ตอนที่92 คิดจะยืมมือฉันใช้งานหรือ
กวางคุนเยียนตัน และเจียงเว่ยถิงต่างพากันขมวดคิ้วด้วยความหนักใจเช่นกัน เนื่องด้วยทุกคนรับรู้เรื่องราวน่าเศร้าของกัปตันทีมเสือดำซึ่งได้รับมอบหมายจากกองทัพให้มาตรวจสอบสำนักนิรนามโดยเขาหายตัวไปนานกว่าสามเดือนจนกระทั่งมีสายข่าวรายงานกลับกองทัพมาว่ากัปตันเสียชีวิตจากอุบัติเหตุตกเทือกเขาคุนหลุนไปแล้ว
อย่างไรก็ตามทีมเสือขาวต่างสืบค้นข้อมูลทางลับเพิ่มเติมจนรับรู้ได้ว่ากัปตันทีมเสือดำเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำซึ่งข้อมูลที่กัปตันทีมเสือดำลักลอบส่งมาให้กับทางกองทัพเกี่ยวกับสำนักนิรนามนั้นมีเล็กน้อยอย่างเช่นอาณาเขต การแต่งกายของผู้คนในสำนัก ทว่าข้อมูลลับอย่างอื่นไม่มีส่งมาให้เพิ่มอีกเรียกความสนใจจากกองทัพเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสำนักนิรนามมากขึ้น
“ถ้างั้นพวกเราก็กลับไปวางแผนให้รัดกุมก่อนแล้วเรื่องของเหยาเหยาละครับ?”
กวางคุนพยักหน้าเข้าใจความกังวลของเจ้านายเป็นอย่างดีเนื่องด้วยการจะเข้าไปสืบข่าวหรือต่อกรกับใครสักคนควรจะต้องมีข้อมูลของอีกฝ่ายให้มากพอ ซึ่งสอดคล้องกับสำนวนที่ว่า “รู้เขา รู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”
จ้าวหลงตอบกลับลูกน้องทุกคนอย่างไม่กังวลใจว่า
“เรื่องณิชาเอาไว้ก่อนฉันเชื่อว่าตอนนี้เธอปลอดภัยดี น่าจะอยู่ในสำนักนิรนามพวกเราผลีผลามเข้าไปตอนนี้ไม่ได้”
เหตุเพราะว่าเขาตรวจสอบสิ่งของภายในกระเป๋าเป้ของณิชาแล้วพบว่าภรรยาตนจงใจซ่อนไว้อย่างแน่นอนเนื่องด้วยลักษณะการจัดมุมซ่อนนั้น หากสังเกตไม่ดีจะไม่มีทางพบอย่างแน่นอนจึงมั่นใจว่าเธอจะต้องจงใจทำเพื่อปิดบังตนเองโดยเวลานี้มีความเป็นไปได้ว่าภรรยาตนอาจพักอาศัยอยู่ในสำนักนิรนามแล้ว
“เข้าใจแล้วครับ”ทั้งสามคนพยักหน้าเข้าใจเหตุผล
“เจ้านายไม่เอากระเป๋าของเหยาเหยาไปด้วยหรือครับ?”
