หมอหญิงอัคคี

    ตอนที่ 59 สิ่งที่ตามหา

    เราร่วงตกลงมาในดงดอกไม้สีส้มโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ เพราะมีเฟยเจินเป็นเบาะรองรับฉันกับหมอจงไว้ แต่กลับฉุนจมูกแสบตาลืมตาไม่ขึ้น แสบร้อนตามผิวเหมือนถูกพริก พร้อมกับได้ยินเสียงของหมอจงกับเฟยเจินร้องเสียงดังขึ้นว่าแสบตาแสบผิวนี่มันดงอะไรกันเนี่ย?! พร้อมกับคลำมือควานหากัน


    ฉันรีบบอกเขาสองคนให้เอาน้ำที่พกติดตัวมาล้างตา เมื่อฉันล้างตาล้างหน้าเสร็จก็สามารถลืมตาได้เพียงครึ่งยังรู้สึกแสบตาแสบผิว เพราะพิษจากละอองเกสรดอกไม้สีส้มลอยคลุ้งกระจายอยู่ในอากาศทั่วบริเวณ


    แต่หมอจงอาการดูหนักหน่อยเพราะล้างตาแล้วยังคงลืมไม่ขึ้น ส่วนเฟยเจินแม้จะลืมตาได้แต่ก็ลืมตาได้แค่นิดเดียวแบบกระปริ๊บๆ ฉันจึงบอกเขาสองคนว่า ให้เดินออกจากดงดอกไม้กันก่อน เพราะถ้าขืนยังยืนอยู่ตรงนี้นานๆหมอจงได้ตาบอดแน่


    ฉันจึงจูงมือเฟยเจินกับหมอจงเดินออกห่างจากดงดอกไม้ พาไปนั่งที่ใต้ต้นไม้เพื่อล้างพิษดอกไม้ออกจากตาอีกครั้ง สักครู่ดวงตาของฉันกับเฟยเจินก็ดีขึ้นจนสามารถลืม ตาได้ แต่หมอจงยังคงลืมตาไม่ขึ้นเพราะเขาเป็นมนุษย์ธรรมดา ภูมิต้านพิษพืชปีศาจจึงมีน้อย


    ฉันล้วงหยิบดอกนกยูงแดงรำแพนที่สามารถล้างพิษได้ทุกชนิดมาเคี้ยวในปาก แล้วคายออกมาป้ายตาของหมอจง เขารีบถามฉันทันทีว่าเอาอะไรป้ายตาให้เขา ฉันตอบว่าดอกนกยูงที่สามารถล้างพิษได้ทุกชนิด และคิดว่าน่าจะล้างพิษแสบร้อนของดอกไม้สีส้มได้


    จากนั้นจึงเรียกนกเหยี่ยวที่บินวนระวังภัยอยู่บนฟ้า ให้บินไปหาแหล่งน้ำเพื่อล้างละอองเกสรดอกไม้ที่ติดอยู่ตามตัว เพียงครู่เดียวนกเหยี่ยวก็บินกลับมาสื่อสารกับเฟยเจินว่ามีบึงน้ำอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ เราจึงพาหมอจงเดินไปยังบึงน้ำตามที่นกเหยี่ยวบินนำทาง ก็พบกับบึงน้ำขนาดใหญ่สำหรับสัตว์แวะเวียนกันมาดื่มกิน เพราะเห็นมีกวาง และสัตว์ขนาดเล็กบางชนิดกำลังดื่มกินน้ำ แต่พอพวกสัตว์เห็นเราต่างพากันวิ่งหลบหนีหายเข้าไปในป่า


    เฟยเจินบอกให้ฉันพาหมอจงไปล้างตัวก่อน ส่วนเขาจะเฝ้าระวังภัยให้แล้วค่อยล้างตัวภายหลัง ฉันจึงจูงมือหมอจงเดินลงไปนั่งที่ริมบึงช่วยเขาล้างตัว จึงได้เห็นรอยแผลเป็นทางยาวสองรอยที่แผ่นหลัง จึงถามเขาว่าไปโดนอะไรมา เขาตอบว่าตกต้นไม้เพราะปีนขึ้นไปเก็บว่าวตอนเป็นเด็ก จึงถูกกิ่งไม้ข่วนบาดเป็นแผลลึก ฉันจึงแซวว่าตอนเด็กๆคงซนไม่เบา หมอจงยิ้มเล็กน้อยและพูดว่าตอนที่เขายังเป็นเด็กชีวิตเขาช่วงนั้นสนุกและมีความสุขมาก อยากให้ช่วงเวลาแบบนั้นกลับมาเหมือนเดิม


