บทที่ 20
ฟ้าสางที่กลางใจ
พระศิลาหลังจากให้เืเรียบร้อยแล้ว ท่านเดินมามองเสือน้อย ที่หน้าห้องไอซียูด้วยท่าทางสงบนิ่ง แต่ภายในใจเต็มไปด้วยความระทมทุกข์ สงสารลูกอย่างจับใจ ตัวเล็กเพียงเท่านี้ต้องมาาเ็สาหัสปางตาย นี่ก็คงเป็เพราะเราที่ทำให้ลูกต้องเป็อย่างนี้ ถ้าเราไม่สร้างเื่เลว ทำให้
เขาเกิดมา ลูกก็คงไม่ต้องมารับเคราะห์เยี่ยงนี้ เป็เพราะเขาคนเดียวแท้ ๆ พระศิลายืนนิ่งอยู่นาน มารู้สึกตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงเรียกทางด้านหลัง
“ท่าน “ทนงเกียรติเรียกเบา ๆ“ท่าน “ทนงเกียรติเรียกเบา ๆ
พระศิลาหันไปมองทางต้นเสียง เห็นทุกคนมากันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ละคนมีใบหน้าเศร้าสร้อย กังวลใจ เป็ห่วงเป็ใย ในอาการของเด็กน้อย
“หมอว่าอย่างไรบ้างโยมพ่อ “พระศิลาถามบิดา
“หมอยังไม่รับรอง ขอดูอาการอีกสักระยะหนึ่ง”
ทนงเกียรติบอก ด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล เพิ่งได้เจอหน้าหลานครั้งแรก ก็ต้องมาเป็อย่างนี้เสียแล้ว หัวอกของคนเป็ปู่แทบจะขาดใจตาย
พระศิลารับฟังด้วยอาการสงบนิ่งแต่ภายในใจนั้นกลับเกิดแต่ความว้าวุ่นวุ่นวายกระสับกระส่ายกระวนกระวาย ด้วยความห่วงใย
“โยมแพรล่ะเป็อย่างไรบ้าง”
“ปลอดภัยแล้ว นอนพักอยู่ในห้องผู้ป่วย “ทนงเกียรติตอบ ทั้ง ๆ ที่สายตายังจับจ้องอยู่ที่ร่างของเสือน้อย ที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ ระโยงระยางไปด้วยเครื่องมือทางการแพทย์
“อาตมาเห็นทีจะต้องกลับก่อน “พระศิลาบอกลา
“ผมจะไปส่งท่านเองนะขอรับ “ภูผาเสนอตัว
“ไม่ต้องหรอกคุณภูผา เดี๋ยวผมไปส่งท่านเอง “พงศ์เกษมบอกกับภูผา
“นิมนต์ครับท่าน “พงศ์เกษมนิมนต์พระศิลา แล้วก้าวเดินตามหลังท่านไป
ทุกคนยังคงนิ่งเงียบ ไม่มีใครพูดจากันเลย เพียงสักครู่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้า เดินอย่างเร่งรีบเข้ามาหา
“พี่เฟื่อง พี่เฟื่อง”
เ้าของชื่อเงยหน้ามองเ้าของเสียง
“เธอนั่นเอง “เฟื่องระย้าพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ
“พี่อาทิตย์เป็อะไรไปหรือคะ ฟ้าไปที่บ้าน ลุงสนบอกว่าพี่เฟื่องมาโรงพยาบาล ฟ้าเลยรีบมานี่แหละค่ะ พี่อาทิตย์เป็อะไรไปค่ะ “หญิงสาวนั่งลงข้าง ๆ พี่สาว แล้วถามด้วยเสียงเบา ๆ ด้วยความเกรงใจคนอื่น ๆ
