ตอนที่เย่ฮวาเดินเข้าใกล้กับบ้านหลังนั้นเขาก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากจิ้งหย่ารวมถึงเสียงหัวเราะของใครบางคนที่อยู่ในนั้นด้วย
ทันทีที่ได้ยินเสียงของจิ้งหย่าเย่ฮวาก็เพิ่มความเร็วให้กับตัวเองอย่างไม่รีรอ ‘จิ้งหย่าฉันมาแล้ว...เธออย่าเป็นอะไรนะ!’
ตอนที่มาถึงด้านหน้าประตูบ้านของนายน้อย เย่ฮวาก็ใช้เท้าเตะเข้ากับประตูอย่างแรงจนประตูไม้ที่อยู่ตรงหน้าล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น ทันใดนั้นก็พบกับนายน้อยที่กำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์ ส่วนจิ้งหย่าก็กำลังยืนอยู่อีกฝั่งของโต๊ะพร้อมกับน้ำตาที่ไหลนองหน้า
ทันทีที่เธอเห็นเย่ฮวาเข้ามาด้านในห้อง เธอก็ส่งเสียงร้องพร้อมกับเรียก “พี่ชาย” และวิ่งถลาเข้ามาหาเย่ฮวาอย่างไม่รีรอ เขาเองก็ลูบหลังเธออย่างแผ่วเบาเพื่อปลอบใจ หลังจากนั้นก็กระซิบบอกเธอเบา ๆ ว่า “จิ้งหย่าไม่ต้องกลัวนะ พี่ชายคนนี้จะพาเธอออกไปให้ได้”
หลังจากเย่ฮวาคลายกังวลเมื่อพบว่าจิ้งหย่าไม่ได้เป็นอะไร เขาก็เกิดความเดือดดาลขึ้นอีกครั้งจนไฟเริ่มแผดเผาขึ้นภายในใจขณะที่สายตายังคงถลึงมองนายน้อยคนนั้นด้วยความเคียดแค้น
เย่ฮวาพูดกับจิ้งหย่าว่า “จิ้งหย่าเธอหันหน้าไปด้านอื่นแล้วเอามือปิดหูไว้ ห้ามมองอะไรทั้งนั้นแล้วก็อย่าแอบฟังด้วย พี่ชายมีเรื่องต้องคุยกับคน ๆ นี้”
จิ้งหย่าพยักหน้าหงึก ๆ อย่างเชื่อฟังก่อนจะหมุนตัวกลับไปพร้อมกับยกมือขึ้นปิดหูตัวเอง ต่อไปนี้ถึงเวลานี้เขาจะต้องจัดการกับเจ้าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้อย่างสาสมแล้ว!
ตอนที่เย่ฮวาบุกเข้ามาในห้อง นายน้อยคนนั้นก็เกิดอาการมึนงงไปชั่วขณะ ตอนที่อีกฝ่ายกำลังจะโต้ตอบอะไรบางอย่างเย่ฮวาก็พุ่งตัวเข้าใกล้อีกฝ่ายในระยะประชิดเสียแล้ว
นายน้อยพูดด้วยน้ำเสียงสั่นคลอน “กะ...แกเป็นใคร?”
เย่ฮวาตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คนที่จะมาเอาชีวิตหมา ๆ ของแกไปไง!”
“อย่าเข้ามานะ...”
นายน้อยพูดไปพลางก็ถอยหลังออกไปพลาง “ถ้าแกเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียวฉันจะตะโกนเรียกให้คนมาช่วยจริง ๆ ด้วย!”
