บทที่ 67
ผู้คนที่ได้เห็นยมทูตตัวเป็นๆ พวกเขาก็คิดว่ามันต่างจากที่ตำนานหลายๆตำนานที่เคยบันทึกหรือเคยเล่าต่อๆกันมา แต่พวกเขาก็ยังคงชุดสีดำที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ดี พระสันตะปาปาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เขาไม่เคยได้รับรู้เรื่องที่เหนือธรรมชาติอย่างนี้เลยสักครั้ง เขาพูดไม่ออก จนกานต์รุ่นที่เก้าก็ได้เอ่ยขึ้นมาอีกครั้งเพื่อที่จะเตือนสติ“พวกเจ้าจะยอมรับขอเสนอนี้หรือไม่ หากไม่ยอมแล้ว ก็จะได้มีปัญหากันอย่างแน่นอน” กานต์รุ่นเก้ากล่าว พระสันตะปาปากลืนน้ำลายลงขอเล็กน้อย นั่นมันคือยมทูตที่เป็นเสมือนตัวแทนของเทพแห่งความตาย แต่เขาก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเพียงเท่านั้น แล้วจะให้เขาทำอย่างไร หากแต่จะปล่อยตัวบุคคลนั้นที่อยู่ในกรงมันก็สามารถที่จะปล่อยได้ แต่สิ่งที่เขาได้พูดออกไปก่อนหน้านั้นล่ะจะทำอย่างไร แต่...“พวกเจ้ารีบปล่อยตัวเธอคนนั้นไปเถอะ ตอนนี้ตัวข้าเหลือพลังอยู่น้อยนิด.. เรายังไม่มีกำลังที่มากพอจะต่อต้านพวกนั้น” แสงที่ปรากฏออกมาจากข้างๆตัวของพระสันตะปาปาสว่างขึ้น และเอ่ยกล่าวกับทุกๆคนที่อยู่ที่แห่งนี้ เมื่อมีแสง และเสียงดังออกมาจากก้อนแสงนั้น กานต์ก็เอ่ยทำความเคารพด้วยความสัตย์จริง“ข้ายมทูตกานต์รุ่นที่เก้า พร้อมกับเหล่าบริวาลคณะ ขอแสดงความเคารพท่านนามธรรมแห่งแสงสว่าง ทิวา บุตรแห่งพระผู้สร้างขอรับ.. พวกข้ามิได้ตั้งใจที่จะขัดขวางภารกิจของสาวกท่าน หากเพียงแต่พวกข้านั้นก็ได้รับคำสั่งมา เพื่อให้ช่วยเหลือองค์หญิงแห่งนรก หวังว่าท่านจะเข้าใจขอรับ”กานต์กล่าวออกมา ท่ามกลางเสียงที่ดังก้อง ผู้คนทั่วทั้งบริเวรเองก็ได้ยินชัดเจนไม่ต่างกับพระสันตะปาปา มีเพียงนามธรรมทิวาเท่านั้นที่ได้แต่ยิ้ม เพราะสิ่งที่ยมทูตคนนั้นกล่าวออกมา มันเหมือนว่าเป็นการยืนยันตัวให้เธอได้ไม่ใช่หรือยังไงว่าเธอน่ะของจริง เธอจึงกล่าวกับไปว่า“เทพแห่งความตายนั้นไม่ได้อยู่ฝ่ายใครเช่นเดียวกับเทพแห่งนรก ข้าจะให้ความอนุเคราะห์พวกเจ้าสักครั้ง... เจ้าน่ะ สาวกคนแรกของข้าในรอบพันปี.. เจ้าจงปล่อยตัวนางผู้นั้นไปเถอะ พวกเขาเป็นกลางกับเรื่องนี้” ก้อนแสงนั้นกล่าวออกมาแล้วหันไปลอยใกล้ๆกับพระสันตะปาปา พร้อมกับเอ่ยกับเขา“ขอพระทัยเป็นอย่างสูงขอรับท่านนามธรรมแห่งแสง ทิวา” กานต์กล่าวออกมา พระสันตะปาปาที่เห็นยมทูตทำความเคารพเขาก็ต้องทำบ้าง ให้มันเหมาะสมกับที่เขาเป็นสาวกในรอบพันปีเสียหน่อย“ขอรับท่านนามธรรมแห่งแสงสว่าง ทิวา ... พวกลูกปล่อยตัวเจ้าหญิงแห่งนรกคนนั้นเสียเถอะ อย่าทำให้ท่านนามธรรมต้องเสียพระทัย” เขากล่าวขอบคุณพร้อมกับหันไปบอกพวกลูกๆของเขาให้ปล่อยตัวหญิงคนนั้น และเมื่อปล่อยตัวออกมาจากกรงขังได้แล้ว ยมทูตกานต์ก็เดินเข้ามารับตัวเธอพร้อมกับก้มหัวให้กับนามธรรมแห่งแสงอีกครั้ง ก่อนจะหายไปจากตรงนั้นพร้อมๆกัน มันทำให้เสียงหือฮาขึ้นมาอีกครั้งเกี่ยวกับเรื่องที่เกินจะจิตนาการได้“พวกลูก!! เงียบลงก่อน ไม่เห็นหรือยังไรว่าท่านนามธรรมแห่งแสงสว่างยังอยู่กับพวกเรา.. จงทำความเคารพท่าน และฟังในสิ่งที่ท่านกำลังจะกล่าวออกมาให้ดีๆ” พระสันตะปาปาพูดออกไมค์เสียงดังก้องกังวาน หลังจากที่ได้เหล่ายมทูตหายออกไปพร้อมๆกัน“พวกเจ้าทุกคน.. เมื่อครั้งก่อนคือสาวกของบิดาข้า ให้พวกเจ้าคิดว่าเราคือบุตรของท่านก็เพียงพอแล้ว พลังของเราจะฟื้นฟูได้ก็ต่อเมื่อพวกเจ้านึกถึงเรา แสงสว่างที่อบอุ่น และเราจะมอบพลังให้กับพวกเจ้าที่ศรัทธาในแสงสว่าง.. ศัตรูที่แท้จริงๆของพวกเจ้าคือจิตใจที่เข้าหาความมืดมิด และพวกเจ้าจะต้องคอยช่วยเหลือผู้คนที่มีจิตใจอันมืดมิดด้วยเช่นกัน” เธอเว้นจังหวะเมื่อให้คนเหล่านั้นคิดตามก่อนจะพูดออกมาต่อว่า“ข้าจะใช้พลังที่เหลืออยู่น้อยนิดเป็นพลังสุดท้ายให้กับพวกเจ้า.. พวกเจ้าจะได้รับรู้ว่าศัตรูที่พวกเจ้าควรกำจัดออกไปให้พ้นทางที่ถูกต้องคือผู้ใดบ้าง...” จากนั้นแสงก็ลอยตัวขึ้น ก่อนจะแตกกระจายเป็นวงกว้างกระจายไปออกมาเป็นผงละออง ก่อนจะพูดเป็นประโยคสุดท้ายว่า“จากนี้ไปข้าคงต้องหวังพึ่งพวกเจ้าแล้ว และข้าอาจจะต้องหลับใหลไปอีกนานอย่างน้อยๆ 1 ปี หากพวกเจ้ายังคงมิหาสาวกที่ศรัทธาในตัวเรา พลังงานของเราก็จะฟื้นฟูได้ช้ากว่า 2-3 ปีเป็นแน่แท้” แล้วเสียงนั้นก็หายไป พร้อมกับพลังงานอะไรบางอย่างที่เชื่อในนามธรรมแห่งแสง ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของผู้ศรัทธามีแสงสว่างเกิดขึ้นทั่วทั้งร่างกาย และพวกเขาก็รู้ได้ทันทีว่าใครคือศัตรูจากเพียงแค่การมอง“มีหนูสกปรกอยู่ที่แห่งนี้มากมายจริงๆ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ไม่ควรจะมีพวกลูกอยู่จริงๆ มาเถอะถ้าลูกยังเชื่อในความดี จงกลับใจมาหาพ่อ พ่อจะล้างบาปให้เอง” พระสันตะปาปามองไปยังหลายๆคนที่อาจจะเป็นสายลับของอีกฝ่าย แม้แต่เหล่ายมทูตเองก็ต้องถอนตัวออกมาจากตรงนั้น พลังที่พระสันตะปาปาได้รับ มันช่างรุนแรงจริงๆ และมันยังเป็นพลังสายสว่างที่ทั้งชนะ และแพ้ทางกันเองกับพวกเขาอีกด้วยกลับมาทางด้านห้องประชุมที่นทีกำลังเห็นภาพทุกๆอย่างอยู่นั้นเอง