บนหลังคาเรือนรับรองตระกูลซ่างกวน ก็เกิดการต่อสู้อันน่าหวาดเสียวไม่แพ้กัน
ซ่างกวนหมิงจูร่ายรำเพลงกระบี่ เข้าหักหาญกับสามบุรุษอย่างดุเดือดคมกระบี่ตวัดขวับ ๆ ทุกครั้งปรากฏประกายสีขาววาววับคล้ายเสี้ยวพระจันทร์บ้างเล็กบ้างใหญ่ มิว่ารุกหรือรับ ทุกกระบวนท่าล้วนเป็นการตวัดฟันทั้งสิ้นแต่ละลีลาไม่มีการแทงหรือฟันในแนวตรงเลย
นี่นับว่าแปลกประหลาด แตกต่างจากเพลงกระบี่ทั่วไปจริง ๆ
ฝ่ายบุรุษทั้งสามซึ่งรับมือนาง มีพลังฝีมือยอดเยี่ยมยิ่งบุรุษซึ่งใช้ดาบเก้าห่วงมีกำลังข้อมหาศาล ดาบในมือฟันลงแต่ละครั้งอานุภาพหนักหน่วงรุนแรง กระเบื้องบนหลังคาถูกพลังดาบ กระแทกแตกกระจายเป็นแถบ ๆที่มันใช้คือเพลงดาบห้าเสือล้างตระกูลอันเที่ยงแท้ ความฉับไวเกรี้ยวกราดของวิถีดาบย่อมไม่ต้องพูดถึง
แส้ใยเหล็กในมือบุรุษอีกคน ม้วนสะบัดฟาด บังเกิดเสียงฝ่าอากาศดังครืน ๆ น่าเกรงขามยิ่งแส้ของมันทั้งปัดป้องคุ้มครองตัว ทั้งเหวี่ยงออกจู่โจม อานุภาพรุนแรงมหาศาล
บางครั้งแส้ยาวยังพุ่งเข้าใส่ ปะทะคมกระบี่ตรง ๆ ดุจทวนคล้ายกระบองบางครั้งยังกลายเป็นกระบี่ยาว ทั้งทิ่มแทงฟาดกระบวนท่าสุดหยั่งคาดลีลาเพลงแส้ของมัน ประเดี๋ยวอ่อนประเดี๋ยวแข็ง บังคับได้ดั่งใจนึกต้องนับว่าเป็นยอดฝีมือในอาวุธชนิดนี้จริง ๆ
ฝ่ายบุรุษซึ่งใช้ป้ายเหล็กดำ เป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาสกัดจุด แผ่นป้ายในมือมันแม้มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเพียงเล็กน้อย แต่สามารถพลิกแพลงกระบวนท่าชั่วร้ายอำมหิตยิ่ง ไม่ทราบทำอย่างไร กลับป้องกันกระบี่ซ่างกวนหมิงจูได้อย่างหมดจด
พลังลมปราณของมันก็สูงเยี่ยม หลายครั้งเกือบสามารถฝ่าลมปราณกระบี่เข้าประชิดตัวนางได้ มุมทั้งสี่ด้านยามทิ่มแทงออกดุจพู่กันเหล็กใช้สกัดจุดคู่ต่อสู้อย่างแยบยล ซ้ำด้ามที่จับยังฉกฉวยจังหวะ ทิ่มแทงจี้สกัดจุดนับเป็นอาวุธสุดพิสดารมีพิษสงรอบตัว
แม้บุรุษทั้งสาม ล้วนมีพลังฝีมือมิใช่ธรรมดา ทว่ายังไม่อาจฝ่ารังสีกระบี่ของซ่างกวนหมิงจูเข้าใกล้ตัวนางได้
เพลงกระบี่ของนาง แปรเปลี่ยนกระบวนท่าแต่ละครั้งคล้ายอาศัยเพียงการขยับข้อมือเล็กน้อย ทว่าการขยับข้อมือเพียงเล็กน้อยของนางสามารถแผ่รังสีกระบี่ยะเยือกกระจายวงกว้าง เงากระบี่วูบวาบพร่างพรายพุ่งคุกคามกดดันฝ่ายตรงข้ามไม่ขาดสาย
บุรุษทั้งสาม ไม่ว่าโหมบุกอย่างไร ไม่อาจเข้าใกล้ตัวนางได้ นี่ย่อมแสดงชัดลมปราณกระบี่นางกล้าแข็งอย่างยิ่ง