เย่ฮวาเปล่งเสียงหึออกมาจากลำคอก่อนจะก้าวเท้าไปด้านหน้าอย่างไม่หยุด เจ้ามอนสเตอร์ระดับหัวกะทิเลเวล 30 ช่างกล้าจริง ๆ ที่คิดจะแสดงท่าทีเหิมเกริมและหยิ่งผยองต่อหน้าเขา
ในเวลานี้เองสีหน้าของนายน้อยก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้น จู่ ๆ มีดเล่มหนึ่งก็ถูกดึงออกมาจากด้านหลังของเขาก่อนจะแทงเข้าใส่เย่ฮวา ส่วนเย่ฮวาก็รีบพุ่งตัวเข้าใส่อีกฝ่ายด้วยสกิลชาร์จเช่นกัน แม้ว่าจะทำให้อีกฝ่ายเกิดค่าดาเมจได้แต่มันก็ยังไม่สามารถทำให้ติดค่าสถานะมึนงงได้อยู่ดี
เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเปล่งเสียงตะโกนออกมาสร้างความวุ่นวาย เย่ฮวาจึงเรียกใช้สกิลโซ่ผูกวิญญาณเพื่อตรึงเป้าหมายเอาไว้หลังจากนั้นก็โจมตีเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง โชคดีที่เย่ฮวาสั่งให้จิ้งหย่าหันไปก่อน ฉากต่อสู้ที่นองเลือดแบบนี้การที่เธอไม่เห็นมันคงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว หากเธอต้องเห็นว่าคนของตัวเองฆ่าแกงโจรเหล่านี้ด้วยความโหดเหี้ยม ไม่อยากจะคิดเลยว่าเธอจะมีความทรงจำที่โหดร้ายขนาดไหน
หลังจากสังหารนายน้อยจนตายแล้วเย่ฮวาก็ใช้ผ้าห่มบนเตียงคลุมศพของเขาไว้ เพื่อไม่ให้ภาพตรงหน้าสร้างความสะเทือนใจให้กับจิ้งหย่า
เย่ฮวาตบบ่าจิ้งหย่าที่กำลังยืนปิดหูปิดตาเบา ๆ ก่อนจะกระซิบกับเธอว่า “เสร็จแล้วจิ้งหย่า”
จิ้งหย่าหันกลับไปมองก็พบแต่ผ้าห่มที่คลุมอยู่บนเตียง เธอพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นว่า “พี่ชาย...คนไม่ดีคนนั้นไปไหนแล้วล่ะ?”
เย่ฮวายิ้ม “คนไม่ดีคนนั้นถูกพี่ชายสั่งสอนจนไม่กล้าทำเรื่องไม่ดีอีกแล้วล่ะ”
พูดจบสายตาของเขาก็เหลือบมองเสื้อผ้าของจิ้งหย่า เนื้อตัวของเธอเปื้อนไปด้วยคราบเลือดอีกทั้งยังมีส่วนที่ขาดอีกไม่น้อย เขาจึงหยิบเสื้อคลุมระดับเหล็กดำที่ได้จากการสังหารมอนสเตอร์ก่อนหน้านี้ออกมาแล้วยื่นให้เธอพร้อมกับเอ่ย “จิ้งหย่าเธอเปลี่ยนชุดก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่ชายจะพาเธอออกไปจากที่นี่”
พูดจบเย่ฮวาก็เดินออกไปรอด้านนอกแล้วปล่อยให้จิ้งหย่าเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ด้านใน ขณะที่ภายในใจก็ยังคิดไม่ตกว่าจะพาเธอออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร
ภายในเขาซานจ้ายแห่งนี้นอกจากโจรที่เป็นหน่วยลาดตระเวนแล้วก็ไม่มีสิ่งใดที่อันตราย เพราะฝ่ายลาดตระเวนสองคนนั้นก็ถูกเย่ฮวาฆ่าไปก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นตอนนี้จึงยังถือว่าอยู่ในช่วงเวลาที่ปลอดภัย เว้นเสียแต่ว่าหัวหน้าโจรจะออกมาในช่วงกลางดึก
ด้านนอกยังมีหน่วยลาดตระเวนอีกสิบกว่าคน หากออกจากประตูใหญ่ด้านนอกกำแพงได้ก็จะพบว่ามีโจรเฝ้าประตูอีก 6 คน นอกจากนี้ระหว่างทางก็เต็มไปด้วยหน่วยลาดตระเวนคนอื่น ๆ ประตูใหญ่อีกสองจุดถูกปิดไปแล้วและด้านข้างก็ยังมีระเบียงเฝ้าสังเกตการณ์ด้วย หากนำจิ้งหย่าออกไปจากที่นี่มีหวังคงถูกไล่ตามจับตัวภายในชั่วพริบตาแน่
คิดเช่นนี้สมองของเย่ฮวาก็เริ่มคิดแผนการขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ระบบ AI ของโจรเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อยู่บ้าง
หลังจากจิ้งหย่าเปลี่ยนชุดและเดินออกมาดานนอกแล้ว เป็นเพราะไม่อยากให้กลายเป็นที่ต้องสงสัยและสะดุดตามากเกินไป เย่ฮวาจึงหยิบเสื้อฮู้ดสีดำอีกตัวคลุมร่างของเธอไว้ ตอนนี้เป็นช่วงกลางดึกแล้วหากใส่ชุดพรางตัวแบบนี้คงไม่มีใครจับสังเกตได้
เย่ฮวาให้จิ้งหย่าหาที่ซ่อนตัวก่อนหลังจากนั้นเขาก็เดินเข้าไปด้านในห้องก่อนจะหยิบเชิงเทียนและขวดไวน์ออกมา หลังจากนั้นเขาก็เทไวน์ลงบนพื้นหญ้าก่อนจะโยนเชิงเทียนลงไป วินาทีต่อมาเสียง “ตูม” ก็ดังขึ้นพร้อมกับควันเขม่าและเปลวเพลิงที่ปะทุขึ้น กอหญ้าที่อยู่มุมกำแพงถูกเผาภายในชั่วพริบตาเดียว
เปลวเพลิงโหมกระหน่ำขึ้นมา
เย่ฮวาตะโกนขึ้นเสียงดังว่า “ไฟไหม้! ช่วยด้วยไฟไหม้!!!”
