บนผืนทรายเสียงสั่นสะเทือนของบางสิ่งได้ดังขึ้น เศษทรายทั้งหมดปลิวกระจายไปทั่วมาพร้อมกับร่างเงาสีขาวโพลนมันใหญ่โตจนบดบังแสงสว่าง สัตว์ประหลาดตนนี้มีรูปร่างอันเหนียวหนืดแต่ในทางกลับกันมันก็ดูเหมือนเป็นของแข็ง ลำตัวสูงเกือบ5เมตร หัวด้านบนแหลมยาวและมีลักษณะคล้ายคลึงกับปลาหมึก รอบตัวของมันมีระยางหนวดที่ยาวเหยียดยื่นออกมาหลายสิบเส้น แต่ละเส้นก็มีกว้างเกือบ1เมตร แต่ที่สะดุดตาเลยก็คือจุดกลมๆสองจุดขนาดเท่ากำมือที่ติดอยู่บริเวณลำตัวของมัน
ก๊าชชชชชชชช!
เสียงกรีดร้องดังก้องออกมาจากสิ่งมีชีวิตสร้างความสะพรึงกลัวให้กับพวกไอรอน
"เนโครมอฟ สิ่งมีชีวิตกลืนกินดวงดาว!!"
ไครเซอร์อุทานขึ้นอย่างตกใจเมื่อเห็นร่างที่แท้จริงของมัน เนโครมอฟคือสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ไม่มีอวัยะสืบพันธ์ุ มันถูกเรียกว่าเป็นสัตว์ประหลาดกลืนกินดวงดาว เพราะเมื่อไหร่ที่มันปรากฏตัวขึ้นที่ดวงดาวไหน ดวงดาวแห่งนั่นก็ตายซากและแห้งแล้งไปทั้งหมด มันคือสัตว์ประหลาดที่เป็นภัยต่อสิ่งมีชีวิตทั้งมวล เผ่าพันธ์ุสัตว์ประหลาดอย่างเนโครมอฟนั้นมีชีวิตมาเนิ่นนานจนไม่สามารถวัดได้ พวกมันไร้ซึ่งสติปัญญา ทำตามเพียงแค่สัญชาตญาณของตนเพื่อให้อยู่รอด
เมื่อหลายพันปีก่อนหลังจากที่สมาพันธ์แห่งดวงดาวได้ถูกก่อตั้งขึ้น สิ่งมีชีวิตในจักรวาลก็ได้รับรู้ถึงตัวตนของเผ่าพันธุ์นี้ เนโครมอฟได้ปรากฏตัวและกลืนกินดวงดาวไปมากมายนับไม่ถ้วน ดวงดาวที่อุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยทรัพยากรถูกกลืนกินหลายไปในเวลาเพียงไม่นาน สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เท่าดวงดาวแห่งนึงออกอาละวาดไปทั่วทุกหนแห่ง สมาพันธ์แห่งดวงดาวเห็นท่าไม่ดี เพราะถ้าปล่อยเจ้านี่เอาไว้จักรวาลคงได้ถึงจุดจบอย่างแน่นอน พวกเขาทั้งหมดจึงมีมติกันว่าจะต้องทำลายสิ่งชีวิตตนนี้ซะ ในสงครามครั้งนั่นเกิดความสูญเสียของสมาพันธ์ขึ้นอย่างมหาศาล ริปเปอร์หลายหมื่นชีวิตได้ตกตายลง นักสู้แห่งดวงดาวนับร้อยล้านคนสูญสลาย ยานรบหลายสิบล้านลำกลายเป็นเศษซาก แม้แต่เทคโนโลยีที่สูงล้ำนับไม่ถ้วนก็ถูกทำลายลงเช่นเดียวกัน พวกเขาได้สูญเสียสิ่งต่างๆไปมากมาย ซึ่งภายหลังสัตว์ประหลาดตนนั้นก็ได้ถูกเรียกว่าเนโครมอฟระดับเคออสนั้นเอง
หลังจากนั้นเป็นต้นมาสมาพันธ์แห่งดวงดาวหรืออารยะธรรมทั้งหมดที่มีสติปัญญาก็ได้เริ่มจับมือกัน พวกเขาพัฒนาเทคโนโลยีให้สูงล้ำมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะต่อกรกับภัยพิบัติของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็ได้รับรู้ถึงพลังของเผ่าพันธุ์พวกมันจึงได้ตั้งระดับตามลักษณะและพลังของพวกมันขึ้นมา
