84 1-2
ตอนที่153 ความต่างชั้น
นางไถลตัวรอดหว่างขาของพวกมันโดยตรงคมแสงเย็นวาบผ่ากลางนภากาศ ก่อนที่เสือโคร่งเหมันต์ตนนั้นจะพุ่งจู่โจมนางกลิ้งตัวหนึ่งตลบเลี่ยงหลบ พร้อมตวัดกระบี่ทัณฑ์ฟ้าฟันร่างของมันจนขาดครึ่ง เนื้อในประกายแสงสีครามจัดจ้านยังปรากฏให้เห็นรัศมีสีเหลืองอำพันจางอ่อนย่างก้าวต่อจากนั้นที่เซียถงเคลื่อนไหว ร่างของนางแปรสภาพกลายเป็นเงาแสงพิสดารความเร็วทวีเร่งเร้าเป็นเท่าตัวพุ่งโฉบเฉียวร่ายระบำกระบี่ทัณฑ์ฟ้าต่อเนื่องหลากกระบี่ ทิ้งทวนเพียงเส้นแสงสีแดงสดใส
ก่อนที่บรรดาเสือโคร่งเหมันต์จะได้รู้สึกฟื้นตัวร่างของพวกมันก็ถูกนางฟันสะบั้นขาดออกเป็นชิ้นๆ แล้วเส้นทางเบื้องหน้าปรากฏเป็นตอไม้ขัดขวาง เซียถงมิได้หวั่นทั้งยังใช้สองเท้าค้ำยันเปลี่ยนเป็นแรงถีบ ดีดตัวเหินเวหาขึ้นฟ้ากระโดดขึ้นกิ่งก้านสาขาบนกิ่งไม้และเริ่มวิ่งหนีไปโดยเร็ว
หลังจากหลุดออกจากวงล้อมของฝูงเสือโคร่งเหมันต์ได้แล้วเซียถงไม่มีเวลามานั่งถอนหายใจโล่งอกกระโดดข้ามกิ่งต่อกิ่งจนไม่เหลือให้กระโดดต่อไปสุดท้ายจำต้องลงภาคพื้นเพื่อวิ่งหนี ทว่าทันใดนั้น นับว่าดวงซวยอย่างแท้จริงเพราะเท้าข้างหนึ่งของนางดันเผลอไปเหยียบทรายดูด ขาทั้งข้างจมดิ่งลงไปฉับพลันพันธนารการการเคลื่อนไหวโดยสมบูรณ์
บัดซบ!
เซียถงพยายามออกแรงยกขาขึ้นโดยสัญชาตญาณอย่างสุดกำลังทว่าราวกับภายใต้ทรายดูดมีบางสิ่งกำลังจิกกัดทั้งยังมีแรงดึงดูดมหาศาลหวังจะดึงร่างทั้งร่างของนางให้จมลง
ในไม่ช้า ท่ามกลางห้วงทรายดูดร่างของนางก็จมลงถึงเอวแล้วและถัดไปคงเป็นส่วนอกถึงส่วนคอในอีกไม่ช้าเช่นกัน
เสมือนมีสิ่งมีชีวิตอะไรบางอย่างอยู่ใต้ห้วงทรายดูดดังกล่าวจริงๆมันไม่เพียงแต่กัดขาของนางเท่านั้นและยังพยายามฉุดร่างของนางให้จมลงไปหวังจะกินนางทั้งเป็นไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยว่าภายในห้วงทรายดูดแบบนี้จะมีสัตว์อสูรคอยเร้นซ่อนแฝงตัวอยู่ข้างใต้....ช่วงเวลาดังกล่าวใบหน้าอันงดงามของนางค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีซีดขาว
แต่ทันใดนั้นเองคลื่นกระบี่สีเงินประกายพลันปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตากระหน่ำทิ่มแทงยัดใส่ห้วงทรายดูดที่ร่างของนางจมลงไปไม่มียั้งมือแขนข้างขวาของเซียถงถูกฉุดดึงในทันทีร่างทั้งร่างถูกกระชากดึงออกจากห้วงทรายดูดในพริบตา
ทันทีที่เซียถงทรงตัวยืนขึ้นได้ก็พลันไปเห็นอาหานที่กำลังกุมมืออยู่ตรงหน้า อีกฝ่ายส่งยิ้มให้เล็กน้อยจึงค่อยหันไปจัดการกับห้วงทรายดูบ่อดังกล่าวต่อ เขาสำแดงใช้กระบี่จันทร์หิรัญในมือระเบิดคลื่นพลังทำลายล้างสีเงินสว่างไหวชำระล้างสรรพสิ่งที่อยู่ในห้วงทรายดูดสิ้นสูญ
