ตอนที่ 14 สิ่งที่รู้เพิ่มเกี่ยวกับตัวเธอ
ที่บ้านของรินนรีโดยเฉพาะที่ในครัวในยามนี้นั้นกำลังวุ่นวายอยู่ไม่น้อย คนงานในบ้านทุกคนต่างคอยมาช่วยฝึกคุณหนูของบ้านมาทำขนมไปเลี้ยงเด็กกำพร้ากันในวันพรุ่งนี้อย่างสาละวน และขนมที่ว่าก็คือขนมพายลูกตาลที่หญิงสาวเพิ่งค้นจากเว็บไซท์มาเมื่อคืนมาสด ๆ ร้อน ๆ
“ตั้งวันพรุ่งนี้ เดี๋ยวค่อยทำก็ได้นี่คะ” ป้าแจ๋วว่าขึ้น
“ก็หนูอยากซ้อมมือดูก่อนไงคะ พรุ่งนี้จะได้ไม่เสียเวลา”
แต่ด้วยความที่มีคนทำให้อยู่เป็ประจำอยู่แล้ว ทำให้เธอดูจะหยิบจับอะไรก็ดูเงอะงะไม่น้อย
ส่วนเรวัตรที่กำลังฟันวัชพืชที่ขึ้นแถว ๆ นั้นก็ได้สังเกตเห็นความวุ่นวายเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านที่เกิดขึ้นก็นึกสงสัย ก่อนจะหันไปถามลุงยงค์ที่เดินลงมาจากรถพร้อมกับถุงใส่ลูกตาลสองถุงใหญ่
“ทำไมในครัวดูเสียงดังกันจังครับ มีอะไรหรือเปล่า แล้วนั่นลุงซื้อลูกตาลมาทำอะไรครับ”
“ของของคุณหนูน่ะ เขาใช้ลุงให้ไปซื้อ”
“อันที่จริง เดี๋ยวผมไปซื้อให้ก็ได้นะครับ ลุงจะได้ไม่ต้องเหนื่อยไปซื้อเองแบบนี้” เขาเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกเป็ห่วงคนสูงวัยตรงหน้าเพราะหลายวันมานี้บ่นปวด ๆ ขา
“ไร่ที่รู้จักกันเขาอยู่ไม่ไกล ลุงไปไหวอยู่” ชายชรายังคงยืนกราน “ถ้าไงลุงขอตัวล่ะ”
โดยหลังจากทำเสร็จแล้วนั้น รินนรีก็ถือถาดลูกตาลออกมาจากเตาอบ กลิ่นลอยมาหอมฉุย
“ไฟบนล่างถูกต้องใช่ไหมคะ” ฤดีเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก
“ถูกสิ ฉันเอามาจากสูตรของเชฟขนมชื่อดังเลยนะ พี่” รินนรียืนกรานเสียงหนักแน่น “ถ้าอร่อย ฉันก็จะทำไปให้เด็ก ๆ ที่บ้านเด็กกำพร้าเขากินกัน”
หลังจากนั้น หญิงสาวก็ฝากฤดีนำขนมไปเผื่อให้ลุงยงค์กับนายเรย์ด้วย
“อันนี้ซื้อมาหรือครับ น่ากินจัง” เรวัตรมองขนมพาย 2-3 ชิ้นในจานอย่างสนใจ
“ไม่ใช่จ้า อันนี้ฝีมือคุณหนูเขา เอาไปสิ คุณหนูให้เอามาแบ่งกัน แล้วถ้าอร่อยคุณหนูเขาก็ตั้งใจจะเอาไปเลี้ยงเด็ก ๆ ที่บ้านเด็กกำพร้าพรุ่งนี้น่ะ”
“คุณหนูทำแบบนี้บ่อยหรือครับ” ชายหนุ่มที่คว้าจานพร้อมส้อมมาเรียบร้อยเอ่ยถามขึ้น ก่อนจะยื่นอีกชุดให้ชายชราที่ยืนข้างกัน
“ไม่หรอก ปกติจะซื้อไปเลี้ยงเด็ก ๆ เขา แต่ไม่รู้วันนี้คึกอะไรขึ้นมา เอาสิ ลองชิมดู”
แต่ทว่า ในทันทีที่ััแรกของรสชาติขนมแตะเข้าที่ลิ้นนั้น เขาก็แทบอยากคายทิ้ง เพราะรู้สึกได้ว่าส่วนแป้งพายข้างนอกยังสุกไม่ทั่ว มีแฉะเป็บางส่วนอย่างรู้สึกได้ชัด และเมื่อมองไปรอบ ๆ เขาก็เห็นว่าทั้งลุงยงค์และฤดียังคงถือขนมอยู่ ไม่มีใครยอมกินเลยด้วย
