หลังจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หุบเขาปากเสือ ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงไอเย็นที่ค่อยๆ จางลงท่ามกลางซากน้ำแข็งที่เริ่มละลาย ฟางเสวี่ยหานหันกลับมาพยักหน้าให้มู่เทียนช้าๆ เป็สัญญาณให้เริ่มออกเดินทางต่อ
ขบวนเดินทางของ สำนักพิรุณโปรย จึงมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงโดยมีรถม้าของมู่เทียนแทรกตัวอยู่กึ่งกลางขบวน ภายใต้การคุ้มครองอย่างใกล้ชิดจากหลานรั่วซี อัจฉริยะสาวที่ยามนี้ทำหน้าที่เป็ผู้นำทางด้วยความเต็มใจและยำเกรง
ตลอกระยะเวลาการเดินทางหลายวันที่ผ่านพ้นไป บรรยากาศรอบกายฟางเสวี่ยหานยังคงเต็มไปด้วยความลึกลับ เขามักจะนั่งนิ่งเงียบอยู่บนหลังม้าข้างรถม้าของมู่เทียน สายตามองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ทว่าแท้จริงแล้วเขากำลังใช้เวลาทุกวินาทีในการปรับสมดุลพลังที่เพิ่งทะลวงมาได้
หลานรั่วซีที่ควบม้าอยู่ไม่ไกล ลอบสังเกตชายหนุ่มอยู่เป็ระยะ นางรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายความหนาวเหน็บที่แผ่ออกมาจางๆ จากร่างของเขา แม้เขาจะพยายามปกปิดมันไว้ภายใต้ชุดผู้คุ้มกันที่แสนธรรมดาก็ตาม
"ท่านผู้สูงส่ง..." นางตัดสินใจเอ่ยทำลายความเงียบในบ่ายวันหนึ่งขณะที่ขบวนเริ่มเข้าสู่เขตชายป่าชั้นใน "อีกเพียงไม่กี่ลี้จะถึง 'ด่านประตูั' ซึ่งเป็ด่านสุดท้ายก่อนเข้าสู่เขตชั้นในของเมืองหลวง ที่นั่นสถานการณ์ตึงเครียดนัก ตระกูลหลิวได้ติดตั้ง 'คันฉ่องส่องิญญา' ไว้ที่ประตูเมือง"
นางเว้นจังหวะพลางมองดูปฏิกิริยาของเขา "คันฉ่องนั้นสามารถมองเห็นระดับพลังฝึกตนที่แท้จริงได้ แม้จะเร้นพรางเพียงใดก็ตาม หากทหารวังหลวงพบว่าท่านมีพลังระดับสร้างฐานรากขั้นที่ 5 ในวัยเท่านี้ พวกมันย่อมต้องสืบหาตัวตนของท่านอย่างละเอียด... และนั่นอาจทำให้แผนการของท่านลำบาก"
ฟางเสวี่ยหานขยับหมวกฟางเล็กน้อย ั์ตาสีฟ้าครามส่องประกายเ็าผ่านช่องว่างของปีกหมวก
"คันฉ่องส่องิญญางั้นรึ... ของเล่นที่ใช้เพียงหินิญญาระดับต่ำสร้างขึ้นเช่นนั้น ในชาติก่อนข้าใช้เพียงแค่ความนึกคิดก็ทำให้มันแตกสลายได้แล้ว" เขาพรรณนาในใจอย่างหยิ่งทะนง "แต่ในกายาที่ยังไม่สมบูรณ์นี้ ข้ามิอาจทำลายมันได้โดยไม่เผยตัวตน... ข้าต้องใช้เคล็ดวิชาซ่อนเร้นระดับสูง"
เขาเริ่มโคจรปราณในร่างกายในรูปแบบที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม เขาไม่ได้ดับพลังปราณ แต่กลับ "บีบอัด" หยดปราณเหลวสีครามในจุดตันเถียนให้เล็กลงจนเหลือเพียงจุดเล็กๆ และใช้ไอเย็นจากมรรคาเทพัสร้างชั้นน้ำแข็งบางๆ ห่อหุ้มมันไว้ซ้อนกันถึงเก้าชั้น
"เคล็ดวิชา: ผนึกหุบเหวไร้ก้น"
ขณะที่เขากระตุ้นวิชาผนึกนี้ ความเ็ปจากการบีบอัดปราณมหาศาลทำให้เขาต้องขบกรามแน่น โลหิตสีแดงสดไหลซึมออกจากหางตาจางๆ เปื้อนลงบนผ้าคลุมหน้า ทว่าพลังสร้างฐานรากขั้นที่ 5 ของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไปในััิญญา เหลือเพียงกลิ่นอายของ 'ผู้ฝึกตนระดับรวบรวมปราณขั้นที่ 3' เท่านั้น