เฟื่องระย้าลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วพยักหน้าให้เด็กสาวลุกขึ้นตามเธอ แล้วแนะนำให้เด็กสาวรู้จัก ผู้มีาุโ พร้อมกับทำความเคารพผู้ที่มีวัยสูงกว่า
“น้องฟ้า นี่คุณทนงเกียรติ คุณดวงมณี คุณปู่คุณย่าของเสือน้อยจ้ะ “เฟื่องระย้าแนะนำน้องสาวให้รู้จัก
ผู้มีาุโทั้งสองไหว้รับว่าหญิงสาว
“ฟ้าจรัส น้องสาวของเฟื่องเองค่ะ”
เฟื่องระย้าแนะนำให้ทนงเกียรติและดวงมณีรู้จัก
ผู้มีาุโยิ้มให้อย่างเอ็นดูสาวน้อย
“นี่คุณภูผา ลูกชายของคุณทนงเกียรติกับคุณดวงมณี”
ฟ้าจรัสยกมือไหว้ชายหนุ่ม
ชายหนุ่มรับไหว้ แล้วยิ้มอ่อน ๆ ให้กับหญิงสาวหน้าใส เพราะเขาแอบจับตามองเธอ ั้แ่เธอเดินเข้าไปหาเฟื่องระย้าแล้ว
“ฟ้าจรัส น้องสาวของพี่เฟืองเองค่ะคุณภูผา”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณฟ้า “ภูผากล่าว แล้วยิ้มให้เธอ อย่างเป็มิตร
“เช่นเดียวกันค่ะ “ฟ้าจรัสพูด ด้วยน้ำเสียงแจ่มใสตามวัยของเธอ
“คุณหมอมานู่นแล้ว “จันทร์แขลุกพรวดยืนขึ้น เมื่อเห็นคุณหมอเดินออกมาจากห้องคนไข้ เธอจึงเดินปรี่เข้าไปหา อย่างร้อนใจ ทุกคนจึงเดินตามจันทร์แขไปด้วย
“อาการของแกเป็อย่างไรบ้างคะคุณหมอ “จันทร์แขถาม ด้วยความวิตกกังวล
“ปลอดภัยแล้วครับ แต่คงจะต้องอยู่ในห้องไอซียูไปอีกสักระยะ เพื่อรอดูอาการให้แน่ใจก่อน จึงค่อยย้ายไปที่ห้องพักฟื้นคนไข้ ผมขอตัวไปดูคนไข้รายอื่นก่อนครับ “คุณหมอขอตัว
“พี่เฟื่อง พี่อาทิตย์เป็อะไรหรือคะ “ฟ้าจรัสถามด้วยความเป็ห่วง เพราะเมื่อครู่นี้เธอยังไม่ได้คำตอบจากพี่สาวของเธอเลย
ยังไม่ทันที่เฟื่องระยะจะบอกน้องสาว อาทิตย์ก็เดินเข้ามาสมทบด้วย ฟ้าจรัสทำหน้างง ๆ เมื่อเห็นอาทิตย์เดินมาสมทบ หันไปมองพี่สาว แววตาสงสัยว่าใครเป็อะไร
“เสือน้อยจ้ะ “เฟื่องระย้าบอกและยิ้มให้กับเธอ
“อ้าว! แล้วเ้าตัวเล็กจอมซนเป็อะไรหรือคะ “ฟ้าจรัสพูดจบ ปราดเข้าไปยืนมองที่กระจกห้องไอซียู
“โธ่! เ้าตัวน้อยจอมซนของน้าฟ้า จริง ๆ ด้วย “ฟ้าจรัสรำพึงด้วยความสงสาร
ภูผายืนมองฟ้าจรัส ที่กำลังยืนฟังเื่ราวทั้งหมดจากเฟื่องระย้า เขามีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นภายในใจ เขารู้สึกเอ็นดูหญิงสาวที่มาใหม่ผู้นี้ เขามักจะแอบมองเธออยู่บ่อย ๆ ตอนที่หญิงสาวเผลอตัว