“ทำไมลุงยงค์กับพี่ฤดีไม่กินขนมล่ะครับ”
“คุณหนูน่ะขาดพร์เื่ทำขนมนี่แหละจ้ะ” ฤดีว่าเสียงแหย ๆ
“ทำไมไม่ซื้อเอา ง่ายดี” ลุงยงค์ว่าขึ้น
“นี่ก็แสดงว่าลุงกับคุณฤดีรู้เื่พวกนี้อยู่แล้วใช่ไหมครับเนี่ย”
ทั้งสองพยักหน้าน้อย ๆ
“อ้าว แล้วทำไมพี่ฤดีไม่บอกเื่นี้กับคุณหนูไปตรง ๆ ล่ะครับ”
“ก็กลัวคุณหนูเสียใจน่ะสิ ถามได้” ลุงยงค์ว่า
“แต่เดี๋ยวเธอก็รู้อยู่ดีล่ะครับว่าไม่อร่อย เพราะยังไงเธอก็ต้องกิน” แต่ในตอนนั้นเองฤดีก็แย้งขึ้น
“ไม่หรอก เรย์ คุณหนูรักษาหุ่น ไม่กินขนมพวกนี้มาตั้งนานแล้ว” ทันทีที่ได้โอกาส พี่เลี้ยงสาวก็จีบปากจีบคอเม้าท์เื้ัของคุณหนูเล็กน้อย
“อ้าว ทำขนมแต่ไม่ชิมขนมที่ตัวเองทำหรือครับ”
“ก็เวลาคุณหนูกินทีไร เธอจะคิดมากจนนอนไม่หลับน่ะค่ะ”
“แต่กินนิดเดียวก็ไม่น่าจะอ้วนนี่ครับ”
“ก็เธอเป็ของเธอแบบนี้ล่ะค่ะ”
ส่วนรินนรีนั้นก็ได้นั่งอยู่ที่โซฟาด้วยรออย่างใจจดใจจ่อกับความเห็นของทุกคนเกี่ยวกับขนมของเธอ และในทันทีที่ร่างของพี่เลี้ยงสาวปรากฏพร้อมกับถาดขนมในมือที่ยังเหลืออยู่หลายชิ้น ใจที่ฟูของเธอก็ค่อย ๆ เหี่ยวลง
“ไม่อร่อยแน่เลย”
“พอดีว่าทุกคนอิ่มกันหมดแล้วน่ะค่ะ คุณหนู”
ในขณะเดียวกันนั้นเอง เรวัตรก็ค่อย ๆ ฟันวัชพืชบริเวณประตูหน้าบ้านที่เป็กระจกบานเลื่อนที่ฤดียังเปิดคาไว้ จึงทำให้เสียงพูดคุยจากในนั้นดังออกมาให้ได้ยิน
“สงสัยสูตรนี้ไม่ผ่าน งั้นเดี๋ยวฉันลงมือทำใหม่นะ นี่ฉันจำได้นะพี่ ว่าครูบีที่เป็ครูพี่เลี้ยงที่โน่นบอกว่า เด็ก ๆ ชอบกินลูกตาลกับมะพร้าวอ่อนมาก ๆ”
“ซื้อเอาก็ได้นี่คะ คุณหนู คราวก่อนเราก็ซื้อไปให้เด็ก ๆ เยอะแยะเลย”
แต่ลูกเ้านายกลับส่ายหน้า เห็นแย้ง
“แต่การลงมือทำด้วยตัวเองมันดีกว่านี่นา พี่ฤดี ของมันจะดูมีมูลค่าขึ้นมาเลยนะ เพราะปั้นจากมือเราเลย”
“คราวก่อนที่เราซื้อไปให้ เด็ก ๆ เขาก็แฮปปี้มากเหมือนกันนี่คะ คุณหนู”
“นี่พี่ฤดีขัดใจฉันงั้นหรือ” ใบหน้าหวานงอง้ำพลางกอดอกที่ถูกขัดใจ
แต่ในขณะที่ฤดีมีสีหน้ากระอักกระอ่วนอยู่นั้น เสียงเคาะประตูจากนอกบ้านก็ได้ดังขึ้น ร่างสูงใหญ่ของคนสวนหนุ่มยืนอยู่ข้างนอก ไม่เข้ามาตามคำสั่งของคุณนายสร้อยระย้า
“มีอะไร นายเรย์” เสียงห้วน ๆ ถามขึ้น
“คุณหนูมีพายลูกตาลอีกไหมครับ”
คำตอบของเขาทำเอาใบหน้างอนั้นฉงน
“จะเอาเพิ่มหรือ”
