ตอนที่31 บทกลอนของอลาโน่
บ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ในเมืองหลวงของประเทศจีนหน้าบ้านมีป้ายติดเอาไว้ว่า ‘Home Esports Academy’ บ้านหลังนี้คือบ้านอคาเดมี่ของทีมโฮมอีสปอร์ต ภายในบ้านเรดกำลังเดินไปที่ห้องฝึกซ้อมของสมาชิกตัวจริงเมื่อเปิดประตูเข้าไป เขาเห็นมีคนอยู่สองคนที่มาถึงก่อนแล้ว 1 ในนั้นเมื่อเห็นเขาเปิดประตูเข้ามาก็เอ่ยถามทันที
“โทคุโตะแพ้?”
“ครับ” เรดตอบ
“โดนฆ่าตอนถ่ายทอดสด?”
“ครับ”
“ข้าจะกลับเข้าไปในเกม” เมื่อพูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนทันที
“นี่คือเวลาซ้อม! เรด! ขวางเขาเอาไว้” ชายคนที่เข็มกลัดตรงหน้าอกมีหมายเลข 1ติดเอาไว้พูดขัด
“เอ่อ...หัวหน้าใจเย็นๆ ก่อนครับ” เรดพูดพร้อมกับเดินเข้าไปห้ามชายคนที่ลุกขึ้นยืน
“ส่งเข็มกลัดมาก่อน แล้วเจ้าค่อยออกไป” เสียงพูดราบเรียบจนผู้ฟังต้องขนลุก
เมื่อชายที่เรดเรียกว่าหัวหน้าได้ยินเขาจึงเดินกลับมานั่งลงด้วยความไม่เต็มใจพลางทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจนเห็นได้ชัดเลยว่าจิตใจของเขาไม่สงบแต่กำลังลุกโชนไปด้วยความโกรธแค้นเรดที่เห็นท่าทีของหัวหน้า เขารู้ได้ทันทีว่าเมื่อจบการฝึกซ้อมของวันนี้กิลมังกรผงาดจะต้องเกิดเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน เพราะชายคนนี้คือหัวหน้ากิลมังกรผงาด ‘จิ้งหยาง’ ผู้เล่นที่มีเลเวลสูงสุดของทวีปตะวันออกเป็นอันดับที่ 9 และยังเป็นรองกัปตันของทีม Home Esport อีกด้วย
......
ย้อนกลับมาที่เหตุการณ์ในป่าอู๋โจว
หลังจากที่โทคุโตะเสียชีวิตในระหว่างที่ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์กำลังยืนอึ้งจนบรรยกาศโดยรอบเงียบสงัดนั้นกลับมีบุรุษและสตรีส่งเสียงพูดคุยออกมา
“เอ๋...ธ...เธอ...ไม่ใช่มิว?” ทีชเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“เถ้าแก่!” หญิงสาวสวมมวกฟาง ไม่พอใจทีช จึงตวาดเรียกออกมาเสียงดัง
“เดี๋ยวนะ!” ทีช ตกใจจึงรีบเรียบเรียงความคิดใหม่ทันที
‘เธอพูดว่าเถ้าแก่....อย่าบอกนะว่า...’ ทีชที่กำลังคิดในใจเริ่มรู้สึกแปลกๆเขาจึงเอ่ยออกไปเบาๆ ว่า...
“ฮิวโก้...”
เปรี๊ยง!
อ๊ากกก!
ตุบ!
เพลงเตะที่แฝงไปด้วยลมปราณของความโกรธกระทบเข้ากับหน้าอกของชายหนุ่มที่โง่เขลาจนกระเด็น
“…….”ผู้คนโดยรอบยืนนิ่งไม่ขยับ ไม่รู้ว่าอึ้งในเพลงเตะรุนแรงหรือว่าเห็นใจจอมยุทธที่โดนเตะกันแน่
“พ...พี่ทีช!” “นายท่าน!” หมิงกับกุยแก รีบวิ่งเข้าไปดูอาการของทีชด้วยความเป็นห่วง
“ฮึ! สมควร!” หญิงสาวพูดพร้อมกับสะบัดหน้าหนี พลางคิดในใจ
‘เราอุตส่ามาช่วยยังไม่รู้จักสำนึกขอบคุณยังมาเรียกเราเป็นไอ้เด็กอ้วนนั่นอีก!’