เจียงเว่ยถิงถามจ้าวหลงขึ้นมาด้วยความแปลกใจเพราะทุกคนมองเห็นตรงกันว่าจ้าวหลงนำกระเป๋าเป้ของณิชาไปเก็บไว้ในตำแหน่งเดิมหลังจากที่ตรวจสอบสิ่งของภายในเสร็จสิ้นแล้ว
“ไม่ละ ดูไปแล้วเธอคงจงใจซ่อนมันเอาไว้เผื่อว่าเธอจะกลับมาเอาในภายหลัง เพราะที่นี่อยู่ไม่ไกลจากเขตสำนักนิรนามเพราะงั้นเก็บคืนไว้ให้เธอใช้ดีกว่า มันอาจจำเป็นสำหรับเธอในภายหน้า”
จ้าวหลงส่ายหน้าปฏิเสธพลางบอกเหตุผลที่มีความเป็นไปได้ซึ่งเขาคิดว่าตนเองคาดเดาไม่ผิดพลาดแน่นอน ทั้งนี้เขาจะเก็บรักษาไว้แค่เหรียญหยกที่นำติดตัวมาด้วยจากหน้าประตูโบราณในสุสานปริศนา
อย่างไรก็ตามจ้าวหลงไม่มีโอกาสรับรู้เลยว่ามีเหรียญหยกอีกอันอยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งที่เขาอยู่เท่าใดนักทั้งนี้เป็นเพราะเขาเก็บเหรียญหยกไว้ในกระเป๋าเป้ของตนเองแทนที่จะเก็บไว้กับตัวซึ่งอาจสัมผัสอาการเย็นวาบที่เหรียญหยกสามารถสื่อสารกันได้
จากนั้นจ้าวหลงแหงนหน้าสำรวจและคำนวณทิศทางของเทือกเขาคุนหลุนเพื่อหาทางออกไปโดยไม่ต้องผ่านเขตสำนักนิรนามเนื่องด้วยเขาสัมผัสได้ถึงพลังลึกลับสายหนึ่งที่ส่งผ่านมาเป็นระยะซึ่งสร้างความตื่นตกใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก
‘พลังลึกลับที่กวาดผ่านเป็นระยะช่างแข็งแกร่งยิ่งนักอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้รุ่นพี่ของฉันเสียชีวิตกระมังอยากรู้เสียจริงว่าสำนักนิรนามประกอบกิจการใดกันแน่?ทำไมทางกองทัพมีข้อมูลอยู่น้อยมาก คราวหน้าฉันจะหาโอกาสลอบเข้าไปให้ได้อย่างน้อยก็ต้องเข้าไปช่วยณิชาออกมา เธอคงจะยังปลอดภัยดีอยู่นะ อย่าให้เป็นอะไรเลยยิ่งกำลังท้องอยู่ด้วย’
จ้าวหลงครุ่นคิดกังวลและห่วงใยภรรยาขณะที่กำลังเดินทางออกจากเทือกเขาคุนหลุนแต่อีกใจหนึ่งเขายังเชื่อมั่นว่าภรรยาผู้เก่งกาจของเขาจะยังปลอดภัยดีอยู่เป็นสัญชาตญาณที่ทำให้เขาเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่ง
..........
ด้านณิชาที่ทำงานอยู่ในแผนกโรงครัว
ศิษย์ชายคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาเธอด้วยท่าทางแปลกใจว่า
“ศิษย์น้องเล็กเร็วเข้าเลขาของอาจารย์มาหาแน่ะ”
ณิชาเหลียวไปมองต้นเสียงพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัยทว่าเธอตอบกลับเขาอย่างรู้งานว่า
“ขอบคุณมากค่ะศิษย์พี่ฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ”
เธอจำเป็นต้องวางมือจากงานที่ทำอยู่แล้วรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปด้านนอกเพื่อพบกับเลขานุการของอาจารย์
ครั้นเหลือบมองเห็นเขาแล้วจึงรีบทำความเคารพด้วยความสุภาพพลางสอบถามเขาด้วยความสงสัยว่า
“สวัสดีค่ะศิษย์พี่ไม่ทราบว่าอาจารย์มีอะไรให้ฉันรับใช้หรือคะ?”