ติงฝูหรงเวลานี้ถึงกับขมวดคิ้ว ด้วยคิดไม่ถึงว่าทั้งหกคนจะมีพลังฝีมือกล้าแข็งเพียงนี้ ขณะกำลังครุ่นคิดว่า ควรลงมือช่วยใครดีหรือไม่พลันรู้สึกได้ถึงกระแสลมผิดปกติข้างลำตัว นางเตรียมขยับไม้เท้าในมือ
เสียงบุรุษผู้ทำให้เกิด กระแสลมหอบนั้น รีบกล่าวขึ้นว่า
“ข้าพเจ้าเอง แม่นางติงท่านใจเย็น ๆ”
เบื้องล่างมู่หยงไฉ่จิ่ง มองการต่อสู้ ด้วยความห่วงใยยิ่ง พลันสายตานางเหลียวไปเห็นบุรุษผู้หนึ่ง นั่งอยู่บนหลังคาเรือนรับรองข้าง ๆ ติงฝูหรง
มู่หยงไฉ่จิ่งไม่ทราบ บุรุษผู้นั้นขึ้นไปนั่งบนหลังคาเรือนรับรองตระกูลติงตั้งแต่เมื่อไร
สายตาบุรุษผู้นั้น จับจ้องการต่อสู้เบื้องหน้าไม่วางตาพู่กันในมือมันยิ่งขีดเขียนไม่หยุดยั้ง คนผู้นี้ย่อมเป็นบัณฑิตไร้ร่องรอยหยางป๋อหู
มู่หยงไฉ่จิ่งตะโกนเรียกมันไปคำหนึ่ง
“นี่ท่าน!” พลันโผร่างขึ้นไป บนหลังคาเรือนรับรองทันที
ริวจิเห็นดังนั้น รีบโผร่างตามนางขึ้นไป
มู่หยงไฉ่จิ่งถลึงตาใส่ริวจิอย่างแค้นเคือง ไม่กล่าวกับมันสักครึ่งคำหันไปถามบุรุษผู้ขึ้นมานั่งอยู่ก่อน
“ท่านคิดนั่งดูอยู่อย่างนี้หรือ? ไฉนไม่ทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง?”
หยางป๋อหูกล่าวกับนาง โดยยังไม่ยอมละสายตา จากการต่อสู้เบื้องหน้า
“เจ้าจะให้ข้าพเจ้าทำอะไร? ด้านล่างมีปู้เอี้ยนต้าซือกับนาคามูระโยชิอิ บนหลังคายังมีแม่นางติง ข้าพเจ้ามีตรงไหนให้สอดมือได้?”
มู่หยงไฉ่จิ่งยังกล่าวอย่างร้อนใจ
“แต่...แต่ทุกคนไฉนกลับนิ่งเฉย...”
หยางป๋อหูยังกล่าวโดยไม่หันมามองนาง
“เจ้ารู้หรือไม่ เหตุใดแม่นางหลินกับแม่นางซ่างกวนจึงสั่งให้ปล่อยพวกมันทั้งหกเข้ามา”
“ข้าพเจ้าไหนเลยคาดเดาได้”
บัณฑิตไร้ร่องรอยชี้มือ ให้นางดูทางเรือนอาคันตุกะ
“เจ้าดูทางนั้น”
ภาพซึ่งมู่หยงไฉ่จิ่งเห็นคือ เหล่าชาวยุทธ์กลุ่มใหญ่หลายร้อยคนดูจากการแต่งกาย มีทั้งคนของสำนักใหญ่ทั้งห้า และเหล่าชาวยุทธ์ทั่วไปอีกจำนวนมาก
กว่าครึ่งดูจากตรงนี้ ยังทราบได้ว่าพลังฝีมือมิใช่ธรรมดา ผู้คนเหล่านี้มองการต่อสู้จากเรือนอาคันตุกะอย่างใจจดจ่อ หลายคนรวมกลุ่มซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์หลายคนพยายามเข้าใกล้สะพาน หาจุดซึ่งมองได้ชัดเจนที่สุดหากทั้งหมดไม่มีใครกล้าก้าวข้ามสะพานมา
มู่หยงไฉ่จิ่งยังไม่เข้าใจ หยางป๋อหูให้นางมองทำไม
“ท่านให้ข้าพเจ้ามองอะไร?”