และแล้วการต่อสู้ที่ดุเดือดจบลงพร้อมกับบรรดานักข่าวที่รีบกลับไปเขียนข่าวรายการถ่ายทอดสดเองก็จบลงด้วยภาพของหญิงสาวสวมหมวกฟางที่มีฉากหลังเป็นจอมยุทธหนุ่มกำลังนอนสลบในสภาพอ้าปากค้างตาเหลือกพร้อมกับมีบัณฑิตและเณรจากวัดซ่งหลินกำลังช่วยกันดูอาการของจอมยุทธผู้นั้น
......
แสงจันทร์นวลผ่องของพระจันทร์ที่กำลังลอยเด่นบนฟากฟ้าพร้อมกับหมู่ดาวระยิบระยับแสงสว่างที่ส่องลงมากระทบกับน้ำใสในคลองทำให้มองเห็นเป็นภาพสะท้อนที่สวยงามราวกับมีพระจันทร์และหมู่ดาวอยู่ที่ปรากฏขึ้นบนพื้นดิน
หญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งมองวิวทิวทัศน์ของพระจันทร์และหมู่ดาวจากหน้าต่างของโรงเตี้ยมเมื่อก้มลงมองไปที่โต๊ะทรงกลมด้านหน้าของหญิงสาวกลับมีหมวกฟางคล้ายกับหมวกที่บุรุษส่วนใหญ่ชอบหามาใส่วางอยู่
แต่ทว่าหญิงสาวไม่ได้นั่งอยู่คนเดียวยังมีผู้ร่วมโต๊ะของหญิงสาวอีกคนหนึ่งเธอมีใบหน้าที่สวยงามราวกับภาพวาดที่จิตรกรชื่อดังเป็นคนรังสรรค์ขึ้นเธอกำลังนั่งหลังตรงกิริยาท่าทางคล้ายกับสตรีสูงศักดิ์แต่เมื่อมองดูเป็นบางครั้งกับคล้ายแม่ทัพใหญ่คนหนึ่ง
ห่างจากโต๊ะของหญิงสาวทั้งสองไปไม่ไกลมีจอมยุทธชายกำลังนอนสลบอยู่บนเตียงที่โรงเตี้ยมจัดหาไว้ให้ รอบๆ จอมยุทธผู้นี้ปรากฏบุรุษอีกหลายคนกำลังพูดคุยกันอยู่ระหว่างที่กำลังพูดคุยนั้นบุรุษเหล่านั้นกลับแอบชำเลืองมองมายังโต๊ะของหญิงสาวทั้งสองอยู่เรื่อยๆ
หลังจากที่เหตุการณ์ในป่าอู๋โจวจบลงกุยแกได้บอกกับทุกคนให้พาทีชที่กำลังสลบเดินทางเข้าพักที่เมืองอู๋โจวเมื่อทุกคนเดินทางเข้ามาในเมืองได้แล้วกุยแกและเพื่อนๆของทีชก็พาทีชมาพักที่โรงเตี้ยม โดยที่หญิงสาวแปลกหน้าทั้งสองก็ตามหลังมาด้วย
ระหว่างที่กำลังรอให้ทีชฟื้นขึ้นมากลุ่มของทีชที่กำลังปรึกษากันอยู่ว่าจะทำยังไงกับหญิงสาวทั้งสองคนนั้นดีเพราะไม่รู้ว่าเธอทั้งสองเป็นใครและเกี่ยวข้องกับทีชอย่างไรจนไม่อาจหาข้อสรุปได้อยู่นั้นทีชที่นอนสลบอยู่จู่ๆ ก็เด้งตัวลุกขึ้นจากเตียง
เฮือก!
ทีชสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับมองไปรอบๆเมื่อเห็นเพื่อนๆ ที่กำลังยืนมองมาทางนี้ด้วยใบหน้าแสดงความสงสัยทีชที่กำลังจะเอ่ยปากถามว่าเกิดอะไรขึ้นนั้น สายตากลับเห็นโต๊ะริมหน้าต่างที่มีหมวกฟางใบหนึ่งวางอยู่เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบกับสายตาของหญิงสาวที่กำลังมองมาที่เขาเช่นกัน
“ธ...เธอ! ท...ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้” ทีชเอ่ยปากถาม
“…….”หญิงสาวไม่ตอบแต่กลับลุกยืนขึ้น
ทีชที่เห็นหญิงสาวลุกขึ้นก็สะดุ้งโหยง เขารีบยกมือขึ้นมาห้ามเอาไว้พร้อมกับพูดว่า “ด...เดี๋ยว...ห...หวานใจเย็นๆ ก่อน”
“หืม...จำได้แล้วสินะคะ...เถ้าแก่!” หวานที่เห็นว่าทีชจำได้จึงกลับไปนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม
“ว่าแต่...เถ้าแก่ไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่ถึงคิดว่าฉันคือฮิวโก้”หวานเอ่ยถาม
“ก็แล้วใครจะไปรู้ละว่าเธอจะมาช่วย เราสองคนไม่เคยคุยเรื่องเกม LC กันเลยนี่อีกอย่างก่อนที่พี่จะออนไลน์เข้ามาพี่นัดเจ้าฮิวโก้เอาไว้แค่คนเดียวใครจะไปคิดละว่าจะเป็นเธอ”ทีช อธิบาย
“ถึงจะนัดฮิวโก้ไว้ แต่ก็ควรดูออกไม่ใช่หรือคะว่าฉันเป็นผู้หญิง!แถมหุ่นก็ไม่ใกล้เคียงกับไอ้อ้วนนั่นเลยสักนิด!” หวาน พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“ถ...ถึงเกมนี้จะสแกนร่างกายจากตัวจริงแต่เมื่อเข้ามาอาศัยในเกมทุกคนสามารถลดหรือเพิ่มน้ำหนักได้นี่อีกอย่างบางทีอาจจะมีวิชาที่ฝึกแล้วแปลงเพศ หรือไม่ก็อาจจะมีหมอจากโลกภายนอกมาผ่าตัดแปลงเพศให้ก็ได้นี่นา”ทีชพยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบาย
“เถ้าแก่! เกมนี้เขาไม่มีเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่จะทำให้ผ่าตัดแปลงเพศได้นะต่อให้บังเอิญมีคนทำได้จริงๆ เถ้าแก่จะบอกว่าฉันคนนี้หน้าตาเหมือนฮิวโก้งั้นหรือไงคงไม่ได้คิดว่ามีการศัลยกรรมใบหน้าในเกมด้วยหรอกนะ” หวาน ประชดใส่ทีชอีกครั้ง
“อะ...เอ้อ...ช...ช่างเถอะ...ยังไงก็ขอบคุณนะที่มาช่วยไม่คิดว่าเธอจะเก่งขนาดนี้” ทีชที่เริ่มเถียงไม่ออกจึงแกล้งบอกปัด
“โอเคเรื่องของฮิวโก้ฉันจะปล่อยผ่านไปก่อน...แต่...มิวกับจูคือใครงั้นหรือ”หวานที่พอจะรู้เรื่องมิวกับจูมาจากต๋องนิดหน่อย จึงแกล้งถามทีชขึ้น
ทีชที่โดนไล่ต้อนด้วยคำถามจนจนมุม เมื่อเจอกับคำถามสุดท้าย เขากลับตะลึงจนคิดคำตอบไม่ออก
“ว่าไงละเถ้าแก่! อย่าบอกนะว่าไม่รู้จักน่ะ” หวานเร่งคำตอบ
“เอ่อ...ค...คือ...มิวกับจูเป็นเพื่อนที่บริษัทเก่าน่ะ พอดีพี่ไม่ค่อยรู้จักกับผู้หญิงเมื่อเห็นว่ามีผู้หญิงสองคนออกมาช่วย...เลยคิดว่าเป็นมิวกับจูแค่นั้นเอง”ทีชที่สุดท้าย สามารถหาคำอธิบายได้รีบเอ่ยออกมา
