เมื่อเห็นวงแหวนเวทย์ทำลายล้าง ไม่สามารถทำอะไรเสี่ยวเทียนได้ นายน้อยสำนักสุขสำราญ จึงหยิบผ้ายันต์สีดำออกมาจากอกเสื้อ แล้วขว้างเข้าใส่เสียวเทียน ผ้ายันต์กลายเป็นกรงขังกรงใหญ่ตกลงมาครอบเสี่ยวเทียน ตึง ! เสี่ยวเทียนเหมือนถูกขังเอาไว้อยู่ในกรงเหล็กสีแดง เสี่ยวเทียนมองกรงขังนิ่ง สงสัยมันมาได้อย่างไร
“ ฮ่า ฮ่า เจอยันต์กรงขังวิญญาณของข้าเข้าให้ หมดปัญญาดิ้นรนแล้วละซิ”
นายน้อยสำนักสุขสำราญหัวเราะออกมาเสียงดัง เพราะว่าเวลานี้กรงขังขนาดใหญ่กำลังหดตัวขนาดเล็กลง หากปล่อยไว้เช่นนี้ เสี่ยวเทียน โดนบี้จนแบนแน่
ส่วนเสี่ยวเทียนยังไม่มีท่าทีตื่นกลัว เพียงแค่เห็นว่า แปลกดี ไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน แต่พอกรงขังบีบรัดมาใกล้ตัวมาก เสี่ยวเทียนก็ใช้ กระบี่อัสนีสายฟ้าฟันไปทีเดียว กรงขังระเบิดหายไป จากนั้นก็ใช้ กระบี่อัสนีสายฟ้า ชี้เข้าใส่นายน้อยสำนักสุขสำราญ เปรี้ยง ! ร่างกระเด็นไปไกลลิบ ชุดที่ใส่สีขาวบัดนี้กลายเป็นรอยไหม้ดำไปทั้งตัวหมดสติ นอนหมดสภาพ เสี่ยวเทียนดึงร่างกลับที่ตรงหน้า แล้วหันไปมอง ผู้จัดการร้านสาวสวยที่ยืนมองอย่างตะลึง!
“ ผู้จัดการ เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อยไหม?”
“ ข้า...ยอมแล้ว ข้าจะคืนเหรียญทองให้คุณชายให้หมดเลย แถมดอกเบี้ยให้อีก 2 ล้านเลย ไว้ชีวิตข้า และ นายน้อยของข้าด้วยเถิด” ผู้จัดการเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าเสี่ยวเทียน ไม่กล้าหือ อีกต่อไป
“ แถมดอกเบี้ยให้ด้วย อืม... ข้าเองก็ไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผล ในเมื่อท่านมีไมตรีมาแบบนี้ ข้าเองก็ไม่อยากเสียน้ำใจ แต่ว่า หอสุขสันต์พังไปหมดแล้ว ควรทำยังไงดีล่ะ”
“ ช่างมันเถอะ คุณชายไว้ชีวิตพวกเราเท่านี้ ก็เป็นพระคุณอย่างสูงแล้ว”
เสี่ยวเทียนรับเงินมาด้วยความเกรงใจ แล้วหันมาทาง ธิดาเทพที่ยังมองเสี่ยวเทียนด้วยสายตาขุ่นเคือง ไม่รู้สาเหตุใด
เสี่ยวเทียน เดินเข้ามาหาสองคนแม่ลูก แล้วเอ่ยว่า
“ ท่านน้า คิดว่าต่อไปจะทำอย่างไรต่อ”
“ ข้าไม่รู้เหมือนกัน หากกลับไปเกรงว่า พ่อสามีจะจับข้ากับลูกมาขายอีก” หญิงหม้ายเสิ่น กอด อาฮุยแน่น
“ ข้าจะรับพวกเขาไปทำงานในวังของข้า เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลอีกต่อไป” ธิดาเทพอาสาจะจัดการเรื่อง สองคนแม่ลูกตระกูลเสิ่นให้ให้ ทำให้เสี่ยวเทียนไม่ห่วงอีกต่อไป