“แขว่าไปเยี่ยมแพรกันดีกว่า จะได้บอกข่าวดีเื่เสือน้อยด้วย แพรคงจะดีใจ เพราะแพรก็กังวลใจมิใช่น้อย ถ้ารู้ว่าลูกปลอดภัยแล้ว จะได้หมดความกังวลใจไป “จันทร์แขเอ่ยกับทุกคน
“แล้วพี่แพรอยู่ห้องไหนละคะ เดี๋ยวฟ้าจะไปซื้อของเยี่ยมก่อน ฟ้าจะไปหาของบำรุงพี่แพร จะได้หายไว ๆ แล้วฟ้าจะตามไปทีหลัง “หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส
“ป๋าเองก็ยังไม่มีของเยี่ยมให้เหมือนกัน เอาอย่างนี้ ตาเล็กไปกับน้อง แล้วซื้อกระเช้าดอกไม้หรือผลไม้ก็ได้ มาฝากป๋ากับแม่ด้วย “ดวงมณีบอก เมื่อสังเกตเห็นลูกชาย ให้ความสนใจกับหญิงสาวเป็พิเศษ
ภูผายิ้มเจื่อน ๆ ให้มารดา นึกอายมารดา ที่รู้ทันความรู้สึกของตนเอง
“ครับแม่ “ภูผารับคำอย่างเขิน ๆ แล้วออกเดินเคียงคู่ไปกับหญิงสาว
ทั้งคู่เดินออกมายังไม่ทันพ้นประตูโรงพยาบาล ฟ้าจรัสชะงักปลายเท้าหยุดเดินทันที
“อุ๊ยตาย! ฟ้ายังไม่รู้เลยพี่แพรอยู่ห้องไหน คุณภูผารออยู่ตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวฟ้าวิ่งไปถามพี่เฟื่องก่อน แป๊บเดียวเอง เดี๋ยวฟ้ามา “หญิงสาวหันมาบอก
ภูผามองใบหน้างามสมวัยของเธอ ซึ่งไร้การแต้มแต่งสีสันจากเครื่องสำอาง ใบหน้าใสสะอาดสดใส ไร้จริตมารยา เขายิ้มให้เธออย่างเปิดเผยความรู้สึกทันที จนอีกฝ่ายถึงกับเขินหน้าแดงระเรื่อ ด้วยความเขินอาย เมื่อสบตากับชายหนุ่มผู้นี้ ที่เพิ่งจะได้ทำความรู้จักกัน ไม่กี่นาทีที่ผ่านมานี้เอง
“ผมรู้ครับ เดี๋ยวผมพาไปเอง “ชายหนุ่มตอบเสียงนุ่มทุ้ม
หญิงสาวยิ้มให้อย่างเขิน ๆ
“อ้าว! พี่ ..... เฮ้ย!.... จริงซิฟ้าลืมไปเลยว่า คุณมาเยี่ยมพี่แพรก่อนฟ้าแล้ว “หญิงสาวพูดแก้เขิน
“ผมมาเยี่ยมแพร ั้แ่เมื่อวานแล้วครับ “ชายหนุ่มบอกแล้วยิ้มให้หญิงสาวอย่างเอ็นดู
“อ้าว! ฟ้านึกว่าพี่ ..... เฮ้ย!.... ว่าคุณเพิ่งมาวันนี้เหมือนกับฟ้าเสียอีก “หญิงสาวพูดเสียงอ่อย ๆ
ภูผาหัวเราะ หึ หึ อยู่ในลำคอ ยิ่งทำให้เขาเอ็นดูเด็กสาวผู้นี้มากขึ้น
“จะเรียกผมว่าพี่ก็ได้น่ะ จะได้ไม่ต้องเฮ้ยบ่อย ๆ “ชายหนุ่มแนะ พร้อมกับส่งสายตาแสดงความเป็มิตรให้อีกฝ่ายรับรู้ จนหญิงสาวต้องหลบสายตาของเขา
“ค่ะ “หญิงสาวรับคำ ด้วยความหวั่นไหวในหัวใจ
