บทที่ 46 พวกเขาจะยังเหลือศักดิ์ศรีอะไรอยู่อีก
ในห้องพักครู คนที่เหลือกำลังดูกล้องวงจรปิดกันอยู่
เมื่อเห็นตอนที่ฉินอิงอิงดึงหม่าฮ่าวให้เดินตามไปอย่างรวดเร็ว คนอื่น ๆ ก็พากันเหงื่อท่วม เพราะกลัวว่าเด็กน้อยชั้นอนุบาลหนึ่งจะถูกทุบตี
ฉินอิงอิงเพิ่งจะอายุสามขวบครึ่ง เธอยังเด็กอยู่
ส่วนลู่ฉีก็ร่างกายไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถ้าถูกเด็กชั้นเดียวกันทำร้าย เกรงว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บจนเป็นอันตรายสาหัสได้
ครูใหญ่ลู่เหงื่อท่วม มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่น ก่อนมองไปที่ครูซ่งอย่างเย็นชา
ครูซ่งรีบร้อนอธิบาย “มะ… ไม่โดนนะครับ”
ทุกคนเห็นด้วยตาของตัวเองว่า หมัดของเด็กคนนั้นไม่โดนหน้าลู่ฉี่ แต่ถูกมือเล็ก ๆ เนื้อเยอะของฉินอิงอิงจับไว้ก่อน
พวกเขาไม่เห็นเลยว่าเด็กน้อยคนนั้นออกแรงมากมายตรงไหน ทำไมเด็กอนุบาลสามคนนั้นถึงถูกเหวี่ยงจนกระเด็นไปได้
จากนั้นเหตุการณ์ชุลมุนก็เริ่มต้นขึ้น
เมื่อครูซ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกับตาก็อับอายจนอยากหายตัวไปจากตรงนั้นให้จบเรื่อง
เด็กผู้ชายอนุบาลสามหกคน แต่ละคนตัวสูงไม่ต่ำกว่าร้อยยี่สิบเซนติเมตร น้ำหนักประมาณยี่สิบห้ากิโลกรัม ในหมู่พวกเขามีคนที่น้ำหนักสามสิบห้ากิโลกรัมด้วยซ้ำ ไม่นึกเลยว่าจะมารุมทำร้ายเด็กน้อยชั้นอนุบาลหนึ่งวัยสามขวบครึ่งเพียงคนเดียว
ที่น่าอับอายที่สุดคือสู้ไม่ชนะ! พวกเขาถูกเด็กน้อยวัยสามขวบครึ่งกดลงพื้นจนร้องไห้หาพ่อหาแม่
ครูซ่งพลันรู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมายขึ้นมา
ส่วนครูใหญ่กับคนอื่น ๆ ตกใจจนอ้าปากค้าง
หลังจากนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ลู่ฉี่หมิงถึงได้สติกลับมา “ลี่เฉิง ครั้งนี้อิงอิงน้อยช่วยเสี่ยวฉี่ไว้อีกแล้ว ขอบคุณมากจริง ๆ”
เยี่ยนลี่เฉิงยิ้มอย่างสุขุม “ลู่ฉีเป็นเพื่อนของอิงอิงน้อย อิงอิงน้อยก็ต้องช่วยอยู่แล้วครับ”
เรื่องทั้งหมดชัดเจนในพริบตา คำที่ครูซ่งพูดก่อนหน้านี้ทำให้ครูใหญ่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง
ครูซ่งถูกไล่ออกในวันนั้น ครูใหญ่ให้ครูคนอื่นโทรไปหาพวกนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ เขาไม่ได้แค่เล่าทุกอย่างอย่างละเอียดหนึ่ง แต่เมื่อผู้ปกครองของพวกเขามาถึง ยังให้ทุกคนได้ดูคลิปด้วย