หลังจากที่ตำหนักแพรไหม เสี่ยวเทียนเข้าไปพบกับวิญญาณ จักรพรรดินีแพรไหมเพื่อสอบถามถึงวิธีเข้าไปที่ ดินแดนใต้พิภพ
“ สมัยก่อน ดินแดนทั้งสองต่างก็ไปมาหาสู่กันได้อย่างปกติ แต่หลังจากที่ข้าตายไปความขัดแย้งระหว่างสองดินแดนก็มากขึ้น ข้าไม่รู้รายละเอียดเท่าใดนัก รู้แต่เพียงว่า หากเจ้าใช้พลังสุญญตาหรือพลังสัตตบงกช แนวกำแพงเวทย์ที่กั้นเอาไว้
ก็ไม่อาจขวางทางเจ้าได้ เจ้าลองไปที่ด่านอุโมงค์ทางเข้า-ออกแล้วเจ้าก็รู้เองว่าจะเข้าไปได้อย่างไร” วิญญาณจักรพรรดินีแพรไหม เอ่ยจบร่างก็หายไป
เสี่ยวเทียนคิดว่า พรุ่งนี้เช้าจะเดินทางไปดินแดนใต้พิภพเพื่อจัดการเรื่องของจักพรรดินีแพรไหมให้เรียบร้อย
ณ สำนักงานของหน่วยรบหมาป่าโลกันต์
“ ตายกันหมดเลยหรือ?” นายพลออดี้ ตกใจไม่คิดว่าเด็กตัวแค่นี้ จะสามารถสังหารคนของเขาจนหมดไม่เหลือ
“ ท่านนายพล เด็กคนนี้ ไม่ใช่เด็กธรรมดา หากเราจะต้องฆ่ามันให้ได้ คงต้องเรียกหน่วยหมาป่าสังหาร จากโลกเก่า มาช่วยจัดการ” ที่ปรึกษานายพลแนะนำ
“ พลังมันมีแค่เซียนราชัน ยังไงก็สู้ หัตถ์เทวะไม่ได้ ที่ผ่านมามันเล่นทีเผลอ และลอบกัด แต่นึกไม่ถึง มันจะมีอาวุธวิเศษ สามารถจัดการกับพลซุ่มยิงของเราได้ด้วย
เรียก หน่วยหมาป่าสังหาร จากโลกเก่ามา แล้วฆ่ามันให้ได้ !! ” นายพลออดี้ ออกคำสั่งออกไป
ตำหนักอ๋องหลิวเหยียน
“ เรียนท่านอ๋อง เวลานี้ ทางท่านอ๋องม่อเซวียนเซิง ได้เริ่มสะสมอาวุธมากขึ้น เวลานี้ได้สั่งซื้อ อาวุธพิเศษ เรียกว่าหัตถ์เทวะ จากนายพลออดี้ คาดว่าจะมาส่งภายในไม่กี่วันนี้ ทั้งๆที่จักรพรรดินียกเลิก การซื้ออาวุธจาก หน่วยหมาป่าโลกันต์แล้วเรื่องนี้ เราใช้เป็นข้ออ้าง ว่าอ๋องม่อเซวียนเซิง คิดก่อการกบฎได้เลยนะขอรับ” ที่ปรึกษาของอ๋องหลิวเหยียน กล่าวรายงาน
“ ไม่มีประโยชน์ ตำแหน่งอ๋อง สามารถสร้างกองกำลังไว้ป้องกันตนได้อยู่แล้ว
เพราะจักรพรรดินีเคยบอกมีรับสั่งเอาไว้นานแล้ว แต่บัดนี้บ้านเมืองสงบ จากภัยสงคราม อ๋องม่อเซวียนเซิงทำเช่นนี้ หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ สายของจักรพรรดินีมีอยู่ทั่วแผ่นดิน ใครทำอะไรไว้ปิดพระนางไม่ได้หรอก” อ๋องหลิวเหยียนเอ่ยเหมือนเดาใจ จักรพรรดินีออก
“ ท่านพ่อแล้วเรื่องเฉินเสี่ยวเทียนล่ะ เราจะปล่อยมันเอาไว้อย่างนี้รึ?”