“ครับ”
“อร่อยหรือไง”
“ก็ใช้ได้ครับ แต่ถ้าอบให้สุกกว่านี้ รสชาติก็น่าจะอร่อยกว่านี้”
“ดีเลย” จากเสียงแข็งในตอนแรกของเธอ ในตอนนี้ก็ค่อยน่าฟังขึ้น “ถ้างั้นวันนี้ฉันจะไปที่สวนตาลของลุงสุรชัย”
“แต่คุณหนูครับ ตอนนี้ไปก็แดดร้อน เดี๋ยวผิวคุณหนูจะดำได้นะครับ เดี๋ยวไว้เราไปวันอื่นตอนเช้า ๆ ดีกว่า เอาสด ๆ ตอนนั้นเลย ขนมจะได้อร่อย”
“เออ จริงของนาย” รินนรีเมื่อได้ยินแบบนั้นก็เห็นด้วยเพราะกลัวดำ “พรุ่งนี้เช้าก็ได้”
จนเมื่อออกมาข้างนอก ฤดีก็เข้ามาขอบใจเขายกใหญ่ที่ช่วยชีวิตเธอไว้เมื่อครู่
“แต่พายก็เกือบได้แล้วจริง ๆ นะครับ แค่อบไม่สุกเอง”
“จ้า ๆ กินไปหลายชิ้นยังไงก็ระวังท้องไส้นะ พ่อ” ฤดีแปลกใจไม่น้อยที่ชายหนุ่มตรงหน้ากินเอา ๆ ราวกับพายพวกนั้นอร่อยเสียเต็มประดา
เขามองพายหลายชิ้นในถาดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“งั้นผมขอยืมใช้เตาอบของครัวในบ้านได้ไหมครับ”
“เอาสิ จะอบขนมใช่ไหม”
“ครับ”
“เดี๋ยวฉันทำให้”
ในตอนนั้นเองร่างเล็กของรินนรีก็โผล่ออกมาจากในบ้าน และเมื่อจบประโยคดังกล่าว ทั้งพี่เลี้ยงสาวและคนสวนหนุ่มต่างก็หัมามองเธออย่างฉงน
“ก็มันไม่สุกไง ถ้านายกินไปเดี๋ยวก็ท้องเสียพอดี”
“ขอบคุณนะครับ” เรวัตรจัดการยื่นถาดนั้นให้ฤดีที่เข้ามารับแทนพอดี ก่อนจะเสมองหญิงสาวเล็กน้อยแล้วเดินออกไปจากตัวบ้าน
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
ในห้องทำงานส่วนตัว เจษฎาก้มดูรูปทะเบียนรถของรถตู้คันดังกล่าว ประกอบกับที่ลูกน้องพอมีเส้นสาย เขาจึงทราบว่ารถตู้คันดังกล่าวเป็ของเสี่ยเฉลิมศักดิ์นั่นเอง
“ไอ้แก่ตัณหากลับเอ้ย ฉันจะต้องให้มันเลิกยุ่งกับรุ้งให้ได้ ไม่งั้นเธอต้องตกอยู่ในอันตรายแน่”
“แล้วนายจะเอาไงต่อดีครับ พวกผมเองก็เฝ้ามาหลายวันแล้ว มันก็ยังส่งลูกน้องมาแบบนี้ไม่หยุดเลย”
“ตามดูเธอทุกฝีก้าว ส่วนไอ้เสี่ยนั่น ฉันจะหาเวลาที่เหมาะสมไปถล่มมันเอง จนกว่ามันจะเข็ดและเลิกตามตัวปานรุ้งเสียที” ใบหน้าคมนั้นดูตึงเครียดขึ้นมาไม่น้อย “อีกอย่าง ให้เราตั้งรับพวกมันโดยไม่มีแผนแบบนี้ทุกวัน ไม่ไหวแน่”
ทำไมมันยังตามตื๊อไม่เลิกรานะ
และในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูจากหน้าห้องทำงานก็ได้ดังขึ้น
“พ่อเข้าไปหน่อยนะ เจษ”
“ครับ พ่อ”
ร่างสูงผอมของผู้เป็บิดาเดินเข้ามาหาบุตรชายที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะหน้าคอมฯ โดยทั้งนี้เจษฎาก็ส่งสัญญาณให้ลูกน้องของตนออกไปก่อน
