัว .. ลักษณะเป็นดังมงกุฎงามสง่า ..

            พึบบบ .. พึบบบ.. ยังมีวิหคอีกตัวหนึ่งติดตามลงมา .. เป็นสิสาวิหควัยฉกรรจ์ที่หางมีขนสีขาวแซม

            “เจ้าหางแหว่ง!” เวรุงกะร้องเรียก

            “!!!” สิสาวิหควัยฉกรรจ์ทำหน้าฉงนเมื่อเห็นเจ้าวานรน้อย

            ราชาอัศวินสิสาจ้องมองอุทัยตาเขม็ง มันกล่าวถามเสียงกร้าว “เจ้าต้องการสิ่งใด!”

            อุทัยเดินมาเบื้องหน้า .. สายตาจับจ้องยังราชาอัศวินสิสา ..

            “!!!” จ้าวแห่งมวลวิหคถึงกับดวงจิตสั่นกระตุกเหงื่อเม็ดโป้งผุดไหลย้อย ... ‘บุคคลผู้นี้!!!’

            “ข้ามาตามหาสตรีนางหนึ่ง .. สตรีที่มีผมสีแดง..” อุทัยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

            “ท่านพบเห็นหรือไม่!!!” อุทัยถามย้ำ

            เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะถามต่อเจ้าหางแหว่งว่า “พี่สาวคนสวยที่ติดตามเจ้ามา .. นางอยู่ที่ใดแล้ว..”

            “นางงง .. นางงง...” เจ้าหางแหว่งตอบตะกุกตะกัก

            “ฮึ!!!” ราชาอัศวินสิสาจ้องมอง ‘นี่มันเจ้าคองอเวจีน้อย .. เวรุงกะ .. มันพาผู้ใดมา ..’

            ราชาอัศวินสิสามีอายุยืนยาวหลายหมื่นปี .. ตลอดช่วงชีวิตมันได้พบเจอเผ่าพันธุ์พิสดารมากมาย .. ทั้งเผ่าพันธุ์เทวะแท้จริง กึ่งเทวะ หรือสัตว์อสูรจากต่างพิภพ ..

            แต่มิเคยมีผู้ใดทำมันหวาดกลัวเช่นตัวประหลาดที่อยู่ตรงหน้ามันนี้ .. หากปล่อยไว้เผ่าพันธุ์สิสาวิหคของมันคงถูกสังหารจนหมดสิ้น ..

            ราชาอัศวินสิสาตัดสินใจบอกความจริงแก่อุทัย มันกล่าวว่า

            “ที่เจ้าตามหาคือ .. นางผู้ครอบครองจิตปักษาสวรรค์นางนั้น”

            “นางกำลังจะจากไปยังดินแดนอันไกลโพ้น .. หากเจ้าอยากพบเจอก็จงไปตามแสงสว่างนั่น ..”

            อุทัยเงยหน้ามองไปยังแสงสว่างที่ส่องลอดออกมาจากถ้ำ ..

            ร่างอุทัยหายวับไปในทันใด .. มันพุ่งทะยานขึ้นไปด้านบนแล้ว ..

            “ท่านราชา!” เสียงของอัศวินสิสา .. สถานที่ที่อุทัยกำลังเข้าไปคือเขตหวงห้ามสูงสุดของยอดเขาสิสาบรรพต .. อัศวินสิสากำลังจะตรงเข้าไปขัดขวาง

            “อื่มมม!!” ราชาอัศวินสิสา .. มันยกปีกขึ้นห้ามปรามสมุนเอกของมัน .. แล้วกล่าวว่า “เรามิใช่คู่มือของเจ้าผู้นี้ ..”

            อุทัยตะบึงโลดแล่นเข้าไปในถ้ำ .. ภายในสว่างไสวด้วยแสงสีอันงดงาม .. ลักษณะของถ้ำเป็นโพลงหินขนาดใหญ่ทอดสู่ใจกลางของขุนเขา

            .. เพียงอึดใจมันมาถึงสุดปลายของถ้ำ

            “!!!” อุทัยต้องตกตะลึงกับสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้า

            มันหยุดยืนอยู่บนชะง่อนหินยื่นยาวออกไปกลางอากาศ ..

