เงากระบี่ใต้อักษร

    บทที่ 9.ชุมนุมมังกรพยัคฆ์ (2)

            บนหลังคาเรือนรับรองตระกูลซ่างกวน ก็เกิดการต่อสู้อันน่าหวาดเสียวไม่แพ้กัน

     

           ซ่างกวนหมิงจูร่ายรำเพลงกระบี่ เข้าหักหาญกับสามบุรุษอย่างดุเดือดคมกระบี่ตวัดขวับ ๆ ทุกครั้งปรากฏประกายสีขาววาววับคล้ายเสี้ยวพระจันทร์บ้างเล็กบ้างใหญ่ มิว่ารุกหรือรับ ทุกกระบวนท่าล้วนเป็นการตวัดฟันทั้งสิ้นแต่ละลีลาไม่มีการแทงหรือฟันในแนวตรงเลย

     

           นี่นับว่าแปลกประหลาด แตกต่างจากเพลงกระบี่ทั่วไปจริง ๆ

     

           ฝ่ายบุรุษทั้งสามซึ่งรับมือนาง มีพลังฝีมือยอดเยี่ยมยิ่งบุรุษซึ่งใช้ดาบเก้าห่วงมีกำลังข้อมหาศาล ดาบในมือฟันลงแต่ละครั้งอานุภาพหนักหน่วงรุนแรง กระเบื้องบนหลังคาถูกพลังดาบ กระแทกแตกกระจายเป็นแถบ ๆที่มันใช้คือเพลงดาบห้าเสือล้างตระกูลอันเที่ยงแท้ ความฉับไวเกรี้ยวกราดของวิถีดาบย่อมไม่ต้องพูดถึง

     

           แส้ใยเหล็กในมือบุรุษอีกคน ม้วนสะบัดฟาด บังเกิดเสียงฝ่าอากาศดังครืน ๆ น่าเกรงขามยิ่งแส้ของมันทั้งปัดป้องคุ้มครองตัว ทั้งเหวี่ยงออกจู่โจม อานุภาพรุนแรงมหาศาล

     

           บางครั้งแส้ยาวยังพุ่งเข้าใส่ ปะทะคมกระบี่ตรง ๆ ดุจทวนคล้ายกระบองบางครั้งยังกลายเป็นกระบี่ยาว ทั้งทิ่มแทงฟาดกระบวนท่าสุดหยั่งคาดลีลาเพลงแส้ของมัน ประเดี๋ยวอ่อนประเดี๋ยวแข็ง บังคับได้ดั่งใจนึกต้องนับว่าเป็นยอดฝีมือในอาวุธชนิดนี้จริง ๆ

     

           ฝ่ายบุรุษซึ่งใช้ป้ายเหล็กดำ เป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาสกัดจุด แผ่นป้ายในมือมันแม้มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเพียงเล็กน้อย แต่สามารถพลิกแพลงกระบวนท่าชั่วร้ายอำมหิตยิ่ง ไม่ทราบทำอย่างไร กลับป้องกันกระบี่ซ่างกวนหมิงจูได้อย่างหมดจด

     

           พลังลมปราณของมันก็สูงเยี่ยม หลายครั้งเกือบสามารถฝ่าลมปราณกระบี่เข้าประชิดตัวนางได้ มุมทั้งสี่ด้านยามทิ่มแทงออกดุจพู่กันเหล็กใช้สกัดจุดคู่ต่อสู้อย่างแยบยล ซ้ำด้ามที่จับยังฉกฉวยจังหวะ ทิ่มแทงจี้สกัดจุดนับเป็นอาวุธสุดพิสดารมีพิษสงรอบตัว

     

           แม้บุรุษทั้งสาม ล้วนมีพลังฝีมือมิใช่ธรรมดา ทว่ายังไม่อาจฝ่ารังสีกระบี่ของซ่างกวนหมิงจูเข้าใกล้ตัวนางได้

     

           เพลงกระบี่ของนาง แปรเปลี่ยนกระบวนท่าแต่ละครั้งคล้ายอาศัยเพียงการขยับข้อมือเล็กน้อย ทว่าการขยับข้อมือเพียงเล็กน้อยของนางสามารถแผ่รังสีกระบี่ยะเยือกกระจายวงกว้าง เงากระบี่วูบวาบพร่างพรายพุ่งคุกคามกดดันฝ่ายตรงข้ามไม่ขาดสาย

     