“หึหึ” หวานหัวเราะอย่างมีเลศนัย
“ว่าแต่ เธอในเกมทำไมถึงดูไม่เหมือนในโลกภายนอกเลยล่ะ” ทีชถามด้วยความแปลกใจ
เพราะหวานในเกมนั้นสีผมและทรงผมแตกต่างจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงที่โลกภายนอกหวานไว้ผมยาวหน้าม้าย้อมผมสีน้ำตาลแต่ในเกมกลับรวบผมที่มีสีดำไปด้านหลังแล้วสวมหมวกฟางของผู้ชายปิดเอาไว้และที่สำคัญเลยการแต่งกายที่ปกติมักจะแต่งตัวทันสมัยแต่ทว่าในเกมที่ต้องสวมชุดในยุคโบราณยิ่งทำให้หวานดูเปลี่ยนไปเพราะปกติจุดเด่นของหวานคือการแต่งกายไม่ใช่หน้าตาเพราะหวานนั้นหน้าตาจัดอยู่ในกลุ่มของคำว่าธรรมดา
“เถ้าแก่ หาว่าส่วนสูงของฉันผิดปกติงั้นเหรอ” หวานที่เข้าใจทีชผิดเอ่ยพร้อมกับหรี่ตามองหมายจะเอาเรื่อง
“เห้ย พี่ไม่ได้หมายถึงส่วนสูง ว่าแต่ส่วนสูงทำไมงั้นหรือ” ทีชรีบปฏิเสธพร้อมกับถามกลับด้วยความสงสัย
“ไม่ได้จะล้อเลียนก็แล้วไปอย่าให้รู้นะว่าเถ้าแก่นินทาเรื่องส่วนสูงของฉันรับรองคราวนี้เถ้าแก่ได้นอนยาวแน่”หวานพูดพร้อมทำหน้าข่มขู่
ครามจริงอีกอย่างที่หวานดูเปลี่ยนไปคือส่วนสูงที่เพิ่มจากโลกภายนอกมา5 ซม. ตามที่เกมกำหนดให้เพิ่มได้ซึ่งถ้าสามารถเพิ่มได้มากกว่านี้หวานเองก็ไม่ลังเลที่จะเพิ่มอีกสักหน่อย
“อ้อ...ไม่กล้าๆ” ทีชที่เริ่มเข้าใจ พูดพร้อมกับโบกมือไปมา
แต่ทว่าคนอื่นๆในห้องที่เห็นทั้งสองคนคุยกัน ในขณะนี้กำลังแอบยิ้มกลั้นขำกันอยู่เนื่องจากการสนทนาของคนทั้งสองมองดูคล้ายคู่รักคู่หนึ่งที่กำลังหยอกล้อกัน
“สรุปพี่สาวเป็นคนรู้จักพี่ทีชสินะ ยินดีที่รู้จักนะครับผมชื่อหมิงขอถามอะไรพี่หน่อยได้หรือเปล่าครับ” หมิงก้าวออกมาพร้อมกับเอ่ยปากถาม
“ได้สิคะ” หวานตอบรับ
“เอ่อคือวิชาตัวเบาของพี่หวานคือวิชาอะไรหรือครับ” หมิงถาม
“อ๋อ นั่นพี่พูดขึ้นมั่วๆ โดยดัดแปลงจากวิชาสำนักซ่งหลินที่พี่รู้จักนะพอดีพี่เคยอ่านเจอในหนังสือ จริงๆแล้ววิชาตัวเบาของพี่ไม่เกี่ยวกับซ่งหลินเลยแม้แต่น้อย”หวานอธิบายพร้อมกับยิ้มให้หมิง
เมื่อได้ฟังคำอธิบายหมิงก็รู้สึกดีต่อหญิงสาวตรงหน้ามากขึ้นเพราะพี่สาวตรงหน้าคนนี้ไม่ใช่คนที่เอาวิชาสำนักซ่งหลินมาปู้ยี่ปู้ยำเล่นโดยการสร้างวิชาขึ้นมาแต่เปลี่ยนชื่อเพื่อล้อเลียนความจริงคือหวานแค่เอามาพูดหยอกล้อโทคุโตะเท่านั้นหมิงที่รู้สึกดีขึ้นเลยนึกอยากชวนหวานเข้ากิล จึงหันไปบอกทีช
“พี่ทีชทำไมไม่ชวนพี่สาวทั้งสองคนเข้ากิลเราละครับ”
“จริงด้วย! หวานเธอมีกิลหรือยัง ถ้าไม่มีมา.....” ทีชพูดยังไม่ทันจบ
“ตกลง” หวาน ตอบ
“เยส!” “เยี่ยม! แบบนี้พวกเราก็ขาดอีกไม่กี่คนแล้ว”
ทีชและอลาโน่ตระโกนออกมาอย่างดีใจโดยที่ทีชนั้นดีใจที่มีคนเพิ่มจะได้รีบตั้งกิลแต่อลาโน่นั้นเหตุผลที่ดีใจคือมีผู้หญิงเข้ากิล!