ขณะถือกระบี่จันทร์หิรัญในมือเขาเหลียวหลังหันมาส่งยิ้มอบอุ่นมอบแก่เซียถง ชั่วขณะนั้นเองประหนึ่งมีดอกไม้ไฟท่ามกลางเทศกาลฤดูร้อนถูกยิงขึ้นฟ้าจ้าจรัสเฉิดฉายแววตาแสนลึกล้ำของอีกฝ่ายไฉนในยามนี้ถึงดูอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยรักและห่วงใยปานนี้กัน? เสี้ยวอึดใจถัดมา จู่ๆก็มีเสียงร้องแปลกประหลาดดังขึ้นจากใจ้ห้วงทรายดูดสีหน้าอบอุ่นหัวใจของอาหานพลันแปรเปลี่ยนกลายเป็นเย็นชาในทันใด หันศีรษะขวับยิงเส้นสายตาสีเย็นเยียบคมกริบเข้าใส่
หนึ่งเพลงกระบวนเคลื่อนขยับกระบี่จันทร์หิรัญบินทะยานออกจากมือของเขา สาดแสงประกายเงินพราวระยิบ พุ่งปักเข้ากลางห้วงทรายดูดเสียบทะลวงโดยตรงทันใดนั้นเอง พื้นผิวทรายดูดพลันเคลื่อนไสวคล้ายระลอกคลื่นทะเลขึ้นลงไปมาราวกับว่ามีตัวอะไรบางอย่างดิ้นทุรนทุรายอยู่ใต้ล่าง
หลังจากนั้นไม่นาน จู่ๆก็มทีเลือดสีแดงฉานเผยปรากฏออกมา ย้อมห้วงทรายดูดจนกลายเป็นสีแดงฉานไปทั่วเสี้ยวอึดใจนั้นเอง กระบี่จันทร์หิรัญจึงค่อยบินกลับเข้ามือของอาหานอีกครั้งสองคู่สายตาหล่อสวยต่างจับจ้องไปที่ห้วงทรายดูดต่อหน้าอย่างสงบเงียบท้ายที่สุดค่อยเป็นอาหานที่ละสายตาออกมา และถอยหลังกลับไปดูอาการบาดเจ็บของเซียถง
เซียถงมองดูอีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่ปริปากกล่าวใดๆเพราะมิทราบว่าตนควรจะพูดอะไรอยู่พักหนึ่งตั้งแต่ที่ตัวนางถูกอีกฝ่ายช่วยเหลือเอาไว้นัดต่อนัดเกรงว่าเพียงคำขอบคุณคงไม่เพียงพอแล้วจริงๆ
อาหารรีบกวาดสายตาสำรวจร่างกายของเซียถงด้วยความเป็นห่วงก่อนจะหยุดลงที่เท้า จับจ้องเป็นประกายอยู่สักพักและรีบเบี่ยงมองไปทางอื่นกล่าวว่า
“เท้าของเจ้ายังขยับได้หรือไม่?”
เซียถงมองลงไปที่เท้าของนางเองจึงพบว่า เท้าของนางข้างหนึ่งมีรอยฟันของสัตว์อสูรใต้ทรายดูดขบกัดเป็นแผลค่อนข้างลึกแต่ใจหนึ่งก็แปลกใจเล็กน้อย ไฉนเห็นแผลแล้วอีกฝ่ายต้องรีบเบี่ยงสายตาหนีเช่นนั้นพอมองไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเข้าใจ กระโปรงบางพริ้วของนางเองก็โดนกัดรุ่ยจนสั้นเตียนเผยให้เห็นขาอ่อนสีขาวผ่องประดุจหิมะ ยิ่งตอนนี้อยู่ในท่านั่งพับเพียบด้วยแล้วทำให้นางดูร้อนแรงและเร้าอารมณ์มิใช่น้อยเลยจริงๆ
เซียถงรีบยกมือไม้ปิดซ่อนขาอ่อนของตนโดยไวส่วนเรื่องบาดแผลที่โดนสัตว์อสูรในทรายดูดกัดกลับมิได้เป็นอันตรายมากมายขนาดนั้นจึงส่ายหัวกล่าวตอบอาหานไปว่า
“ไม่เป็นไร”
อาหานพยักหน้าทอดสายตามองไปทางฝูงเสือโคร่งเหมันต์ที่ไล่ล่าติดสอยมาท้ายหลัง และจู่ๆก็เอ่ยถามขึ้นว่า
“จิตวิญญาณดวงนั้นที่กำลังดูดพลังวิญญาณจากศพเสือโคร่งเหมันต์ด้านหลัง...เป็นของเจ้ากระมัง?”
