คำพูดของหลินตงทำให้ทั่วทั้งบริเวณต้องเงียบสงัด แต่ละคนถึงกับเบิกตากว้างอย่างตกตะลึงว่ามันเกิดอะไรขึ้น ประโยคที่ชายหนุ่มพูดออกมานั่นพวกเขาฟังมันไม่ผิดใช่ไหม จู่เก้อชิวคนนี้คือผู้นำของสมาคมฝึกฝนสัตว์อสูร เขามีพลังถึงจิตยุทธแห่งสวรรค์ มีพลังเพียงพอที่จะทำลายอาณาจักรนี้ได้อย่างง่ายดายและมันยังไม่หมดแค่นั่น ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ฝึกฝนสัตว์อสูรเขาก็จะต้องมีสัตว์อสูรพิทักษ์ประจำกายที่ทรงพลัง
จิ้งจอกน้ำแข็งสามหาง สัตว์อสูรระดับเจ็ดที่อาศัยอยู่ภายในสถานที่ต้องห้ามของเทือกเขาสองขั้วโลก มันมีพลังธาตุน้ำแข็งที่ทรงพลังไร้เทียมทาน เพียงแค่มันปลดปล่อยไอเย็นออกมาก็ทำให้ทั่วทั้งบริเวณต้องเย็นยะเยือกแช่แข็งทุกสรรพสิ่งแล้ว ว่ากันว่าสัตว์อสูรตนนี้ท่านผู้อาวุโสจู่เก้อชิวได้ไปเสนอข้อแรกเปลี่ยนกับมันมาจนกระทั่งพวกเขาทั้งสองพึงพาอาศัยกันและนับแต่นั่นสถานะของเขาก็ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น
ชายชราหรี่ตาลงอย่างเยียบเย็นพร้อมกับพูดขึ้น
"พ่อหนุ่ม ตัดสินใจให้ดีๆว่าจะเป็นศัตรูกับทางเราหรือว่าจะเป็นพันธมิตร..!!"
เสียงของชายชราดูเย็นชาเป็นอย่างมาก ใครจะไปคิดว่าคำตอบของชายหนุ่มจะเป็นเช่นนี้แม้แต่ตระกูลชวีก็ยังไม่กล้าที่จะปริดปากออกมาเลยซักนิดเมื่ออยู่ต่อหน้าชายชราคนนี้
ชายหนุ่มส่ายหัวไปมาพลางเอ่ยขึ้นอย่างไม่สนใจ
"งั้นข้าขอย้อนประโยคของท่านละกัน ข้าก็ไม่ได้อยากจะสังหารคนอย่างมั่วซั่วหรอก ท่านก็คิดให้ได้แล้วกันว่าการตัดสินใจของท่านนั่นมันเป็นเช่นนี้ แล้วถ้าท่านเป็นผู้ฝึกฝนสัตว์อสูร ข้าจะให้ดูอะไรบางอย่างเพื่อที่จะให้ท่านตัดสินใจ..!!"
สิ้นคำพูดของเขาหลินตงก็เบิกเนตรมังกรอมตะของตนขึ้น นัยน์ตาสีแดงเพลิงส่องประกายขึ้นเจิดจรัสพร้อมกับจ้องมองไปยังส่วนลึกของชายชรา
พริบตานั้นทั้งสองคนก็เสมือนกับว่าหลุดไปยังห้วงมิติที่กว้างใหญ่ บรรยากาศรอบๆภายในตำหนักโรงเตี้ยมเต็มไปด้วยหมู่เมฆสีเพลิงที่สุกสกาวราวกับว่าอยู่บนท้องฟ้าที่กว้างใหญ่
จู้เก่อชิวถึงกับตกตะลึงเมื่อสัมผัสได้ถึงห้วงมิติที่แปลกประหลาดนี้ เมื่อกี้นี้เพียงแค่เขาสบตากับชายหนุ่มก็เหมือนกับว่าถูกดูดกลืนห้วงวิญญาณเข้าไปยังไงยังงั้น ลางสังหรณ์ของเขาบอกได้เลยว่าไม่ดีเป็นอย่างมาก ต่อให้จะเป็นถึงจิตยุทธแห่งสวรรค์ขั้นสิบแล้วก็ตาม มันอะไรกัน ความรู้สึกที่น่าสะพรึงนี้้
ขณะที่เขากำลังตกตะลึงอยู่นั้น เบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏร่างเงาขนาดใหญ่มากมาย มันยิ่งทำให้ชายชราต้องตกตะลึง ดวงตาถึงกับเบิกกว้างอย่างหวาดกลัว
'นะ.นะ.นี่คือ..?"