           บุรุษทั้งสาม ไม่ว่าโหมบุกอย่างไร ไม่อาจเข้าใกล้ตัวนางได้ นี่ย่อมแสดงชัดลมปราณกระบี่นางกล้าแข็งอย่างยิ่ง

     

           ติงฝูหรงเวลานี้ถึงกับขมวดคิ้ว ด้วยคิดไม่ถึงว่าทั้งหกคนจะมีพลังฝีมือกล้าแข็งเพียงนี้ ขณะกำลังครุ่นคิดว่า ควรลงมือช่วยใครดีหรือไม่พลันรู้สึกได้ถึงกระแสลมผิดปกติข้างลำตัว นางเตรียมขยับไม้เท้าในมือ

     

           เสียงบุรุษผู้ทำให้เกิด กระแสลมหอบนั้น รีบกล่าวขึ้นว่า

     

           “ข้าพเจ้าเอง แม่นางติงท่านใจเย็น ๆ”

     

           เบื้องล่างมู่หยงไฉ่จิ่ง มองการต่อสู้ ด้วยความห่วงใยยิ่ง พลันสายตานางเหลียวไปเห็นบุรุษผู้หนึ่ง นั่งอยู่บนหลังคาเรือนรับรองข้าง ๆ ติงฝูหรง

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งไม่ทราบ บุรุษผู้นั้นขึ้นไปนั่งบนหลังคาเรือนรับรองตระกูลติงตั้งแต่เมื่อไร

     

           สายตาบุรุษผู้นั้น จับจ้องการต่อสู้เบื้องหน้าไม่วางตาพู่กันในมือมันยิ่งขีดเขียนไม่หยุดยั้ง คนผู้นี้ย่อมเป็นบัณฑิตไร้ร่องรอยหยางป๋อหู

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งตะโกนเรียกมันไปคำหนึ่ง

     

           “นี่ท่าน!” พลันโผร่างขึ้นไป บนหลังคาเรือนรับรองทันที

     

           ริวจิเห็นดังนั้น รีบโผร่างตามนางขึ้นไป

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งถลึงตาใส่ริวจิอย่างแค้นเคือง ไม่กล่าวกับมันสักครึ่งคำหันไปถามบุรุษผู้ขึ้นมานั่งอยู่ก่อน

     

           “ท่านคิดนั่งดูอยู่อย่างนี้หรือ? ไฉนไม่ทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง?”

     

           หยางป๋อหูกล่าวกับนาง โดยยังไม่ยอมละสายตา จากการต่อสู้เบื้องหน้า

     

           “เจ้าจะให้ข้าพเจ้าทำอะไร? ด้านล่างมีปู้เอี้ยนต้าซือกับนาคามูระโยชิอิ บนหลังคายังมีแม่นางติง ข้าพเจ้ามีตรงไหนให้สอดมือได้?”

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งยังกล่าวอย่างร้อนใจ

     

           “แต่...แต่ทุกคนไฉนกลับนิ่งเฉย...”

     

           หยางป๋อหูยังกล่าวโดยไม่หันมามองนาง

     

           “เจ้ารู้หรือไม่ เหตุใดแม่นางหลินกับแม่นางซ่างกวนจึงสั่งให้ปล่อยพวกมันทั้งหกเข้ามา”

     

           “ข้าพเจ้าไหนเลยคาดเดาได้”

     

           บัณฑิตไร้ร่องรอยชี้มือ ให้นางดูทางเรือนอาคันตุกะ

     

           “เจ้าดูทางนั้น”

     

           ภาพซึ่งมู่หยงไฉ่จิ่งเห็นคือ เหล่าชาวยุทธ์กลุ่มใหญ่หลายร้อยคนดูจากการแต่งกาย มีทั้งคนของสำนักใหญ่ทั้งห้า และเหล่าชาวยุทธ์ทั่วไปอีกจำนวนมาก

     

           กว่าครึ่งดูจากตรงนี้ ยังทราบได้ว่าพลังฝีมือมิใช่ธรรมดา ผู้คนเหล่านี้มองการต่อสู้จากเรือนอาคันตุกะอย่างใจจดจ่อ หลายคนรวมกลุ่มซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์หลายคนพยายามเข้าใกล้สะพาน หาจุดซึ่งมองได้ชัดเจนที่สุดหากทั้งหมดไม่มีใครกล้าก้าวข้ามสะพานมา

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งยังไม่เข้าใจ หยางป๋อหูให้นางมองทำไม

     

           “ท่านให้ข้าพเจ้ามองอะไร?”