เซียถงได้ยินแบบนั้นก็ตื่นตระหนกยิ่งยวดรีบหันไปมองติดตามทิศทางที่อาหานมองออกไปโดยไว ระยะไม่ถึงครึ่งลี้ด้านหลังนางปรากฏฝูงเสือโคร่งเหมันต์ที่กำลังจับจ้องมายังนางด้วยสายตาดเดือดดุแต่หากมองข้ามทะลุฝูงพวกมันไปอีกที ก็จะสังเกตเห็นได้ว่าเสี่ยวฮั่วกำลังม่วนอยู่กับการดูดกลืนพลังวิญญาณของเหล่าเสือโคร่งเหมันต์ที่ตายลงไปแล้วอย่างเอร็ดอร่อย
มันลอยออกจากห้วงความคิดนางตั้งแต่เมื่อใด?
“เอ่อ...ใช่!”
เซียถงกล่าวตอบอย่างจนใจ
“เจ้าคงมาล่าสัตว์อสูรที่นี่ก็เพื่อป้อนพลังวิญญาณให้แก่จิตวิญญาณดวงนั้น?”
เซียถงพยักหน้าเบาๆ
“เช่นนั้นเจ้าถึงมาที่นี่อยู่แทบทุกคืน?”
อาหานกล่าวจบก็หยุดนิ่ง สบสายตากับเซียถงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบกระบี่จันทร์หิรัญและเดินแช่มตรงไปหาฝูงเสือโคร่งเหมันต์ด้านหลังอย่างช้าๆ
เซียถงเหม่อมองแผ่นหลังอีกฝ่ายอย่างว่างเปล่าเอ่ยถามประโยคหนึ่งติดน้ำเสียงฉงนใจเล็กน้อยว่า
“แล้วเจ้ามาที่นี่ทำไม?”
“ล่าสัตว์อสูร”
อาหานกล่าวตอบ
“แล้วไฉนถึงต้องมาล่าสัตว์อสูรที่นี่?”
เซียถงก็ยังเอ่ยถามอีกครั้งด้วยความฉงนใจไม่เสื่อมคลาย
“เพราะหัวใจของข้าอยู่ที่นี่”
อาหานเบือนสายตาหันไปส่งยิ้มเป็นคำตอบ
เซียถงถึงกับอ้าปากค้างพูดไม่ออกทันทีเพราะหัวใจของข้าอยู่ที่นี่?นี่มันหมายความว่าบ้าอะไร? ก็คือต้องการจะบอกว่าจากนี้ต่อไปตนจะมาล่าสัตว์อสูรที่นี่ทุกคืน? ริมฝีปากสีอมชมพูอวบอิ่มเม้มติดกันเล็กน้อยต้องการจะกล่าวอะไรตอบกลับไปสักคำ ทว่าสุดท้ายกลับคายคำมิได้พูดไม่ออก
“ข้าต้องการล่าสัตว์อสูรที่นี่เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของตนเองเช่นนั้นแล้ว ต่อไปนี้พวกเราจะมานักเจอกันที่นี่ทุกคืนดีหรือไม่? อืม...ข้าว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเลย”
อาหานพูดเองเออเองพร้อมพยักหน้ากับตัวเองอยู่หลายทีเขาเองพึงทราบดีว่า หญิงสาวนางนี้กำลังคิดอะไรอยู่จึงย่อมแถลงไขให้คายความสงสัยให้ฟังโดยธรรมชาติ
เซียถงเบิกตาโพล่งกว้าง เนื้อตัวแข็งค้างกระด้างราวกับรูปปั้นหินเอาจริงเหรอ? ระดับชั้นพลังสูงส่งถึงขอบเขตจักรพรรดิครามฟ้าแต่จะมาล่าสัตว์อสูรปราณชั้นสูงพวกนี้น่ะรึ? นี่มิได้เรียกว่าการล่าแล้วเรียกว่า การทารุณกรรมสัตว์เถอะ!