    ฉันจึงถามเขาว่ามีพี่น้องกี่คน เพราะไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงญาติพี่น้องคนอื่นๆของเขาเลย หมอจงนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนไม่อยากตอบคำถามนี้ แล้วเม้มริมฝีปากก่อนจะตอบว่าเขาเป็นลูกชายคนเดียว ฉันเห็นเขามีสีหน้าหม่นหมองแม้ในขณะที่ยังลืมตาไม่ขึ้น และพยายามกลั้นความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจ ฉันจึงไม่ถามเรื่องส่วนตัวของเขาต่ออีก จึงถามแค่ว่าดวงตาเขาดีขึ้นหรือยัง หมอจงตอบว่ารู้สึกแสบตาน้อยลงแล้วจึงวักน้ำล้างยาที่ป้ายตาออก แล้วค่อยๆลืมตาก็สามารถลืมตาได้ตามปกติแต่ยังคงรู้สึกเคืองตาอยู่นิดหน่อย


    ฉันจึงวักน้ำล้างหน้าล้างแขน จากนั้นก็เรียกเฟยเจินให้มาล้างตัว หมอจงก็บอกเราว่าให้นั่งพักตรงนี้กันสักครู่ รอให้หายเคืองตาหายแสบผิวและหาอะไรกินกันก่อนค่อยเดินทางต่อ เฟยเจินจึงอาสาจะลงไปจับปลาในบึง เพราะน้ำในบึงไม่ลึกสักเท่าไหร่จึงไม่กลัวจมน้ำ ส่วนฉันก็เดินไปหากิ่งไม้มาก่อกองไฟเพื่อย่างปลา


    เฟยเจินจับปลามาได้หลายตัวให้เราย่างกินกันจนอิ่มทั้งคนทั้งนกเหยี่ยว จากนั้นฉันก็บอกว่าจะเดินกลับไปที่ดงดอกไม้สีส้ม เพราะอยากไปดูว่าดอกไม้เป็นพิษชนิดไหนกันแน่ จึงให้เฟยเจินอยู่เป็นเพื่อนหมอจงที่นี่ เพราะหมอจงมีภูมิต้านทานพิษต่ำเดี๋ยวละอองเกสรดอกไม้จะเข้าตาอีก


    แต่หมอจงบอกว่าดวงตาเขาดีขึ้นแล้วให้นกเหยี่ยวอยู่กับเขาก็พอ ถ้ามีสัตว์ดุร้ายลงมากินน้ำเขาจะกระโดดขึ้นไปหลบบนต้นไม้ ฉันจึงบอกเขาว่าจะไปไม่นาน จากนั้นเฟยเจินก็กลายร่างเป็นนกอินทรีย์ พาฉันบินไปที่ดงดอกไม้สีส้ม


    เพียงแปบเดียวเราก็บินมาถึงดงดอกไม้สีส้ม ดอกของมันมีลักษณะเป็นดอกกลมๆน่ารัก เหมือนลูกปิงปองแต่มีขนาดเล็กกว่าครึ่งหนึ่ง จึงเปิดดวงตาปีศาจมองดูมันมีพิษแสบร้อน สรรพคุณทางยาคือลดเย็น แก้หวัด ฆ่าเซลล์เนื้อร้าย ขยายเส้นโลหิต และพิษของมันอยู่ที่ละอองเกสรปุยๆทำให้เผ็ดแสบร้อนเหมือนถูกพริก


    จึงลองเด็ดมาดูใกล้ๆหนึ่งดอก เคาะละอองเกษรลงบนฝ่ามือมันมีเนื้อเนียนละเอียดเหมือนแป้งละลายในน้ำได้ดี แล้วฉันก็หัวเราะร่าออกมาคนเดียวเสียงดัง ทำให้เฟยเจินที่ยืนดูอยู่ข้างๆสงสัยรีบถามว่าหัวเราะอะไร


    ฉันตอบเขาว่าในที่สุดก็เจอพิษที่สามารถเล่นงานพวกสุนัขเยือกแข็งได้แล้ว จะใช้พิษจากดอกไม้สีส้มให้พวกทหารชุบพิษที่กระบี่ ลูกธนูและอาวุธอื่นๆ พวกทหารทั่วไปที่ไม่มีพลังเวทย์ก็สามารถรับมือกับพวกสุนัขเยือกแข็งได้ไม่ยากอีกต่อไป จึงบอกให้เฟยเจินช่วยกันเก็บดอกไม้สีส้มไปเยอะๆ พร้อมกับขุดต้นทั้งรากเพื่อนำไปปลูกที่ป่าไผ่เขียวด้วย


    จากนั้นเราจึงบินกลับมาหาหมอจงที่นั่งรออยู่ใต้ต้นไม้แล้วออกเดินทางกันต่อ กระทั่งเดินมาถึงทางออกก็พบกับเรือหลายลำจอดอยู่ที่ชายฝั่ง มีเรือหลายลำอยู่ในสภาพผุพังใช้งานไม่ได้ แต่ยังโชคดีที่มีเรือบางลำยังสามารถใช้งานได้อยู่ เราจึงลงเรือแล้วช่วยกันพายกลับไปที่ท่าเรือ ก็พบกับชายคนที่ขายเรือให้เรากำลังนั่งพูดคุยกับกลุ่มชายพายเรืออีกหลายคน เมื่อพวกเขาเห็นเราเดินทางกลับมาอย่างปลอดภัย ต่างพากันแปลกใจรีบมาซักถามทันทีว่าเรารอดกลับมาได้ยังไง


