ผีเจ้าสาวจ้องมองสองสามีภรรยาที่หักหลังนางด้วยความโกรธแค้นจากนั้นนางยื่นมือที่ขาวราวหิมะออกมาร่างของตงหัวและภรรยาก็ถูกกระชากออกมาอยู่ข้างๆนางผีเจ้าสาววางมือไว้ที่ศีรษะทั้งสองแล้วกระชากวิญญาณออกมาตรงๆ
“อ๊ากกกกกกกกกกก”ทั้งสองกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมานเมื่อเห็นว่าวิญญาณของตนถูกดึงออกมาจากร่างก็ยิ่งดิ้นไปมาพยายามจะเข้าร่างของตัวเอง
“ท่านเจ้าเมืองโปรดเมตตาด้วย”ผู้นำตระกูลหัวและตระกูลฝ่ายของภรรยาตงหัวรีบรุดหน้ามามองภาพนี้ด้วยความกลัวและอ้อนวอนให้เสินจีช่วย
“เมตตางั้นเหรอข้าเมตตาพวกเจ้ามากพอแล้วถึงได้ให้มันจบแค่คนสองคนหากไม่มีข้าและนักปรุงยาจางเจ้าคิดว่ามันจะจบแค่ตงหัวและภรรยางั้นเหรอเกรงว่าสองตระกูลพวกเจ้าคงได้กลายเป็นวิญญาณกันหมดแล้ว”เสินจีกล่าวด้วยความโกรธ ต่อให้พลังที่แตกต่างหากผีเจ้าสาวบุกเข้าไปในเมืองด้วยกำลังของเขามีหรือจะต่อกรได้แถมอยากจะขอกำลังเสริมก็ทำไม่ทันแล้ว
“จากนี้ไปพวกเจ้าก็ไปอยู่เป็นเพื่อนข้าก็แล้วกันหากวันใดที่ข้าหายโกรธเมื่อไหร่ข้าถึงจะปล่อยพวกเจ้าให้ได้ไปเกิดใหม่”ผีเจ้าสาวสร้างโซ่วิญญาณออกมาผูกกับคอของพวกตงหัวก่อนจะลากวิญญาณทั้งสองเข้าไปในขบวน
“.....”จางซวนเห็นภาพนี้ก็นิ่งเงียบเขาแปลกใจที่ผีเจ้าสาวดูยังมีสติไม่ได้บ้าคลั่งขึ้นมา
“คุณชายแปลกใจหรือ”ราวกับรู้ว่าจางซวนกำลังคิดอะไรผีเจ้าสาวจึงหันหน้ามา
“บอกตามตรงก็ใช่ถูกหักหลังด้วยชายที่ตนเองรักความเจ็บปวดนี้เกรงว่าจะทำให้หลายๆคนเสียสติได้แต่แม่นางกลับไม่เป็นเช่นนั้นแม้จะโกรธแค้นแต่ก็ไม่ถึงขั้นเสียสติ” จางซวนกล่าว
“หากข้ายังเป็นมนุษย์ย่อมต้องโกรธจนเสียสติแน่แต่ข้าในตอนนี้หลังจากเริ่มฝึกฝนบนเส้นทางของผีข้าก็รู้สึกว่าสภาพจิตใจเปลี่ยนแปลงอย่างมากยิ่งมาถึงขอบเขตโอสถทองข้าก็ยิ่งควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่าตอนเป็นมนุษย์เสียอีก”ผีเจ้าสาวกล่าว
“เช่นนี้นี่เองเช่นนั้นขอขอบคุณที่แม่นางละเว้นผู้บริสุทธิ์” จางซวนคารวะด้วยความขอบคุณ
“ข้าในฐานะเจ้าเมืองต้องขออภัยที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนให้ดีและหากแม่นางต้องการข้าสามารถร้องขอให้ทางเมืองหลวงแต่งตั้งแม่นางเป็นเทพวารีสร้างร่างทองให้แม่นางได้ถึงตอนนั้นท่านก็ไม่ต้องใช้ปราณหยินในการบ่มเพาะแต่เปลี่ยนมาเป็นเส้นทางแห่งเทพที่ใช้ควันธูปและคุณความชอบในการบ่มเพาะแทน”เสินจีกล่าว
“เส้นทางแห่งเทพ”ผีเจ้าสาวเกิดความสนใจ