“หน้าเครียดเชียว มีอะไรหรือเปล่า ลูก”
“อ่อ ไม่มีอะไรหรอกครับ คุยเื่ทั่ว ๆ ไป แล้วพ่อมีอะไรหรือเปล่าครับ”
“ทางสมาคมเกษตรฯที่กทม. จะจัดประชุมเื่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผลไม้ต่าง ๆ วันจันทร์นี้ เดี๋ยวลูกเตรียมตัวให้พร้อมนะ”
“วันจันทร์นี้หรือครับ” อีก 2 วันเองสินะ
“ใช่ลูก ไม่สะดวกหรือ” เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูอึดอัดราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่นั้น สุรชัยก็อดถามขึ้นมาไม่ได้
“อ่อ เปล่าครับ ไปสิครับ ไป”
“หรือว่าจะเป็เื่เสี่ยเฉลิมศักดิ์”
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะว่าต่อ
“ทำไมพ่อถึงคิดแบบนั้น”
“ก็คงเป็คนเดียวที่ทำให้ลูกร้อนใจขนาดนี้ นี่ ลูก ลูกก็โตแล้ว ลดความอารมณ์ร้อนบ้างก็ดีนะลูก เพราะยังไงเราก็ต้องอยู่ร่วมกันอยู่ อย่ามีเื่กันเลย” ทำไมเขาจะไม่รู้นิสัยอารมณ์ร้อนของผู้เป็ลูกคนนี้ เมื่อก่อนนี่ตอนเรียนเขาแทบจะโดนเรียกไปห้องปกครองไม่ว่างเว้นจากปัญหาเื่ชกต่อย ในตอนนั้นเขาลงโทษลูกแทบทุกวันจนวันหนึ่งเมื่อได้รู้ความจริงที่ลูกต้องทำแบบนั้นก็เพื่อปกป้องสิ่งที่ถูกต้อง เขาก็อ่อนลง แต่ก็ยังไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังอยู่ดี และจะห้ามลูกไม่ให้ทำก็ไม่เป็ผลอีก สิ่งที่ทำได้คือพอทำให้เขาใจเย็นลงบ้างเท่านั้น
“นี่ผมก็เย็นลงบ้างแล้วนะ พ่อ”
“พ่อเป็ห่วงลูก”
เจษฎาถอนหายใจ พลันทอดสายตามองผู้เป็บิดา
“ครับ ผมเข้าใจแล้ว”
หลังจากสุรชัยออกไป ร่างใหญ่ก็นั่งกับเก้าอี้ ในใจนึกเป็ห่วงหญิงสาวว่าถ้าเขาไม่อยู่ ลูกน้องเขาจะรอบคอบสักเพียงใดนะ แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจะป้องกันได้ทันการณ์หรือเปล่า
ภายในห้องทำงานใหญ่ เฉลิมศักดิ์หัวเสียเป็อย่างมากที่ลูกน้องทำงานล้มเหลวอีกแล้วที่จะนำตัวปานรุ้งมา
“ไอ้เจษฎา ตัวมารความสุขกู” มืออูมนั้นกำแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยแรงโทสะ
แล้วจู่ ๆ ในตอนนั้นเอง ประตูไม้บานใหญ่ของห้องก็กระแทกเข้ากับผนังเต็ม ๆ จนเกิดเสียงดังลั่นไปทั่วห้อง พร้อมกับร่างคู่กัดของเขาที่มีสีหน้ายียวนกวนประสาทยืนอยู่ตรงนั้น
“เฮ้ย มีคนพาดพิงว่ะ”
เมื่อเห็นแบบนั้น ชายสูงวัยก็ใ ส่วนสาว ๆ ที่นั่งข้างกันก็ร้องกรี๊ด
“ลูกน้องไปไหนหมดวะ” เขาโวยลั่นก่อนจะมองไปทั่วห้อง ในขณะที่มือขวานั้นถือปืนจ่อไปที่เจษฎา
