ในขณะที่หลินสนใจในสถานการณ์ของตนเองและใช้เวลาครุ่นคิดอยู่นั้น ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆจากดุ๊กแม้แต่น้อย ถึงอย่างนั้นตั้งแต่ถอยออกมาจนเวลานี้ก็ผ่านไปกว่าสิบลมหายใจแล้ว หลินเพิ่งรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เมื่อเขาเหลือบมองไปทางดุ๊ก มันทำให้เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
หลินก้มลงมองมือทั้งสองข้างของเขาที่ยังคงกุมดาบมาวันเอาไว้ มันยังคงสั่นและไม่มีวี่แววว่าจะหยุดลง
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกดีีขึ้นมา คือร่างของดุ๊กที่หยุดนิ่งอยู่ที่เดิม แต่หากสังเกตดีๆจะเห็นว่าร่างของดุ๊กนั้นสั่นไหวไปทั้งตัว มันเป็นเพียงการสั่นไหวเล็กๆ แต่หากมันมีผลทั้งร่างกายการที่จะหยุดมันแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นผลกระทบที่ไม่ได้มาจากอาการบาดเจ็บที่สามารถฟื้นฟูได้ มันเป็นเหมือนปฏิกิริยาของร่างกายสะท้อนออกมาเสียมากกว่า
หากหลินเข้าไปและต้องการจะเอาชีวิตของดุ๊กในตอนนี้ อีกฝ่ายไม่มีความสามารถพอจะดิ้นรนต่อสู้กับเขาได้ ถือเป็นโอกาสที่ดี หากหลินต้องการจะเอาชีวิตอีกฝ่าย หากเขาทำเช่นนั้นในสถานที่แห่งนี้และสถานการณ์เช่นนี้ เขาคงจะเป็นบุคคลที่โง่งมเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้
แต่ถ้าเขาไม่ทำอะไรมากกว่านี้เสียหน่อยละก็..........
"ฮู้ววววว" เสียงลมหายใจที่พวยพุ่งออกมาของหมาป่าหิมะดังขึ้น ทำให้ดุ๊กรีบหันมามอง เมื่อเห็นว่าหมาป่าสีขาวแต้มด้วยจิตสังหาร ดุ๊กเริ่มมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดี
อีกฝ่ายคิดจะฆ่าเขาบนยานของเขายังงั้นหรือ ? ดุ๊กใจสั่นสะท้าน ความคิดในแง่ร้ายมากก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะพยายามจะยกมือข้างหนึ่งขึ้น
! เปรี้ยย
ดุ๊กใช้แขนข้างหนึ่งตบไปที่แขนอีกข้างหนึ่งด้วยแรงทั้งหมดที่เขาหลงเหลืออยู่ แม้มันจะเกิดเสียงแต่กับเบาจนไม่สามารถกระตุ้นใดๆได้ การที่เขาใช้พลังในการหยิบยืมส่วนหนึ่งของม่านพลังออกมาใช้ มันทำให้เขาเตรียมใจที่จะรับบทลงโทษเมื่อกลับไปไว้แล้ว แต่ต่อให้เป็นบทลงโทษแล้วอย่างไร ? หากเขาไม่สามารถมีชีวิตกลับไปได้บทลงโทษจะมีความหมายอะไร ?
ต่อให้เป็นกำแพงเหล็กที่หนาแนะใหญ่โตมโหฬารขนาดไหน หากได้รับการโจมตีเช่นเดียวกับดุ๊ก แม้ภายนอกอาจจะดูปกติเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ภายในย่อมเกิดผลไม่มากก็น้อย นับประสาอะไรกับคนอย่างดุ๊กที่ไม่ใช่กำแพงเหล็กกล้า ร่างกายของดุ๊กสั่นสะท้านจนแทนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆอยู่รอมร่อ
ไม่ต้องถึงมืออีกฝ่าย แค่มีคนงานสักคนหยิบมีดขึ้นมาแทงเขาในตอนนี้ เขาก็ไม่มีความสามารถที่จะปกป้องตัวเองแล้ว หากมีคนงานทำเช่นนั้นจริง เขาคงจะแค้นใจไปจนวันตาย แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อยากมาตายที่นี่
ดุ๊กเริ่มมองหาตัวช่วย แต่คนสวมเกราะและคนงานต่างอยู่ไกลออกไป เขาไม่มีแรงมากพอจะตะโกนออกไป ถึงต่อให้มีเขาก็ไม่มีหน้าร้องขอความช่วยเหลือต่อพวกคนชั้นต่ำพวกนั้น แต่การต่อสู้รุนแรงและวุ่นวายถึงขนาดนี้ ทำไมถึงไม่มีใครมาเลย ?