หลังจากนั้นเสียงโกลาหลก็ดังขึ้นจากด้านนอกกำแพงตามมาติด ๆ ด้วยประตูใหญ่ที่ถูกเปิดออก กลุ่มโจรวิ่งเข้ามาพร้อมกับถังน้ำในมือ ในเวลาเดียวกันหัวหน้าโจรก็เดินออกมาด้วย เย่ฮวาเห็นค่าสเตตัสของมันก็พบว่ามันคือบอสระดับทองแดงเลเวล 32 ทว่าตอนนี้เขาไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะสังหารมัน
ผู้คนต่างพากันวิ่งวุ่นอยู่กับการดับไฟที่กำลังชุกโชน ขณะที่เย่ฮวาก็รีบใช้โอกาสนี้ลากจิ้งหย่าพร้อมกับวิ่งออกจากกำแพงไป เป็นเพราะต่างคนต่างพากันดับไฟจึงไม่มีโจรคนไหนคิดจะสนใจพวกเขา
เขาลากแขนจิ้งหย่าไปที่ประตูใหญ่ หลังจากนั้นก็ดึงกลอนประตูใหญ่ขึ้นพร้อมกับวิ่งออกจากประตูใหญ่ออกไปพร้อมกับจิ้งหย่าเพื่อออกจากกลุ่มหมอกควันยามค่ำคืน
การช่วยเหลือจิ้งหย่าในครั้งนี้ถือว่าเสียเปรียบอยู่ไม่น้อย เพราะไม่เพียงแต่ต้องเสียเงินไปกว่า 13 เหรียญทองให้กับขอทานและเข้ามาในเมืองนี้เท่านั้น แต่ยังพลาดโอกาสที่จะได้สังหารบอสระดับเงินอย่างน่าเสียดาย นอกจากนี้ยังพลาดโอกาสที่จะได้เก็บเลเวลให้ตัวเองด้วย ทว่าต่อให้ตัดสินใจเลือกใหม่เย่ฮวาก็ยังคงเลือกที่จะเข้ามาช่วยจิ้งหย่าอยู่ดี
หลังจากที่พวกเขาวิ่งลงมาจากเขาแล้ว จิ้งหย่าก็เกิดหมดแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขาจึงต้องหาต้นไม้ใหญ่เพื่อนั่งพักครู่หนึ่งก่อนจะเดินทางต่อ
จิ้งหย่าเอนตัวเขากับเย่ฮวาก่อนจะใช้มือเล็ก ๆ ของเธอขึ้นมาจับนิ้วของเขาไว้พร้อมกับพูด “ทำไมพี่ชายถึงกลับมาล่ะ...จิ้งหย่าคิดว่า...พี่จะไม่กลับมาอีกแล้ว จิ้งหย่าคิดว่าพี่ชายลืมจิ้งหย่าไปแล้ว”
เธอพูดพร้อมกับร้องไห้ออกมา เย่ฮวายิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้นมาซับน้ำตาให้เธอก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงทะนุถนอมว่า “ฉันเคยบอกเธอแล้วไงว่าจะกลับมาหาเธอ ฉันจะลืมจิ้งหย่าตัวน้อยที่แสนน่ารักคนนี้ได้ยังไงกันล่ะ”
จิ้งหย่าใช้มือกอดแขนของเย่ฮวาไว้ก่อนจะซุกหน้าลงบนแขนของเขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น “คุณปู่กับแม่ของจิ้งหย่าไม่อยู่แล้ว ตอนนี้จิ้งหย่าเป็นเด็กกำพร้า จิ้งหย่าไม่เหลือใครแล้ว”
เย่ฮวายกมือขึ้นมาลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเธอพลันพูดปลอบใจว่า “จิ้งหย่าไม่ใช่เด็กกำพร้าซะหน่อย เธอยังมีฉันอยู่อีกคนนะ ฉันคือพี่ชายของเธอ หลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ฉันจะปกป้องเธอเอง”