     

           “แม่นางทั้งสองต้องการแสดงฝีมือ ให้เหล่าชาวยุทธ์ประจักษ์”

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งงงงันวูบ

     

           หยางป๋อหูเห็นนางไม่เข้าใจจึงอธิบายต่อ

     

           “ตั้งแต่แม่นางติงใช้หน่วยห้าธาตุแล้ว นางต้องการแสดงฝีมือกองกำลังป้องกันหมู่ตึกพันอักษร ให้เหล่าชาวยุทธ์ประจักษ์ ด้วยกำลังหน่วยห้าธาตุเพียงไม่กี่สิบคน สามารถขับไล่ผู้บุกรุกหลายร้อย ได้อย่างง่ายดาย

     

           “เมื่อเหลือศัตรูเข้มแข็งไม่กี่คน แม่นางหลินกับแม่นางซ่างกวนจึงต้องการต่อสู้ตามลำพัง ทั้งหมดทำเพื่อตัดไม้ข่มนามผู้ซึ่งอาจกำลังคิดจะบุกชิงคัมภีร์...คุณชายริวจิหากท่านทราบว่ามีกำลังเหล่านี้อยู่ จะยังบุกเข้าหมู่ตึกพันอักษรหรือ?”

     

           โยชิโอกะ ริวจิแค่นเสียงเฮอะ ทว่าในใจยอมรับนับถือ การวางกำลังป้องกันหมู่ตึกพันอักษรยิ่งจริงๆ

     

           หยางป๋อหูยังกล่าวต่อ

     

           “เจ้าดูสายตาของเหล่าชาวยุทธ์ พวกมันล้วนนับถือเลื่อมใสพลังฝีมือของแม่นางทั้งสอง”

     

           “ใช่...ข้าพเจ้าดูออก นั่นเพราะทั้งหกคนซึ่งต่อสู้กับพวกนางล้วนมีพลังฝีมือเข้มแข็งยิ่ง พวกมันเป็นใครกันบ้างข้าพเจ้าคาดเดาไม่ถูก...มีเพียงบุรุษผู้ใช้ป้ายเหล็กดำนั่นคิดว่าน่าจะเป็น ‘ป้ายมรณะดรรชนีเหล็ก’ ”

     

           “ถูกต้องคนใช้ป้ายเหล็กสกัดจุดคือ ‘ป้ายมรณะดรรชนีเหล็ก’ส่วนที่เหลืออีกห้าคน เจ้าต้องเคยได้ยินชื่อพวกมัน เพียงแต่ไม่บ่อยครั้งที่พวกมันจะปรากฏตัวในยุทธจักร บุรุษผู้ใช้ทวนคือ ‘เจ้าทวนอสรพิษ’ สตรีที่ใช้ผ้าแพรคือ‘เทพธิดาเมฆโรจน์’ บุรุษที่ใช้มีดสั้นคู่คือ ‘กระเรียนคู่มือประณีต’บุรุษร่างใหญ่ที่ใช้ดาบนั่นคือ ‘จอมดาบล่าวิญญาณ’ส่วนคนซึ่งใช้แส้ใยเหล็กได้ดุจมือของตนคือ ‘แส้เหล็กเทวราช’ ”

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งรับฟังจนตะลึงลาน นิ่งอึ้งอยู่นาน

     

           เนื่องเพราะทุกคนซึ่งหยางป๋อหูกล่าวชื่อ ล้วนเป็นยอดฝีมือเลื่องชื่อฝ่ายมิจฉาชีพทั้งสิ้น!

     

           โยชิโอกะ ริวจิเห็นปฏิกิริยาของนาง ต้องสะกิดถามว่า

     

           “พวกมันมีชื่อนักหรือ ข้าพเจ้ากลับเห็นว่า แม่นางทั้งสองไม่เพลี่ยงพล้ำแม้แต่น้อย”

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งตวาดกลับทันควัน

     

           “เจ้าไม่รู้อะไรก็อย่าพูด!”

     

           นางหันไปกล่าวขอร้องติงฝูหรง

     

           “พี่ฝูหรงท่านช่วยพวกนางด้วย”

     

           ติงฝูหรงหันมายิ้ม ปลอบโยนนาง กล่าวว่า

     

           “รอดูอีกสักครู่เถอะ...”