เขาคิดว่านี่มันยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเพียงเท่านั้น ตอนนี้พวกเขาน่าจะกลับเริ่มสร้างองค์กร และดึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องมาเข้าร่วมให้ได้มากที่สุด จนสุดท้ายก็น่าจะตั้งกองทัพอย่างแน่นอน แต่นั่นพวกเขาจะต้องดึงคนให้ได้ก่อนคนพวกนี้ให้ได้ เพื่อที่จะได้คอยปกป้องคนพวกนี้ ขอแค่อย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ก็พอแล้วไม่นานยมทูตคนอื่นๆก็กลับเข้ามาในห้องประชุม พร้อมกับเจ้าหญิงแห่งนรก เธอยังสงสัยว่าเธอต้องมาทำอะไรที่แห่งนี้ เธอไม่เข้าใจจริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เธอรู้เพียงแค่ว่าพ่อเธอเสียแล้วจากคำบอกเราจากแม่ของเธอ แต่ตอนนี้กลับมีชายชุดดำบอกว่าสิ่งที่เธอเป็นอยู่นั้นคือพลังของเทพแห่งนรก ซึ่งเทพแห่งนรกคือพ่อของเธอ เธอเดินเข้ามาในห้องประชุม และพบเจอกับชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่หัวโต๊ะที่ดูน่าจะมีอำนาจเยอะที่สุด“คุณคือพ่อของหนูเหรอคะ.. เอ๊ะที่นี่คงเป็นนรกซินะ เป็นนรกที่แปลกจากที่หนูเคยได้ยินมาจริงๆเลยนะคะ” เธอกล่าวออกมา นทีที่ได้ยินก็หน้าเสียเล็กน้อย เขายังไม่เคยเสียซิงให้กับใครที่ไหน แล้วจะไปมีลูกตอนไหนเล่า แล้วเด็กน้อยคนนี้ดูยังไงว่าที่นี่คือนรก นี่มันห้องประชุมชัดๆ“เห้อ.. ฉันน่าจะมีศักดิ์เป็นอาของหนูนะ พ่อของหนูเป็นเพื่อนสนิทกับอาเอง ต่อไปก็เรียกอาว่าอานทีนะ .. แล้วอีกอย่างที่นี่ไม่ใช่นรกหรอกนะ เรายังอยู่ที่โลกมนุษย์อยู่” นทีกล่าวออกมากับเด็กน้อยอายุน่าจะไม่เกิน 12 ปี และเขาก็ไม่คิดเลยว่าหนูน้อยคนนี้จะเป็นลูกของเพื่อนเขา เพราะว่าหน้าตามันช่างต่างกันจริงๆ“อย่างนั้นเหรอคะอานที อาเป็นเพื่อนกับพ่อหนูนี่เอง ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยหนูไว้ ไม่อย่างนั้นหนูน่าจะ....” เธอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เธอเกิดมาก็แตกต่างจากคนอื่นแล้ว ตัวเธอมีเขาอยู่บนหัว มันเป็นเขาแพะที่ไม่ได้ใหญ่มาก ตอนแรกเธอชอบมันมาก แต่สิ่งนี้แหละมันทำให้เธอไม่สามารถมีเพื่อนได้ และเธอก็เกลียดมันมาตั้งแต่นั้นมา“อ่าจริงซิ แล้วห..หล..หลานชื่ออะไรล่ะ แล้วก็เดี๋ยวหลานมานั่งตรงนี้ อาจะให้หลานพูดคุยกับพ่อของหลานนะ” นทีกล่าวออกมาอย่างเขินๆ จะให้คิดอย่างไร เขาไม่เคยมีน้องสาวน้องชาย หรือลูกหลานเลยสักครั้ง และอยู่ๆเพื่อนรักก็มีลูกเฉยเลย มันทำให้เขารู้เขินๆนิดๆ“หนูชื่อ ลูซี่ค่ะ คุณอา”