จิ้งหย่าเงยหน้าขึ้นขณะที่น้ำตาเริ่มไหลออกมาอาบแก้มของเธอ เย่ฮวาช่วยซับน้ำตาให้เธอพร้อมกับพูดขึ้นว่า “พี่ชายคนนี้จะช่วยหาที่อยู่ให้เธอเองนะ”
“อื้อ” จิ้งหย่าพยักหน้าตอบรับกลับมา หลังจากนั้นเธอก็แอนหลังเข้ากับแขนของเขาก่อนจะหลับตาลง
จิ้งหย่าถูกขังไว้ในห้องแคบ ๆ เป็นเวลากว่าสองวันแล้วและเป็นเพราะเพิ่งผ่านการวิ่งเมื่อครู่จึงทำให้เธอนอนหลับใหลทันทีที่เอนตัวลง เย่ฮวาก็ไม่ได้ปลุกเธอแต่เลือกที่จะแบกเธอขึ้นหลังแล้วออกเดินทางไปยังเมืองชิงสุ่ยอย่างไม่รีรอ
ราชาของเมืองชิงสุ่ยมีระบบ AI ติดตั้งอยู่และเขาเองก็เคยช่วยราชาไว้ ยังไงอีกฝ่ายก็ไม่มีทางลืมเขาอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากราชา มากสุดก็อาจจะแค่จ่ายเงินให้เล็กน้อยก็น่าจะหาที่อยู่อาศัยใหม่ให้กับจิ้งหย่าได้
ทว่าตอนนี้เย่ฮวายังกลับไปเมืองชิงสุ่ยไม่ได้เพราะหากเขาใช้วาร์ปก็จะไม่สามารถพาจิ้งหย่ากลับไปด้วยได้ แต่หากใช้วิธีการเดินทางกลับพวกเขาก็คงต้องถูกแม่น้ำทมิฬขัดขวางอีก จิ้งหย่าเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีพิษมีภัยอะไรและเธอก็แทบจะไม่มีพละกำลังในการต่อสู้ใด ๆ เลย หากถูกปิรันย่ากัดแค่สองสามครั้งเย่ฮวาก็คงไม่สามารถช่วยชีวิตเธอได้
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจหยุดเก็บเลเวลที่แผนที่แห่งหนึ่งซึ่งมอนสเตอร์มีเลเวลค่อนข้างสูง หากใช้สกิลอย่างต่อเนื่องก็คงจะช่วยเพิ่มค่าความชำนาญของสกิลได้เร็วขึ้น เพียงไม่นานก็น่าจะสามารถอัพระดับให้สูงขึ้นได้แล้ว ทว่าการเรียกใช้สกิลก็ค่อนข้างที่จะเปลืองมานาอยู่ไม่น้อย
จนถึงตอนนี้ก็คงไม่มีทางอื่นที่จะสามารถเดินไปได้แล้ว หลังจากแบกจิ้งหย่าออกเดินทางมาได้เกือบครึ่งชั่วโมงในที่สุดเย่ฮวาก็พบแผนที่เลเวล 35 ที่ใช้สำหรับเก็บเลเวล
มอนสเตอร์ที่นี่มีพลังการโจมตีที่ค่อนข้างต่ำทว่ามีการป้องกันและเลือดที่สูงมาก สำหรับมอนสเตอร์เหล่านี้ไม่มีอะไรที่จะสามารถจัดการกับมันได้ดีไปกว่าการใช้สกิลแล้วล่ะ
สกิลฟาดฟันต่อเนื่อง(ต่อเนื่อง) กระแทกและโซ่ผูกวิญญาณของเย่ฮวาในเวลานี้ระดับ 3 แล้ว ส่วนสกิลโจมตีและสกิลบัพเสริมจิตวิญญาณยังอยู่ระดับ 2 เท่านั้น สกิลที่เย่ฮวาให้ความสำคัญในการเรียกใช้งานคือสกิลโจมตี เย่ฮวาใช้สกิลนี้เพื่อผ่านแม่น้ำทมิฬมาที่นี่และแน่นอนว่าหากจะกลับไปก็ต้องใช้สกิลนี้อีกครั้ง ทว่าระยะรัศมีการโจมตีของสกิลนี้สั้นเกินไปหน่อย เย่ฮวาเองก็ไม่อยากให้จิ้งหย่าต้องถูกโจมตีเช่นกัน วิธีเดียวที่จะข้ามไปยังแม่น้ำอีกฝั่งได้ก็คือการเรียกใช้สกิลโจมตีเพื่อไม่ให้จิ้งหย่าต้องลงน้ำและเจอกับอันตรายที่มองไม่เห็นบริเวณด้านใต้ได้