ผู้ปกครองที่เดิมทีอยากจะเอาเรื่องฉินอิงอิงพากันอ้าปากค้างแทบยัดไข่ไก่เข้าไปได้ยังไงยังงั้น
ทุกคนคิดเหมือนกันว่า เด็กน้อยหน้าตาน่ารักแบบนั้น ไม่นึกเลยว่าจะโหดเหี้ยมถึงขนาดนี้
ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น พวกเขาต้องกล้าเอาเรื่องเธออย่างแน่นอน
แต่เด็กน้อยจอมโหดคนนี้มีตระกูลฉินหนุนหลัง เหล่าผู้ปกครองไม่กล้าโวยวายและไม่กล้าพูดอะไรมากนัก
เรื่องนี้ถ้าพูดออกไป กลัวว่าคนอื่นจะหัวเราะจนฟันร่วงมากกว่า
เด็กชายหกคนจากหกครอบครัว น้ำหนักของพวกเขารวมกันนั้นมากถึงสองร้อยกิโลกรัม เมื่อจับกลุ่มสู้ ไม่นึกเลยว่าจะเอาชนะเด็กน้อยวัยสามขวบครึ่งไม่ได้ พวกเขาจะยังเหลือศักดิ์ศรีอะไรอยู่อีก?
ไม่!
พวกเขาไม่กล้าสู้หน้าใครแล้ว!
แต่ละคนสลดไปตาม ๆ กัน
พอเลิกเรียน หลังจากผู้ปกครองมารับลูกกลับบ้าน เด็ก ๆ แทบจะได้ยินเรื่องเดียวกันตลอดทาง พ่อแม่ของพวกเขาสั่งว่า ไม่ต้องไปฟังคำพูดของเยี่ยนเสี่ยวหรูก็ได้ แต่ต้องเกาะขาของฉินอิงอิงไว้แน่น ๆ
เธอเป็นสมบัติล้ำค่าของตระกูลฉิน ในแวดวง ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าคุณนายตระกูลฉินอยากมีลูกสาวกับหลานสาวแทบบ้า
ตอนนี้เมื่อได้ฉินอิงอิงมาแล้ว อิงอิงจะไม่ถูกสปอยล์แบบถวายหัวได้ยังไง?
เยี่ยนลี่เฉิงเลิกเรียนตอนเย็นช้ากว่าปกติ ฉินอี้หานจึงมารับอิงอิงน้อยหลังเลิกเรียน
เขารู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนบ่ายหมดแล้วและคิดว่าอิงอิงน้อยทำได้ดีมาก
เมื่อเจอคนพูดจาไม่มีเหตุผล คิดแต่จะรังแกคนอื่นอย่างเยี่ยนเสี่ยวหรู ทำได้เพียงต้องจัดการเท่านั้น
ลูกสาวจะจัดการอีกฝ่ายให้หนัก ๆ ไปเลยก็ได้ ถึงอย่างไรตระกูลฉินของพวกเขาก็จ่ายค่ารักษาพยาบาลไหวอยู่แล้ว
อีกฝ่ายเล่นใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไม่ฟังเหตุผลซะแบบนี้
หม่าฮ่าวไม่อยากกลับบ้าน แม่ของเขาก็ไม่อยากกลับเช่นกัน ทั้งคู่ยังอยากมองฉินอิงอิงต่ออีกหน่อย
เด็กน้อยเก่งมากเกินไปแล้ว ทั้งน่ารัก ทั้งสวย ทั้งแข็งแกร่ง!
อิงอิงน้อยตัวเล็กขนาดนั้นแต่ไม่แสดงความกลัวใด ๆ ต่อหน้าเด็กอนุบาลสามที่ตัวใหญ่กว่าแม้แต่น้อย เธอไม่ได้ให้โอกาสฮ่าวฮ่าวได้ออกโรงเลยด้วยซ้ำ ดุดันมากจริง ๆ
แม่ของฮ่าวฮ่าวชอบฉินอิงอิง!
ชอบจะตายอยู่แล้ว!
มีเด็กที่ไหนเหมือนลูกชายบ้านเธอบ้าง เขาผิวขาว ตัวสูงใหญ่ มีเนื้อเยอะ
ถึงจะเรียนมาครึ่งปีแล้วแต่ก็ไม่มีเพื่อนเลยสักคน เวลากลับบ้านหม่าฮ่าวได้แต่ร้องเฮอะอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม เด็กชายบอกว่า ทุกคนคิดว่าเขาตัวใหญ่เลยเล่นด้วยไม่ได้
คนเป็นแม่อย่างเธอได้ยินเข้าก็ทั้งปวดใจทั้งหัวร้อน
ความคิดของเด็กสมัยนี้แปลกประหลาดได้มากขนาดนี้เลยเหรอ
ลูกชายเธอโตมาตัวอ้วนสูงใหญ่ก็ผิดงั้นสิ?
เด็กตัวผอม จะว่าดูดีก็ดูดีอยู่หรอก แต่ลมพัดมาก็ปลิวหายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?
ครอบครัวเธอไม่เคยประสบความทุกข์ยากมาก่อนนี่นา ไม่เคยไม่มีข้าวกินหรือไม่มีเสื้อผ้าอุ่น ๆ ให้สวม แล้วทำไมเธอต้องให้ลูกชายกินซาลาเปาไส้ข้าวโพดแล้วและเกี๊ยวผักป่าด้วย? เขาจะอิ่มได้อย่างไรถ้ากินของแบบนั้น
เธอยอมให้ลูกชายหิวโหยไม่ได้หรอก!
“ฮ่าวฮ่าว”
“แม่ครับ”
แม่ลูกใจสื่อถึงกัน พวกเขามองไปทางอิงอิงน้อยอย่างพร้อมเพรียง
น่าเสียดายที่พ่อของอิงอิงน้อยท่าทางเย็นชามาก พวดเขาไม่กล้าเข้าใกล้อีกฝ่ายเกินกว่าห้าเมตรเลยจริง ๆ
เหล่าผู้ปกครองยืนรอรับลูกที่หน้าประตูโรงเรียน
เมื่อเห็นชุดสูทขาวดำระดับไฮเอนด์ซึ่งสั่งทำมือเป็นพิเศษ และรองเท้าหนังเงาวับ รวมถึงรถเบนซ์ราคาเริ่มต้นสิบล้านหยวนที่จอดอยู่ไม่ไกล… พวกเขาก็หลีกทางไปอย่างเงียบ ๆ
บางคนจำได้ก็ไม่กล้าเข้ามาทำได้เพียงกระซิบกระซาบคนข้าง ๆ
“ดูสิ ทายาทตระกูลฉินคนนั้นอายุเพิ่งจะสามสิบปีเองนะ!”
“แม่เจ้า! หล่อกว่าที่เห็นในข่าวอีกนะเนี่ย!”
“ใช่มั้ยล่ะ! ออร่าก็เจิดจ้ากว่าด้วย เขาคงเป็นพวกไม่ขึ้นกล้องล่ะมั้ง”
“เด็กที่อุ้มอยู่คือฉินอิงอิงที่เขารับมาเลี้ยงเหรอ?”
“พระเจ้า! ไม่นึกเลยว่าลูกชายบ้านฉันกับลูกสาวตระกูลฉินแห่งเมืองหลวงจะเรียนอนุบาลหนึ่งห้องเดียวหัน ฉัน… ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองจะมีโชคแบบนี้ด้วย!”
“เขาดูดีเกินไปแล้ว เรื่องนี้ต้องขยาย!”
…
ฉินอี้หานคุ้นชินกับสถานการณ์แบบนี้แล้ว แม้จะอยู่ภายใต้แสงสปอตไลท์ เขาก็ยังคงนิ่งเฉยและเย็นชา ทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้เขาง่าย ๆ
ฉินอิงอิงแนบปากลงข้างหูของเขา “พ่อคะ เหมือนว่าเพื่อนของหนูมีเรื่องอยากคุยกับพ่อ”
ฉินอี้หานยิ้ม “หม่าฮ่าว?”
ฉินอิงอิงตกใจ “พ่อรู้ได้ไงคะ?”
“เรื่องในตอนบ่าย พี่ลี่เฉิงของลูกบอกพ่อแล้ว พ่อรู้เรื่องทั้งหมด อิงอิงน้อยเก่งมากเลย”
ฉินอี้หานยิ้ม ทุกคนที่อยู่ห่างออกไปประมาณห้าเมตรต่างพากันตกตะลึง
คนโหดเหี้ยมอำมหิตแห่งตระกูลฉิน ทายาทผู้ที่เย็นชามาตลอดยิ้มได้ด้วยเหรอ?
ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นภาพนี้ด้วยตาตัวเอง ต่อให้คนลือกันให้ตายยังไงพวกเขาก็ไม่เชื่อ
ถึงจะเห็นด้วยตาตัวเอง พวกเขาก็ยังสงสัยอยู่ว่าสายตาของตัวเองมีปัญหารึเปล่า
พ่อลูกตระกูลฉินไม่รู้ความคิดของคนอื่น ๆ ฉินอิงอิงกอดคอของคุณพ่ออย่างมีความสุขและหอมเขาไปหนึ่งฟอดใหญ่
“คุณพ่อก็เก่งมากเลยค่ะ!”
ถึงเธอจะเด็ก แต่เธอก็เข้าใจอะไรเยอะมาก
ตอนที่ครูซ่งได้ยินว่าพี่ลี่เฉิงอยู่กับพ่อ เขาก็ตกตะลึง
นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าพ่อเก่งที่สุด เหมือนกับคุณป้าวาฬเร่ร่อนสองตัวนั้น แค่ได้ยินชื่อก็ทำให้สัตว์ทะเลจำนวนนับไม่ถ้วนหวาดกลัวและกรีดร้องหนีเอาชีวิตรอดแล้ว!
“พ่อคะ หนูขอพูดกับหม่าฮ่าวสักประโยคสองประโยคได้ไหม?”
ฉินอี้หานยิ้มและพยักหน้า “ได้อยู่แล้ว”
ฉินอี้หานโน้มตัววางลูกสาวลงกับพื้น พอขาสั้น ๆ ของฉินอิงอิงถึงพื้นก็วิ่งดุ๊กดิ๊กไปหาหม่าฮ่าวกับแม่ของเขาทันที
สองแม่ลูกต่างก็นิ่งไป
แม่เจ้า!
ไม่นึกเลยว่าเด็กน้อยจะวิ่งตรงมาหาฉัน… มาแล้ว…
ถ้าได้กอดสักครั้งคงจะดี เนื้อแน่น ๆ ของร่างเล็กนั่นจะต้องนุ่มสบายมากแน่เลย
ส่วนพ่อของอิงอิงน้อย… อะแฮ่ม… เธอจะทำเป็นมองไม่เห็นเขาละกัน มองไม่เห็นเลย
แม่ของหม่าฮ่าวนั่งยอง ๆ กางแขนออก หม่าฮ่าวก็เลียนแบบแม่โดยการกางแขนออกเหมือนกัน
ฉินอิงอิงวิ่งเหยาะ ๆ โผเข้าสู่อ้อมอกของแม่หม่าฮ่าวและตะโกนด้วยเสียงหวาน ๆ “คุณน้าหม่า”
แต่ก็ไม่ลืมหันไปมองเพื่อนตัวโต “หม่าฮ่าว”
หม่าฮ่าว “...”
จู่ ๆ เด็กชายก็รู้สึกว่าสถานการณ์มันไม่ถูกต้องยังไงไม่รู้?