“ ใครบอกล่ะ เมื่อวานมันถูกหน่วยรบหมาป่าโลกันต์ลอบสังหาร โชคดีมันรอดมาได้ แต่เชื่อเถอะ งานนี้คนของหน่วยรบหมาป่า ตายไปหลายคน พวกมันต้องไม่ยอมปล่อยให้เรื่องนี้ไปอย่างแน่นอน
มันต้องถูกล่าไม่หยุดแน่ แล้วอีกอย่างมันไปทำลายหอสุขสันต์ และยังทำร้ายนายน้อยของสำนักสุขสำราญอีก งานนี้ประมุขสำนักสุขสำราญไม่นิ่งเฉยแน่ !
และอีกอย่างข้ารู้มาว่า อ๋องน้อย ต้องตาพี่สาวของ เฉินเสี่ยวเทียน ถึงขนาดเคยส่งคนไปฉุดคร่า มาแล้ว
หากเฉินเสี่ยวเทียนตาย จักรพรรดินีต้องโกรธแค้นแน่ๆ คนเหล่านี้จะทนเพลิงพิโรธของพระนางได้หรือไม่ ! งานนี้ พวกเรานั่งบนภู ดูเสือสู้กัน ไม่ต้องทำสิ่งใด เป็นการดีที่สุด ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“ ท่านพ่อปราดเปรื่อง จริงๆ” แล้วสองคนพ่อลูกก็หัวเราะไปพร้อม ๆ กัน
ในตอนเช้า เสี่ยวเทียนได้เดินทางไปที่อุโมงค์ทางเข้าดินแดนใต้พิภพ ที่ถูกปิดตายไปนานกว่าร้อยปีแล้ว พอไปถึงก็พบ เห็นภาพอุโมงค์ถูกระเบิดทำลายลงมาปิดปากทางเข้าเอาไว้ เสี่ยวเทียน หายใจลึกๆ แล้วทำการสลายร่างกายกลายเป็นวายุลอยเข้าไปใน อุโมงค์แห่งนี้ เสี่ยวเทียนผ่านหินแต่ละชั้นที่กั้นขวางเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย แล้วพอมาถึง ตรงกลาง ก็พบกำแพงเวทย์ที่ขวางกั้นแม้แต่ลม ก็มิอาจผ่านเข้าไปได้ เป็นไปตามที่ จักรพรรดิแพรไหมบอกทุกอย่าง
เสี่ยวเทียนจึงนั่งสมาธิเรียกพลังสุญญตา ที่อยู่ในหยกมังกรฟ้า ออกมาครอบคลุมร่างกายเอาไว้ แล้วลองเดินเข้าไปใหม่ กำแพงที่ขวางกั้นได้ทุกสิ่ง แต่เสี่ยวเทียนสามารถเดินผ่านเข้าไปได้เหมือนกับไม่มีอะไรมาขวางกั้นเลย แล้วในที่สุดเสี่ยวเทียนก็เข้ามาอยู่ในดินแดนใต้พิภพ เสี่ยวเทียนเดินออกมาจากอุโมงค์ ก็พบว่า ที่ตรงปากทางออก กลายเป็นที่รกร้าง ไม่มีใครอยู่มานานแล้ว เสี่ยวเทียนจึงเดินเข้าไปในเมืองทันที
ในเมืองใต้พิภพแห่งนี้ เสี่ยวเทียนพบว่า มีแสงสว่างบนท้องฟ้า คล้ายดั่งแสงจากดวงดาว ที่มีอยู่มากมาย ที่สว่างไสวคล้ายเวลาเย็นของทุกวัน ไม่มืดสนิท และไม่สว่างจนเกินไป
บรรยากาศก็เย็นสบายไม่ร้อน อากาศที่หายใจ และ พลังเซียน กลับหนาแน่นกว่า บนชั้นพิภพชั้นสี่เสียอีก เหมือนกับว่า ดินแดนแห่งนี้ไม่มีการกำจัดพลัง โดยกฏธรรมชาติ