            สุดปลายถ้ำคือพื้นที่เวิ้งว้างดำมืดขนาดมหึมาที่ด้านบนมองดูคล้ายผืนฟ้าสว่างด้วยแถบเรืองแสงสีเขียวแถบแสงเรียงทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ ทั้งยังเคลื่อนไหวราวผืนผ้าโบกพลิ้ว

            .. มีท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ซ่อนอยู่ในยอดเขาสิสาบรรพต!

            เจี๊ยกกก !!! .. เจ้าเวรุงกะเพิ่งติดตามถึง มันถึงปากอ้าค้างหน้าตาตื่น

            ม๊าววว !!! .. เจ้าแมวน้อยที่อยู่ในวงแขนเจ้าเวรุงกะจ้องมองแสงสีเบื้องบนดวงตาสะท้อนแสงสีเขียวแวววาว

            อร๊าซ ! .. เสียงรองของราชาอัศวินสิสา .. ยังมีเจ้าหางแหว่งติดตามเข้ามา

            “ผู้ที่เจ้าถามหาอยู่ด้านบนโน้น ..” เสียงของราชาอัศวินสิสา มันกล่าวพร้อมนำปลายปีกชี้ขึ้นไปยังเบื้องบน

            “ญานินดา ..” เสียงพึมพำของอุทัย มันเพ่งมองจนตาหยีแต่ก็ไม่พบเห็นสิ่งใดทั้งสิ้น .. ที่ราชาอัศวินสิสาชี้คือความว่างเปล่าของผืนฟ้าและแสงเรืองสีเขียว

            “นางไปไกลเกินไปแล้ว .. สายตาของเจ้ามิสามารถมองเห็นได้ ..” เสียงของเจ้าหางแหว่ง

            “นางกำลังไปยังที่ใด ..” อุทัยถาม

            ราชาอัศวินสิสากล่าวว่า “ที่นางกำลังไปคือ ยอดเขานพปักษา ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์วิหคทั้งหลาย”

            อุทัยร้อนรนเร่งยื่นขยายจิตสัมผัสออกไปค้นหา .. สัมผัสแห่งจิตพุ่งสู่ผืนฟ้ากว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด ..

            “เจ้าอยู่หนใด .. ญานินดา ..” อุทัยหลับตาลง .. สงบดวงจิตอันร้อนรุ่มของมัน

            .. ยิ่งสูงยิ่งเวิ้งว้าง .. ยิ่งค้นหายิ่งห่างไกล.. อุทัยค้นหาจนอ่อนล้า .. มันรู้สึกสิ้นเปลืองพลังจิตเป็นอย่างมาก

            ทันใดนั้น .. เกิดเสียงเพรียกหนึ่งออกมาจากจิตวิญญาณของมัน

            ‘ญานินดา .. นังเด็กผมแดง ..’

            ‘เจ้าอยู่หนใด .. เจ้ากำลังจะจากข้าไปหรือ .. ญานินดา ..’

            ในความเวิ้งว้างว่างเปล่า .. จิตวิญญาณของอุทัยสัมผัสถึงการคงอยู่ของพลังงานกลุ่มหนึ่ง ..

            พลังงานอัคคีเป็นรูปปีกยาวสยายบิน .. อยู่ไกลลิบตรงจุดปลายของขอบฟ้า .. เป็นจุดกำเนิดของแสงเรืองสีเขียวนั่น

            นั่น .. นั่นคือ .. ญานินดา

            จิตวิญญาณของทั้งสองผูกสัมพันธ์ .. มีสายใยบางเบาเชื่อมต่อถึงกัน .. อุทัยสัมผัสเห็นญานินดากำลังโผบินด้วยปีกปักษาอัคคี ..

            นางบินผ่านพื้นที่เวิ้งว้างเป็นเส้นทางทอดยาวไปอีกพิภพหนึ่ง .. ที่ปลายทางคือดินแดนทวยเทพอันลึกลับ

            .. ญานินดาเหลียวหน้ามองกลับมาที่เบื้องล่างราวรับรู้ถึงการคงอยู่ของอุทัย

            “…” ญานินดาไม่เอ่ยวาจาใด .. น้ำตาหยดน้อยผุดออกมาจากดวงตา .. นางไม่สามารถหวนคืนกลับไปได้อีกแล้ว ..

            ‘พี่ใหญ่ .. ข้าขอโทษ ..’ ญานินดาเม้มปากเป็นเส้นตรง .. นางสะบัดหน้าหนีกระพือปีกโผบินเพิ่มความเร็ว ..