เนโครมอฟถูกแบ่งระดับอย่างชัดเจน ระดับF ระดับE ระดับD ระดับC ระดับB ระดับAและระดับเคออส ตัวตนเนโครมอฟระดับเคออสคือภัยพิบัติระดับสูงสุด ตลอดเวลาหลายพันปีนับจากที่ก่อตั้งสมาพันธ์ เนโครมอฟระดับเคออสก็ได้ปรากฏตัวขึ้นถึง4ครั้ง ถ้านับจากครั้งล่าสุดด้วยมันก็เป็น5ครั้งพอดีและแต่ละครั้งก็เกิดการสูญเสียขึ้นอย่างมหาศาล ในรอบล่าสุดก็เมื่อ50ปีก่อน ในครานั้นดวงดาวแห่งสงครามเซราฟิมได้เป็นผู้นำทัพออกศึกด้วยตนเอง มีดวงดาวชั้นนำทั่วทั้งจักรวาลให้การสนับสนุนและส่งริปเปอร์ออกมาอีกหลายพันคน ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปไกล สงครามในครั้งนี้ก็ไม่ร้ายแรงมากเท่ากับรอบก่อนๆ ประมุขสูงสุดแห่งดวงดาวสงครามได้เป็นผู้ปิดฉากภัยร้ายนั้น แต่ถึงจะว่าแบบนั้น การสูญเสียก็มีมากมายอยู่ไม่น้อย ยานรบสงครามหลายล้านลำพังทลาย ผู้คนอีกนับไม่ถ้วนก็ยังต้องตกตายอยู่ดี มันคือภัยพิบัติอันตรายอย่างใหญ่หลวงที่ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดก็ไม่อยากจะเผชิญหน้ามัน
และในตอนนี้สิ่งมีชีวิตตนนั้นก็ได้ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพวกไครเซอร์แล้ว
"สองจุดสีดำ..?!! เจ้านี้คือเนโครมอฟระดับF ก็ไม่เท่าไหร่นี่หว่า"
ไครเซอร์มองเห็นถึงสัญลักษณ์กลมๆที่ติดอยู่บนตัวของมัน ดวงตาเริ่มหรี่ลงอย่างเยียบเย็น ถึงจะบอกว่ามันเป็นระดับต่ำสุดแต่ยังไงมันก็คือเนโครมอฟอยู่ดี พลังของมันอาจจะทัดเทียมได้กับนักสู้แห่งดวงดาวระดับที่4เลยก็ว่าได้
< ติ๊ง! ภารกิจฉุกเฉิน สิ่งมีชีวิตกลืนกินดวงดาวได้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว สังหารเนโครมอฟระดับF รางวัลภารกิจ20000แต้มตัวร้าย >
ขณะนั้นภารกิจของระบบก็ได้ปรากฏขึ้น ชายหนุ่มที่เห็นมันก็ตัดสินใจว่าจะกำจัดเจ้านี่ในทันที ได้ทั้งแต้มภารกิจ ได้ทั้งกำจัดภัยร้ายที่จะคุกคามในอนาคตอีกด้วย เพราะถ้าปล่อยไว้ให้มันกลืนกินสิ่งมีชีวิตต่อไป ระดับของมันก็อาจจะพัฒนามากยิ่งขึ้นและจะเป็นอันตรายต่อเมืองไร้กฎหมายของพวกเขา
"ลงมือกำจัดมันทิ้งซะ..!!"
ไครเซอร์ตะโกนออกมาพร้อมกับปลดปล่อยพลังริปเปอร์ของตน อณูเลือดบนฝ่ามือเริ่มควบแน่นกันเป็นดาบโลหิตขนาดถึงหนึ่งเมตร มันคมกริบส่องแสงสะท้อนเข้ากับแสงของดวงอาทิตย์ คนอื่นๆเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถอยหลังหนีออกไปจากระยะทันที พวกเขารู้ดีว่าในตอนนี้จะต้องกำจัดมันทิ้งซะ แต่ละคนเริ่มเข้าประจำที่ของตนเอง
ก๊าชชชชชชชชชช!
เนโครมอฟเหมือนจะมีการตอบสนองต่อพลังริปเปอร์ ระยางหนวดสีขาวโพลนสองเส้นได้พุ่งเข้ามาโจมตีไครเซอร์ในทันที
เฟี้ยว!