ลานกว้างเป็นเพียงส่วนปลายของตัวยานที่ใช้สำหรับเข้าออก และมีคนงานทำงานอยู่ ปกติแล้วก็จะไม่ค่อยมีใครมาแถวนี้ แต่ถึงอย่างนั้นความรุนแรงจากการต่อสู้ก็มากพอที่จะทำให้คนบนยานทั้งหมดรับรู้ พวกมันมัวแต่ทำอะไรกันอยู่ ?
"อย่าาาาา" ดุ๊กตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง จนคนฟังไม่อาจรู้ได้ว่าเขาอาศัยเรี่ยวแรงจากไหนถึงส่งเสียงออกมาได้
"เจ้ากล้า...........ฆ่า..........ข้า.............ที่นี่.............อย่าง..............งั้นเหรอ ?"
"เจ้า.............โง่............หรือเปล่า...............หากทำแบบ...........นั้นอย่าหวังว่า..................ตัวเองจะ...................ได้ออกไป...........จากที่นี่..................เลย"
"แคกๆ.......แค่กๆ........"
ดุ๊กรีบพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก ก่อนที่จะไอและหอบหายใจอย่างหนัก
"เจ้า..............รู้..............หรือ............เปล่า.................ว่าข้า..................เป็นใคร"
"หาก...............เจ้า...................รู้....................อย่าาาาาาาาาา.................."
ในขณะที่ดุ๊กยังคงพูดไม่จบนั้น หมาป่าหิมะกระโดดเพียงครั้งเดียวก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
"ฮ๊าาาาาาาาา" หมาป่าหิมะคำรามใส่หน้าดุ๊กทันทีที่มันเข้าถึงตัว
"ขอ......ร้อง............อย่า............ฆ่า...........ข้า"
ดุ๊กพูดจบเขาทรุดลงไปกับพื้นทันที มาดที่องอาจตอนถามหาหลินบนลานกว้างไม่หลงเหลืออยู่อีก หากมองลงไปเบิ้องล่างจะเห็นว่ากางเกงที่เขาใส่อยู่นั้นเริ่มเปียกชื้นขึ้นมา
เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ต่อได้ และคำขู่นั้นไม่เป็นผล ความหวาดกลัวในจิตใจทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว หากไม่เอ่ยปากขอชีวิตจากอีกฝ่ายในตอนนี้ จะต้องรอจนวิญญาณหลุดออกจากร่างหรืออย่างไร จะศักศรีหรือจะขายหน้าอะไรก็ไม่สำคัญแล้ว หากไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ มันทำให้ดุ๊กรีบพูดอย่างร้อนรน เพื่อขอร้องชีวิตจากอีกฝ่าย
"อย่า..........ฆ่า............ข้า...............เลย"
"ข้า...........ผิด.............ไป..................แล้ว"
"ข้า.........รับ.............ปาก.............เจ้า..............ทุกอย่าง""ไว้...............ชีวิต.................ข้าเถิด"
ดุ๊กขอร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง เสียงร้องขอชีวิตของเขาเดี๋ยวเบาเดี๋ยวดัง พอจะทำให้คนที่อยู่ใกล้ได้ยินอยู่บ้าง และจับใจความได้ไม่ยาก
คนสวมเกราะรวมไปถึงคนงานที่กลับมาดู ไม่เคยเห็นท่าทางเช่นนี้ของดุ๊กมาก่อน ถึงจะมีความแค้นต่อกันมากขนาดไหน แต่ก็ไม่มีใครอยากซ้ำเติมคนอื่นในเวลาที่เขาอ่อนแอเช่นนี้
ทันใดนั้นเองเสียงที่นุ่นนวลและให้ทำให้เกิดความสว่างไสว เป็นเสียงที่ทำให้เกิดความสว่างขึ้นภายในจิตใจที่ดำมืดดังขึ้น