     

           ขณะนั้นการต่อสู้ระหว่าง ซ่างกวนหมิงจูกับสามบุรุษดุเดือดเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ดาบเก้าห่วง แส้ใยเหล็ก ป้ายเหล็กดำในมือพวกมันพร้อมใจจู่โจมกราดเกรี้ยวรุนแรง ทุกกระบวนท่า ล้วนมุ่งจุดชีวิตซ่างกวนหมิงจู

     

           พลันบังเกิดเสียงขวับ ดังกระหึ่มครั้งหนึ่ง!

     

           บุรุษทั้งสามรู้สึก ลมปราณกระบี่รุนแรงสายหนึ่ง พุ่งโถมจู่โจมใส่พวกมัน!

     

           ทั้งสามรีบใช้อาวุธในมือ เข้าต้านรับสุดกำลัง!

     

           หยางป๋อหูเบิ่งตาโพลง ถึงกับอุทานออกมา

     

           “นางจะแสดงฝีมือที่แท้จริงแล้ว!”

     

           ‘กระบี่เงาจันทร์รวมผสาน’ เป็นวิชาประจำตระกูลซ่างกวนทุกกระบวนท่าล้วนเป็นลีลาตวัดฟันทั้งสิ้น ไม่ว่ารุกหรือรับไม่ว่ามุ่งจู่โจมส่วนใดของคู่ต่อสู้ ล้วนใช้เพียงลีลาตวัดฟันเท่านั้นนี่คล้ายวิชาดาบมากกว่าเพลงกระบี่

     

           ทว่าลีลากระบี่กลับไม่เคอะเขิน ทั้งยังปราดเปรียวฉับไวอย่างยิ่งข้อมือเพียงพลิกวูบ กระบวนท่าก็แปรเปลี่ยน ได้นับร้อยพันวิถีกระบี่ยิ่งผันแปรสุดหยั่งคาด แนวทางกระบี่อันแหวกแนวเช่นนี้ยากยิ่งจะต้านรับจริง ๆ

     

           ทว่าความร้ายกาจแท้จริง ของเพลงกระบี่นี้กลับอยู่ที่ ‘ลมปราณกระบี่’

     

           รังสีและลมปราณกระบี่ วิชาเงาจันทร์รวมผสาน ‘คมกริบ’ อย่างยิ่ง

     

           รังสีกระบี่กระจายวงโค้งดุจจันทร์เสี้ยว เกิดประกายพร่างพรายวูบวาบครอบคลุมทั่วร่าง ทำให้คู่ต่อสู้ไม่อาจเข้าประชิดถึงตัว ซ้ำยามจู่โจมกระบี่ประกายพร่างพรายยิ่งคมกริบ ยากยิ่งจะหาอาวุธใดต้านปะทะพลันพุ่งใส่คู่ต่อสู้พร้อมกัน ฝ่ายตรงข้ามย่อมไม่สามารถ เห็นวิถีกระบี่ของนางได้

     

           กล่าวกันว่า ผู้ฝึกวิชาเงาจันทร์รวมผสานถึงขั้นล้ำลึกแม้ใช้เพียงเศษกิ่งไม้ ยังสามารถแผ่พุ่งลมปราณกระบี่ สะบั้นกระบี่เหล็กกล้าได้อย่างง่ายดาย!

     

           การต้านปะทะ ลมปราณกระบี่คมกริบเช่นนี้ มีเพียงวิธีเดียวคือต้องใช้ลมปราณแท้ของตน แผ่พุ่งผสานอาวุธในมือเข้าต้านปะทะ การต่อสู้ด้วยวิธีนี้จะเลินเล่อมิได้โดยเด็ดขาด หากพลังลมปราณอ่อนด้อยกว่า ฝ่ายตรงข้ามเพียงนิดอาวุธของตนต้องถูกกระแทก หักสะบั้นทันที!