“แม่นางทั้งสองต้องการแสดงฝีมือ ให้เหล่าชาวยุทธ์ประจักษ์”
มู่หยงไฉ่จิ่งงงงันวูบ
หยางป๋อหูเห็นนางไม่เข้าใจจึงอธิบายต่อ
“ตั้งแต่แม่นางติงใช้หน่วยห้าธาตุแล้ว นางต้องการแสดงฝีมือกองกำลังป้องกันหมู่ตึกพันอักษร ให้เหล่าชาวยุทธ์ประจักษ์ ด้วยกำลังหน่วยห้าธาตุเพียงไม่กี่สิบคน สามารถขับไล่ผู้บุกรุกหลายร้อย ได้อย่างง่ายดาย
“เมื่อเหลือศัตรูเข้มแข็งไม่กี่คน แม่นางหลินกับแม่นางซ่างกวนจึงต้องการต่อสู้ตามลำพัง ทั้งหมดทำเพื่อตัดไม้ข่มนามผู้ซึ่งอาจกำลังคิดจะบุกชิงคัมภีร์...คุณชายริวจิหากท่านทราบว่ามีกำลังเหล่านี้อยู่ จะยังบุกเข้าหมู่ตึกพันอักษรหรือ?”
โยชิโอกะ ริวจิแค่นเสียงเฮอะ ทว่าในใจยอมรับนับถือ การวางกำลังป้องกันหมู่ตึกพันอักษรยิ่งจริงๆ
หยางป๋อหูยังกล่าวต่อ
“เจ้าดูสายตาของเหล่าชาวยุทธ์ พวกมันล้วนนับถือเลื่อมใสพลังฝีมือของแม่นางทั้งสอง”
“ใช่...ข้าพเจ้าดูออก นั่นเพราะทั้งหกคนซึ่งต่อสู้กับพวกนางล้วนมีพลังฝีมือเข้มแข็งยิ่ง พวกมันเป็นใครกันบ้างข้าพเจ้าคาดเดาไม่ถูก...มีเพียงบุรุษผู้ใช้ป้ายเหล็กดำนั่นคิดว่าน่าจะเป็น ‘ป้ายมรณะดรรชนีเหล็ก’ ”
“ถูกต้องคนใช้ป้ายเหล็กสกัดจุดคือ ‘ป้ายมรณะดรรชนีเหล็ก’ส่วนที่เหลืออีกห้าคน เจ้าต้องเคยได้ยินชื่อพวกมัน เพียงแต่ไม่บ่อยครั้งที่พวกมันจะปรากฏตัวในยุทธจักร บุรุษผู้ใช้ทวนคือ ‘เจ้าทวนอสรพิษ’ สตรีที่ใช้ผ้าแพรคือ‘เทพธิดาเมฆโรจน์’ บุรุษที่ใช้มีดสั้นคู่คือ ‘กระเรียนคู่มือประณีต’บุรุษร่างใหญ่ที่ใช้ดาบนั่นคือ ‘จอมดาบล่าวิญญาณ’ส่วนคนซึ่งใช้แส้ใยเหล็กได้ดุจมือของตนคือ ‘แส้เหล็กเทวราช’ ”
มู่หยงไฉ่จิ่งรับฟังจนตะลึงลาน นิ่งอึ้งอยู่นาน
เนื่องเพราะทุกคนซึ่งหยางป๋อหูกล่าวชื่อ ล้วนเป็นยอดฝีมือเลื่องชื่อฝ่ายมิจฉาชีพทั้งสิ้น!
โยชิโอกะ ริวจิเห็นปฏิกิริยาของนาง ต้องสะกิดถามว่า
“พวกมันมีชื่อนักหรือ ข้าพเจ้ากลับเห็นว่า แม่นางทั้งสองไม่เพลี่ยงพล้ำแม้แต่น้อย”
มู่หยงไฉ่จิ่งตวาดกลับทันควัน
“เจ้าไม่รู้อะไรก็อย่าพูด!”