พระศิลาไม่มีสมาธิที่จะปฏิบัติธรรม กระสับกระส่ายตลอดเวลา แม้จะพยายามตัดสิ่งที่รบกวนอยู่หลายครั้ง ก็ไม่สำเร็จ มีความรู้สึกว่าวันนี้ทำไม ผ้าเหลืองช่างร้อนเหลือเกิน ร้อนเหมือนดั่งไฟ ท่านพยายามฝืนนั่งทำจิตให้สงบ จนแล้วจนรอดท่านก็ข่มจิตข่มใจ ไม่สำเร็จสักที
“ท่านอย่าฝืนเลย ถ้าใจยังเป็ทุกข์ ความสงบก็ไม่บังเกิด “หลวงพ่อพูด เมื่อเห็นอาการร้อนอกร้อนใจของพระศิลา
พระศิลาลืมตาขึ้น หันมามองหน้าหลวงพ่อ ที่นั่งมองเขาอยู่ก่อนหน้าแล้ว
“หลวงพ่อเข้าใจในทุกข์ของท่าน การสร้างบุญสร้างกุศล ไม่จำเป็ต้องอยู่ในรูปของพระสงฆ์เสมอไป ถึงแม้จะเป็ฆราวาส ก็สามารถเดินตามรอยพระพุทธศาสนาได้ เพียงแต่ขอให้มีใจยึดมั่น ที่จะปฏิบัติอย่างแรงกล้า ท่านวิเคราะห์เอาเองก็แล้วกัน ว่าท่านจะทำอย่างไรต่อไป”
หลวงพ่อพูดจบ นั่งหลับตาเข้าสมาธิต่อ โดยปล่อยให้พระศิลา ใช้สติปัญญาตัดสินใจ แก้ไขปัญหาชีวิตด้วยตัวของท่านเอง
พระศิลาไตร่ตรองอยู่สักครู่ จึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ว่าจะต้องทำอย่างไร กับปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด
“หลวงพ่อขอรับ ผมจะสึก “พระศิลาพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
หลวงพ่อลืมตาขึ้น หันมามองพระศิลา ด้วยแววตาที่มีความเมตตาปรานีต่อศิษย์ ภายในใจของหลวงพ่อ รู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกันที่ พระศิลาจะสึก แต่ท่านเองก็รู้ดีว่า พระศิลามีบุญวาสนาที่จะครองผ้าเหลืองได้เพียงแค่นี้ อีกอย่างหนึ่งเมื่อใจไม่สงบ ก็คงจะปฏิบัติธรรมไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง หลวงพ่อจึงได้พยักหน้ารับรู้ แล้วทำการสึกให้พระศิลา เมื่อตอนฟ้าสางของวันรุ่งขึ้น
“ผมต้องกราบขอโทษ หลวงพ่อด้วยขอรับ ที่ทำตามคำพูด ที่ให้ไว้กับหลวงพ่อไม่ได้ “ศิลากราบขอโทษหลวงพ่อ ซึ่งตอนนี้ศิลาได้กลายเป็ฆราวาสแล้ว เมื่อตอนฟ้าสาง
“ไม่เป็ไรหรอกโยม อนาคตเป็ของไม่แน่ โยมจัดการเื่ของโยมให้เรียบร้อยเถอะ จิตใจของโยมจะได้สงบขึ้น จิตจะได้ไม่ต้องบอบช้ำมากไปกว่านี้”
“กราบขอบพระคุณขอรับหลวงพ่อ ผมจะเอาสิ่งที่ได้จากการบวชในครั้งนี้ ไปใช้ในการดำเนินชีวิต และก็จะยึดมั่นคำสอนของหลวงพ่อ ไว้เป็สิ่งเตือนใจ ในยามที่ผมเจอทางตันของชีวิต “ศิลาพูดจบ ก้มกราบลาหลวงพ่อ ด้วยใจเคารพนับถือ
