ตอนที่108 ดัดแปลงสถานีอวกาศ
ยานฟาสต์ทูทำตามคำสั่งของเสิ่นอี้ในฐานะผู้บัญชาการหลักอย่างไม่ผิดเพี้ยนหลังจากสื่อสารไปเพียงไม่กี่วินาที พลันมีเสียงของกัปตันผู้ดูแลสถานีอวกาศเทียนกงดังขึ้นในห้องบัญชาการหลักของยานฟาสต์ทูว่า
“โปรดแสดงสถานะพวกคุณแก่เราให้ชัดเจนด้วยเครื่องมือของเราตรวจไม่พบความผิดปกตินั้น คุณอย่ามาเล่นเกมกับเรา จงเปิดเผยตัวตน.....เดี๋ยวนี้!”
เสิ่นอี้กำหมัดแน่นที่ได้ยินเสียงตอบกลับอย่างไม่เชื่อคำเตือนจากตนทว่าเขาคลายหมัดออกเพราะเข้าใจความรู้สึกของบรรดานักบินทั้งหลายบนสถานีอวกาศเทียนกงเป็นอย่างดีเนื่องด้วยเวลานี้เขากลายเป็นคนแปลกหน้าหรือมนุษย์ต่างดาวสำหรับพวกเขาไปแล้ว
“ตกลง! ฉันจะเปิดเผยตัวตน! ให้เปิดประตูรอรับฉันด้วย”
ชายหนุ่มตัดสินใจที่จะเข้าไปในตัวสถานีอวกาศเทียนกงโดยตรงเพื่อเข้าไปกระตุ้นเชิงบังคับให้พวกเขารีบเคลื่อนตัวเข้าใกล้โลกมากกว่านี้อย่างน้อยให้พ้นระยะทำลายล้างของเปลวสุริยะไปได้
จากนั้นชายหนุ่มสั่งการให้ยานฟาสต์ทูส่งข้อความออกไปพร้อมให้บินตรงเข้าใกล้สถานีอวกาศเทียนกงทันที โดยให้ยานเข้าสู่พื้นที่สำหรับจอดรับยานจากภายนอกโดยตรง
เมื่อยานฟาสต์ทูสื่อสารออกไปแล้วและพบสัญญาณเปิดรับการอนุญาตให้ยานจากภายนอกจอดในพื้นที่บนสถานีอวกาศได้เขารีบนำยานลงจอดแล้วออกจากยานพร้อมกับอินทรีดำ
ชายหนุ่มต้องประคองตัวเล็กน้อยในสภาพของห้วงอวกาศทว่าโชคดีที่เขาสวมใส่ชุดอเนกประสงค์อยู่จึงไม่รู้สึกลำบากมากนั้นเขากระโดดลอยตัวตรงไปยังประตูทางเข้าสู่ยานท่ามกลางสายตาตกตะลึงของบรรดานักบินอวกาศทั้งสามคนอย่างรวดเร็ว
ครั้นเสิ่นอี้เข้ามาอยู่ในช่องพักระหว่างกลางของประตูสองฝั่งระหว่างด้านนอกและด้านในโดยมีประตูอีกชั้นขวางกั้นอยู่เพื่อป้องกันอันตรายจากสิ่งรบกวนภายนอก พร้อมทำการตรวจสอบสภาพเขาในที
ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดใจทันทีเพราะถูกทิ้งค้างอยู่ในช่องพักนานเกินไปเขากังวลว่าจะเข้าไปช่วยเหลือบรรดานักบินทั้งหลายไม่ทัน เนื่องด้วยระยะเวลาปะทุของเปลวสุริยะใกล้เข้ามาทุกขณะ
ปัง ! ปัง ! ปัง!
เสิ่นอี้อดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไปเขาใช้กำปั้นทุบประตูเหล็กหนาอันแข็งแกร่งเสียงดังลั่นเพื่อให้นักบินเปิดให้ตนเข้าไปพลางตะโกนเสียงดังด้วยความโมโหว่า
“เปิดประตูให้ผมเข้าไปเสียทีสิหากล่าช้ากว่านี้ ผมจะช่วยเหลือพวกคุณไม่ทันนะ เปลวสุริยะกำลังปะทุแล้ว พลังของมันขยายมาถึงสถานีแห่งนี้ถ้ายังไม่เชื่อผมอยู่อีกละก็ พวกเราได้ตายพร้อมกันหมดทุกคนแน่ โธ่เว้ย!”
ปัง ! ปัง ! ปัง!