"ไม่ต้องห่วงแม่นางหลาน" เขาตอบเสียงเรียบ "ข้ามีวิธีของข้า"
ขบวนเดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองขนาดมหึมาในที่สุด ทหารในชุดเกราะแดงเข้มของตระกูลหลิวยืนเฝ้าอย่างหนาแน่น พร้อมยอดฝีมือสำนักอัคคีที่คอยกวาดสายตาสำรวจทุกคนอย่างละเอียด
ที่กึ่งกลางประตูเมืองมีคันฉ่องหินโบราณขนาดใหญ่ตั้งอยู่ มันเปล่งแสงสีทองจางๆ ตลอดเวลา ทุกคนที่เดินผ่าน แสงจากคันฉ่องจะสะท้อนสีสันออกมาตามระดับพลังที่เป็จริง
"สำนักพิรุณโปรย หลานรั่วซี พร้อมคณะ!" ทหารนายหนึ่งะโก้อง
หลานรั่วซีเดินนำหน้าขบวนผ่านคันฉ่อง แสงสีเขียวเข้มสว่างวาบขึ้นทันที บ่งบอกถึงระดับสร้างฐานรากขั้นที่ 5 ของนาง ทหารพยักหน้าด้วยความเคารพในฐานะศิษย์จากสำนักใหญ่
จนกระทั่งถึงคิวของรถม้ามู่เทียนและผู้คุ้มกันสวมหมวกฟาง
"หยุด! คนคุ้มกันคนนั้น เดินผ่านคันฉ่องแยกจากรถม้า!" หัวหน้าทหารระดับสร้างฐานรากขั้นที่ 4 ตวาดสั่ง พลางจ้องมองฟางเสวี่ยหานด้วยสายตาจับผิด
ฟางเสวี่ยหานก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ท่าทางของเขาดูไร้พิษสงและเงียบขรึมประดุจก้อนหินริมทาง เขาเดินผ่านคันฉ่องหินโบราณในจังหวะที่หัวใจเต้นสม่ำเสมอ
วิ้ง...
คันฉ่องส่องิญญาสั่นะเืเล็กน้อย ก่อนจะเปล่ง แสงสีขาวหม่น ออกมาอย่างแ่เบา เป็สัญญาณของระดับรวบรวมปราณขั้นต่ำ
"รวบรวมปราณขั้นที่ 3? ชิ... แค่ขยะที่โชคดีได้อยู่กับสำนักใหญ่" ทหารคนนั้นแค่นเสียงอย่างดูแคลน "ไปได้! อย่ามาถ่วงขบวนของแม่นางหลาน!"
หลานรั่วซีที่ลอบมองอยู่ไกลๆ ถึงกับลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางรู้อยู่เต็มอกว่าชายหนุ่มคนนี้เพิ่งปลิดชีพขั้นที่ 7 มากับมือ แต่คันฉ่องสมบัติกลับตรวจจับสิ่งใดไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
‘เขามีวิชาพรางกายระดับไหนกันแน่... ยิ่งรู้จักเขา ข้ายิ่งรู้สึกว่าเขาเป็ดั่งก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไม่มีใครมองเห็นจุดสิ้นสุด’
เมื่อผ่านด่านตรวจมาได้ ขบวนเดินทางก็เข้าสู่เขตเมืองหลวงที่คึกคัก ทว่าภายใต้ความรุ่งเรืองกลับมีความอึดอัดแฝงอยู่ทุกอณู ธงของตระกูลหลิวปักอยู่ทั่วทุกมุมเมือง บ่งบอกถึงอำนาจที่ล้นพ้นจักรวรรดิ
มู่เทียนกระซิบข้างหูฟางเสวี่ยหานที่เพิ่งคลายวิชาผนึกจนสีหน้าเริ่มกลับมามีเืฝาด "นายน้อย เราเข้าเมืองมาได้แล้ว ขั้นต่อไปเราต้องหาที่กบดานและสืบข่าวว่ามเหสีเอกถูกขังอยู่ที่ส่วนไหนของตำหนักเย็น"
ฟางเสวี่ยหานจ้องมองไปยังกำแพงวังหลวงที่อยู่ไกลออกไป แววตาของเขากลับมาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งนิรันดร์อีกครั้ง
"ตระกูลหลิว... เสด็จพ่อ... ข้ากลับมาแล้ว"