เพื่อที่จะใช้กระบวนท่าสะบั้นมารฟ้าครั้งนี้ เทียนอี้ต้องเค้นเอาทุกสิ่งที่ตนเองมีออกมาแทบทั้งหมด เทียนอี้โคจรพลังปราณไปตามจุดต่างๆทั่วทั้งร่างกายอย่างรวดเร็ว เพื่อเสริมศักยภาพด้านต่างๆให้ถึงขีดสุด ทำให้จุดตันเถียนหยินหยางหมุนด้วยความเร็วน่าเหลือเชื่อ
เทียนอี้ยังได้บีบอัดจิตกระบี่ราชันย์ไว้บนกระบี่ไร้ใจ จนตัวกระบี่สั่นระริกส่งเสียงดัง "วึ่ง วึ่ง" ออกมาตลอดเวลาราวกับว่าตัวกระบี่จะสามารถแตกออกมีได้ตลอดเวลา ห้วงจิตมังกรหยินหยางเองก็หมุนวนอย่างรวดเร็วจนส่งเสียง "วืด วืด" ออกมาก่อนจะส่งพลังแห่งจิตวิญญาณจำนวนมากมายมหาศาลเข้าไปเสริมพลังให้จิตกระบี่ราชันย์
"แกรก!.." ปรากฏรอยร้าวบนใบกระบี่ไร้ใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะกระบี่ไร้ใจไม่สามารถทนรับจิตกระบี่ราชันย์อันทรงพลังนี้ได้ ตอนนี้เทียนอี้แผ่พลังปราณอันเข้มข้นสีขาวสลับดำออกมารอบๆตัว เหมือนดังมีเปลวไฟสีขาวสลับดำลุกท่วมไปทั้งร่าง แต่สิ่งที่อยู่รอบๆร่างกายของเขาในตอนนี้ไม่ใช่เปลวไฟ แต่เป็นพลังปราณอันเข็มข้นจนสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้
พญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองกำลังมองดูร่างของมังกรเจียวขนาดใหญ่หลายสิบเมตรยาวหลายร้อยเมตรที่ปกคลุมไปด้วยแสงสีน้ำตาลสว่างจ้ากำลังพุ่งเข้าปะทะ กับร่างของเด็กหนุ่มเปลือยกายที่สูงไม่ถึงสองเมตรที่กำลังถูกปกคลุมด้วยพลังปราณสีขาวสลับดำ ช่างเป็นภาพการต่อสู้ที่ดูแปลกประหลาดสุดจะพรรณนาฉากหนึ่งจริงๆ
ในตอนนั้นเองด้านหลังของเทียนอี้ก็ปรากฏภาพเงาร่างของมังกรบรรพกาลขึ้นมาสองตน ที่ปลดปล่อยพลังที่ทรงพลังทั้งยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่เก่าแก่น่าพิศวง เมื่อพญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองเห็นเงาร่างของมังกรทั้งสองตนที่ปรากฏออกมามันก็รู้สึกถึงความหวาดกลัวที่ปรากฏขึ้นมาในส่วนลึกของวิญญาณของมันทันที่จนมันต้องพึมพำออกมาเบาๆ
"นี่..นี่มันพลังอะไรกัน ถึงกับทำให้ข้าต้องรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่อยู่ลึกไปถึงก้นบึ้งของวิญญาณเช่นนี้"
ทางด้านมังกรเจียวเมื่อมันมองเห็นเงาร่างมังกรบรรพกาลทั้งสองตนปรากฏขึ้นมาด้านหลังของเทียนอี้ มันก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาจากก้นบึ้งของวิญญาณเช่นกัน ทำให้มันเกิดความลังเลขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง แต่เพราะด้วยพลังที่ห่างชั้นกันมากเกินไปทำให้มันสามารถข่มความกลัวนั้นลงไปได้ในที่สุด มันคิดว่าภาพมังกรที่ด้านหลังของเทียนอี้นั้นคงเป็นวิชาประเภทที่มีพลังโจมตีทางวิญญาณโดยตรงอะไรสักอย่างเท่านั้น ก่อนที่มันพุ่งร่างเข้าใส่เทียนอี้ต่ออีกครั้ง
จังหวะสุดท้ายก่อนที่ทั้งสองร่างจะเข้าปะทะกันเทียนอี้ได้วาดกระบี่ออกไปในแนวตั้งเพียงพริบตาทำให้มวลอาการถูกฉีกออกจากกันดัง "คว๊าก!" ภาพของกระบี่ของเทียนอี้ที่ฟันลงไปดูเชื่องช้าแต่ดูลึกลับ คมกระบี่ได้ทิ้งร่างเงาของมันไว้เป็นภาพติดตาตลอดเส้นทางที่มันเคลื่อนตัวผ่าน