ชายหนุ่มยับยั้งความโมโหไม่ไหวเขาถีบประตูเหล็กอีกหลายครั้งอย่างรุนแรงเพราะเชื่อว่าตนสามารถซ่อมแซมประตูให้พวกเขาใหม่ได้อย่างง่ายดายหากว่ามีอุปกรณ์ซ่อมแซมครบถ้วน
พลันมีเสียงตอบกลับดังขึ้นจากกัปตันทีมนักบินหนึ่งในสามคนเนื่องด้วยคำสบถของเสิ่นอี้เป็นภาษาคุ้นเคยของชาวโลก ซึ่งพวกเขาคิดว่าไม่ใช่ภาษาของมนุษย์ต่างดาวแน่นอน
ฉะนั้นนักบินต่างตระหนักได้ว่าชายหนุ่มอาจมาด้วยเจตนาที่ดีจริงจึงสอบถามอีกครั้งเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนเปิดประตูให้เสิ่นอี้เข้ามาในสถานีอวกาศว่า
“ขอสอบถามอีกครั้งคุณเป็นใคร แล้วใช้เทคโนโลยีอะไรถึงไม่ต้องสวมใส่ชุดอวกาศแล้วอินทรีดำเป็นสัตว์อะไรกันแน่ ทำไมถึงมีชีวิตอยู่ในอวกาศได้”
เสิ่นอี้พลันอึ้งไปชั่วขณะเขาเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของนักบินทั้งหลายแล้ว พลางตระหนักได้ว่าตนแสดงตัวแตกต่างจากพวกเขาเกินไปจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะระมัดระวังและต่อต้านตนเองในทีเพื่อความปลอดภัยจึงกล่าวตอบด้วยความผ่อนคลายมากขึ้นว่า
“ขอโทษด้วยที่ผมใช้อารมณ์ผมชื่อเสิ่นอี้ ตอนนี้เป็นนักศึกษาอยู่เอ็มไอที ผมสามารถประดิษฐ์ชุดอเนกประสงค์ใช้ได้หลากหลายสถานการณ์แต่ออกซิเจนที่มีอยู่ในชุด มันก็เหลือไม่มากแล้ว ส่วนอินทรีดำมันเป็นหุ่นยนต์ที่ผมประดิษฐ์ขึ้นเองเดี๋ยวจะให้มันกลายร่างให้พวกคุณดู เอาเป็นแบบหุ่นยนต์ที่พวกคุณคุ้นเคยละกัน”
เสิ่นอี้เลือกที่จะกล่าวแอบอ้างทุกสิ่งอย่างเป็นผลงานของตนไปก่อนเนื่องด้วยไม่ต้องการเสียเวลาไปมากกว่านี้เพราะห้วงเวลาแห่งวิกฤติใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว
ด้วยข้อมูลจากชายหนุ่มหล่อเหลาชาวจีนที่สื่อสารออกมาเป็นภาษาจีนโดยตรงพร้อมด้วยการปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวออกบางส่วนแล้วดึงแผ่นหนังขึ้นมาเล็กน้อย เป็นการแสดงถึงชุดอเนกประสงค์ที่ถูกสวมใส่ติดแนบกาย
ประการสำคัญการที่อินทรีดำกลายร่างด้วยขั้นตอนง่ายๆ คล้ายการสลับกลไกเล็ก ๆ ไปมา กระทั่งเปลี่ยนรูปร่างจากอินทรีดำกลายเป็นหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายแมวผิวสีดำในเวลาไม่นานนักทำให้นักบินซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์อยู่ร่วมด้วยตาโตเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นยินดี
ในเวลาเพียงอึดใจเดียวเสิ่นอี้พลันได้ยินเสียงคลายล็อกประตูเพื่อเปิดให้เขาเข้าไปด้านในได้ พอชายหนุ่มเข้าในภายในอุโมงค์กว้างราวสองเมตรกว่าเขาเคลื่อนตัวตรงไปหานักบินชายสามคนในชุดหมีสีฟ้าซึ่งยืนรอรับเขาอยู่ด้วยท่าทางหลากหลายความรู้สึก
“ผมขอไม่ตอบคำถามพวกคุณตอนนี้แต่ช่วยเดินเครื่องให้สถานีอวกาศเข้าใกล้โลกอีกสิบกิโลเมตร ภายในสิบนาทีได้ไหมครับ”
เสิ่นอี้รีบบอกกล่าวต่อทุกคนอย่างเร่งรีบเพราะไม่มีเวลามากพอที่จะสนทนาความสงสัยระหว่างกันพลางยืนยันที่จะให้พวกเขาเคลื่อนตัวนำสถานีอวกาศออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยโดยเร็วโดยเผื่อเวลาไว้ให้แล้ว
“พวกเราไม่มีเครื่องยนต์ที่มีพลังงานสูงมากพอเคลื่อนตัวได้แล้วหากเราไม่เคลื่อนตัวตามที่คุณบอกมา จะเกิดอะไรกับสถานีอวกาศแห่งนี้บ้าง”
ชายหนุ่มคนหนึ่งผู้ทำหน้าที่เป็นกัปตันสถานีอวกาศเทียนกงสอบถามเสิ่นอี้ด้วยความสงสัยทว่าเขารู้ดีว่าความกังวลใจของชายหนุ่มจำเป็นต้องแลกด้วยความเชื่อใจกันก่อนเหตุเพราะยังพอมีเวลาสอบสวนที่มาในภายหลังได้
เสิ่นอี้รีบสื่อสารกับอินทรีดำให้มันช่วยคำนวณความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากไม่เคลื่อนสถานีอวกาศแห่งนี้หนีออกไปจากพื้นที่เสี่ยงภัย
สักพักหนึ่งเสิ่นอี้ตอบกลับชายหนุ่มผู้เป็นกัปตันของสถานีอวกาศว่า
“หากไม่เคลื่อนสถานีอวกาศตามที่ผมว่ามาสถานีอวกาศจะถูกเปลวสุริยะเผาไหม้จนเสียหายไปมากกว่าแปดสิบ
เปอร์เซ็นต์ แน่นอนว่าพวกคุณย่อมได้รับอันตรายแน่หากพวกคุณหลบซ่อนตัวในยานลำเลียง ก็อาจเสี่ยงในการเดินทางกลับโลกแต่นั่นแหละขึ้นอยู่กับว่าพวกคุณจะเลือก ส่วนผมมียานของผมเองที่บินได้เร็วกว่าอยู่แล้วผมรอดตายแน่ แต่พวกคุณละ?”