“ไม่มีอะไรหรอกอาจารย์ให้ฉันนำยาบำรุงครรภ์มามอบให้และกำชับศิษย์อู๋หมิงเหยาเข้ารับการทดสอบในวันพรุ่งนี้อาจารย์หวังว่าศิษย์อู๋หมิงเหยาจะผ่านการทดสอบ”
ชายเลขานุการกล่าวถึงข้อความที่รับคำสั่งมาให้ณิชารับรู้เขารู้สึกตกใจเล็กน้อยที่พบว่าหญิงสาวแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าเมื่อวันก่อนทำให้เขารู้สึกสนใจเธอมากขึ้น
“ขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างยิ่งค่ะ”ณิชายื่นมือรับขวดกระเบื้องสีขาวจากชายหนุ่มอย่างยินดี
เธอเชื่อมั่นว่าอาจารย์จะไม่ทำร้ายตนเองเหมือนกับอู๋หมิงฉือแต่มีความเป็นไปได้ว่าอาจารย์ต้องการให้เธอเข้าไปเป็นศิษย์
สายในโดยเร็วอาจต้องการใช้งานเธอให้เร็วขึ้นเท่านั้นเองจึงแสดงความมีน้ำใจออกมาเช่นนี้
‘ชิชะ! คิดจะยืมมือฉันใช้งานหรือ?ต้องดูก่อนว่าเป็นงานดีหรือเลว หากเป็นงานชั่วร้ายละก็ อย่าหวังว่าฉันจะทำตามเลย’
ณิชายิ้มรับและทำท่าทางส่งแขกอย่างใจเย็นเธอคิดอย่างดูแคลนที่อาจารย์ต้องการควบคุมตนเองซึ่งเธอไม่คิดที่จะ
ทำงานชั่วร้ายให้กับอีกฝ่ายอย่างแน่นอนเพราะมีข้อสงสัยหลายอย่างเกี่ยวกับพฤติกรรมของอาจารย์ที่ส่อไปในทางชั่วร้ายมากกว่าทางที่ดี
หลังจากเลขานุการของอาจารย์ออกจากโรงครัวไปแล้วเธอเปิดขวดกระเบื้องเพื่อพิสูจน์ยาบำรุงด้วยความสนใจ
พลันมีกลิ่นหอมเย็นโชยออกมาซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกสดชื่นทันใดทำให้เธอเข้าใจเจตนาของอาจารย์มากขึ้นว่า
“ที่แท้อาจารย์นำยาบำรุงมาให้ฉันจริงๆด้วย คงต้องการให้ฉันแข็งแรงมากพอ สำหรับการทดสอบวันพรุ่งนี้สินะ”
ณิชาพึมพำพลางยิ้มมุมปากอย่างเข้าใจจากนั้นเธอกลับไปทำงานต่อในโรงครัวอย่างสบายใจจนถึงเวลาเลิกงาน
..........
เวลานี้สุพิชชามาลองชุดแต่งงานกับคู่หมั้นเนื่องจากใกล้ถึงวันแต่งงานของทั้งคู่เต็มทีโดยมีการถ่ายภาพก่อนแต่งงานเพื่อนำไปประดับตกแต่งสถานที่จัดงานในโรงแรมหรูอย่างอลังการ
“ว้าว!คุณเมย์สวยจังเลยค่ะ ยิ่งใส่ชุดที่ออกแบบจากนักดีไซเนอร์มือหนึ่งของโลกแบบนี้ช่างเหมือนเทพธิดาบนสรวงสวรรค์เชียวค่ะ ฉันไม่เคยเห็นเจ้าสาวคนไหนงดงามขนาดนี้มาก่อนเลย? นับว่าเป็นบุญตาของฉันจริงๆ”
ทิมมี่ ชายวัยกลางคนเจ้าของร้านจำหน่ายชุดแต่งงานและเป็นตัวแทนรับจัดงานแต่งงานทั่วราชอาณาจักรเขาเอ่ยชมสุพิชชาอย่างประดิษฐ์คำพูดถึงแม้ว่าหญิงสาวจะสวยสง่าจริงในชุดราคาแพงลิบลิ่วที่ได้รับการออกแบบเพียงหนึ่งเดียวจากนักออกแบบชื่อดังระดับโลกก็ตาม