ช่างเป็นภาพที่ดูสวยงามเกินบรรยาย แต่ความจริงแล้วคมกระบี่ที่มองเห็นว่ากำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆนั้น กลับกำลังเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วเกินจะเปรียบ จนเกิดเป็นกระบี่ปราณที่มีขนาดใหญ่นับร้อยเมตรปรากฏขึ้น ก่อนที่กระบี่ปราณยักษ์เล่มนั้นจะพุ่งตรงเข้าไปสะบั้นลงที่หัวของมังกรเจียวอย่างรวดเร็วก่อนที่จะทะลุผ่านแสงสีน้ำตาลที่ปกคลุมหัวของมังกรเจียวอยู่ไป และตัดผ่านเกราะปราณของมังกรเจียวเป็นชั้นต่อมา
เกราะปราณที่แข็งแกร่งหาไดเปรียบของราชันย์จักรพรรดิอสูรขั้นสูง เมื่ออยู่ต่อหน้ากระบี่ปราณเล่มยักษ์ของกระบวนท่าสะบั้นมารฟ้ากลับกลายเป็นอ่อนนุ่มดุจเต้าหู้นิ้ม กระบี่ปราณยักษ์ของเทียนอี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่เกราะปราณเท่านั้น "ฉึบบ!" เสียงของกระบี่ปราณเล่มยักษ์ตัดผ่านร่างกายของมังกรเจียวออกเป็นสองซีกตั้งแต่หัวจรดหางอย่างพอดิบพอดี
ก่อนที่ตามมาด้วยเสียง "ตูม!..ตูม!" อีกสองครั้งซึ่งเป็นเสียงของร่างทั้งสองซีกที่ไร้ลมหายใจของมังกรเจียวตกลงกระแทกพื้นอย่างแรง ตายแล้ว!ราชันย์จักรพรรดิอสูรมังกรเจียวผู้ยิ่งใหญ่ ตกตายไปแล้วจริงๆทั้งยังตายโดยที่ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่น้อย! พูดอาจจะดูนานแต่ความจริงเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
"แกร๊ก..แกร๊ก...เพร้ง!" เสียงของรอยร้าวบนใบกระบี่รามไปทั่วตัวกระบี่ทั้งเล่ม ก่อนที่กระบี่ที่เป็นศาสตราวุธระดับทองที่หายากจะแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพราะไม่สามารถทนรับพลังของท่าสะบั้นมารฟ้าได้ เทียนอี้ในตอนนี้เหนื่อยล้าจนแทบจะไม่มีกำลังยืนตัวตรงได้ เพราะฝืนใช้สะบั้นมารฟ้าทั้งที่ได้รับบาดเจ็บภายใน เขาพยายามประคองสติเอาไว้แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถฝืนทนได้อีกต่อไปก่อนจะหมดสติแล้วล้มลงไปในที่สุด
พญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองยืนนิ่งมองภาพที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าทั้งหมด ด้วยสองตาที่เบิกโพลง เวลาผ่านไปครู่ใหญ่พญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองจึงได้สติคืนกลับมา ก่อนที่มันจะประคองร่างที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสของตัวเองเดินเข้าไปหาร่างเปลือยเปล่าของเทียนอี้ที่กำลังนอนหมดสติอยู่บนพื้น
เมื่อพญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองมายืนอยู่ด้านข้างของเทียนอี้แล้วนั่น มันก็อดไม่ได้ที่มองสลับไปสลับมาระหว่างร่างที่หมดสติของเทียนอี้กับร่างอันไร้วิญญาณของมังกรเจียวที่ได้นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ก่อนจะมองไปที่หลุมลึกที่มียาวนับพันเมตรที่เกิดขึ้นจากกระบวนท่าสะบั้นมารฟ้าเมื่อสักครู่ของเทียนอี้ด้วยอาการขนลุกไปทั้งร่าง ก่อนที่พญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองจะพูดพึมพำออกมาเบาๆอยู่คนเดียว