ชายหนุ่มเลือกที่จะกล่าวเชิงท้าทายเพื่อให้พวกเขาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างความเสี่ยงของนักบินกับตนได้อย่างชัดเจน
“ถ้าพวกเราเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงก็หลบไม่พ้นอยู่ดี” กัปตันเอ่ยขึ้นมาอย่างทำใจ
“พวกคุณมีอุปกรณ์ก่อสร้างอะไรบ้างผมต้องการใช้ด่วน แล้วพาผมไปห้องควบคุมเครื่องยนต์ที ผมจะช่วยดัดแปลงให้มันเคลื่อนที่เร็วเองเร็วเข้า!”
ท้ายประโยคเสิ่นอี้จำเป็นต้องตะคอกเสียงดังเพื่อกระตุ้นให้ทีมนักบินทำตามความต้องการของตนเนื่องด้วยชายหนุ่มตัดสินใจที่จะช่วยนำสถานีอวกาศแห่งนี้เคลื่อนตัวหนีห่างจากพลังทำลายล้างให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้
เสียงตะคอกของเสิ่นอี้ทำให้นักบินทั้งหลายต่างได้สติขึ้นมากัปตันเลือกที่จะเชื่อใจชายหนุ่มแปลกหน้าด้วยสัญชาตญาณของตน ซึ่งเขามั่นใจว่าชายหนุ่มตรงหน้ามาเพื่อช่วยเหลือตนมากกว่ามาเพื่อทำร้าย
“ตกลงเดี๋ยวพวกเราจะเตรียมเครื่องมือให้ คุณต้องการอะไรบ้าง”
กัปตันได้สติขึ้นมาเขาสอบถามชายหนุ่มด้วยความอยากรู้ทันทีเพราะตระหนักได้ถึงความเร่งด่วนจากเรื่องการทำนายเหตุการณ์ภัยพิบัติอันรุนแรงของจักรวาล
ประการสำคัญกัปตันรู้สึกทึ่งต่อเทคโนโลยีหลายอย่างจากชายหนุ่มโดยเฉพาะหุ่นยนต์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างจากอินทรีกลายเป็นแมวดำได้ในเวลาอันรวดเร็ว
เสิ่นอี้เอ่ยชื่อเครื่องมือที่ต้องการนำมาดัดแปลงเพื่อให้มีช่องสำหรับใส่หินพลังงานเนื่องด้วยเป็นพลังงานที่สามารถแปลงเป็นเชื้อเพลิงเร่งความเร็วสูงให้กับสถานีอวกาศแห่งนี้ได้
นักบินต่างพากันรู้สึกทึ่งในตัวชายหนุ่มแปลกหน้ามากขึ้นเหตุเพราะการเอ่ยชื่ออุปกรณ์ทั้งหลายมีความชัดเจนและคล่องแคล่ว บ่งบอกถึงทักษะทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ของเสิ่นอี้ได้เป็นอย่างดี
จากนั้นเสิ่นอี้และนักบินทั้งสามคนต่างพากันตรงไปยังห้องควบคุมเครื่องยนต์หลักของสถานีอวกาศ โดยมีอินทรีดำกลายร่างเป็นหุ่นยนต์แมวดังเดิมมันทำหน้าที่ส่งเสียงแจ้งการดัดแปลงเครื่องยนต์ซึ่งมันสามารถสแกนและวิเคราะห์เพื่อประมวลผลการดัดแปลงใหม่ให้ใช้หินพลังงานได้อย่างง่ายดาย
“เจ้านายเร่งมือเข้าพวกเราเหลือเวลาน้อยลงแล้ว”
แมวน้อยส่งเสียงแจ้งเสิ่นอี้กับนักบินทั้งสามคนให้พากันเร่งมือเนื่องด้วยระยะเวลาการเกิดปะทุของเปลวสุริยะเหลืออยู่อีกไม่ถึงห้านาทีเท่านั้น
“กำลังเร่งมืออยู่อย่าเพิ่งเร่งสิ” เสิ่นอี้กล่าวตอบแมวน้อยด้วยความกังวลใจ