“ลูกน้องที่ไม่มีน้ำยาของแกน่ะหรือ นอนเล่นกันอยู่ข้างนอกแหนะ กระจอกฉิบเป๋ง”
จนเมื่อหันไปเห็นชายชุดดำที่เพิ่งโผล่เข้ามาหน้าตาตื่น เฉลิมศักดิ์ก็เอ่ยขึ้นอย่างหัวเสีย
“มัวปล่อยให้มันดูถูกกูทำไม จัดการสิวะ”
ในตอนนั้นเอง ลูกน้องของเขาก็ได้เหนี่ยวไกปืน แต่ชายหนุ่มไวกว่า ขายาว ๆ นั้นจัดการเตะเข้าที่ข้อมือของชายคนนั้นอย่างแรงจนปืนตกจากมือและเมื่อเห็นดังนั้น เขาจึงฉวยโอกาสใช้เท้าเขี่ยออกไป ส่วนชายคนดังกล่าวเมื่อเห็นว่าตัวเองเสียท่าจึงโผเข้าหาเจษฎาก่อนจะจัดการชกต่อยหนุ่มนักเลงคนดังกล่าว แต่หลังจากโรมรันพันตูกันอยู่สักพัก เจษฎาก็จัดการใช้สันมือฟาดเข้าจนสลบไปในที่สุด
“ทีนี้ ก็เหลือแต่แกล่ะนะ” เสียงห้าวนั่นกล่าวก่อนจะหันมองมาที่เขา
“กูจะแจ้งตำรวจ ข้อหาที่มึงบุกรุก”
แทนที่จะกลัว เขากลับหัวเราะออกมาราวกับนั่นเป็เื่ขบขันเสียเต็มประดา
“เอาเลย ฉันจะได้ซัดพวกมันต่อ ต่อจากแก ไอ้เสี่ยหื่นกาม” ว่าจบเขาก็ย่างสามขุมเข้ามา
“ไอ้บ้า หยุดอยู่ตรงนั้นนะเฟ้ย” เฉลิมศักดิ์ชักปืนจ่อขู่ชายรุ่นลูกตรงหน้า
“อืม แต่ดูจากบ้านฉันว่าเรียกสรรพากรมาตรวจสอบเพิ่มด้วยก็น่าจะดีนะ อยากจะรู้นักว่าเสียภาษีถูกต้องหรือเปล่า เป็แค่เ้าของกิจการนำเข้าเสื้อผ้าไม่ใหญ่โต แต่มีเงินซื้อคฤหาสน์ด้วยแบบนี้ น่าสงสัยเป็บ้า”
“นี่มรดกของพ่อแม่ฉัน”
“อ้อเหรอ นึกว่ามีงานฟรีแลนซ์ด้วยซะอีกนะเนี่ย”
“เฮ้ย ใครก็ได้เอามันออกไปที”
“อ้าว ไม่แจ้งตำรวจแล้วหรือไง” ทันทีที่พูดจบ เจษฎาก็ย่างสามขุมเข้ามาก่อนจะชักปืน “ตายซะเถอะ”
พลันเหตุการณ์ตรงหน้าก็ดับวูบ ร่างท้วมใตื่นขึ้นมา เหงื่อกาฬผุดขึ้นตามร่างกาย ตัวยังสั่นไม่หยุด ก่อนจะมองรอบตัวถึงได้รู้ว่าฝันไป
“เสี่ยเป็อะไรคะ” หญิงสาวที่นอนไร้อาภรณ์อยู่ข้าง ๆ ก็สะดุ้งตื่นไปด้วยถามขึ้น
“เปล่า” เขาตอบเสียงห้วน ก่อนจะรีบลุกจากเตียงโดยไม่ลืมคว้าผ้าเช็ดตัวมาด้วย หาได้สนใจเรือนร่างที่เขาใช้หาความสุขเกือบทั้งคืนที่นอนอยู่ข้างหลังแต่อย่างใดไม่ พร้อมกับกำมือแน่น กัดฟันแค้นด้วยความที่อยากจะเอาชนะเจษฎาให้ได้ในคราวนี้
‘ฉันจะต้องเอาหนูปานรุ้งมาให้ได้ แกคอยดูเถอะ ไอ้เด็กเมื่อวานซืนเอ้ย’
--------------------------------------------------------------------------------
ในบ่ายวันนั้น รินนรีกำลังซ้อมขิมอยู่ตรงชั้นหนึ่งของบ้าน หน้าต่างที่แง้มไว้ทำให้เรวัตรก็ที่กำลังกวาดใบไม้ อยู่ได้ยินเข้า