ถึงอย่างนั้นทิมมี่รู้สึกว่าหญิงสาวตรงหน้ายังไม่เข้ากับชุดนี้เท่าใดนักคล้ายกับว่าชุดไม่ได้ถูกออกแบบมาไว้ให้สำหรับเธอ
สุพิชชายิ้มน้อยๆอย่างพึงพอใจในชุดเจ้าสาวสวยสง่าฟูฟ่องด้วยผ้าลูกไม้และชีฟองสีขาวสลับกันเป็นชุดเปิดไหล่สองข้างที่มีผ้าคาดต้นแขนเป็นลูกไม้สีขาวหรูหราพร้อมกระโปรงทรงหางปลายาวกว่าหนึ่งเมตร ช่วยเน้นรูปร่างตนเองให้สวยยิ่งขึ้น
เธอคิดอย่างมีความหวังอันน้อยนิดเกี่ยวกับตัวเจ้าบ่าวว่า
‘ชุดสวยถูกใจฉันมากแต่น่าเสียดายที่เจ้าบ่าวไม่ใช่ชายในฝันคนนั้น เขาเป็นใครและอยู่ที่ไหนกันนะ? หากเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าวเป็นเขาคนนั้น ฉันคงมีความสุขมากกว่านี้เห็นทีคงต้องตามน้ำไปก่อนละกัน’
สุพิชชาคิดอย่างทำใจในการแต่งงานเธอหันหน้าไปฉีกยิ้มหวานให้กับคู่หมั้นที่เดินออกมาจากห้องแต่งตัวด้านหนึ่งโดยเอ่ยชมเขาอย่างรู้หน้าที่ว่า
“โอ้โฮ! พี่แทนแต่งชุดนี้แล้วหล่อเพอร์เฟกต์ที่สุดเลยค่ะ”
ธีรภาพยิ้มกว้างอย่างมีความสุขเขาเดินเข้าไปจุมพิตหน้าผากของคู่หมั้นพร้อมเอ่ยชมอีกฝ่ายด้วยความภูมิใจว่า
“น้องเมย์ก็สวยเหมือนกันครับสวยเหมือนนางฟ้า อ๊ะ! ไม่ใช่สิครับสวยกว่านางฟ้าเสียอีก คู่หมั้นพี่เป็นคนสวยน่ารักจริงๆ”
ธีรภาพโอบกอดคู่หมั้นสาวไว้หลวมเขาอยากให้ถึงวันแต่งงานใจแทบขาดเพราะที่ผ่านมาไม่มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดหรือได้นอนกอดร่างนุ่มนิ่มตรงหน้าแม้แต่น้อย
“อยากให้ถึงวันแต่งเร็วๆจังเลยครับ ผมนอนหนาวคนเดียวมาหลายคืนแล้วนะ”
ธีรภาพกระซิบข้างใบหูขาวเนียนของคู่หมั้นด้วยน้ำเสียงเบาก่อนที่จะใช้ฟันขบใบหูขาวเล็กด้วยความคิดถึงและหยอกล้อ
เธอ
“เพี้ยะ!”
สุพิชชาตบแขนคู่หมั้นเบาๆด้วยความเขินอาย ถึงแม้ว่าเธอกับเขาจะร่วมหลับนอนด้วยกันมาหลายครั้งแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ดีมีบ่อยครั้งที่คู่หมั้นหยอกล้อตนเองแล้วทำให้เธอแอบคิดถึงชายอีกครั้งทับซ้อนขึ้นมาซึ่งเธอหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสพบเขาจริงๆ สักครั้งอย่างน้อยจะได้รู้ว่าตัวจริงกับภาพถ่ายนั้นมีความเหมือนหรือแตกต่างกัน
“ไม่ต้องอายหรอกครับในห้องนี้ไม่มีใครอยู่ ผมไล่ให้ออกไปทั้งหมดแล้ว”
ธีรภาพรับรู้อาการเขินอายของคู่หมั้นตนเองเป็นอย่างดีเขากระซิบเบาๆ ข้างใบหูอีกครั้งพร้อมประคองใบหน้าของคู่หมั้นขึ้นมาสบตาตนเองจากนั้นเขาค่อยๆ เคลื่อนใบหน้าเข้าหาหญิงสาวพร้อมจุมพิตอย่างดูดดื่มเป็นเวลานาน