สกิลชาร์จระดับ 1 สามารถพุ่งไปยังเป้าหมายในระยะ 3-6 หลา ระดับ 2 พุ่งไปยังเป้าหมายในระยะ 3-7 หลา หากเป็นแบบนี้จนถึงระดับ 4 อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะสามารถพุ่งไปยังเป้าหมายได้ 3-9 หลา และมีโอกาสที่เย่ฮวาจะสามารถนำร่างของจิ้งหย่าผ่านไปอีกฝั่งได้อย่างปลอดภัย
ในเวลานี้เองที่เธอได้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลอีกครั้ง เย่ฮวาปล่อยให้เธอลงและกระชับให้เธอตามติดด้านหลังไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มอนสเตอร์โจมตีเข้าใส่เธอ ตอนนี้จิ้งหย่าเป็นเพียงแค่ NPC เลเวล 1 เท่านั้น หากมอนสเตอร์เลเวล 35 เหล่านี้โจมตีใส่เธอ เธอคงจะถูกสังหารได้ภายในชั่วพริบตาเดียว
การอัพระดับความชำนาญจากหนึ่งไปสองจำเป็นต้องรวบรวมคะแนนให้ครบ 100 เสียก่อนจึงจะสามารถอัพสู่ระดับสองได้ ส่วนระดับสองอัพไประดับสามต้องเก็บคะแนนความชำนาญ 200 เพื่ออัพระดับ หลังจากนั้นก็จะยึดตัวเลขตามลำดับ 500, 1000, 2000......
ยิ่งสกิลสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องใช้ค่าความชำนาญสูงมากขึ้นเท่านั้น จากค่าความชำนาญของเย่ฮวาในเวลานี้หากต้องการอัพระดับสูงระดับ 4 ก็อาจจะต้องใช้เวลาค่อนข้างนานซึ่งคงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายภายในระยะเวลา 2-3 ชั่วโมงได้
คิดได้ดังนั้นเย่ฮวาก็ใช้สกิลโจมตีเข้าใส่มอนสเตอร์ที่อยู่ตรงหน้าเพื่อเริ่มเก็บเลเวลให้กับสกิลของตัวเองทันที
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว มอนสเตอร์เลเวล 35 เหล่านี้ให้ค่าประสบการณ์ที่ไม่เลวเลย ทว่าเป็นเพราะเป้าหมายของเย่ฮวาไม่ใช่การสังหารพวกมันแต่เป็นเพราะต้องการใช้สกิลจึงทำให้อัตราการสังหารมอนสเตอร์ค่อนข้างต่ำ หลังจากใช้เวลาไปเกือบ 5 ชั่วโมงแถบค่าประสบการณ์กลับเพิ่มขึ้นมาเพียงแค่ 30% เท่านั้น หากไม่ใช่เพราะมัวแต่เก็บค่าเลเวลให้กับสกิล ป่านนี้เลเวลของเขาคงจะแตะ 32 ไปแล้ว
สวรรค์ไม่เคยกลั่นแกล้งคนที่พยายาม...ในที่สุดสกิลโจมตีและสกิลบัพเสริมจิตวิญญาณก็เกือบจะอัพสู่ระดับ 4 แล้ว ส่วนสกิลฟาดฟันต่อเนื่องต่อเนื่องและสกิลกระแทกก็อัพสู่ระดับ 4 เป็นที่เรียบร้อยแล้วในเวลานี้