“เดี๋ยวๆๆ ฉันเข้าได้แค่คนเดียวนะ” หวาน พูดขัด
“เข้าได้แค่คนเดียวงั้นเหรอ...เป็นอย่างที่คิดสินะผู้หญิงคนนั้นเป็นขุนพลของเธอใช่หรือเปล่า”ดาร์ค ที่สงสัยมาตั้งแต่แรกเอ่ยปากถาม
“ใช่แล้ว...เธอคือ ‘องค์หญิงผิงหยาง’ !”
“สวัสดีค่ะ ข้าองค์หญิงผิงหยางเป็นขุนพลประจำตัวของท่านหญิง ‘เว่ยเถียน’ ”
หลังจากที่องค์หญิงผิงหยางแนะนำตัวทุกคนก็รู้ว่าชื่อของหวานในเกมคือ ‘เว่ยเถียน’ เมื่อบรรยกาศระหว่างเว่ยเถียนกับทีชคลี่คลายคนที่เหลือจึงเริ่มแนะนำตัวเองให้กับเว่ยเถียนและองค์หญิงผิงหยางบ้างแต่ก็ยกเว้นอยู่คนหนึ่งที่ยืนเหม่อลอยตั้งแต่ได้ยินคำว่า ‘องค์หญิงผิงหยาง’
อลาโน่สนใจในตัวตนขององค์หญิงผิงหยางตั้งแต่ตอนที่เธอขี่ม้าเข้ามาช่วยต่อสู้กับผู้เล่นกิลมังกรผงาดแล้วเขาคิดว่าตัวเขาที่เป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชายย่อมต้องคู่กับหญิงสาวที่งามสง่าเช่นองค์หญิง
อลาโน่นึกภาพที่ว่าตัวเขาและองค์หญิงผิงหยางควบม้าท่องทะยานเข้าสู้กับกองทัพศัตรูที่แกร่งกล้าเยี่ยงวีรบุรุษและวีรสตรีเขาที่กำลังยืนเหม่อจิตนการอยู่นั้นไม่ได้รู้เลยว่าคนอื่นกำลังมองมาที่เขาเพราะสงสัยว่าเพราะเหตุใดเขาถึงยืนเหม่อไม่ยอมเข้ามาแนะนำตัวสักที
“หากยามใดเจ้าเพลี่ยงพล้ำข้าจะถือโล่เข้าปกป้อง
หากเมื่อใดเจ้าหวาดกลัวข้าจะคอยอยู่เคียงข้าง
แต่หากเจ้ามิอาจอยู่ข้างกายข้าขอจงจำไว้ว่าข้ามีเจ้าอยู่ในใจ”
ในขณะที่กำลังจินตนาการไปจนเลยเถิดอลาโน่จู่ๆ ก็ท่องบทกลอนขึ้นมา พร้อมกับส่งยิ้มอย่างใจดีให้องค์หญิงผิงหยาง
“…….”ไร้ซึ่งเสียงตอบรับของคนในห้อง
องค์หญิงผิงหยางกะพริบตาปริบๆสองครั้งแล้วหันหน้าหนีไปทางกุยแกพร้อมกับยกจอกเหล้าในมือขึ้น พูดว่า “ข้าองค์หญิงผิงหยาง ขอคารวะท่านกุนซือ”
“มิกล้าๆ ข้าเป็นเพียงกุนซือคนหนึ่งวีรสตรีแห่งยุคเยี่ยงองค์หญิงไยต้องเป็นฝ่ายคารวะ ข้ากุยแกขอเป็นฝ่ายคารวะองค์หญิงดื่ม!” พูดจบกุยแกยกจอกขึ้นดื่มพร้อมกับฝืนกลั้นไม่ให้เผลอไอออกมา