นางหันไปกล่าวขอร้องติงฝูหรง
“พี่ฝูหรงท่านช่วยพวกนางด้วย”
ติงฝูหรงหันมายิ้ม ปลอบโยนนาง กล่าวว่า
“รอดูอีกสักครู่เถอะ...”
ขณะนั้นการต่อสู้ระหว่าง ซ่างกวนหมิงจูกับสามบุรุษดุเดือดเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ดาบเก้าห่วง แส้ใยเหล็ก ป้ายเหล็กดำในมือพวกมันพร้อมใจจู่โจมกราดเกรี้ยวรุนแรง ทุกกระบวนท่า ล้วนมุ่งจุดชีวิตซ่างกวนหมิงจู
พลันบังเกิดเสียงขวับ ดังกระหึ่มครั้งหนึ่ง!
บุรุษทั้งสามรู้สึก ลมปราณกระบี่รุนแรงสายหนึ่ง พุ่งโถมจู่โจมใส่พวกมัน!
ทั้งสามรีบใช้อาวุธในมือ เข้าต้านรับสุดกำลัง!
หยางป๋อหูเบิ่งตาโพลง ถึงกับอุทานออกมา
“นางจะแสดงฝีมือที่แท้จริงแล้ว!”
‘กระบี่เงาจันทร์รวมผสาน’ เป็นวิชาประจำตระกูลซ่างกวนทุกกระบวนท่าล้วนเป็นลีลาตวัดฟันทั้งสิ้น ไม่ว่ารุกหรือรับไม่ว่ามุ่งจู่โจมส่วนใดของคู่ต่อสู้ ล้วนใช้เพียงลีลาตวัดฟันเท่านั้นนี่คล้ายวิชาดาบมากกว่าเพลงกระบี่
ทว่าลีลากระบี่กลับไม่เคอะเขิน ทั้งยังปราดเปรียวฉับไวอย่างยิ่งข้อมือเพียงพลิกวูบ กระบวนท่าก็แปรเปลี่ยน ได้นับร้อยพันวิถีกระบี่ยิ่งผันแปรสุดหยั่งคาด แนวทางกระบี่อันแหวกแนวเช่นนี้ยากยิ่งจะต้านรับจริง ๆ
ทว่าความร้ายกาจแท้จริง ของเพลงกระบี่นี้กลับอยู่ที่ ‘ลมปราณกระบี่’
รังสีและลมปราณกระบี่ วิชาเงาจันทร์รวมผสาน ‘คมกริบ’ อย่างยิ่ง
รังสีกระบี่กระจายวงโค้งดุจจันทร์เสี้ยว เกิดประกายพร่างพรายวูบวาบครอบคลุมทั่วร่าง ทำให้คู่ต่อสู้ไม่อาจเข้าประชิดถึงตัว ซ้ำยามจู่โจมกระบี่ประกายพร่างพรายยิ่งคมกริบ ยากยิ่งจะหาอาวุธใดต้านปะทะพลันพุ่งใส่คู่ต่อสู้พร้อมกัน ฝ่ายตรงข้ามย่อมไม่สามารถ เห็นวิถีกระบี่ของนางได้
กล่าวกันว่า ผู้ฝึกวิชาเงาจันทร์รวมผสานถึงขั้นล้ำลึกแม้ใช้เพียงเศษกิ่งไม้ ยังสามารถแผ่พุ่งลมปราณกระบี่ สะบั้นกระบี่เหล็กกล้าได้อย่างง่ายดาย!
การต้านปะทะ ลมปราณกระบี่คมกริบเช่นนี้ มีเพียงวิธีเดียวคือต้องใช้ลมปราณแท้ของตน แผ่พุ่งผสานอาวุธในมือเข้าต้านปะทะ การต่อสู้ด้วยวิธีนี้จะเลินเล่อมิได้โดยเด็ดขาด หากพลังลมปราณอ่อนด้อยกว่า ฝ่ายตรงข้ามเพียงนิดอาวุธของตนต้องถูกกระแทก หักสะบั้นทันที!