เสียงของสายลมหวีวขึ้นเสียงดังและพุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว มันคือประกายแสงสีขาวราวกับเป็นเส้นทางที่พรากชีวิต เพียงแค่โดนมันทะลวงเข้าไปแค่หนึ่งที ทุกสิ่งทุกอย่างของสิ่งมีชีวิตนั้นก็จะจบสิ้นลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไครเซอร์เบี่ยงตัวหลบและกระโดดขึ้นสู่ฟ้าได้อย่างฉิวเฉียด
"ฮึ่ม ปฏิเสธแรงโน้มถ่วงx10"
จากนั้นเขาก็เล็งคว้ามือไปยังหนวดสีขาวโพลนทั้งสองเส้น ต่างหูสีเงินที่สวมใส่อยู่เริ่มส่องสว่าง เทคโนโลยีรีแอคชั่นถูกเปิดใช้งานขึ้น พริบตานั่นแรงโน้มถ่วงคูณ10เท่าก็ถาโถมลงมาอย่างรุนแรง ระยางหนวดทั้งสองเส้นถูกกดทับลงบนผืนทรายอย่างฉับพลัน
"จังหวะนี้ละ"
ชายหนุ่มเมื่อเห็นเช่นนั้นก็หมุนตัวของตนพร้อมกับพุ่งตัวออกไป ฝ่ามือตวัดดาบเลือดด้วยความรวดเร็วและพละกำลัง ด้วยพลังของนักสู้แห่งดวงดาวระดับที่3 ก็ทำให้อณูเลือดของเขานั้นแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีกขั้น
ฉัวะ!
ดาบเลือดสีแดงชาดตัดผ่านราวกับแสงวาบ หนวดสีขาวโพลนขนาดเกือบหนึ่งเมตรถูกตัดออกอย่างง่ายดาย เนโครมอฟเมื่อเห็นว่าหนวดของมันถูกตัดก็กรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน ไม่รู้ว่ามันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อการบาดเจ็บหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆมันคือโอกาสเดียวที่จะได้ปิดฉากมัน
"โอ้ว บอสของพวกเราสุดยอดไปเลย"
ลูกน้องนับไม่ถ้วนเมื่อเห็นว่าบอสตัดระยางของมันได้ก็ส่งเสียงเฮกันยกใหญ่ บอสไครเซอร์ไม่ธรรมดาเลย แม้จะเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตกลืนกินดวงดาว เขาผู้นั้นก็ไม่มีทางทีที่หวาดกลัวเลยซักนิด
"ฆ่ามัน ลงมือโจมตีมันด้วยอาวุธทั้งหมดที่เรามี!!"
จังหวะนั่นชายหนุ่มก็หันมองไปยังไอรอนและตะโกนขึ้น เขายังสั่งให้ลูกน้องคนอื่นๆระดมยิงปืนใส่มันเข้าไป ลูกน้องหลายร้อยคนที่อยู่นอกระยะการโจมตีของระยางหนวดก็ได้ระดมยิงปืนเข้าใส่กันอย่างบ้าคลั่ง เสียงปืนได้ดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ กระสุนความร้อนนับไม่ถ้วนจากทั่วทุกสารทิศได้ถาโถมเข้าไปเป็นจุดเดียวกัน บางคนถึงกับกระโดดขึ้นสูงและกราดยิงเลยก็มี
ปัง! ปัง! ปัง! ...........
เนโครมอฟพยายามที่จะใช้ระยางของมันเพื่อป้องกันตนเองตามสัญชาตญาณ ถึงจะไร้ซึ่งสติปัญญาแต่ตัวของมันก็รับรู้ได้ถึงความอันตรายที่โจมตีต่อร่างกายตน และกระสุนปืนความร้อนสูงก็ไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน ยิ่งถูกระดมยิงเช่นนี้ระยางหนวดที่เหลือของมันก็ยิ่งเป็นรูและขาดสบั้น ยิ่งเห็นว่ากระสุนความร้อนสูงทำร้ายมันได้ คนอื่นๆก็ยิ่งได้ใจกันยกใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่พวกมันจะได้ฆ่าสิ่งมีชีวิตอันตรายเช่นนี้
"เข้าใจแล้วครับ"
ชายวัยกลางคนตอบรับเสียงดัง ใบหน้าแสดงความดุร้ายขึ้น ฝ่ามือทั้งสองประกบเข้าหากันพร้อมกับบีบอัดห้วงอากาศที่อยู่เบื้องหน้า แรงกดดันอากาศขนาดเกือบหนึ่งเมตรได้ก่อตัวขึ้นอย่างหนาแน่นจนแทบจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แรงอัดอากาศที่เสมือนกับกระสุนปืนใหญ่ได้ทำให้ผืนทรายต้องปลิวกระจาย เขารู้ดีว่าการโจมตีขนาดเล็กไม่สามารถทำอะไรเจ้านี่ได้อย่างแน่นอน ไอรอนจึงได้ใช้การโจมตีที่รุนแรงที่สุดของตนเอง พลังริปเปอร์ที่มีพลังในการอัดอากาศเป็นการโจมตีก็ได้ปรากฏขึ้น
"ตายซะ เจ้าสิ่งมีชีวิตกลืนกินดวงดาว!!"