"เป็นพลังที่น่ากลัวจริงๆเพียงกระบี่เดียวเท่านั้น กลับสามารถทิ้งรอยกระบี่ที่ยาวนับพันเมตรไว้บนพื้นธรณีได้เช่นนี้ และยังสามารถปลิดชีวิตของมังกรชั่วที่มีพลังสูงกว่าตนเองถึง 3 ขอบเขตได้อีกด้วย เกรงว่าคงไม่มีเผ่าพันธุ์ไดเคยให้กำเนิดผู้ที่มีความสามารถมากมายเช่นนี้มาก่อนเป็นแน่เป็นชายหนุ่มที่น่าอัศจรรย์จริงๆ"
ถึงอย่างไรครั้งนี้พญาเหยี่ยวเวหาม่วงทอง ก็เป็นหนี้ชีวิตของเทียนอี้ครั้งหนึ่งจริงๆ มันจึงมอง เทียนอี้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง ก่อนที่มันจะใช้พลังห่อหุ้มตัวของเทียนอี้เอาไว้ และยกร่างของเทียนอี้ให้ลอยขึ้นมา และไม่ลืมที่จะหันกลับไปเก็บร่างอันไร้วิญญาณทั้งสองซีกของมังกรเจียวเข้ามาไว้ในมิติของมัน และพาร่างของเทียนอี้บินกลับไปที่รังของมันด้วยความทุลักทุเล
เวลาผ่านไปแล้ว 30 วันภายในมิติอนันต์ตอนนี้ซุยหงเดินวนเวียนไปมาด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย เพราะผ่านไปถึง 3 วันแล้วของเวลาด้านนอกแต่เทียนอี้กลับไม่เคยส่งข่าว หรือมีท่าทีว่าจะเข้ามาในมิติอนันต์เลยแม้แต่น้อย ซุยหงอยากจะออกไปนอกมิติอนันต์มากแต่มันก็ไม่สามารถออกไปจากมิติอนันต์ได้ เหม่ยลี่ที่เห็นผู้เป็นบิดาเดินวนไปมาหลายรอบแล้วก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกไปว่า
"ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วงพี่ชายหรอกเจ้าค่ะ เพราะถ้าหากเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับพี่ชายจริงๆมิติอนันต์แห่งนี้ก็คงจะสลายไปนานแล้ว"
เมื่อได้ฟังคำพูดของเหม่ยลี่ซุยหงก็รู้สึกคลายความกังวลลงมาบ้างเล็กน้อย ก็จริงอย่างที่เหม่ยลี่ได้พูดเอาไว้หากมีเรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับเทียนอี้มิติอนันต์แห่งนี้ก็ต้องสลายไปเช่นกัน เมื่อคลายความกังวลลงไปได้บ้างแล้วซุยหงก็กลับไปฝึกฝนวรยุทธ์ต่ออย่างตั้งใจ
ณ ถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ฝังตัวอยู่บนแนวหน้าผาขนาดมหึมาแห่งหนึ่งปรากฎ ร่างของเทียนอี้ที่กำลังนอนอยู่ในบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยสมุนไพรวิญญาณมากมายกำลังค่อยๆรู้สึกตัว เปลือกตาของเทียนอี้ค่อยๆเปิดขึ้นมาช้าๆ แสงจ้าได้ทำให้ดวงตาของเทียนอี้พร่ามัวไปชั่วขณะหนึ่ง หลังจากที่ปรับสายตาจนสามารถมองเห็นทัศนียภาพรอบตัวได้แล้วเทียนอี้ก็พึมพำออกมาเสียงเบาด้วยคอที่แห้งผาก
"ที่นี่คือที่ไหนทำไมข้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
เทียนอี้พยายามที่จะลุกขึ้นนั่งแต่ก็ต้องพบว่า ร่างกายของเขาหนักราวกับถูกภูเขาไท่ซานทับไว้ และรู้สึกว่าความเจ็บปวดวิ่งไปทั่วร่างกายจนทำให้เทียนอี้ต้องส่งเสียงร้องออกมา
"อ๊าก ... ความเจ็บปวดพวกนี้ราวกับกำลังจะฉีกร่างกายของข้าออกเป็นชิ้นๆ"