“เส้นทางแห่งเทพคือเส้นทางของวิญญาณที่ตายแล้วได้รับการแต่งตั้งจากสำนักศึกษาซึ่งในพันธมิตรเซียนเองก็มีสำนักศึกษาแห่งหนึ่งก่อตั้งอยู่และสำนักศึกษาคือผู้ควบคุมกฎระเบียบของอาณาจักรต่างๆ และเมื่อวิญญาณถูกสำนักศึกษาแต่งตั้งให้เป็นเทพภูเขาหรือเทพวารีสถานะของวิญญาณเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนไปจากผีกลายเป็นเทพซึ่งเทพมีหน้าที่ดูแลพื้นที่ในเขตรับผิดชอบรวมถึงช่วยเหลือผู้คน
หากเทพมีคุณธรรมสูงส่งผู้คนก็จะศรัทธาและมาจุดธูปกราบไหว้และยิ่งมีผู้คนกราบไหว้ร่างทองของเทพก็จะยิ่งทรงพลังขึ้นไม่ต่างจากพวกผู้ฝึกตนเลยและเส้นทางนี้ปลอดภัยกว่าการฝึกตนของผีเพราะการดูดซับปราณหยินมักจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่ายและอาจจะเสียสติกลายเป็นวิญญาณร้ายชั่วร้ายได้ทุกเมื่อและหากแม่นางถูกสำนักหลอมวิญญาณรู้ถึงตัวตนทางนั้นจะต้องส่งยอดฝีมือมาตามล่าเจ้าแน่” จื่อเย่กล่าว
“มีเรื่องแบบนี้ด้วยงั้นเหรอข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย เส้นทางแห่งเทพน่าสนใจ” จางซวนกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้นเพราะจางซวนก็ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน
“เช่นนั้นต้องรบกวนท่านเจ้าเมืองแล้วแต่ข้ามีอาณาเขตของตัวเองเป็นภูเขาเพราะงั้นข้าขอเป็นเทพภูเขาดีกว่า” ผีเจ้าสาวกล่าว
“ไม่มีปัญหาข้าจะต้องรีบแจ้งเรื่องนี้ให้ทางเมืองหลวงทราบข้าคิดว่าทางนั้นจะต้องยินดีแต่งตั้งเจ้าให้เป็นเทพภูเขาอย่างแน่นอน”เจ้าเมืองกล่าว
หลังจากคลี่คลายปัญหาได้เมืองเหิงก็กลับมาสงบสุขได้เสียทีจางซวนยังคงเปิดร้านขายเม็ดยากอบโกยเงินทองและศิลาปราณอย่างต่อเนื่องแน่นอนว่าราคาที่จางซวนกำหนดยังถือว่าถูกและผู้คนสามารถจับต้องได้
วันเวลาผ่านไปก็ถึงวันที่จางซวนใกล้จะต้องออกเดินทางต่อจางซวนมองไปยังราชินีผึ้งที่เติบโตขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่โตเต็มที่ไม่อาจทำหน้าที่ราชินีได้จางซวนก็ได้แต่ถอนหายใจ
“นายท่านเรียกพวกเรามามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ”พวกตู้เม่าที่มารวมตัวกันกล่าวขึ้น
“ตู้เม่าข้านั้นใกล้จะออกเดินทางแล้วดังนั้นข้าอยากจะให้ทางเลือกพวกเจ้าหนึ่งติดตามข้าไปแต่เส้นทางนี้จะต้องได้พบอันตรายแน่อย่างที่สองอยู่ที่นี่ข้าจะถอนพิษให้พวกเจ้าและพวกเจ้าก็สามารถอาศัยอยู่ในเรือนแห่งนี้ได้เกือบหนึ่งปีมานี้พวกเจ้าบางคนอยู่กับข้าและศึกษาการปรุงยาจากข้าไม่มากก็น้อยความรู้เรื่องสมุนไพรเองก็พอมีอยู่ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงสามารถดูแลร้านต่อไปได้และใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไปได้”จางซวนกล่าว
“ข้าเป็นคนหยาบช้าจะดูแลร้านแทนนายท่านได้อย่างไร”ตู้เม่ากล่าว
“ลูกพี่ข้าอยากจะอยู่ที่นี่ต่อ” พวกลูกน้องของตู้เม่ากล่าว