            ที่ปรากฏภายในยอดเขาสิสาบรรพตคือช่องโพลงมิติที่เชื่อมต่อดินแดนทั้งเก้า ซึ่งจะเปิดขึ้นเองในรอบหลายหมื่นปี .. ญานินดาโบยบินมายี่สิบวัน .. กำลังจะบรรลุถึงปลายทางคือยอดเขา ‘นพปักษา’ ซึ่งเป็นดินแดนในอีกพิภพหนึ่ง

            “ญานินดา ..” อุทัยพึมพำ มันรับรู้ว่านางตัดสินใจบินเข้าไปที่สุดปลายของโพลงมิติแห่งนี้

            เกิดความแปรปรวนภายในโพลงมิตินั่นอย่างฉับพลัน .. สายวิชชุสีม่วงส่องประกายเปรี๊ยะปร๊ะเกรี้ยวกราด .. โพลงมิติที่ก่อเกิดกำลังจะปิดตัวลงในอีกไม่กี่วินาทีนี้แล้ว ..

            อุทัยจ้องมองที่สุดขอบฟ้าตาเขม็ง .. มันย่อเข่าพับลง .. ทำท่าคล้ายจะกระโจนออกไป

            เจี๊ยกกก! .. เจ้าเวรุงกะนำแมวน้อยหนีบไว้ในวงแขนกระโดดเกาะหลังอุทัยในทันใด

            “มันผู้นี้! .. คือผู้ใด” เสียงราชาอัศวินสิสากล่าวถามเจ้าเวรุงกะ

            เจ้าวานรหันมาเกาหัวแกรกๆ มันกล่าวว่า “.. คือผู้เป็นนายแห่งเผ่าพันธุ์ข้า .. บุตรแห่งอสูรบรรพกาล ..”

            คำ ‘อสูรบรรพกาล’ นี้ทำราชาอัศวินสิสาชะงักงัน ..

            อุทัยระเบิดพลังพุ่งทะยาน .. ร่างของมันหายวับไปกับตา .. เพิ่มความตกตะลึงให้กับสิสาวิหคทั้งสองเข้าไปอีก ..

            “อาาา .. มันหายไปแล้ว !!! .. มันทำบ้าอันใด” เจ้าหางแหว่งกล่าวพร้อมเงยหน้ามองไปเบื้องบน

            “ประตูสวรรค์กำลังจะปิด .. ไม่ว่ามันคือผู้ใด .. มันต้องตายแน่แล้ว ฮา ฮา ..” เสียงหัวเราะของราชาอัศวินสิสา

            .. จ๊ากกก! เสียงร้องเจ้าเวรุงกะ

            .. ม๊าววว! เจ้าแมวน้อยหลับตาปี๋

            .. ท่าร่างอสูรมายารวดเร็วจนสุดกู่ .. พลังปราณอสูรบรรพกาลกำเนิดออกโดยไม่สิ้นสุด .. ความเร็วของอุทัยเทียบเคียงความเร็วของแสงแล้ว

            .. แต่ความเร็วนั่นยังไม่เพียงพอ .. โพลงมิติกำลังหดตัวลง ..

            .. แถบแสงเรืองสีเขียวถูกสายวิชชุสีม่วงฟาดกระหน่ำจนแหลกสลาย ..

            .. ช่องมิติที่ปลายทางสลายไป .. อุทัยพุ่งมาถึงเพียงกึ่งกลางทางเท่านั้น .. ห้วงมิติรอบข้างกำลังหดตัวลง

            “แย่แล้ว!!!” อุทัยร้องอย่างตระหนก .. มันนึกสภาพไม่ออก .. คงไม่สนุกแน่หากต้องติดอยู่ในช่องมิติแห่งนี้

            เจี๊ยกกก !!! .. เจ้าเวรุงกะชี้นิ้วให้มันดูสิ่งหนึ่ง

            .. ในความมืดมีแสงสว่างเรืองๆ ลักษณะเป็นดังช่องมิติคล้ายกับที่สิสาบรรพตที่เพิ่งกระโดดจากมา

            สิ่งนั้นคือ .. ประตูมิติอีกแห่งหนึ่ง ! .. ไม่ทันการแล้ว .. มิติรอบข้างหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว .. อุทัยเบี่ยงทิศทางไปยังประตูมิตินั้นโดยทันที ..

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน