เกิดใหม่ครั้งนี้ พกสวนแห่งชีวิต สู่ยุค 70 นำพาตระกูลหลินรุ่งเรือง

    ตอนที่ 33 : ลมเปลี่ยนทิศ

    เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน

    ตอนที่ 33 : ลมเปลี่ยนทิศ

     

    ต้นปี 1966 ข่าวสารจากวิทยุกระจายเสียงส่วนกลางเริ่มเปลี่ยนน้ำเสียงไปทีละน้อยคำพูดที่เคยได้ยินบ่อยๆ อย่าง "ปฏิรูป" "พัฒนา" ค่อยๆถูกแทนที่ด้วยคำที่ฟังดูรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่าง "กวาดล้าง""ปฏิวัติ" "ทำลายของเก่า"

    หลินเจี้ยนกั๋วเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่สำนักงานคอมมูนก่อนใครเอกสารคำสั่งจากเบื้องบนเริ่มมีน้ำเสียงเข้มงวดขึ้นมีการเรียกประชุมด่วนบ่อยครั้งกว่าปกติ

    บ่ายวันหนึ่งขณะที่จื้อเฉียงกำลังจัดเอกสารอยู่ที่สำนักงานคอมมูนตามปกติเขาได้ยินเสียงโต้เถียงดังมาจากห้องประชุมเจ้าของโรงสีข้าวเก่าแก่ประจำคอมมูนถูกเรียกไปสอบสวนอย่างเข้มงวดเรื่องประวัติครอบครัวที่เคยเป็นเจ้าของที่ดินก่อนการปลดปล่อยทั้งที่ตัวเขาเองไม่เคยทำอะไรผิดเลยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

    "เขาโดนอะไรเหรอครับ"จื้อเฉียงถามเจ้าหน้าที่คนหนึ่งด้วยความสงสัยเมื่อเห็นชายชราเดินออกมาจากห้องประชุมด้วยสีหน้าซีดเผือด

    "ประวัติครอบครัวไม่ดีน่ะตอนนี้เขาเข้มงวดเรื่องนี้กันมากขึ้นทุกวัน" เจ้าหน้าที่ตอบเบาๆก่อนจะรีบกลับไปทำงานต่อโดยไม่อยากพูดมากเกินไป

    เย็นวันนั้นจื้อเฉียงเล่าเรื่องที่เห็นให้พ่อฟังทันทีที่กลับถึงบ้านหลินเจี้ยนกั๋วฟังแล้วนิ่งคิดอยู่นานก่อนจะตัดสินใจเรียกประชุมครอบครัวทั้งสามบ้านอย่างเร่งด่วนในคืนนั้นเองทุกคนมารวมตัวกันที่ลานกลางด้วยสีหน้าจริงจัง

    "เรื่องที่ซินเยว่เคยเตือนไว้เริ่มเป็นจริงแล้วครับ" ลุงใหญ่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"เอกสารจากเบื้องบนเริ่มพูดถึงการกวาดล้างของเก่าการจัดประชุมวิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นนายทุนแล้ว"

    หลินเต๋อชางถอนหายใจยาวมองไปที่หลานสาวตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้างพ่อแม่ "โชคดีจริงๆที่เราย้ายมาเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนนั้นถ้ายังอยู่ปักกิ่งป่านนี้คงลำบากกว่านี้มากแล้ว"

    "ต้องขอบคุณหลานจริงๆ"หลินเจี้ยนหัวเสริมขึ้น "ถ้าไม่ได้เตือนไว้ก่อน เราคงตั้งตัวไม่ทันแน่ๆ"

    ซินเยว่นั่งฟังทุกคนพูดถึงเธอด้วยความรู้สึกอบอุ่นปนเขินอายไม่ได้คิดว่าตัวเองทำอะไรยิ่งใหญ่เพียงแค่บอกสิ่งที่รู้ให้ครอบครัวได้เตรียมตัวเท่านั้น

    หลินเจี้ยนหมินที่นั่งเงียบมาตลอดจึงเอ่ยขึ้นด้วยเรื่องที่ทำให้ทุกคนต้องนิ่งฟังอย่างตั้งใจ"มีเรื่องหนึ่งที่ผมเพิ่งทราบมาเมื่อไม่กี่วันนี้ครับหน่วยเก่าที่ผมเคยอยู่ที่ปักกิ่งกำลังมีปัญหาการแบ่งฝักฝ่ายทางความคิดกันอย่างรุนแรง ผู้บังคับบัญชาคนเก่าถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องแนวคิดที่ไม่ตรงกับนโยบายใหม่"

    "แล้วพ่อล่ะ"ซินเยว่ถามด้วยความเป็นห่วง

    "พ่อยังปลอดภัยดีเพราะย้ายมาประจำที่ชายแดนก่อนเรื่องนี้จะเริ่มพอดีไม่ได้ข้องเกี่ยวกับฝ่ายไหนเลย" หลินเจี้ยนหมินตอบพลางยิ้มบางๆ"คิดไปคิดมาแล้วก็รู้สึกขนลุก ถ้าไม่ได้ย้ายมาตอนนั้นป่านนี้อาจถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งนี้ด้วยก็ได้"

    ความเงียบปกคลุมวงประชุมอยู่ครู่หนึ่งทุกคนต่างตระหนักถึงความโชคดีที่เกิดจากการตัดสินใจย้ายมาตั้งแต่เนิ่นๆ

    หวังซูเจินเอื้อมมือมากุมมือสามีไว้แน่น"ตอนได้ยินว่าหน่วยเก่าเกิดปัญหาแบบนี้ ฉันใจหายไปเลยนะนึกภาพว่าถ้าเรายังอยู่ที่นั่นจะเป็นยังไง"

    "ผมเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน"หลินเจี้ยนหมินตอบพลางบีบมือภรรยาเบาๆ "ตอนที่ขอย้ายหน่วยไปผมแค่คิดว่าทำตามที่ลูกเตือนไว้เท่านั้นไม่เคยคิดเลยว่าจังหวะเวลาจะพอดีขนาดนี้"

    "เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงอาหย่วนขึ้นมาได้"ลุงใหญ่พูดขึ้นด้วยความกังวล "เขายังอยู่ในกองทัพถ้ามีการแบ่งฝักฝ่ายแบบนี้เกิดขึ้นทั่วประเทศเขาอาจต้องเผชิญสถานการณ์คล้ายกันก็ได้"

    "ผมว่าเราควรเขียนจดหมายเตือนเขาไปนะครับ"หลินเจี้ยนหมินเสนอ "บอกให้ระมัดระวังตัวอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งทางความคิดใดๆ ทั้งสิ้นวางตัวเป็นกลางไว้ก่อนดีที่สุด"

    คืนนั้นลุงใหญ่นั่งเขียนจดหมายถึงลูกชายอย่างตั้งใจระบุคำเตือนอย่างละเอียดโดยไม่ให้ดูน่าสงสัยเกินไปเพียงแค่บอกว่าได้ยินข่าวสถานการณ์ในกองทัพเริ่มตึงเครียดอยากให้ระมัดระวังตัวและไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนกว่าสถานการณ์จะชัดเจนขึ้น

    หลังจากเรื่องสำคัญคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่งหัวข้อการประชุมก็เปลี่ยนมาที่การเตรียมรับมือกับสถานการณ์ในหมู่บ้านเอง

    "เรื่องที่ต้องคิดต่อไปคือเราจะทำยังไงไม่ให้ครอบครัวเราดูโดดเด่นเกินไปในสายตาคนอื่น"หลินเต๋อชางเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง "ผู้ชายในบ้านเราทุกคนทำงานให้รัฐอยู่แล้วคงไม่ถูกเพ่งเล็งมากนัก แต่เรื่องแปลงนาก็สำคัญเหมือนกันทุกครอบครัวในหมู่บ้านต้องมีคนลงแรงทำนา ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยก็จะดูแปลกไป"

    "งั้นให้ฝ่ายผู้หญิงลงแปลงนาต่อไปเหมือนเดิมแต่ไม่ต้องทำงานหนักเท่าคนอื่นก็พอ" หวังซูเจินเสนอ"แค่พอให้เห็นว่าเราก็ทำงานเหมือนชาวบ้านทั่วไป ไม่ต้องเยอะจนเกินตัว"