“ใช่แล้วข้านั้นพอจะเรียนรู้การปรุงยามาได้บ้างพวกยารักษาบาดแผลยารักษาโรคง่ายๆข้าพอทำได้แม้จะไม่อาจปรุงยาโฉมงามได้แต่แค่นี้ก็พอทำให้ข้าใช้ชีวิตที่เหลือได้อย่างสบายใจแล้ว”
“จริงๆพรสวรรค์ด้านการบ่มเพาะของพวกเราต่ำมากมาถึงขั้นสร้างรากฐานก็ถือว่าโชคดีมากแล้วข้าเองก็คิดเอาไว้ว่าจากนี้จะใช้ชีวิตอย่างสงบแต่งภรรยาสักคนสร้างครอบครัวให้สืบทอดต่อไป”
ตู้เม่าที่ได้ยินก็อึ้งเขาไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลยจริงๆเพราะตู้เม่ามาถึงขอบเขตปราณแท้แล้วและยังพอมีโอกาสหลอมโอสถทองบ้างเลยยังมีความหวังบนเส้นทางแห่งการบ่มเพาะแต่พวกลูกน้องคนอื่นๆกลับไม่ได้มีความหวังเช่นนั้นพวกเขาไม่ได้มีสถานะที่ดีไม่มีความสามารถไม่มีสำนักคอยหนุนหลังดังนั้นโอกาสในการหลอมโอสถทองแทบเป็นศูนย์พวกเขาจึงไม่อยากเสี่ยงและอยากจะใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาแทน
“เอาเถอะข้าคิดว่าสำหรับพวกเจ้าเองก็ดีเหมือนกันที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จวนแห่งนี้ก็ใหญ่โตพอให้พวกเจ้าแต่งภรรยาแล้วย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ในอนาคตเมื่อข้ามาเยี่ยมก็สามารถมาหาพวกเจ้าที่นี่ได้” ตู้เม่ากล่าว
“ลูกพี่จะไม่อยู่กับพวกเรางั้นเหรอ”
“ข้ายังไม่อาจตัดใจทิ้งเส้นทางการบ่มเพาะได้แม้ข้าจะพรสวรรค์ไม่สูงแต่มีนายท่านที่เป็นนักปรุงยาอยู่อย่างน้อยข้าก็พอมีความหวังหากข้าหลอมโอสถทองล้มเหลวจริงๆข้าค่อยกลับมาให้พวกเจ้าเลี้ยงดูข้าก็แล้วกัน”ตู้เม่ากล่าว
“เช่นนั้นพวกเราขออวยพรให้ลูกพี่ทำสำเร็จ”
“ดูเหมือนพวกเจ้าจะตัดสินใจดีแล้วข้าจะทิ้งวิธีการปรุงยาและการปลูกสมุนไพรให้กับพวกเจ้ารวมถึงประสบการณ์ที่ข้าเคยเจอข้าคิดว่ามันจะต้องช่วยให้พวกเจ้าปรุงยาได้หลายชนิด” จางซวนกล่าว
หลายวันต่อมาจางซวนก็เก็บข้าวของและเตรียมออกเดินทางหลังจากบอกลาทุกคนแล้วก็เดินไปที่ประตูเมืองซึ่งเสินจีก็ออกมาส่งด้วยตัวเอง1ปีที่จางซวนมาอยู่ในเมืองเกิดเรื่องขึ้นมากมายและเพราะมีจางซวนอยู่เมืองเหิงถึงได้ผ่านหายนะไปได้
“ขอให้นักปรุงยาจางเดินทางปลอดภัย”เสินจีกล่าว
“ทุกท่านข้าขอตัวก่อนเอาไว้ในอนาคตค่อยพบกันใหม่” จางซวนโบกมือลาแล้วออกเดินทางด้านหลังของจางซวนมีตู้เม่าเพียงคนเดียวที่ติดตามไปส่วนลูกน้องของตู้เม่าทั้งหมดอาศัยอยู่ในเมืองซึ่งเจ้าเมืองก็รับปากว่าจะดูแลอย่างดีขอแค่อีกฝ่ายไม่ทำผิดกฎเมืองก็พอ
‘จะว่าไปแล้วไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นมาส่งเลยหรือว่านางปิดด่านอยู่”อี้กล่าว
“น่าจะเป็นเช่นนั้น”จางซวนก็แปลกใจ
หลังจากที่เจ้าเมืองส่งเรื่องไปที่เมืองหลวงไม่กี่วันทางเมืองหลวงก็ได้ติดต่อกับทางสำนักศึกษาเพื่อทำเรื่องการแต่งตั้งเทพภูเขาคนใหม่สำหรับเมืองหลวงแล้วย่อมยินดีอย่างยิ่งเพราะเทพภูเขาคนใหม่ถือว่ามีพลังที่สูงมากสามารถช่วยปกป้องอาณาจักรได้ในระดับหนึ่ง