“ ใช่แล้ว ที่แห่งนี้ไม่ใช่โลกเก้าพิภพ เป็นเหมือนโลกอีกแห่งหนึ่ง ที่แยกออกมาต่างหาก กฏธรรมชาติจึงไม่สามารถจำกัดพลังของคนในดินแดนนี้ได้ ที่นี่เหมือนดวงดาวดวงหนึ่งบนทางช้างเผือกเสียมากกว่า ถึงแม้ว่าเวลาเข้ามาจะอยู่ใต้ดินก็ตาม” อาจารย์ลู่เอินอธิบายให้เสี่ยวเทียนฟัง
“ ดวงดาวบนทางช้างเผือก โอ้ มหัศจรรย์จริงๆ” เสี่ยวเทียนสำรวจเมืองที่ใหญ่โตไม่แพ้บนโลกพิภพที่สี่ ผู้คนก็เดินกันขวักไขว่ ซื้อขายแลกเปลี่ยนก็ใช้ทองคำเช่นกัน เสี่ยวเทียนมีเป้าหมายแรก คือเข้าพบจักรพรรดินีเจินเหลียน เป็นอันดับแรก พอเข้าเมืองก็ถามหนทางไปที่วังหลวงทันที แต่ไม่ทันได้ถาม ท้องฟ้าที่ยังดูสว่างไสว ก็กลับมืดคลึ้ม ลงกระทันหัน มีกลุ่มก้อนสีดำเคลื่อนไหวกระจายตัวไปทั่วท้องฟ้า ปิดแสงสว่างจากดวงดาว ชาวบ้านตีระฆัง ส่งสัญญาณเตือน ทุกคนปิดบ้าน รีบเข้าไปหลบตามจุดต่างๆ เหมือนเป็นหลุมหลบภัย ในขณะที่เสี่ยวเทียนสังเกตการณ์อยู่นั้น ก็มีชายชราเข้ามาจับมือและพยายามพาเสี่ยวเทียนไปหลบ
“ เร็วเข้าไอ้หนู พวกมันกำลังมา ตามข้ามาหลบที่หลุมหลบภัยก่อน” เสี่ยวเทียนปล่อยให้ ชายชราพาเข้าไปหลบในหลุมหลบภัยที่มีคนนั่ง อยู่สี่คนมีเด็กน้อย วัยสี่ขวบสองคน กับพ่อแม่ ซึ่งกอดลูกเอาไว้แน่น
“ พวกมันคือตัวอะไรหรือขอรับ ท่านปู่” เสี่ยวเทียนสงสัยเลยเอ่ยถาม
“ พวกมันคือ ค้างคาวอเวจี พวกมันจะมา ทุกๆ 15 วัน แต่ไม่รู้เหตุใดคราวนี้มาก่อนเร็วผิดปกติ” เสี่ยวเทียนส่งจิตไปสัมผัส พบว่า มันมันค้างคาว ที่มีขนาดตัวใหญ่เหมือนเด็ก 5 ขวบ แต่บางตัวก็ตัวใหญ่เท่าคน หรือ ใหญ่กว่า มันลอยตัวมาโฉบกินคนที่หลบไม่ทันตายไปหลายคน แล้วมันยังค้นหาคนที่หลบในหลุมหลบภัยได้อีก ทันใดนั้น ก็มีค้างคาวอเวจี ทำลายประตูที่หลุมหลบภัย ที่เสี่ยวเทียนซ่อนตัวอยู่ แล้วมันกพุ่งกรงเล็บ เข้าหมายลำตัวเสี่ยวเทียน ที่ยืนขวางทุกคนอยู่
เปรี้ยง ! ค้างคาวอเวจีเท่าตัวคน ถูกสายฟ้าฟาดใส่ร่างกระเด็นออกไป ไฟลุกท่วมตัว ส่งเสียงร้องเรียกเพื่อนๆ ให้มาช่วย แต่สายไปแล้ว ร่างของมันถูกเผาไหม้ไปจนหมด ทุกคนได้แต่ตะลึง ไม่คิดว่า เสี่ยวเทียนจะกำจัด ค้างคาวอเวจีได้
เสี่ยวเทียน ก้าวเดินออกจากที่หลบภัย แล้วเริ่มท่องบทสวดตามคัมภร์ฝ่ามือยูไล แสงแห่งพุทธะ สีทองส่องประกายออกมาจากร่างของเสี่ยวเทียน แล้วร่างของเสี่ยวเทียนลอยตัวขึ้นไปบนอากาศอย่างช้า ๆ ค้างคาวอเวจีหลายร้อยตัวที่อยู่ใกล้ๆ
ที่กำลังบินมาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนที่ตายไป พอกระทบกับแสงแห่งพุทธะ ร่างของพวกมัน กลับค่อยถูกเผาไหม้ กลายเป็นจุน ไปหมด ไม่มีเหลือแม้แต่ตัวเดียว
ค้างคาวอวจี ที่มากันมืดฟ้ามัวดิน โดนแสงแห่งพุทธะ เข้าไป บัดนี้ ต่างหลบหนีเอาชีวิตรอดกันไปจนหมด ท้องฟ้าที่มืดมิดก็เริ่มกลับมามีแสงสว่างเหมือนเดิมอีกครั้ง
มีผู้ฝึกขั้นเซียนหลายคน ที่ช่วยกันจัดการกับค้างคาวอเวจี อยตัวมายืนต่อหน้าเสี่ยวเทียนแล้วมีผู้นำวัย หนุ่มคนหนึ่งเอ่ยกับเสี่ยวเทียนว่า
“ สหายน้อย เจ้ามีพลังแสงที่ร้ายกาจยิ่งนัก ข้าชื่อ ผิงหนาน มาจากสำนัก พันดารา
มาทำภารกิจปราบค้างคาวอเวจี ร่วมกันศิษย์น้อง อยากรู้ว่าเจ้าอยู่สำนักใด”
“ ข้าชื่อ เฉินเสี่ยวเทียน มาจากดินแดนพิภพที่สี่ ข้าจะมาขอพบจักรพรรดินีเจินเหลียน ทำธุระเสร็จแล้วก็จะกลับเลย” เสี่ยวเทียนเอ่ยเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ ผิงหนานกับศิษย์นับยี่สิบคน ต่างได้ฟังแล้วตกใจยิ่งนัก
“ นี่ เจ้าเป็นคนจากโลกเก้าพิภพ แล้วเจ้าเข้ามาได้อย่างไรกันนี่ ?”
เสี่ยวเทียนไม่บอกรายละเอียดมากนัก เพราะหากรู้ว่าตนมีพลังสุญญตา จะแตกตื่นกันไปใหญ่
“ เรื่องนี้เป็นความลับ คงไม่สามารถบอกใครได้”
“ นั่นซิ จักรพรรดินีคงมีวิธีบอกเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ถ้าเช่นนั้นพวกเราต้องขอลา หากค้างคาวอเวจีมันกลับมาเมื่อไร พวกเราอาจได้พบกันอีก” ผิงหนานกับศิษย์น้องทั้งหลาย ก็ขึ้นเรือเหาะ จากไป เสี่ยวเทียนถามทางไปวังหลวงแล้วก็มุ่งหน้าเข้าวังทันที
ทหารววังหลวง พอได้ยินเสี่ยวเทียน บอกว่า จะมาขอเข้าเฝ้า จักรพรรดินี จึงให้ไปลงทะเบียน ขอเข้าเฝ้า กับเจ้ากรมวัง พบเห็นคนที่มารอขอพบ จักพรรดินี มีอยู่มากมาย ส่วนใหญ่มาเพื่อมอบของขวัญ ของวิเศษให้ เสี่ยวเทียนรออยู่นาน ก็มีเจ้ากรมวังมาสอบถามว่าเสี่ยวเทียนจะมาขอพบ จักรพรรดินีเพื่ออะไร
“ ข้าชื่อเฉินเสี่ยวเทียน มาจากแดนพิภพชั้นที่สี่ จักรพรรดินีเป็นคนเชิญให้ข้ามาพบพระนาง” เสี่ยวเทียนเอ่ยไปตามจริง แต่เจ้ากรมวัง ถึงกับ อึ้งไปพักแล้วย้อนถามทันทีว่า
“ เจ้า …เจ้ามาจากแดนพิภพชั้นที่ สี่จริงๆ?”