    หมอจงจึงโกหกไปว่าพวกเราอยู่กันที่ชายป่ารอบนอก ไม่ได้เข้าไปด้านในเกาะเพราะเกิดความกลัว จึงเปลี่ยนใจพายเรือกลับกันออกมา และที่หมอจงต้องโกหกไปแบบนั้น เพราะเขาไม่อยากให้ผู้คนเข้าไปเสี่ยงชีวิตค้นหาสมบัติที่เกาะนั้นอีก จากนั้นหมอจงก็พาเราไปพักในโรงเตี๊ยมที่เราฝากม้าไว้ที่นั่น


    เฟยเจินจึงเดินไปขอกระดาษกับภู่กันกับเจ้าของโรงเตี๊ยม เพื่อเขียนจดหมายถึงเหวินอี้ว่าให้ปลูกดอกนกยูงแดงรำแพนในแปลง ส่วนดอกไม้สีส้มให้ปลูกในโรงเรือนปิดมิดชิด แต่ระวังอย่าให้ละอองเกสรดอกไม้สีส้มสัมผัสถูกผิวหรือเข้าตา แต่ถ้าถูกพิษก็ให้บดดอกนกยูงผสมน้ำอาบ หรือบดป้ายที่ดวงตาเป็นยาแก้พิษ จากนั้นเขาก็ผูกจดหมายติดไว้ที่ขานกเหยี่ยว แล้วให้นกเหยี่ยวนำสมุนไพรทั้งสองชนิดไปให้เหวินอี้ปลูกที่ป่าไผ่เขียว


    วันรุ่งขึ้นเราควบม้ากันทั้งวัน กว่าจะกลับถึงเรือนของหมอจงก็ล่วงเข้าเวลาเย็น ฉิงคุนที่รออยู่เมื่อเห็นเรากลับมาถึงเรือนอย่างปลอดภัยก็ดีใจรีบวิ่งออกมารับ พร้อมกับสอบถามด้วยความตื่นเต้นถึงเกาะกระต่ายผี ส่วนหมอจงนั้นยังไม่ทันจะพักดื่มน้ำให้หายเหนื่อย เขาก็บอกฉิงคุนว่าจะออกไปพบกับท่านจินหย่งเจิ้น จากนั้นก็ควบม้าออกไปทันที


    ฉันกับเฟยเจินจึงอยู่พูดคุยโม้กับฉิงคุนสักพัก ก่อนที่จะแยกย้ายขอตัวไปพักผ่อน เพราะเหนื่อยเมื่อยล้าจากการควบขี่ม้ามาทั้งวัน ซึ่งก่อนนอนฉันพูดคุยกับเฟยเจินว่า งานหาสมุนไพรของหมอจงตอนนี้เราก็ทำสำเร็จแล้ว จึงอยากให้เฟยเจินไปกักตนเพื่อเพิ่มพลังเวทย์ เพราะตอนนี้เขาเป็นจ่าฝูงของนกอินทรีย์ดำ จะมีพลังเวทย์อยู่เท่าเดิมไม่ได้อีกแล้ว


    แม้ในใจของเฟยเจินจะอยากไปกักตน แต่เขายังคงกังวลที่จะต้องทิ้งฉันไว้ที่นี่คนเดียว อีกทั้งยังรับปากพี่ชายทั้งสามว่าจะอยู่ดูแลฉันไม่ห่าง ฉันจึงย้ำกับเขาว่าเรื่องอันตรายไม่ต้องเป็นห่วง เพราะอยู่ที่เรือนของหมอจงนั้นปลอดภัยกว่าอยู่ที่แคว้นหลวนเซียน ส่วนเขาก็ให้ไปกักตนสักเจ็ดวันหรือสิบวันก็ได้ อย่างน้อยให้มีพลังเวทย์เพิ่มขึ้นมาสักนิดหนึ่งก็ยังดี และให้เขาพานกเหยี่ยวไปกักตนด้วย นกเหยี่ยวจะได้มีพลังเวทย์เพิ่มขึ้น


    เฟยเจินก็พยักหน้าตกลงและกำชับฉันว่าถ้าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นให้รีบเรียกหาเขาทันที ฉันตอบว่าไม่ต้องเป็นห่วงกังวล ถ้าฉันมีภัยจะเรียกหาเขาเป็นคนแรก จะไม่ลืม จะไม่ดื่มหนักแบบวันก่อนอีกแล้ว

    คล้ายกับเรื่องหมอหญิงอัคคี ที่คุณอ่าน