บทที่ 21 ยอมอดตายเสียดีกว่า (รีไรต์)
หลังจากที่เห็นเสี่ยวหยวนเป่าสำแดงฤทธิ์เขียนยันต์ด้วยตาตนเอง ความเลื่อมใสศรัทธาที่พวกเขามีต่อนางก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นทวีคูณ
ความมุ่งมั่นที่จะให้เทียนโกวย้ายไปพักที่บ้านของนางจึงยิ่งหนักแน่นมั่นคง
ธุระปะปังเพียงเล็กน้อยที่ต้องช่วยเหลือบ้านไฉ่ซื่อ ยามนี้พวกเขากลับถือเป็เกียรติอันสูงส่งที่ได้มีโอกาสรับใช้
เดิมทีเสี่ยวหยวนเป่ากำลังหลับใหล ไม่รู้ว่าจะตื่นขึ้นมาเมื่อใด ตามหลักแล้วนางควรจะได้นอนพักผ่อนให้เต็มอิ่มอยู่ที่บ้าน ทว่าก่อนจะเคลิ้มหลับนางได้กำชับหนักแน่นไว้ ไฉ่ซื่อจึงจำต้องอุ้มนางร่วมเดินทางไปด้วยทั้งที่ยังนิทรา
เอ้อร์เป่าซึ่งมีร่างกายอ่อนแอถูกสั่งให้เฝ้าบ้าน ส่วนหวังเทียนโกวผู้รักสันโดษ พูดน้อย และเยือกเย็น เขาจึงไม่ได้ตามมาด้วย
แม่เฒ่าหวังเองก็อาสาอยู่ช่วยจัดเตรียมที่นอนบนพื้นและเก็บข้าวของให้บุตรชายที่บ้านของเสี่ยวหยวนเป่า คงเหลือเพียงคนอื่น ๆ ที่ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตัวเมือง
……
ผู้เฒ่าหวังเป็คนบังคับเกวียนวัว ไฉ่ซื่ออุ้มเสี่ยวหยวนเป่าที่ยังหลับสนิทนั่งอยู่บนเกวียน โดยมีซานเป่านั่งเคียงข้าง ส่วนต้าเป่านั้นเดินเท้าขนาบข้างเกวียนไปตามทาง ยามใดที่เจอหลุมบ่อหรือทางขรุขระ ลำบากแก่การเคลื่อนที่ เด็กหนุ่มก็จะเข้าไปช่วยออกแรงผลักเกวียนอย่างแข็งขัน
หมู่บ้านตระกูลทังอยู่ห่างจากตำบลไม่นานนัก หากเดินทางด้วยเกวียนวัวเพียงไม่นานก็ถึงแต่หากเป็เด็กที่ฝีเท้าจัดจ้าน วิ่งเพียงหนึ่งก้านธูปก็ถึงที่หมายแล้ว
จุดหมายแรกคือร้านจำหน่ายธัญญาพืช เมื่อวานผู้เฒ่าหวังเพิ่งมาซื้อข้าวที่นี่ วันนี้กลับนำมาฝากคืนเสียแล้ว เถ้าแก่เ้าของร้านจำเขาได้แม่นยำ ทั้งยังจำกระสอบป่านของร้านตนเองได้ จึงดำเนินการให้โดยด่วนไม่มีสิ่งใดติดขัด
เถ้าแก่ไม่ได้ลำบากใจ เขาจัดการออกคูปองแลกข้าวให้แก่ไฉ่ซื่อ
ข้าวหยาบแยกคูปองข้าวหยาบ
ข้าวละเอียดแยกคูปองข้าวละเอียด
ไฉ่ซื่อไม่รู้หนังสือ เถ้าแก่จึงต้องอธิบายอย่างละเอียด โดยมีต้าเป่ายืนจดจำประเด็นสำคัญอยู่อย่างเงียบ ๆ
ส่วนซานเป่านั้นไม่อาจได้พึ่งพาอันใดได้ เ้าเด็กน้อยผู้นี้ร่าเริงเกินกว่าจะอยู่นิ่ง เมื่อก้าวเข้าสู่ตำบลเขาก็มัวแต่ตื่นตาตื่นใจกับความคึกคักรอบกาย ยามที่อยู่ในร้านข้าว ดวงตาก็กลอกกลิ้งสำรวจทุกสิ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็ล้นพ้น!