‘ยังคงเพราะเหมือนคืนที่เล่นที่โรงแรมเลยนะ’
เสียดายที่เขารู้จักเพลงไทยไม่มากนัก ไม่งั้นคงจะรู้ว่านี่คือเพลงอะไร
พลันในตอนนั้นเอง เสียงร้องของเจนก็ดังขึ้น รินนรีต้องผละจากการเล่นดนตรีตรงหน้าหันไปมองต้นเสียง
“ทำไมซุ่มซ่ามแบบนี้ ฮึ เจน” ป้าแจ๋วบ่นอุบ “ตายละ เบตาดีนหมดอีก”
“ป้าแจ๋ว เดี๋ยวฉันไปเอาให้”
พลันร่างเล็กนั้นก็รีบวิ่งขึ้นบันไดไปยังห้องนอนของเธอ ก่อนจะหยิบขวดยาทำแผลรวมถึงปลาสเตอร์ลงมาด้วย อีกทั้งยังทำแผลให้เจนเองอีก
“ไม่เป็ไรค่ะ คุณหนู เดี๋ยวป้าทำให้มันเอง”
“เจนอุตส่าห์จะปอกผลไม้ให้ฉันกิน แต่โดนมีดบาด ฉันก็ต้องทำให้เจนสิ”
เรวัตรแอบมองการกระทำที่เกิดขึ้นในบ้านนั้นด้วยความใคร่รู้ และอดคิดไม่ได้ว่าถึงหญิงสาวจะดูเป็คนวีนเหวี่ยง เอาแต่ใจอยู่บ้าง แต่ก็มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อผู้อื่นอยู่ไม่น้อย
ในคืนนั้น เรวัตรก็ได้คุยไลน์กับอติพจน์เื่งานที่ต้องจัดการที่สาขาในกรุงเทพ ก็พบว่าไม่มีปัญหาอะไร เลขาฯของเขาสามารถจัดการได้ดี พร้อมยังทิ้งท้ายไว้
“ถ้าคุณเรย์เสร็จธุระเมื่อไหร่ ให้แจ้งผมทันทีเลยนะครับ ผมจะไปรับ”
“เื่นั้นไม่ต้องห่วงหรอก เมื่อไหร่เมื่อนั้น”
แต่ดูท่าจะอีกนาน
หลังจากคุยกันเสร็จเรียบร้อย เขาก็ออกจากโปรแกรมไลน์ กดเข้าที่แอพลิเคชันรูปถ่าย เข้าไปที่คลังรูปแล้วคลิกดูรูปแรกสุดที่เพิ่งถ่าย เป็รูปรินนรีขณะกำลังชมกอมะลิใน่บ่าย โดยเขาแอบซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งไม่ห่างจากกอมะลิมากนัก ประจวบกับตอนนั้นฤดีไม่อยู่เพราะไปเตรียมของว่างยามบ่ายให้คุณหนูของเธออยู่
‘ขอให้จิตใจหล่อนงามเหมือนรูปจริง ๆ เถอะนะ ไม่งั้นเสียดายแย่เลย’ เขาคิดพลางมองรูปเธออย่างหลงใหล
ส่วนรินนรีเองก็ออกมายืนรับลมในตอนกลางคืน ก่อนจะเผลอมองที่ด้านล่างอีกครั้ง เผื่อว่าชายหนุ่มจะออกมาให้เธอเห็นอีก แต่ว่าเธอก็นึกได้ว่า ลุงยงค์ติดฝักบัวให้เขาเรียบร้อยแล้ว เขาคงไม่ออกมาอาบตรงนี้หรอก
ในขณะเดียวกัน เรวัตรก็หัวเสียไม่น้อยเนื่องจากน้ำที่ออกจากฝักบัวนั้นค่อนข้างหรี่แทบไม่ไหล เขาจึงใช้วิธีอาบแบบเดิมเหมือนคืนที่ผ่าน ๆ มา
ตอนนั้นเอง รินนรีที่กำลังจะเดินกลับไปนอนอย่างถอดใจ ก็ได้เห็นเขาเดินยกถังน้ำมาไว ๆ หญิงสาวจึงตัดสินใจแอบมองแบบเดิม มือข้างหนึ่งเผลอกำจีบผ้าม่านแน่น
‘ห้องน้ำมีปัญหาอีกแล้วหรือ’
-------------------------------------------------------------------------------