ศิลายืนอยู่ข้างเตียงของแพรพิมพ์ ที่นอนหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยา เขามองเธอด้วยความรู้สึกสงสาร และเห็นใจ ก็เพราะเขามิใช่หรือ ชีวิตของเธอถึงต้องเป็อย่างนี้ ไม่งั้นป่านนี้ เธอคงมีความสุขกับภูผาไปแล้ว ชายหนุ่มตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้วว่า เขาจะไม่ขอร้อง ให้แพรพิมพ์ ยกโทษหรือให้อภัยกับเขาอีก แต่เขาขอทำหน้าที่สามีและพ่อที่ดีสักครั้ง เมื่อทั้งคู่หายดีแล้ว เขาจะไปจากเธอและลูก ตามที่แพรพิมพ์้าทันที
หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย ค่อย ๆ ลืมตามองเพดานห้องจนทั่ว แล้วพยายามจะพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ศิลาปาดเข้าไปประคองตัว ให้เธอได้ขยับตัวได้ง่ายขึ้น หยิบหมอนมาให้อิงด้านหลัง เพื่อจะได้นั่งสบายขึ้น
“เป็อย่างไรบ้างแพร ยังเจ็บแผลอยู่หรือเปล่า “ชายหนุ่มถามอย่างเกรง ๆ
หญิงสาวนิ่ง ไม่ตอบคำถามเขา ด้วยเธอคาดไม่ถึงว่าจะเจอศิลา ในสภาพฆราวาส การนิ่งของเธอ ทำให้ศิลาถึงกับหน้าเจื่อนลงทันที
“ผมขอโทษ ที่ทำตามคำพูดที่ให้ไว้กับแพรไม่ได้ แต่แพรไม่ต้องกังวลนะ ขอผมทำหน้าที่ของ สามีและพ่อสักครั้ง เมื่อแพรกับลูกหายเป็ปกติแล้ว ผมสัญญาว่า ผมจะไปจากแพรทันที”
ชายหนุ่มกล่าว พยายามกล้ำกลืนก้อนสะอื้น ที่ออกมาด้วยความเสียใจ ความน้อยใจ ที่หญิงสาวหยิบยื่นให้กับเขา ด้วยการนิ่งเงียบ ไม่พูดจาตอบกลับสักคำ มันช่างเหมือนกับว่า เขากำลังถูกเพชฌฆาตปะา โดยไร้ความปรานี
แพรพิมพ์มองหน้าเขา เห็นแววตาช้ำ ๆ ใบหน้าซีดเซียวเหมือนคนฟื้นไข้ ใบหน้าที่เคยอิ่มเอิบ กลับไม่หลงเหลือให้เห็นอีกเลย เขาคงทนทุกข์ทรมานใจอย่างมาก สาเหตุก็เนื่องมาจากเธอนี่เอง ที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป หญิงสาวนึกสงสารขึ้นมาจับใจ
“ลูก ลูกออกจากห้องไอซียูหรือยังคะ “แพรพิมพ์ถามโดยไม่มองหน้าเขา
นี่เป็ครั้งแรก ที่แพรพิมพ์ยอมพูดกับเขาดี ๆ ชายหนุ่มหัวใจเต้นแรง เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมา
“ยังไม่ออกจากห้องไอซียูเลย แต่หมอบอกว่า คงจะย้ายมาห้องพักฟื้นเร็ว ๆ นี้ แพรไม่ต้องห่วงนะ ผมจะคอยดูแลลูกเอง “ศิลาพูดเอาอกเอาใจแพรพิมพ์
“แพรอยากเจอลูก “เธอพูดเสียงสะท้าน เพราะความเป็ห่วงลูก
ศิลาเอื้อมมือจะไปจับไหล่หญิงสาว แต่ก็ต้องชะงักไว้ เพราะเขาไม่แน่ใจว่าถ้าทำลงไปแล้ว แพรพิมพ์จะโกรธหรือไม่ ชายหนุ่มจึงชักมือกลับไม่กล้าเสี่ยง