“ ถูกแล้ว ท่านไปเรียนจักรพรรดินีท่านรู้จักข้าดี”
เจ้ากรมวังมองหน้าเฉินเสี่ยวเทียน ทำให้ ต้องรีบนำรายงานส่งไปที่ ตำหนักของจักรพรรดินีอย่างรีบด่วน ไม่กล้าเพิกเฉย ไม่นานก็มีขันทีหนุ่มกับทหารองครักษ์นับสิบก็เดินมาถึงที่นี่
“ คนไหนคือเฉินเสี่ยวเทียน” ขันทีหนุ่ม เอ่ยเสียงดัง เจ้ากรมวังรีบมาต้อนรับแล้วชี้ไปทางเสี่ยวเทียน
“ คุณชายน้อย เชิญทางนี้” ขันทีหนุ่มผู้นี้ เสียงกลายเป็นนอบน้อมทันที
เสี่ยวเทียนถูกพาเข้ามาในตำหนักของ จักรพรรดินี แล้วให้ยืนรอบริเวณห้องโถงก่อน ส่วนขันทีหายเข้าไปในตำหนักด้านใน ไม่นานจักรพรรดินีก็ออกมาในชุด
ตำแหน่งเต็มยศ พร้อมขันที กับนางกำนัลอีก สี่ คน
“ ในที่สุดเจ้าก็มาเร็วกว่าที่ข้าคิด นี่เจ้าอยากให้ข้าถ่ายทอดฝ่ามือสุญญตาเร็วขนาดนี้เชียวรึ?”
“ มิได้ กระหม่อมเพียงแต่ได้รับการไหว้วาน ให้มาทำภารกิจเรื่องหนึ่ง จึงมาขอให้องค์จักรพรรดินีช่วยเหลือ”
“ เรื่องอะไร”
“ กระหม่อม ต้องการเคารพพระศพของ จักรพรรดิเจินอู่”
“ บอกความจริงมาเถอะ จักรพรรดินีแพรไหม สั่งเจ้ามาใช่ไหม” เสียงของจักรพรรดินีอ่อนโยนลงทันที เสี่ยวเทียนได้ยินเช่นนี้ก็ไม่กล้าปิดบัง
“ ใช่แล้ว เป็นเพราะจักรพรรดินีแพรไหม ขอให้กระหม่อม นำเถ้ากระดูกของพระนางมาฝังกลบรวมกับ จักรพรรดิเจินอู่” เสี่ยวเทียนสังเกตที่พระพักต์ของจักรพรรดินีเจินเหลียนที่มีสีหน้า เศร้าสร้อยไม่น้อย
“ ตามข้ามา” เสี่ยวเทียนได้ยินเช่นนั้นก็รีบตามไปในทันที พอเสี่ยวเทียนเดินตามไปพระนางก็หันมาจับแขน แล้วทั้งสองก็วาร์ป เข้ามาอยู่ในสุสานแห่งหนึ่ง ด้านใน มีโลงศพอยู่สองโลง
“ นี่คือ พระศพของเสด็จพ่อของข้า แล้วโลงด้านข้าง เป็นโลงเปล่า เจ้านำเถ้ากระดูกของจักรพรรดินีแพรไหมวางไว้ในโลงได้เลย”
เสี่ยวเทียนนำเถ้ากระดูกของจักรพรรดินีแพรไหม วางไว้ในโลงด้านข้างทันที
แล้ววิญญาณของจักรพรรดิทั้งสอง ก็ปรากฏกายขึ้น จักรพรรดิแพรไหมโผเข้ากอดร่างวิญญาณของจักรพรริเจินอู่ ทั้งสองกอดกันแนบแน่นและเนิ่นนาน
เสี่ยวเทียนได้แต่มองไม่พูดอะไร จนจักรพรรดิแพรไหมหันมามองหน้า จักรพรรดิเจินเหลียนแล้วเริ่มเอ่ยว่า
“ ลูกแม่ เจ้าสบายดี?”
จักรพรรดินีเจินเหลียนเป็นธิดาของ จักรพรรดินีแพรไหมหรือนี่?...