ผู้เฒ่าหวังหัวเราะร่วนพลางกล่าว "ข้าเองก็รู้หนังสือเพียงไม่กี่ตัว ทุกวันนี้ที่บ้านต้องอาศัยเทียนโกวคอยจดบันทึกบัญชีให้ทั้งสิ้น"
วาจานั้นทำให้ไฉ่ซื่อเริ่มอิจฉาแกมเอ็นดูไม่น้อย บุตรชายทั้งสามของนางล้วนเฉลียวฉลาดและถึงวัยที่สมควรเข้าสำนักศึกษาแล้ว แต่น่าเสียดายนักที่บ้านไม่ได้มีเงินทองสำหรับเป็ค่าเล่าเรียน
ไม่เช่นนั้น มีหรือพวกตนจะต้องลำบากยากเข็ญจนไม่อาจอ่านอักษรบนคูปองแลกข้าวได้เช่นวันนี้
ในเวลาเพียงไม่นาน เสบียงทั้งหมดก็ถูกเปลี่ยนเป็คูปองอย่างเรียบร้อย
เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะแบ่งบางส่วนไปแลกเป็เงิน ทว่ายามนี้หาได้จำเป็ไม่ เพราะในมือมีเงินสิบตำลึงที่เสี่ยวหยวนเป่าหามาได้แล้ว
ยามนี้ปรารถนาจะซื้อหาสิ่งใด ย่อมไม่ต้องกังวลเื่เงินทองอีก
ตลาดในเมืองนั้นเล็กนัก ทางเดินก็คับแคบ เกวียนวัวจึงไม่อาจเข้าถึงได้หลายจุด
ผู้เฒ่าหวังจึงจอดเกวียนไว้หน้าร้านข้าว เพื่อรอให้ไฉ่ซื่อและลูก ๆ ไปจับจ่ายซื้อของให้เสร็จสิ้น แล้วเขาจึงจะช่วยขนของทั้งหมดกลับไปให้
ในเมื่ออาสามาแล้ว ก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด
"ซาลาเปาไส้เนื้อจ้า! ซาลาเปาไส้เนื้อหอมกรุ่นเพิ่งขึ้นจากเตาจ้า!"
"ถังหูลู่หวานฉ่ำจ้า! น้ำตาลปั้นรูปคนก็มีนะจ๊ะ เพียงสามอีแปะเท่านั้น หวานล้ำจับใจเชียวละ..."
……
จมูกน้อย ๆ ของเสี่ยวหยวนเป่าฟุดฟิดสูดอากาศในทันใด นางปรือตาตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย
วาจาแรกที่หลุดจากปากคือ "ท่านแม่...กินเ้าค่ะ!"
ไฉ่ซื่อและคนอื่น ๆ ต่างกังวลใจว่าเ้าก้อนแป้งน้อยจะหลับไปตลอดทาง อุตส่าห์อุ้มมาแล้วย่อมต้องอุ้มกลับ ทว่า...นางกลับตื่นขึ้นมาได้จังหวะดียิ่งนัก!
"หยวนเป่าอยากกินสิ่งใดหรือ"
เ้าตัวน้อยสูดอากาศฟุดฟิดอีกครา เป้าหมายของนางชัดเจนแจ่มแจ้ง ชี้ชวนไปยังร้านรวงอาหารที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งอยู่รอบกาย
ทั้งซาลาเปาไส้เนื้อ ถังหูลู่ เกี๊ยวน้ำ และแผ่นแป้งทอดใส่ไข่ ล้วนเป็สิ่งที่นางอยากกินทั้งสิ้น
แม้ไฉ่ซื่อจะมีเงินมหาศาลถึงสิบตำลึงอยู่ในกำมือ ทว่านางก็ยังอดที่จะรู้สึกเสียดายเงินไม่ได้
มีเพียงต้าเป่าที่เอ่ยขึ้น "ท่านแม่ ซื้อให้น้องสาวเถิด เงินเหล่านี้ล้วนเป็น้องสาวที่หามาได้ สิ่งของเหล่านี้ใช้เงินไม่กี่อีแปะหรอก..."
