บทที่ 167: ปฏิเสธบัลลังก์
หลังจากใช้เวลาเกือบครึ่งค่อนวันในการ "คัดเลือก" ของรางวัลจากคลังสมบัติหลวงจนเป็นที่พอใจ หลิงเซียวก็ถูกเชิญตัวไปยังท้องพระโรงอีกครั้ง
ครั้งนี้บรรยากาศแตกต่างจากงานเลี้ยงเมื่อหลายวันก่อนอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีนางรำ มีเพียงฮ่องเต้เมฆาครามที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร องค์หญิงรัชทายาทที่ยืนอยู่ข้างกาย และเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไม่กี่คนที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด
หลิงเซียวเดินเข้ามากลางท้องพระโรง เขาไม่ได้คุกเข่า เพียงแค่ประสานมือคำนับเล็กน้อยตามมารยาทของผู้ฝึกยุทธ์ ซึ่งในเวลานี้ แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่กล้าถือสาหาความ
"หลิงเซียว..." ฮ่องเต้ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยเมตตาและเกรงใจ "สิ่งที่เจ้าทำให้กับราชวงศ์และแคว้นเมฆาครามนั้น ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะตอบแทนได้หมด การกำจัดนิกายกระบี่ครามและสังหารกู่เทียนฉิง ถือเป็นการกอบกู้อาณาจักรอย่างแท้จริง"
"ข้าเพียงทำตามสัญญาแลกเปลี่ยน" หลิงเซียวตอบเสียงเรียบ "สมบัติในคลังหลวงของท่านถือเป็นค่าจ้างที่สมน้ำสมเนื้อแล้ว"
ฮ่องเต้ส่ายพระพักตร์เบาๆ "สมบัติเป็นเพียงของนอกกาย แต่ข้าต้องการมอบสิ่งที่ยั่งยืนกว่านั้นให้แก่เจ้า"
พระองค์ลุกขึ้นยืนและประกาศก้อง
"ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็น 'แม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดิน' มีอำนาจบัญชาการกองทัพทั้งปวง รองจากข้าเพียงผู้เดียว! และ..."
ฮ่องเต้หันไปมององค์หญิงรัชทายาทด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะหันกลับมามองหลิงเซียว
"เพื่อเป็นการผูกสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ข้าขอมอบสมรสพระราชทาน... ยกองค์หญิงรัชทายาทให้เป็นภรรยาของเจ้า! เจ้าจะได้เป็นราชบุตรเขย และในอนาคต... บัลลังก์นี้อาจเป็นของลูกหลานเจ้า!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ ในหมู่ขุนนาง นี่คือข้อเสนอที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ! อำนาจล้นฟ้า เงินทองมหาศาล และหญิงงามอันดับหนึ่งของแคว้น ทุกสิ่งที่บุรุษใฝ่ฝันถูกวางกองอยู่ตรงหน้าแล้ว
องค์หญิงก้มหน้าลงด้วยความขัดเขิน ใบหน้าแดงระเรื่อ นางลอบมองหลิงเซียวด้วยสายตาที่มีความคาดหวัง แม้จะรู้ว่าเขาเป็นคนเย็นชา แต่ความแข็งแกร่งและการช่วยเหลือของเขาที่ผ่านมา ก็ทำให้นางหวั่นไหวไม่น้อย
หลิงเซียวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาของเขากวาดมองความหรูหราของท้องพระโรง มองใบหน้าที่งดงามขององค์หญิง และมองอำนาจที่ฮ่องเต้ยื่นมาให้
สำหรับคนทั่วไป นี่คือจุดสูงสุดของชีวิต
แต่สำหรับหลิงเซียว... มันคือโซ่ตรวน
"ขอบคุณในความเมตตาของฝ่าบาท" หลิงเซียวเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความยินดีปรีดาแม้แต่น้อย "แต่ข้าขอปฏิเสธ"
"ปะ... ปฏิเสธ?" ฮ่องเต้ตะลึงงัน "เจ้าพูดอะไร? นี่คือเกียรติยศสูงสุดที่สามัญชนจะได้รับเชียวนะ!"
"ข้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ฝ่าบาท" หลิงเซียวกล่าว สายตาของเขาทอดมองออกไปไกลผ่านกำแพงวัง "เป้าหมายของข้าไม่ใช่การปกครองแผ่นดินเล็กๆ หรือเสวยสุขอยู่กับอำนาจวาสนา"
เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รัศมีพลังอันแหลมคมแผ่ออกมาจากร่าง
"แคว้นเมฆาคราม... เล็กเกินไปสำหรับข้า สระน้ำแห่งนี้ไม่อาจเลี้ยงมังกรได้ การอยู่ที่นี่มีแต่จะทำให้กระบี่ของข้าทื่อลง"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและแฝงความหยิ่งทะนงของเขา ทำให้ทุกคนในห้องโถงเงียบกริบ องค์หญิงเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาแห่งความหวังแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าหมองและความเข้าใจ นางรู้อยู่ลึกๆ แล้วว่า... ผู้ชายคนนี้เหมือนสายลมที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง
"ข้าจะออกเดินทาง" หลิงเซียวประกาศเจตจำนง "โลกภายนอกยังมีสิ่งที่ข้าต้องค้นหา ยังมียอดฝีมือที่แข็งแกร่งกว่ากู่เทียนฉิงรอให้ข้าไปพิชิต"
ฮ่องเต้ถอนหายใจยาว พระองค์ทิ้งตัวลงนั่งบนบัลลังก์อย่างหมดแรง แต่ในแววตาก็มีความชื่นชม
"ข้าเข้าใจแล้ว... อินทรีต้องบินโต้ลม พยัคฆ์ต้องท่องไพร... ข้าคงรั้งเจ้าไว้ไม่ได้จริงๆ"
ฮ่องเต้หันไปพยักหน้าให้กับขุนนางคนสนิท ผู้ซึ่งรีบวิ่งไปหยิบกล่องไม้เก่าแก่ใบหนึ่งออกมาจากหลังม่าน
"ถ้าเช่นนั้น... ก่อนที่เจ้าจะไป ข้ามีสิ่งสุดท้ายที่จะมอบให้เจ้า ไม่ใช่ในฐานะฮ่องเต้ แต่ในฐานะผู้สนับสนุน" ฮ่องเต้ตรัส
"สิ่งนี้คือบันทึกโบราณที่กู่เทียนฉิงพยายามตามหามาตลอดชีวิต และมันเป็นเหตุผลที่เขาต้องการยึดครองวังหลวง... มันคือแผนที่และกุญแจสู่ดินแดนที่สูงส่งกว่า"
หลิงเซียวหูผึ่งทันที
"ทวีปมังกรทะยาน?" เขาถาม
"ถูกต้อง" ฮ่องเต้ยื่นกล่องนั้นให้ "รับไปเถิด มันคงมีประโยชน์กับเจ้ามากกว่าเก็บไว้ในคลังสมบัติที่ฝุ่นจับ"