ซึ่งทางสำนักศึกษาก็ได้ส่งคนมาตรวจสอบประวัติของผีเจ้าสาวและเมื่อรู้ถึงประวัติอีกฝ่ายทางสำนักศึกษาก็อนุมัติทางเมืองหลวงเลยจ้างชาวบ้านให้มาสร้างศาลเทพภูเขาขึ้นมาส่วนคนของสำนักศึกษาก็ได้ทำพิธีแต่งตั้งเทพภูเขาขึ้นทำให้ตอนนี้ศาลเทพภูเขาเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินผ่านไปมากถึงอย่างไรเส้นทางนี้ก็เป็นเส้นทางที่เมืองเหิงและหมู่บ้านต่างๆต้องทำการค้ากันจึงมีคนเดินผ่านไปผ่านมาจำนวนมาก
จางซวนมาถึงก็เดินเข้าไปในศาลเทพภูเขาและจุดธูปให้อีกฝ่ายไม่นานผีเจ้าสาวที่ตอนนี้กลายเป็นเทพภูเขาก็ปรากฏตัวให้จางซวนได้เห็นเทพภูเขาตอนนี้ไม่ได้สวมชุดเจ้าสาวอีกต่อไปนางสวมชุดเหมือนกับคนในราชวัง
“คุณชายจะออกเดินทางแล้วงั้นหรือ”เทพภูเขากล่าว
“ใช่แล้วก่อนออกเดินทางข้าเลยแวะมาเยี่ยมดูสักหน่อยว่าเทพภูเขาสบายดีหรือไม่ดูจากที่เห็นคงจะไม่มีปัญหาอะไรแล้ว” จางซวนกล่าว
“โชคดีที่ทางราชสำนักได้ประกาศให้ชาวบ้านรอบๆรู้ว่าข้าไม่ใช่วิญญาณร้ายอีกแล้วแต่เป็นเทพภูเขาทำให้ชาวบ้านมาจุดธูปขอพรเยอะมากแน่นอนว่าสิ่งไหนที่ข้าทำให้ได้ข้าก็จะทำ” เทพภูเขากล่าว
“เป็นเช่นนี้ดีแล้วคำขอไหนที่ไม่สมควรก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ตัวเองแปดเปื้อน” จางซวนกล่าว
“คุณชายมีสิ่งใดที่อยากจะให้ข้าช่วยหรือไม่”
จางซวนที่ได้ยินก็ลังเลก่อนจะเอ่ยคำขอออกไปแต่เทพภูเขากลับส่ายหน้านางไม่เจอกับสิ่งที่จางซวนต้องการให้ค้นหาจางซวนจึงได้แต่เอ่ยขอบคุณและขอตัว จางซวนไปยังหมู่บ้านเล็กๆที่เป็นบ้านเกิดของป๋ายหลางจางซวนเดินมาถึงหลุมศพของป๋ายหลางซึ่งตอนนี้มีหลุมศพเพิ่มขึ้นมาซึ่งเป็นของภรรยาป๋ายหลางที่อยู่เคียงข้างกัน
“วิญญาณของทั้งสองคงได้ขึ้นสวรรค์ไปแล้วนายท่านไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว”ตู้เม่ากล่าว
คำขอที่จางซวนของเทพภูเขาคือให้ตรวจสอบว่าวิญญาณของป๋ายหลางและภรรยายังอยู่ในโลกมนุษย์หรือไม่แต่เทพภูเขากลับไม่อาจสัมผัสได้ถึงวิญญาณของทั้งสองซึ่งไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วยังอยู่ที่โลกมนุษย์หรือไม่เพราะถึงอย่างไรเทพภูเขาอย่างนางก็ไม่อาจตรวจสอบได้อย่างแท้จริงเพราะมันเกินขอบเขตอำนาจของนาง
“ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”จางซวนกล่าวก่อนจะวางดอกไม้และเทสุราไว้หน้าหลุมศพก่อนจะหันหลังออกเดินทางต่อ
เมื่อจางซวนออกไปจากหมู่บ้านได้ไม่นานก็มองเห็นหญิงสาวคนหนึ่งสวมชุดสีดำด้านหลังสะพายกระบี่เอาไว้หญิงสาวยืนกอดอกและพิงต้นไม้อยู่ราวกับกำลังยืนรอพวกจางซวนอยู่