เมื่อบุตรชายคนโตเอ่ยปาก ไฉ่ซื่อจึงยอมควักเงินออกมาซื้อหาอาหารให้แก่เสี่ยวหยวนเป่า
แม่ลูกทั้งสี่เดินตรงไปยังแผงขายซาลาเปาไส้เนื้อ
"หนูน้อย ้าซาลาเปากี่ลูกดี" เถ้าแก่ถามอย่างอารมณ์ดี
เ้าก้อนแป้งน้อยเอียงคอ พลางใช้นิ้วมือน้อย ๆ นับตาม "ข้าหนึ่งลูก ท่านแม่หนึ่งลูก พี่ใหญ่หนึ่งลูก พี่สามหนึ่งลูก... รวมเป็เท่าไหร่หรือเ้าคะ"
เถ้าแก่ร้านซาลาเปาตอบด้วยรอยยิ้ม "รวมเป็สี่ลูก!"
เ้าตัวน้อยเอ่ยอย่างใจถึง "เช่นนั้นเอาสี่ลูกเ้าค่ะ!"
นางดูดนิ้วมืออวบอิ่มพลางจ้องมองซาลาเปาตาปรอย น้ำลายแทบจะหยดแหมะลงพื้น ช่างดูน่าเอ็นดูเป็ที่สุด
ไฉ่ซื่อรีบส่ายหน้าปฏิเสธ "แม่ไม่เอาหรอก แม่กินจนอิ่มหนำมาั้แ่เช้าแล้ว"
ซานเป่าที่อยู่ข้าง ๆ อยากกินจนใจจะขาด เขาพยายามกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอเพื่อไม่ให้ผู้ใดจับสังเกตได้
"ข้าก็ไม่เอา ข้ายังไม่หิว" เงินทองในบ้านควรใช้ในสิ่งที่จำเป็ที่สุด
ให้น้องสาวกินคนเดียวก็เพียงพอแล้ว เพียงเห็นน้องกินอิ่ม เขาก็มีความสุขทางใจไม่ต่างกัน
"เถ้าแก่ ขอเพียงลูกเดียวให้น้องสาวข้าก็พอขอรับ" ต้าเป่าผู้วางตัวเป็พี่ใหญ่มักจะเสียสละให้น้อง ๆ เสมอจนเป็นิสัย
ทว่าเ้าก้อนแป้งน้อยกลับไม่ยอมความ
นางมุ่ยปากน้อย ๆ พลางบ่นงึมงำ "หากท่านแม่และพี่ชายไม่ยอมกิน หยวนเป่าก็จะไม่กินเ้าค่ะ หยวนเป่าจะปล่อยให้น้ำลายไหลท่วมเช่นนี้ ยอมอดตายไปเสียดีกว่า..."
กล่าวจบ นางก็จ้องซาลาเปาเขม็งพลางปล่อยให้น้ำลายไหลยืดออกมาจริง ๆ
น้ำลายเจิ่งนองบนแก้มอวบอิ่มที่ดูน่าหยิก
แม้แต่ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็พากันหยุดอมยิ้มให้กับภาพที่เห็น
ช่างเป็เด็กน้อยที่น่าขันและน่าเอ็นดูเสียจริง
โดยทั่วไป หากครอบครัวที่ยากจนเข้าเมือง มักจะซื้อซาลาเปาให้ลูกชายได้ลิ้มรสเพียงคนเดียว
ทว่าครอบครัวนี้กลับผิดแผก พวกเขาตั้งใจจะซื้อให้เด็กหญิงตัวน้อย
แต่ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่า คือเด็กหญิงผู้นี้ไม่ยอมกินเพียงลำพัง นางบังคับให้ทุกคนในครอบครัวร่วมกินกับนางด้วย
หากไม่ยอมตามใจ นางก็จะดื้อดึงไม่เลิกรา
ช่างเป็ครอบครัวที่ตามใจลูกสาวตัวน้อยเสียจนจะเสียคนเอาได้
ไฉ่ซื่อเป็คนขี้เกรงใจและรักนวลสงวนตัว ทว่าไม่อาจต้านกินท่าไม้ตายของเ้าก้อนแป้งน้อยได้ สุดท้ายจึงจำใจซื้อซาลาเปาถึงสี่ลูก
ซาลาเปาไส้เนื้อที่เพิ่งขึ้นจากเตาร้อน ๆ กลิ่นหอมกรุ่นนั้นเพียงแค่ได้สูดดมก็นับว่าเป็ยอดรสชาติในแผ่นดิน
เสี่ยวหยวนเป่าลงมือทันที ทันทีที่กัดลงไป น้ำมันจากไส้เนื้อก็พุ่งกระจายเต็มปาก
"อื้ม! อร่อยยิ่งนักเ้าค่ะ!"