หลังจากที่ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเทียนอี้ก็ นิยามคิดถึงความทรงจำสุดท้ายที่ เกิดขึ้นก่อนที่ตัวเขาจะหมดสติไป
"ใช่แล้วก่อนที่จะหมดสติไปข้าฝืนใช้สะบั้นมารฟ้าทั้งๆที่ร่างกายบาดเจ็บสาหัสอยู่ เลยทำให้ร่างกายของข้ารับภาระมากเกินไปจนหมดสติไปในที่สุด"
หลังจากที่เทียนอี้จำเหตุการณ์ทุกอย่างได้แล้ว เขา เทียนอี้ก็ได้ทำสมาธิเดินลมปราณใช้พลังแห่งแสงในการฟื้นฟูร่างกาย ที่เทียนอี้ต้องนอน หมดสติอยู่ถึง 3 วันเป็นเพราะว่าเมื่อเขาหมดสติไปพลังแห่งแสงที่ใช้ในการฟื้นฟูและรักษาก็หยุดทำงานลงไปด้วย หลังจากที่เทียนอี้ได้โคจรพลัง แห่งแสงไปทั่วร่างกายสมุนไพรวิญญาณจำนวนมากมายที่อยู่ภายในบ่อก็เริ่มที่จะถูกดูดเข้าไปในร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว
เวลาผ่านไป 2 เค่อตอนนี้ร่างกายของเทียนอี้ที่ได้รับบาดเจ็บหนักจากการต่อสู้ก็ถูกรักษารักษาจนหายในที่สุด ที่เทียนอี้สามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้รวดเร็วเช่นนี้เป็นเพราะสมุนไพรวิญญาณระดับสูงจำนวนมากที่อยู่ภายในบ่อ เทียนอี้มองไปที่ซากของสมุนไพรวิญญาณระดับสูงจำนวนมากที่ได้ดูบซับไปแล้วพยักหน้าด้วยความพอใจ
"มีแต่สมุนไพรที่มีระดับสูงทั้งสิ้น ถ้าเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปคงไม่สามารถรวบรวมสมุนไพรเหล่านี้มาได้อย่างแน่นอน"
หลังจากที่อาการบาดเจ็บของร่างกายได้หายเป็นปลิดทิ้งแล้ว เทียนอี้ก็ได้ลุกขึ้นจากบ่อน้ำและไม่ลืมที่จะนำเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมาจากมิติของตนเองมาสวมใส่ เมื่อนึกถึงฉากการต่อสู้ของตนเองและมังกรเจียว เทียนอี้ก็อดที่จะยิ้มออกมาและส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้เพราะการต่อสู้ครั้งนั้นนับว่าเป็นประสบการณ์ต่อสู้ที่ดี แต่ก็มีข้อเสียอยู่ข้อหนึ่งที่เทียนอี้ไม่ค่อยอยากจะจดจำมากนักนั้นก็คือ เทียนอี้ต้องต่อสู้กับมังกรเจียวทั้งๆที่เสื้อผ้าถูกพิษของมันละลายทิ้งไปหมดแล้ว
"คงต้องหาเสื้อผ้าชุดใหม่ที่มีความทนทานมากกว่านี้สักหน่อย เผื่อจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก โชคดีที่ครั้งนี้ไม่มีมนุษย์คนอื่นเห็นฉากการต่อสู้ที่น่าอับอายนี้"
หลังจากที่เทียนอี้เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เสร็จเรียบร้อย เขาก็เดินสำรวจในถ้ำทันทีเพื่อมองหาผู้ที่พาตนเข้ามารักษาภายในถ้ำแห่งนี้ เทียนอี้เดินเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำอยู่พักใหญ่ๆ เมื่อเข้ามาถึงห้องโถงใหญ่ที่อยู่ภายในส่วนลึกสุดของถ้ำ เขาก็ต้องพบกับพญาเหยี่ยวเวหาม่วงทอง 2 ตนที่กำลังนอนอยู่ด้วยอาการที่ไม่สู้ดีนัก แต่ก่อนที่ เทียนอี้จะได้ขยับตัว พญาเหยี่ยวเวหาม่วงทองที่ชื่อลี่ซานก็ได้ลืมตาขึ้นก่อนที่จะหันหน้ามาทางเทียนอี้แล้วพูดขึ้นว่า
"ในที่สุดก็ฟื้นแล้วสินะเจ้ามนุษย์ .. นอนหมดสติไปถึง 3 วันเต็มอาการคงจะดีขึ้นบ้างแล้วใช่ไหม"
จบตอนครับ