“ตอนนี้หมอยังไม่ให้เข้าเยี่ยม เพราะกลัวจะติดเชื้อ “ศิลาอธิบายให้ฟัง ในหัวใจก็เป็ห่วงลูก ไม่น้อยไปกว่าแพรพิมพ์เลย
“แพรพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะไปดูลูกเอง แล้วจะกลับมาบอกอาการของลูก ว่าเป็อย่างไรบ้างให้ฟัง “ศิลาแนะนำ
หญิงสาวทำตามอย่างว่านอนสอนง่าย เพราะเธอเองก็ไม่มีกะจิตกะใจ ที่จะขัดขืนเขาต่อไปอีกแล้ว เพราะใจจดจ่ออยู่กับลูกอย่างเดียว ศิลาช่วยขยับตัวขยับหมอน ให้แพรพิมพ์ได้นอนสบายขึ้น แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้หญิงสาวอย่างเบามือ
“ไม่ต้องห่วงนะแพร ผมจะดูแลคุณกับลูกเป็อย่างดี จนกว่าจะหายเป็ปกติ “ศิลาบอกเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ เล็กน้อย เมื่อนึกถึงวันที่จะต้องจากเธอและลูกไป ถ้าทั้งคู่หายดีแล้ว
แพรพิมพ์มองหน้าเขานิ่ง ด้วยแววตาขอบคุณ แต่ศิลาไม่ทันได้มองแววตาของเธอ เพราะแพรพิมพ์ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างช้า ๆ ด้วยความอ่อนเพลีย แต่ภายในใจก็รู้สึกอบอุ่นใจ เมื่อมีศิลาเริ่มก้าวเขามาเดินร่วมกับเธอ ในเส้นทางเดินเดียวกัน
ชายหนุ่มยืนมองลูกน้อยอยู่ที่หน้าห้องไอซียู เห็นลูกน้อยนอนสงบนิ่ง สายยางระโยงระยางเต็มไปหมด เขาถึงกับสะท้านในอก ด้วยความสงสารลูก
“นายใหญ่”
“คุณศิลา”
พงศ์เกษมกับจันทร์แข เรียกชื่อชายหนุ่มพร้อมกัน เพราะเขาและเธอคาดไม่ถึงเลยว่า ศิลาจะมายืนตรงนี้ก่อนใคร ในสภาพของฆราวาส
ศิลาหันมามองคนทั้งสอง ด้วยใบหน้าโศกเศร้า
“นายสึกั้แ่เมื่อไหร่ “พงศ์เกษมถาม
“เช้ามืดนี้ “ศิลาตอบ โดยไม่ได้ละสายตาจากลูกเลย
“คุณศิลามายืนตรงนี้นานแล้วหรือคะ “จันทร์แขถามบ้าง
“ก็สักพักใหญ่แล้วครับ พอแพรพิมพ์หลับ ผมก็เลยมาดูลูก”
ทั้งสองหันหน้ามาสบตากัน ด้วยความแปลกใจและประหลาดใจละคนกัน เมื่อได้ยินคำพูดที่ศิลาบอก
“นี้นายแวะไปหาคุณแพรมาแล้วหรือ “พงศ์เกษมถาม เหมือนกับว่าไม่เชื่อหูตนเอง
ศิลาไม่สนใจน้ำเสียงของเพื่อน ยังคงจับจ้องอยู่กับลูกน้อย ที่ยังคงนอนสงบนิ่ง ซึ่งขณะนี้มีหมอมาดูอาการแล้ว
สักครู่ เสียงฝีเท้าของคนหลายคน ก็ดังใกล้เข้ามาทุกที
“คุณลุง คุณป้า และพี่เฟื่อง คงจะมากันแล้ว “จันทร์แขบอก
ทั้งสามจึงหันไปมอง ทางต้นเสียงของฝีเท้าทั้งหมด