ภาพที่เขาเห็นตรงหน้านี้มันเหลือจะเชื่อมาก สัตว์อสูรระดับเจ็ดสามตนที่กำลังจ้องมองมาทางเขาอย่างเย้ยหยัน พญาอินทรีปีกทองคำ ราชันย์ราชสีห์อัสนีและมังกรอัสนีเขาสวรรค์ ไม่จริงใช่ไหม ข่าวลือที่บอกว่ามีเพียงสัตว์อสูรระดับเจ็ดสองตนแต่ทำไมถึงได้มีมังกรอัสนีเขาสวรรค์ด้วยละ จ้าวอสูรแห่งเทือกเขาอัสนีโหมกระหน่ำทำไมถึงมาอยู่ยังที่แห่งนี้
"ดะ.เดียวก่อน ด้านบนนั่นคืออะไร..!!"
ชายชราเอ่ยเสียงสั่นๆอย่างหวาดหวั่น นอกจากสัตว์อสูรระดับเจ็ดทั้งสามตนที่ทรงพลังแล้วยังมีร่างเงาของมังกรโบราณทั้งห้าอีก แต่ละตนมีลำตัวที่ใหญ่โตไร้ที่สิ้นสุด พวกมันแหวกว่ายไปมาบนฟากฟ้าอย่างอหังการพร้อมกับเสียงคำรามที่ดังสนั่นหวั่นไหว
ระหว่างนั่นดวงตาที่ราวกับปกคลุมท้องฟ้าทั้งห้าก็จ้องมองลงมายังชายชราณจุดเดียวกันจนทำให้เขาถึงกับร่างกายสั่นเทา
"ทะ.ทะ.ทะ.เทพเจ้ามังกร..!!"
เสียงตะกุกตะกักดังขึ้นอย่างไม่ต่อเนื่อง บรรยากาศที่หนักอึ้งราวกับท้องฟ้าทั่วทั้งทวีปชิงหลงหล่นลงมานี้มันคืออะไรกัน
ทันใดนั่นตัวของชายชราก็ฟุบลงอย่างหวาดกลัว ใบหน้าเปียกโชกไปด้วยหยาดเหงื่อที่ไหลรินออกมา
ทุกคนที่เห็นก็อุทานออกมาอย่างตกใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพียงชั่วครู่เดียวที่ทั้งสองสบตากันก็ทำให้ร่างชราที่แข็งแกร่งต้องคุกเข่าลงแถมท่าทางของเขาก็ยังดูหวาดกลัวเป็นอย่างมาก สำหรับพวกเขาแล้วไม่เคยเห็นท่านผู้ยิ่งใหญ่เป็นเช่นนี้มาก่อน
จู้เก้อชิวหอบหายใจอย่างหนักพลางแหงนหน้ามองไปยังชายหนุ่มอย่างหวาดกลัว นัยน์ตาที่ดูขลาดเขลากวาดมองไปรอบๆก็เห็นว่าเขากลับมายังสถานที่ตำหนักโรงเตี้ยมเช่นเดิมแล้ว ภายในใจถึงกับเต้นระรัวจนแทบจะกระเด็นออกมา เมื่อกี้มันอะไรกัน ข้าเห็นภาพลวงตาหรอแต่ความรู้สึกของเขาบอกว่ามันคือของจริง ด้วยการที่มีพลังระดับสูงจึงทำให้สามารถแยกแยะได้ในทันที
ชายหนุ่มชำเลืองมองอยู่นิดๆเมื่อเห็นท่าทางของชายชรา เขาคงจะพอรู้แล้วสิน่ะว่ามันจะเป็นยังไงถ้าเกิดลงมือกับเขา
"หวังว่าท่านจะคิดให้ดีๆกับภาพที่ท่านเห็น ข้ารับรองว่ามันไม่ใช่ภาพลวงตาอย่างแน่นอน..!!"