ส่วนที่ยากที่สุดของการฝึกปรือวิชานี้คือ ผู้ฝึกต้องลืมลีลาการใช้กระบี่ในแนวทางตรงให้หมดสิ้น นับว่าเป็นการฝึกซึ่งฝืนธรรมชาติ ของอาวุธกระบี่อย่างยิ่ง
ดังนั้นเพลงกระบี่นี้ เมื่อเริ่มต้นฝึกจึงก้าวหน้าช้ามากทว่ายิ่งนานยิ่งใช้ยิ่งชำนาญ เมื่อสามารถลืมกระบวนท่าแนวตรงได้หมดสิ้นค่อยสามารถเปล่งอานุภาพ เพลงกระบี่เงาจันทร์รวมผสานได้อย่างแท้จริง
ยามนี้ซ่างกวนหมิงจู พลันเร่งเร้าพลังลมปราณแขนเสื้อทั้งสองข้าง รวมทั้งผ้าคลุมหน้าของนาง พลิ้วไหวไม่หยุดยั้งข้อมือตวัดพลิกอย่างรวดเร็ว คมกระบี่ตวัดเป็นเสี้ยวพระจันทร์ รูปแล้วรูปเล่ามิเหลือรอยการใช้กระบี่ ในแนวตรงอยู่เลย
นางฝึกปรือจนเข้าถึง แก่นของกระบี่เงาจันทร์รวมผสานแล้ว!
รังสีกระบี่ดุจจันทร์เสี้ยว ยิ่งแผ่พุ่งรุนแรง ทั้งกระจายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ประกายพร่างพราย คลุมทั่วร่างบุรุษทั้งสาม จุดศูนย์กลางของรังสีกระบี่อยู่ที่จอมดาบล่าวิญญาณ
นางเลือกคนผู้นี้เป็นเป้าหมายแรก!
เนื่องเพราะดาบเก้าห่วง ในมือจอมดาบล่าวิญญาณ แม้ฟาดฟันหนักหน่วงฉับไวดาบหนาใช้ป้องกันอาวุธทุกชนิดได้ดียิ่ง แต่ถึงคล่องแคล่วว่องไวเพียงใดลีลาดาบย่อมมิอาจเร็วกว่ากระบี่ ทั้งดาบเก้าห่วงเล่มนี้ ยังหนักอึ้งอย่างยิ่งเนิ่นนานจึงตกเป็นรอง ซ่างกวนหมิงจูขึ้นเรื่อย ๆ
แส้เหล็กเทวราชกับป้ายมรณะดรรชนีเหล็ก ย่อมมองจุดนี้ออกเช่นกันพวกมันต่างใช้อาวุธคู่มือ หนุนตรงเข้าช่วยจอมดาบล่าวิญญาณ
ทว่ายามนี้ซ่างกวนหมิงจู เร่งเร้าลมปราณไม่หยุดยั้ง นางวาดกระบี่แต่ละครั้งเพียงใช้รังสีคมกริบดุจเงาจันทร์ ต้านปะทะแส้ใยเหล็กกับป้ายเหล็กดำโดยไม่เหลือบ่ากว่าแรง ส่วนลำกระบี่ในมือจู่โจมตวัด รุกไล่จอมดาบล่าวิญญาณจนมือไม้เริ่มปั่นป่วน!
วูบนั้น กระบี่หนึ่งตวัดจู่โจมส่วนหนาของดาบ จอมดาบล่าวิญญาณเห็นดังนั้นรีบยกดาบป้องกัน ใช้ส่วนหนาปัดคมกระบี่ออกไป
พลันกระบี่ในมือซ่างกวนหมิงจู ฉวยจังหวะพลิกข้อมือวูบตวัดกระบี่ตามการเคลื่อนไหวของดาบ ข้อมือตวัดกระบี่ปาดลงบนห่วงเงินทั้งเก้าซึ่งคล้องอยู่บนสันดาบ!
ห่วงเงินทั้งเก้า ถูกฟันขาดสะบั้นสิ้นในพริบตา!
จอมดาบล่าวิญญาณ ลนลานหน้าเปลี่ยนสี รีบดึงดาบกลับทันทีป้องกันมิให้คมกระบี่ จู่โจมข้อมือมัน
ซ่างกวนหมิงจูมิได้ฉวยจังหวะ ฟันข้อมือของมันนางตวัดม้วนกระบี่อย่างรวดเร็ว คมกระบี่ตวัดวูบกลับหลัง รังสีกระบี่คมกริบวาบขึ้น
โดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน!นางกลับฉวยโอกาสจู่โจม แส้เหล็กเทวราชซึ่งอยู่ด้านหลัง!