    "เด็กๆบ้านสามก็ช่วยงานเบาๆ แบบที่เด็กในหมู่บ้านทำกันได้นะ" ซุนกุ้ยหลานเสริม"อย่างเกี่ยวหญ้าให้สัตว์ หรือช่วยเก็บผลผลิตเล็กๆ น้อยๆไม่ต้องทำงานหนักเหมือนผู้ใหญ่"

    ทุกคนเห็นพ้องต้องกันกับแผนนี้หลินเต๋อชางถอนหายใจก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักใจ "ส่วนเรื่องเรียนของเด็กๆผมเกรงว่าคงหนีไม่พ้นเหมือนกันข่าวจากทางการบอกว่าโรงเรียนทุกระดับอาจต้องปิดชั่วคราวทั่วประเทศไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยเท่านั้น"

    "จื้อหมิงกับจื้อเฉิงกับซินเยว่ก็ด้วยเหรอคะ"หวังซูเจินถามด้วยความกังวล

    "คงต้องเตรียมใจไว้ก่อนครับ"หลินเจี้ยนหมินตอบอย่างหนักใจ "แต่อย่างน้อยพวกเราก็ยังมีกันและกันจะหาทางให้เด็กๆ ไม่เสียเวลาไปเปล่าๆ ได้แน่นอน"

    ซินเยว่นั่งฟังแผนการทั้งหมดด้วยความรู้สึกซับซ้อนส่วนหนึ่งรู้สึกโล่งใจที่ครอบครัวเตรียมพร้อมรับมือได้ดีแต่อีกส่วนหนึ่งก็อดคิดถึงครอบครัวอื่นในหมู่บ้านที่อาจไม่มีข้อมูลล่วงหน้าแบบนี้ไม่ได้นึกถึงต้าโจวเพื่อนใหม่ที่เจอตอนทำนา และครอบครัวที่ต้องดิ้นรนกันเองโดยไม่รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

    "ปู่คะเราจะช่วยครอบครัวอื่นในหมู่บ้านได้ไหมคะ" เธอถามขึ้นอย่างจริงจัง

    หลินเต๋อชางมองหลานสาวด้วยความอบอุ่นใจ"ช่วยได้สิลูก แต่ต้องช่วยแบบที่ไม่ทำให้เราดูโดดเด่นเกินไปด้วยนะ ค่อยๆทำไปทีละนิด ให้เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่มีใครสงสัย"

    คำตอบนั้นทำให้ซินเยว่พยักหน้าเข้าใจแม้จะยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะช่วยอย่างไรได้บ้างแต่ก็รู้สึกดีใจที่อย่างน้อยครอบครัวของเธอก็ไม่ได้คิดถึงแค่ความปลอดภัยของตัวเองเพียงฝ่ายเดียว

    คืนนั้นก่อนนอนซินเยว่แอบเข้าไปในสวนแห่งชีวิตครู่หนึ่งมองดูทุ่งหญ้าเขียวขจีที่ยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม ไม่ว่าโลกภายนอกจะปั่นป่วนแค่ไหนที่นี่ก็ยังคงเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยเสมอ

    *ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างนอกอย่างน้อยเราก็ยังมีที่นี่ และมีกันและกัน*

    เธอยืนอยู่กลางทุ่งอีกครู่หนึ่งก่อนจะเดินกลับออกไปความมั่นใจในใจแน่นขึ้นกว่าเดิม พร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า

    เมื่อกลับมาถึงห้องนอนเข็มนาฬิกาข้างเตียงยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่เวลาเดิมเหมือนทุกครั้งซินเยว่ปีนขึ้นเตียงนอนลงพลางมองเพดานไม้ที่คุ้นเคยปีนี้คงเป็นปีที่ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิมแต่อย่างน้อยครอบครัวของเธอก็ไม่ต้องเผชิญมันอย่างไม่ทันตั้งตัวเหมือนคนอื่นๆในหมู่บ้าน

    เธอหลับตาลงพลางคิดถึงหน้าตาของทุกคนในครอบครัวที่นั่งฟังแผนการด้วยความมั่นใจเมื่อครู่ไม่มีใครแสดงความหวาดกลัวจนเกินเหตุมีเพียงความร่วมมือร่วมใจที่จะผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกันเหมือนที่เคยทำมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจย้ายออกจากปักกิ่ง

     

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ พกสวนแห่งชีวิต สู่ยุค 70 นำพาตระกูลหลินรุ่งเรือง ที่คุณอ่าน