สักครู่ ทุกคนก็ปรากฏตัวขึ้น เดินตรงเข้ามาหาคนทั้งสามที่ยืนอยู่ก่อนแล้ว ศิลาหันไปมอง บิดาและมารดาเลี้ยง ซึ่งกำลังเดินตรงเข้ามาหาตัวเอง เมื่อทั้งคู่มาถึงตัวแล้ว ศิลาจึงก้มกราบเท้าบิดาและมารดาเลี้ยง ด้วยความเคารพรักอย่างเต็มใจ
“ตาใหญ่ “ทนงเกียรติเรียก ลูกชายด้วยความดีใจ
ศิลากอดบิดาด้วยความคิดถึง ซบหน้าลงกับอกอุ่น ๆ ของบิดา ราวกับเด็กที่กำลังหากำลังใจ เพื่อจะให้มีแรงต่อสู้ต่อไป
“คุณใหญ่ “ดวงมณีเรียกเสียงเครือ
ศิลาเข้าไปกอดดวงมณี เธอรูปศีรษะลูกเลี้ยงไปมา ด้วยความรักและความสงสาร เห็นใจในโชคชะตาของเขาอย่างจริงใจ ศิลาเหลือบไปเห็นภูผา ที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลังของดวงมณี เขามองหน้าน้องชายด้วยสายตาขอโทษ ภูผายกมือไหว้ศิลาอย่างนับถือจากใจจริง ซึ่งในเวลานี้าแในใจของเขา เริ่มได้รับการเยียวยาแล้ว
จันทร์แขเดินปรี่เข้าไปหาหมอทันที ที่หมอเดินออกมาจากห้องไอซียู
“เป็อย่างไรบ้างคะคุณหมอ “จันทร์แขถาม อย่างอยากรู้อาการ
“ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงแล้วครับ เย็นนี้ก็ออกจากห้องไอซียู ไปห้องพักฟื้นได้แล้วครับ”
ทุกคนได้ยินคำพูดของคุณหมอ ต่างมีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นมาทันที โดยเฉพาะสีหน้าของศิลา มองเห็นได้อย่างชัดเจน
“ผมขอตัวก่อนนะครับ “ศิลาโพล่งออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วเดินจ้ำอ้าวจากทุกคนไปทันที ทุกคนหันมามองหน้ากัน ด้วยความเอ็นดูและนึกขัน ในอาการของทิดสึกใหม่
“ดูซิ พอรู้ว่าลูกปลอดภัยแล้ว เดินอ้าวรีบไปรายงานทันทีเชียว” จันทร์แขกระซิบกับสามีอย่างปลาบปลื้มใจ
“ผมว่าไปหาอะไรทานกันก่อนดีกว่า ปล่อยให้ศิลากับแพร ปรับความเข้าใจกันไปก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยซื้ออะไรไปฝากศิลากับแพร วันนี้ผมเป็เ้ามือเอง “พงศ์เกษมแสดงความคิดเห็น
“ก็ดีเหมือนกัน ทั้งคู่จะได้มีเวลาทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน “ทนงเกียรติเห็นด้วย แล้วออกเดิน
“เชิญครับน้องฟ้า “ภูผาบอกพร้อมกับผายมือ เป็การเชิญให้ หญิงสาวออกเดิน
ฟ้าจรัสยิ้มหวานให้กับชายหนุ่ม อย่างเขินอาย
“ขอบคุณค่ะพี่ภูผา”
แล้วทั้งคู่ก็เดินเคียงกันไป โดยมีบิดาและมารดา เดินนำหน้าเขาทั้งคู่