เดิมทีเจ้ากวาจื่อก็ทักมาหาเย่ฮวาเพื่อออกไปกินข้าว แต่สุดท้ายเขาก็ปฎิเสธกลับไปเพราะหากเย่ฮวาออกจากระบบ จิ้งหย่าก็อาจจะตกอยู่ในอันตรายเพียงลำพังอยู่ภายในแผนที่แห่งนี้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่ออกจากเกมในตอนนี้เพื่ออยู่เคียงข้างจิ้งหย่าและมั่นใจว่าจะสามารถหาที่อยู่ให้เธอได้
หลังจากผ่านไปได้เกือบสามชั่วโมงก็พบว่าตอนนี้ใกล้เช้าแล้ว และในที่สุดสกิลของเย่ฮวาก็อัพสู่ระดับ 4 ได้ทั้งหมด–––
[สกิลฟาดฟันต่อเนื่อง] (ระดับ 4) : เพิ่มความเร็วในโจมตีอย่างต่อเนื่องไปยังเป้าหมาย 4-5 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะสร้างค่าดาเมจแบบปกติ 60% ใช้ค่ามานา 100 หน่วย การคูลดาวน์ของสกิล 10 วินาที
[สกิลกระแทก] (ระดับ 4) : การโจมตีด้วยดาบหนักหนึ่งครั้งจะสร้างค่าดาเมจแบบธรรมดา 125% โดยใช้ค่ามานา 120 หน่วย การคูลดาวน์ของสกิล 13 วินาที
[สกิลชาร์จ] (ระดับ 4) : สามารถพุ่งเข้าใส่เป้าหมายในระยะ 3-9 หลาได้ภายในวินาทีเดียว สร้างค่าสถานะมึนงงให้กับเป้าหมาย 50% ระยะเวลาของเอฟเฟคนี้ 0.55 วินาที การคูลดาวน์ของสกิล 18 วินาที
[บัพเสริมจิตวิญญาณ] (ระดับ 4) : เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับวิญญาณโดยเพิ่มพลังการโจมตี 3.5% พลังป้องกัน 4.5% ระยะเวลาในการใช้งาน 30 วินาที ใช้ค่ามานา 80 หน่วย ระยะเวลาในการคูลดาวน์ 55 วินาที
[โซ่ผูกวิญญาณ] (ระดับ 4) : ผูกมัดเป้าหมายในระยะห่าง 13 หลาเพิ่มโอกาสในการผูกมัด 45% ระยะเวลาในการเรียกใช้งาน 2.6 วินาที เมื่อเข้าสู่สถานะผูกมัดจะไม่สามารถเคลื่อนไหว โจมตีหรือปล่อยสกิลได้ ใช้ค่ามานา 150 หน่วย ระยะเวลาในการคูลดาวน์ 20 วินาที
……
หลังจากเลเวลทั้งหมดอัพสู่ระดับ 4 แล้ว เย่ฮวาก็เปิดใช้ยาเพิ่มมานา 4 ชุดจนหมด เป็นเพราะสกิลระดับ 4 ต้องใช้ค่ามานาค่อนข้างสูง หลังจากนี้หากต้องใช้สกิลเหล่านี้ต้องคำนึงว่ายามานามีอยู่อย่างจำกัด ตอนนี้เย่ฮวามีค่ามานาอยู่ 500 กว่าหน่วย ทันใดนั้นเย่ฮวาก็ตระหนักได้ว่าการปล่อยสกิลหลังจากนี้คงต้องใช้ค่ามานาอีกมาก
ทว่าตอนนี้สิ่งที่เขาต้องสนใจไม่ใช่เรื่องนี้แต่เป็นเรื่องที่จะนำตัวจิ้งหย่ากลับไปที่เมืองชิงสุ่ยได้อย่างไร ตอนนี้ดึกมากแล้วและหนังตาของเขาก็เริ่มหนักอึ้งจนแทบจะฝืนไม่ไหวแล้วเช่นกัน