ซานเป่าที่หิวโหยมานานแสนนาน ยามนี้น้ำลายไหลพราก เขาใฝ่ฝันที่จะได้ลิ้มรสซาลาเปาไส้เนื้อมาทั้งชีวิต เคยเห็นเพียงเด็กคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านกินกัน ทว่าไม่เคยรู้รสััที่แท้จริง ได้ยินเพียงคำเล่าลือว่ามันเลิศรสจนแทบจะกลืนลิ้นตามลงไป
วันนี้ ด้วยบารมีของน้องสาว เขากลับมีโอกาสได้ลิ้มรสชาติที่ฝันหาเสียที
เขาไม่อาจหักห้ามใจได้อีกต่อไป จึงอ้าปากกว้างงับซาลาเปาเข้าไปคำโตราวกับสุนัขตัวน้อย
์เอ๋ย!
ในโลกหล้านี้ยังมีสิ่งใดที่รสเลิศได้ถึงเพียงนี้อีกหรือ!
ช่างหอมหวนเหลือเกิน!
ซานเป่าจนปัญญาจะสรรหาคำพูดใดมาพรรณนาความอร่อยนี้ได้ เขาจึงเลือกที่จะแสดงออกผ่านการกระทำแทน
คำแล้วคำเล่า... ซาลาเปาขนาดเท่าฝ่ามือผู้ใหญ่ ถูกซานเป่าเขมือบลงท้องไม่ทันถึงห้าคำก็หมดเกลี้ยง
ต้าเป่าพยายามสำรวมท่าที ทว่าเมื่อเห็นน้องชายและน้องสาวกินกันอย่างสำราญใจ เขาก็สุดจะกลั้น ในที่สุดเขาก็เป็เพียงเด็กกึ่งผู้ใหญ่คนหนึ่ง
ความปรารถนาในรสชาติอาหารยังไม่อาจตัดสิ้นได้ตามใจปรารถนา
เขาบิซาลาเปาชิ้นเล็กเข้าปาก
กลิ่นหอมของแป้งและเนื้อที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว
รสชาตินั้นพุ่งเข้าจู่โจมต่อมรับรสของเขาอย่างรุนแรง เดิมทีเขาตั้งใจจะชิมเพียงคำเดียวแล้วเก็บที่เหลือกลับไปให้เอ้อร์เป่า
ทว่า... มันช่างอร่อยเหลือเกิน!
เขาเคยไม่ได้กินซาลาเปาที่เลิศรสเช่นนี้มาก่อนในชีวิต!
มือของเขาขยับไปเองตามสัญชาตญาณ คำที่สอง... และคำที่สามตามมาติด ๆ
ไฉ่ซื่อพยายามกลืนน้ำลายลงคอ นางแอบซ่อนซาลาเปาไว้ในแขนเสื้อ ตั้งใจจะนำกลับไปให้เอ้อร์เป่ากิน
นางถือว่าตนเป็ผู้ใหญ่แล้ว ไม่จำเป็ต้องกินของฟุ่มเฟือยเช่นนี้ เพียงมีข้าวหยาบให้กินอิ่มท้องไปวัน ๆ นางก็พึงพอใจยิ่งนักแล้ว
ซาลาเปาไส้เนื้อที่ทำจากแป้งละเอียด ลูกละถึงสามอีแปะ ช่างเป็เื่ที่ฟุ่มเฟือยเกินไปสำหรับนาง
เงินสามอีแปะนั้นสามารถซื้อข้าวหยาบได้ถึงหนึ่งหรือสองชั่ง ซึ่งเพียงพอที่จะเลี้ยงคนทั้งบ้านให้อิ่มท้องได้หนึ่งมื้อใหญ่
ทว่า...มีหรือจะรอดพ้นสายตาของเ้าก้อนแป้งน้อยไปได้ เสี่ยวหยวนเป่าฉวยซาลาเปามาจากมือนาง แล้วยัดใส่ปากท่านแม่ทันที
"ท่านแม่กินเถิดเ้าค่ะ! อร่อยยิ่งนักนะเ้าคะ!"
กลิ่นหอมของซาลาเปาไส้เนื้อจู่โจมประสาทััของไฉ่ซื่ออย่างไม่ทันตั้งตัว...