เหตุผลไม่แย่เกินไปหน่อยเหรอ!
เมื่อเห็นปฏิกิริยาการแสดงออกของเซียถงเขาก็ระบายยิ้มกว้างออกมา แววความสุขเปี่ยมสะท้อนออกมาจากดวงตาคู่หล่อเหลาจากนั้นเขาก็หันศีรษะกลับเข้ามาตรงหน้าย่างสามขุมเดินเข้าหาฝูงเสือโคร่งเหมันต์นับหลายร้อยตน แต่อย่างไรก็ตามทุกย่างเท้าที่เขาก้าวออกไป กลับเป็นฝูงเสือโคร่งเหมันต์เสียเองที่ตื่นกลัวสุดขีดจนต้องร่นเท้าถอยหนีออกไปอย่างอดมิได้
อาหานย่างเท้าก้าวเดินหน้าสิบก้าวพวกมันเองก็ร่นเท้าถอยหนีไปสิบก้าวเช่นกัน
ทันใดนั้นเองอาหานพลันชะงักฝีเท้าหยุดเดินลงสาดสายตาเข้าเผชิญหน้ากับเสือโคร่งเหมันต์ทั้งฝูงที่ขจรหนาแน่นอยู่ตรงหน้าชั่วอึดใจขณะ ชายเสื้อคลุมทั่วร่างของเขาพลันโบกสะบัดพัดไสวรุนแรง เกลียวสายลมโคจรหมุนกระโชกรุนแรงก่อตัวเป็นพายุห้อมล้อมเสือโคร่งเหมันต์ทั้งฝูงในคราวเดียวจากนั้นก็บังคับให้โหมกระหน่ำซัดเข้าใส่พวกมันทั้งหมดโดยตรง!ลมพายุคลั่งที่บังเกิดเข้าล้อมจากทั่วทุกสารทิศวงรัศมีค่อยๆ บีบเข้ามาใกล้ขึ้นต่อเนื่องฝูงเสือโคร่งเหมันต์ไม่มีปัญหาอะไรได้แม้สักนิด กระทั่งจะเลี่ยงหลบก็ตามทีและในอึดใจต่อมาเงาสะท้อนจากนัยน์ตาของเซียถงก็เห็นเพียงทะเลเลือดสีแดงฉานและเศษชิ้นเนื้อที่สาดกระเซ็นปลิวกระเด็นไร้ทิศทางตามมาด้วยเสียงกรีดร้องคร่ำครวญสุดน่าสังเวชดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนคล้อยหลังเกลียวคลื่นพายุอ่อนกำลังและสลายหายไปในที่สุดภาพฉากตรงหน้ากลับกลายมาเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่พื้นดินทั่วทุกหนระแหงถูกย้อมด้วยสีสดแดงฉานซากชิ้นส่วนของเสือโคร่งเหมันต์ทั้งหลายถูกชำแหละเป็นเศษเนื้อและเหลือเสือโคร่งเหมันต์จำนวนแค่สามสี่ตนเท่านั้นที่รอดพวกมันรีบหันหลังวิ่งหนีตายจากออกไปโดยไว
เซียถงทอดสายตามองศพเหล่านั้นด้วยสายตาแสนว่างเปล่าเฉพาะช่วงเวลานี้เท่านั้น ที่นางสามารถตระหนักได้ถึงขุมพลังความแข็งแกร่งของยอดฝีมือที่แท้จริงได้อย่างแจ่มแจ้งนางทำทุกอย่างเพื่อหนีตายฝ่าวงล้อมฝูงเสือโคร่งเหมันต์ออกมาจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดในขณะที่อาหานแค่ขยับแขนเสื้อเท่านั้น ก็สามารถฆ่าล้างบางพวกมันได้ทั้งฝูง!
นี่หรือ...ความห่างชั้นระหว่างผู้แข็งแกร่งและผู้อ่อนแอ