สักพักหนึ่งสุพิชชาตบแขนเขาเบาๆหลายครั้ง เป็นการส่งสัญญาณว่าเธอต้องการอากาศหายใจซึ่งฝ่ายชายยินยอมปล่อยแต่โดยดี
“หึๆหายใจไม่ออกหรือครับ?ให้ผมจูบจนกว่าจะหายคิดถึงหน่อยสิ กว่าจะถึงวันแต่งอีกหลายวันเชียวนะครับ”
ธีรภาพหัวเราะเบาๆพลางพูดท้วงคู่หมั้นอย่างอิดออดเขาส่งสายตาอ้อนวอนเธออีกครั้งเพื่อเก็บค่ามัดจำก่อนถึงวันแต่งงาน
สุพิชชาทนสายตารบเร้าจากคู่หมั้นไม่ได้จึงยินยอมรับการจูบจากเขาอีกครั้งโดยเธอพยายามปล่อยตัวปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับความสุขที่เขามอบให้เพราะไม่ต้องการให้อีกฝ่ายสงสัยความรู้สึกตนเอง
“ก็ได้ค่ะแต่พวกเราต้องไปถ่ายรูปอีกทั้งวันนะคะ” สุพิชชากล่าวย้ำอีกครั้งก่อนรับจูบจากเขา
“ครับแป๊บเดียวเองนะ......นะคนดี” ธีรภาพพยักหน้ารับพร้อมขอจูบเธออีกครั้งอย่างหลงใหล
จากนั้นทั้งคู่จูบดื่มดำอย่างมีความสุขสักพักหนึ่งกระทั่งมีเสียงเคาะประตูหน้าห้องเพื่อแจ้งกำหนดการออกไปถ่ายภาพก่อนแต่งงานนอกสถานที่
..........
กลุ่มของจ้าวหลงเดินเท้าไปอีกเส้นทางซึ่งไม่ต้องผ่านเขตพื้นที่สำนักนิรนามเขายังมีความกังวลใจเกี่ยวกับพลังลึกลับที่ผ่านเข้ามาเป็นระยะสร้างความตึงเครียดให้กับเขาเป็นอย่างยิ่งจึงรีบพาลูกน้องทั้งสามคนเร่งรีบออกจากเทือกเขาคุนหลุนอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดจ้าวหลงและลูกน้องเดินมาจนถึงเขตพื้นที่เชิงเทือกเขาด้านหนึ่งซึ่งมีสัญญาณโทรศัพท์สามารถติดต่อผ่านดาวเทียมได้พอดีจึงรีบโทรติดต่อให้ทีมภาคสนามนำเฮลิคอปเตอร์มารับทุกคน
“เจ้านายคิดว่าจะกลับมาที่นี่ตอนไหนครับ?” เจียงเว่ยถิงถามจ้าวหลงด้วยความอยากรู้
“เจ้านายจะให้พวกผมมาด้วยไหมครับ?”กวางคุนถามด้วยความกังวลเพราะไม่ต้องการให้เจ้านายมาเสี่ยงภัยคนเดียว
“นั่นสิครับเจ้านายวางแผนว่ายังไงบ้าง?”เยียนตันถามด้วยความสงสัยเช่นกัน
จ้าวหลงเหลือบมองลูกน้องทั้งสามคนอย่างเข้าใจเนื่องด้วยที่ผ่านมานั้นเขามัวแต่รีบเร่งเดินทางออกจากเทือกเขาคุนหลุนจนไม่ได้สนทนากับลูกน้องอีกทำให้แต่ละคนเกิดความสงสัยกับแผนการในอนาคตของตน
เขาตอบกลับอย่างไม่กังวลเพราะเข้าใจเป็นอย่างดีในความห่วงใยจากทุกคนจึงเอ่ยแผนคร่าวๆ ให้ทุกคนฟังว่า
“ไว้กลับไปถึงฐานของเราก่อนละกันฉันมีแผนในใจอยู่บ้าง ค่อยไปพูดคุยรายละเอียดกับทีมเสือขาวทั้งหมดเราคงต้อง
สืบค้นข้อมูลของทีมเสือดำให้ละเอียดขึ้น อย่างน้อยจะได้มีข้อมูลไว้ประเมินสถานการณ์ก่อนที่จะกลับคืนไปยังสำนักนิรนาม”