หลินตงหยิบตะเกียบขึ้นพร้อมกับคีปเนื้อสัตว์อสูรเข้าปากอย่างไม่สนใจ
ชายชราเมื่อได้ฟังก็สูดหายใจเข้าลึกๆอย่างหวั่นเกรง คิดให้ดีอย่างงั้นเหรอ ต้องบอกก่อนว่าชั่วชีวิตของเขาที่ถือกำเนิดมานี่ยังไม่เคยพบเจออะไรเช่นนี้มาก่อนเลย
รอบบริเวณทุกคนที่ได้ยินชายหนุ่มพูดออกมาก็ยิ่งเกิดความโกลาหลกันยกใหญ่โดยเฉพาะกับตระกูลชวีที่ตอนนี้พวกเขากำลังถูกเมิน
"แกไอ้เด็กสารเลว พูดงี้อยากจะตายอย่างงั้นเหรอ..!!"
ชายวัยกลางคนย่ำเท้าเข้ามาอย่างฉุนเฉียว อารมณ์ที่ถูกชายหนุ่มหลอกมันยังไม่จางหายไปหรอกนะ เขาคิดแค่ว่าอยากจะสังหารมันทิ้งๆไปเท่านั้น องค์ชายบ้าบออะไร ตัวของข้าถึงกับโค้งคำนับให้กับเศษสวะที่ไหนคนนึงก็ไม่รู้ ยิ่งคิดก็ยิ่งคับแค้นใจนัก
แต่ทว่าวินาทีนั่นร่างเงาของชายชราก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับซัดฝ่ามือออกไปอย่างรุนแรง
"เปรี๊ยง"
ชายชราจู่เก้อก็ตบร่างของมันกระเด็นกระดอนไปไกลจนทำให้หลายคนต้องสะดุ้ง ภาพที่เห็นมันผิดแปลกไปรึเปล่า ท่านจู่เก้อชิวต้องลงมือกับเจ้านั่นสิแล้วทำไมชายวัยกลางคนถึงได้โดนตบซะเองละ
"ท่านผู้นำตระกูล..?"
เสียงของผู้คนตระกูลหยางอุทานออกมาอย่างมึนงง ทำไมท่านผู้อาวุโสถึงได้ลงมือละ แล้วทำไมต้องเป็นตระกูลชวีของเขาด้วย ไม่ใช่ว่าจะต้องลงมือกับเจ้าเด็กนั่นหรอ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจนัก
"หุบปากไอ้พวกโง่ อยากจะให้พวกเราถูกล้างบางทั้งหมดรึยังไง..!!"
ชายชราตวาดออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว คลื่นพลังมหาศาลถาโถมลงมาอย่างรุนแรงจนทำให้ตำหนักต้องแตกร้าว ท่าทางของเขาตอนนี้บอกได้เลยว่าพร้อมที่จะลงมือกับตระกูลชวีอย่างสุดกำลัง ทุกคนที่เห็นก็ทำได้เพียงสั่นกลัว ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นแต่ดูเหมือนว่าชายชราจะแปรเปลี่ยนฝั่งแล้ว
"ขออภัยนายน้อย ข้าขอโทษต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ล่วงเกินท่าน ชายชราเช่นข้ามันเกิดความโลภขึ้นจนไม่ได้มองเห็นถึงสิ่งใด หวังว่าตัวของท่านจะให้อภัยชายชราคนนี้..!!"
จู้เก้อชิวยกมือโค้งคำนับชายหนุ่มอย่างเคราพพร้อมกับเอ่ยคำขอโทษออกมาอย่างจริงใจ สถานการณ์ที่เขาเผชิญในตอนนี้เรียกได้ว่าทำอะไรไม่ได้ การตัดสินใจนั่นไม่ใช่เป็นของชายชราอีกแล้วแต่ชายหนุ่มคนนี้ได้กุมทุกสิ่งทุกอย่างไว้เป็นที่เรียบร้อย
หลินตงหันมามองอยู่นิดๆพลางเบิกเนตรมังกรอมตะของตนขึ้นเพื่อตรวจสอบห้วงอารมณ์ต่างๆและเมื่อเขาเห็นว่าชายชราคนนี้ดูรู้ผิดจริงๆก็ถอนหายใจออกมา
"เฮ้อ ข้านับถือท่านในฐานะผู้นำของสมาคมผู้ฝึกฝนสัตว์อสูรนะ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น ถ้ามีคราวหน้าอีกข้าจะไม่ปราณี..!!"
ชายชราโค้งคำนับอย่างสั่นเทาแต่ทว่าภายในใจกลับโล่งเป็นอย่างมาก ยังดีที่ชายหนุ่มคนนี้ไม่สังหารคนพร่ำเพรือ ไม่งั้นตัวของชายชราคงจะไม่ได้ยืนอยู่ในตอนนี้หรอก