     

           ส่วนที่ยากที่สุดของการฝึกปรือวิชานี้คือ ผู้ฝึกต้องลืมลีลาการใช้กระบี่ในแนวทางตรงให้หมดสิ้น นับว่าเป็นการฝึกซึ่งฝืนธรรมชาติ ของอาวุธกระบี่อย่างยิ่ง

     

           ดังนั้นเพลงกระบี่นี้ เมื่อเริ่มต้นฝึกจึงก้าวหน้าช้ามากทว่ายิ่งนานยิ่งใช้ยิ่งชำนาญ เมื่อสามารถลืมกระบวนท่าแนวตรงได้หมดสิ้นค่อยสามารถเปล่งอานุภาพ เพลงกระบี่เงาจันทร์รวมผสานได้อย่างแท้จริง

     

            ยามนี้ซ่างกวนหมิงจู พลันเร่งเร้าพลังลมปราณแขนเสื้อทั้งสองข้าง รวมทั้งผ้าคลุมหน้าของนาง พลิ้วไหวไม่หยุดยั้งข้อมือตวัดพลิกอย่างรวดเร็ว คมกระบี่ตวัดเป็นเสี้ยวพระจันทร์ รูปแล้วรูปเล่ามิเหลือรอยการใช้กระบี่ ในแนวตรงอยู่เลย

     

           นางฝึกปรือจนเข้าถึง แก่นของกระบี่เงาจันทร์รวมผสานแล้ว!

     

           รังสีกระบี่ดุจจันทร์เสี้ยว ยิ่งแผ่พุ่งรุนแรง ทั้งกระจายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ประกายพร่างพราย คลุมทั่วร่างบุรุษทั้งสาม จุดศูนย์กลางของรังสีกระบี่อยู่ที่จอมดาบล่าวิญญาณ

     

           นางเลือกคนผู้นี้เป็นเป้าหมายแรก!

     

           เนื่องเพราะดาบเก้าห่วง ในมือจอมดาบล่าวิญญาณ แม้ฟาดฟันหนักหน่วงฉับไวดาบหนาใช้ป้องกันอาวุธทุกชนิดได้ดียิ่ง แต่ถึงคล่องแคล่วว่องไวเพียงใดลีลาดาบย่อมมิอาจเร็วกว่ากระบี่ ทั้งดาบเก้าห่วงเล่มนี้ ยังหนักอึ้งอย่างยิ่งเนิ่นนานจึงตกเป็นรอง ซ่างกวนหมิงจูขึ้นเรื่อย ๆ

     

           แส้เหล็กเทวราชกับป้ายมรณะดรรชนีเหล็ก ย่อมมองจุดนี้ออกเช่นกันพวกมันต่างใช้อาวุธคู่มือ หนุนตรงเข้าช่วยจอมดาบล่าวิญญาณ

     

           ทว่ายามนี้ซ่างกวนหมิงจู เร่งเร้าลมปราณไม่หยุดยั้ง นางวาดกระบี่แต่ละครั้งเพียงใช้รังสีคมกริบดุจเงาจันทร์ ต้านปะทะแส้ใยเหล็กกับป้ายเหล็กดำโดยไม่เหลือบ่ากว่าแรง ส่วนลำกระบี่ในมือจู่โจมตวัด รุกไล่จอมดาบล่าวิญญาณจนมือไม้เริ่มปั่นป่วน!

     

           วูบนั้น กระบี่หนึ่งตวัดจู่โจมส่วนหนาของดาบ จอมดาบล่าวิญญาณเห็นดังนั้นรีบยกดาบป้องกัน ใช้ส่วนหนาปัดคมกระบี่ออกไป

     

           พลันกระบี่ในมือซ่างกวนหมิงจู ฉวยจังหวะพลิกข้อมือวูบตวัดกระบี่ตามการเคลื่อนไหวของดาบ ข้อมือตวัดกระบี่ปาดลงบนห่วงเงินทั้งเก้าซึ่งคล้องอยู่บนสันดาบ!

     

           ห่วงเงินทั้งเก้า ถูกฟันขาดสะบั้นสิ้นในพริบตา!

     

           จอมดาบล่าวิญญาณ ลนลานหน้าเปลี่ยนสี รีบดึงดาบกลับทันทีป้องกันมิให้คมกระบี่ จู่โจมข้อมือมัน

     

           ซ่างกวนหมิงจูมิได้ฉวยจังหวะ ฟันข้อมือของมันนางตวัดม้วนกระบี่อย่างรวดเร็ว คมกระบี่ตวัดวูบกลับหลัง รังสีกระบี่คมกริบวาบขึ้น

     

            โดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน!นางกลับฉวยโอกาสจู่โจม แส้เหล็กเทวราชซึ่งอยู่ด้านหลัง!

    คล้ายกับเรื่องเงากระบี่ใต้อักษร ที่คุณอ่าน

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    นิยาย แฟนตาซี
    3.26M 1036
    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.87M 2416
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    บุตรอสูรบรรพกาล

    บุตรอสูรบรรพกาล

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    553K 714