*องค์หญิงผิงหยางเป็นพระราชธิดาในจักรพรรดิถังเกาจู่ ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ถัง องค์หญิงได้มีส่วนช่วยพระบิดาให้สามารถขยายพระราชอำนาจและสามารถโค่นล้มราชวงศ์สุยลงได้โดยจัดตั้งกองทหารหญิงที่พระองค์เป็นผู้บังคับบัญชาด้วยพระองค์เองในการบุกยึดฉางอันเมืองหลวงของราชวงศ์สุย*
ทุกคนที่เห็นว่าองค์หญิงไม่สนใจอลาโน่จึงคิดว่าจะพูดปลอบสักคำสองคำแต่ทว่าอลาโน่ยังคงยืนยิ้มอยู่เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
“ไม่ต้องแปลกใจ ไม่มีใครเข้าใจความคิดของหมอนั่นได้หรอกแม้แต่ข้าที่เป็นเพื่อนสนิทมาตั้งแต่เด็กๆ ก็ตาม” ดาร์คพูดขึ้นมาเมื่อเห็นทุกคนทำอะไรไม่ถูก
......
หลังจากที่เว่ยเถียนตกปากรับคำว่าจะเข้ากิลของทีชกุยแกที่คุยกับองค์หญิงผิงหยางเสร็จแล้วได้เดินเข้ามากระซิบกับทีชเพื่อเตือนอะไรบางอย่าง
“นายท่าน อย่าลืมไปชวนท่านมอนจีกับแม่นางปรางจีเข้ากิลด้วยละ”
“จริงด้วย สองคนนั้นอยู่ที่ไหนละ” ทีชรีบลุกขึ้นเตรียมจะออกจากห้องทันที
“อยู่ห้องข้างๆ ขอรับแม่นางปรางจีกำลังหาทางรักษาเป็ดน้อยของนางกับเม่นของท่านมอนจีอยู่ขอรับเพราะตอนที่ต่อสู้สัตว์อสูรทั้งสองได้รับบาดเจ็บ” กุยแกอธิบาย
“ว่าไงนะ แล้วสัตว์อสูรของสองคนนั้นเป็นอะไรมากหรือเปล่า” ทีชถามกลับ
“ไม่น่าจะเป็นอะไรมากขอรับ ดูเหมือนแม่นางปรางจีจะรักษาได้” กุยแกตอบ
“โอเคงั้นเราไปหาสองคนนั้นกัน”
หลังจากที่กล่าวจบทีชลุกเดินไปที่หน้าประตูโดยมีกุยแกเดินตามหลัง แต่ทว่า จู่ๆกุยแกกลับหยุดยืนอยู่ตรงกลางห้องพร้อมกับเอ่ยถามบางอย่างออกมา
“นายท่าน ก่อนไป ข้ามีเรื่องอยากถามก่อน”
“หืม มีอะไรหรือ” ทีช ถาม
“เทคโนโลยี ผ่าตัดแปลงเพศ การศัลยกรรม คือสิ่งใดหรือขอรับนายท่าน” กุยแกถาม
“………”คนในห้องเงียบสนิทโดยเฉพาะองค์หญิงผิงหยางที่กำลังมองมาทางทีชคล้ายกับต้องการรู้คำตอบเช่นกัน
“ยังมีคนที่ชื่อ ฮิวโก้ เขาคือใครหรือคะ เก่งกาจมากหรือท่านทีชถึงคิดว่าท่านหญิงของข้าคือ ฮิวโก้” องค์หญิงผิงหยาง ถามในสิ่งที่ตนสงสัยบ้าง
“………”และแล้วความเงียบสงบภายในห้องก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง