บทที่ 31 หายตัวไปสามวันแล้ว
ในห้องหนังสือ
ถังซูอี๋มองเซียวอวี้ิที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน นางไม่รู้ว่าจะเริ่มบทสนทนาครั้งนี้อย่างไรดี
เดิมทีแล้วนางยังไม่อยากจะพูดคุยกันอย่างเป็ทางการแบบนี้เลย นางชอบที่จะสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากกว่า ทว่าน่าเสียดายที่เซียวอวี้ิ ‘จัดการกิจการต่าง ๆ อย่างล้นหลาม’ นอกเสียจากเวลาทานอาหารแล้ว แทบจะไม่เจอแม้เงาร่างของเขาเลย เช่นนั้นก็จำต้องลากตัวเขามาพูดคุยกันในห้องสือเช่นนี้
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็เลือกที่จะเริ่มต้นด้วยหัวข้อที่ค่อนข้างสบาย ๆ “วันนี้พวกเ้าไปขี่ม้าที่สนามม้ากันหรือ?”
“ใช่ ไปสนามม้า… ขี่ม้า” เซียวอวี้ิที่เคยนั่งอย่างเกียจคร้าน ทว่าบัดนี้กลับยืดตัวตรง เขารู้สึกประหม่าเล็กน้อย เพราะวันนี้พวกเขาคุยเื่สำคัญกันที่สนามม้า
ถังซูอี๋สังเกตเห็นท่าทางของเซียวอวี้ิ พลันดวงตาของนางก็เป็ประกายวูบหนึ่ง หากเป็ชาติก่อน เมื่อคู่เจรจาของนางแสดงท่าทีเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างการเจรจา นางจะวิเคราะห์ทั้งหมดและคาดเดาว่าอีกฝ่ายปิดบังบางอย่างเกี่ยวกับโครงการหรือไม่ หรือมีการเล่นไม่ซื่อในสัญญาหรือเปล่า เป็ต้น
ทว่าเซียวอวี้ิไม่ใช่คู่เจรจาของนาง และนางเพิ่งจะมาที่นี่ได้ไม่นานจึงไม่คุ้นชินกับเขามากนัก เมื่อเป็เช่นนี้ นางอาจจะยังไม่เข้าใจความหมายของท่าทางนี้จริง ๆ บางทีอาจเป็เพียงการเปลี่ยนท่านั่งธรรมดาก็ได้
ถังซูอี๋ดึงความคิดกลับมา แล้วถามอีกครั้ง “สนามม้าเป็ของจวนหนานหลิงหรือ?”
“ถูกแล้ว” เซียวอวี้ิบังคับให้ตัวเองยิ้มออกมา “สนามม้านั้นเป็สินสอดเดิมของมารดาเหยียนอู๋ นั่นก็คือฮูหยินแห่งหนานหลิงป๋อ”
“โอ้” ถังซูอี๋ทำท่าเข้าใจ “นอกจากชอบขี่ม้าแล้ว เ้ายังชอบสิ่งใดอีกหรือไม่?”
“ข้า… ข้าเองก็ไม่ค่อยมีสิ่งใดที่ชอบนักหรอก เว้นเสียว่าหากมีสิ่งใดที่สนุก ข้าก็ชอบหมดนั่นแหละ” เซียวอวี้ิกล่าวพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง บรรยากาศภายนอกมืดสนิท ไม่อาจบอกได้ว่าเป็ยามใด
ถังซูอี๋เห็นเช่นนั้นก็คิดว่าเขาคงจะนั่งไม่ติด จึงกล่าวเข้าประเด็นโดยตรง "อวี้ิ ข้าจะหาอาจารย์สอนวรยุทธ์ให้เ้า ดีหรือไม่?”
“อย่างไรกัน?” เซียวอวี้ิรู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อย ด้วยเกรงว่าจะไม่มีเวลา และไม่อาจเข้าใจในความหมายของสิ่งที่ถังซูอี๋เพิ่งจะกล่าวออกมาได้ทันที
ถังซูอี๋คิดว่าเขาไม่อยากเรียนวรยุทธ์ คิ้วของนางจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ในเมื่อเื่เรียนก็ไม่เอาไหน หากไม่เอาดีด้านวรยุทธ์ เช่นนั้นจะไปทำการค้าหรือ? หากจะทำการค้าก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แม้พ่อค้าจะเป็สิ่งต่ำต้อยสำหรับที่นี่ ทว่าเขายังมีจวนโหวหย่งหนิงคอยหนุนหลังอยู่ คงไม่มีผู้ใดกล้าดูถูก
“เช่นนั้นเ้าอยากจะทำสิ่งใดเล่า? จะทำการค้าหรือ?”
“ท่านแม่ ข้าขอตรองให้ดีก่อนได้หรือไม่?” ยามนี้เซียวอวี้ิเข้าใจแล้วว่า การที่มารดาเรียกเขามาไม่ใช่เพื่อลงโทษ ทว่าเป็การเรียกมาเพื่อคุยเื่อนาคตของเขา
“ย่อมได้” แม้ถังซูอี๋จะรู้ดีว่าเื่นี้ต้องค่อยเป็ค่อยไป ทว่านางก็ยังมีบางอย่างที่ต้องกล่าวกับเขา “ผู้คนมักกล่าวกันว่า พ่อแม่ทุกคนหวังให้ลูกประสบความสำเร็จ แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น ข้าหวังเพียงให้พวกเ้าทั้งสามพี่น้องมีร่างกายแข็งแรง ปลอดภัย และมีความสุข แต่ในชีวิตคนเราย่อมต้องมีเป้าหมายบ้าง…”
“ท่านแม่” เซียวอวี้ิขัดคำพูดของนาง “ข้าจะตรองให้ดีเอง”
ถังซูอี๋นิ่งเงียบ
หรือนางจะกล่าวมากเกินไป?
“ได้ เ้ากลับไปตรองให้ดี เมื่อได้คำตอบแล้วก็มาบอกข้า”
เซียวอวี้ิรับคำแล้วลุกเดินออกไป ส่วนถังซูอี๋ก็คิดว่านางกล่าวมากเกินไปจริง ๆ หรือไม่ เดิมทีนางเองก็ไม่ใช่ผู้ที่จะกล่าวให้มากความเช่นนี้ ทว่าเมื่อได้เป็แม่ ก็อดไม่ได้ที่จะว่ากล่าวตักเตือนลูกอยู่ร่ำไป
ทั้งสองเดินออกจากห้องหนังสือ คนหนึ่งเดินนำหน้า อีกคนเดินตาม เซียวอวี้เฉินและเซียวอวี้จูยังนั่งอยู่ในห้องโถง เมื่อเห็นทั้งสองออกมา เซียวอวี้เฉินก็สังเกตสีหน้าของพวกเขา เมื่อเห็นว่าค่อนข้างนิ่งเฉยก็วางใจลงได้บ้าง
เซียวอวี้ิบอกกับถังซูอี๋ว่าจะกลับไปพักผ่อน จากนั้นก็เดินออกไปอย่างรวดเร็ว เซียวอวี้เฉินเห็นเช่นนั้นจึงรีบตามไป “อวี้ิ ท่านพ่อจากไปแล้ว ท่านแม่จำต้องแบกรับเื่ราวภายในจวนไว้แต่เพียงผู้เดียว เป็เื่ที่ลำบากมากนัก พวกเราควรเข้าใจนาง อย่าทำให้นางโกรธ…”
“ท่านพี่” เซียวอวี้ิได้ฟังก็ต้องหยุดฝ่าเท้าลง “เมื่อครู่ท่านแม่ก็ว่าข้าไปแล้ว ยามนี้ข้าง่วงมาก ข้าจะกลับไปนอน”
กล่าวจบเขาก็วิ่งหนีไป เซียวอวี้เฉินยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขาอยากจะรับผิดชอบในฐานะพี่ชายคนโต คอยสั่งสอนน้อง ๆ ทว่าดูเหมือนน้องชายน้องสาวจะไม่เชื่อฟังเขาเลย!
“คุณชายใหญ่ เราจะกลับกันหรือไม่?” จางเฝิงถามเมื่อเห็นเขาไม่ขยับเขยื้อน
“ไปกันเถิด” เซียวอวี้เฉินเดินกลับไปยังเรือนของตนเองด้วยความเศร้าสร้อยเล็กน้อย
ไม่นานนักจวนโหวหย่งหนิงก็ตกอยู่ในความเงียบสงบ ขณะที่มีคนผู้หนึ่งกำลังปีนกำแพงออกจากจวน
…
ในอีกไม่กี่วันต่อมา ถังซูอี๋ก็ไม่ได้ถามเซียวอวี้ิอีกว่าเขาอยากจะทำสิ่งใดในภายภาคหน้า หากอยากจะคิด นางก็จะให้เวลาเขาคิด ทว่าจะคิดต่อไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ ก็คงไม่ใช่เื่ที่ดีเป็แน่
สองวันนี้ นอกจากช่วยเซียวอวี้จูเก็บกวาดห้องแล้ว นางยังตรวจสอบบัญชีของจวนโหวหย่งหนิงคร่าว ๆ ในฐานะผู้ดูแลจวน นางย่อมต้องรู้ถึงที่มาของรายรับและรายจ่ายหลักของจวน
รายได้ของจวนโหวหย่งหนิงนั้นมาจากที่ดินและร้านค้า ทว่าถังซูอี๋ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจวนโหวหย่งหนิงจะมีที่ดินมากมายเกือบสิบแสนหมู่ ในจำนวนนี้มีที่ดินที่ฮ่องเต้พระราชทานให้แก่โหวหย่งหนิงสองคนก่อนหน้า รวมถึงที่ดินที่จวนโหวหย่งหนิงทยอยซื้อใน่หลายสิบปีที่ผ่านมา
ความยากจนนี่มันจำกัดจินตนาการจริง ๆ!*[1]
นอกจากนี้ จวนโหวหย่งหนิงยังมีร้านค้าเกือบร้อยร้าน ส่วนใหญ่ให้เช่าออกไปและมีบางส่วนที่ดำเนินการเอง หลังจากดูบัญชีแล้ว ถังซูอี๋ก็รู้สึกสบายใจ อย่างน้อยจวนโหวหย่งหนิงก็ไม่ได้มีเพียงเปลือก ทว่าร่ำรวยมหาศาล
แต่นางก็ไม่อาจนั่งกินนอนกินได้ หากมีกิจการใดที่เหมาะสมก็ต้องลงทุน ทว่าไม่จำเป็ต้องรีบร้อนมากนัก
เซียวอวี้จูนั่งอยู่ข้าง ๆ ถังซูอี๋ ขณะที่นางกำลังไล่ดูบัญชี นางก็อธิบายให้เซียวอวี้จูฟังไปพลางว่าควรอ่านบัญชีอย่างไร และรายรับรายจ่ายของจวนเป็เช่นไร นางไม่คาดหวังว่าเซียวอวี้จูจะเข้าใจทั้งหมด ทว่าการปล่อยให้ซึมซับไปเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปก็จะค่อย ๆ เข้าใจเอง
“ภายในหนึ่งเดือน จวนของพวกเราใช้เงินเยอะถึงเพียงนี้เลยหรือ?” เซียวอวี้จูมองตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในบัญชีด้วยความประหลาดใจ นางไม่คาดคิดว่าภายในหนึ่งเดือน จวนโหวจะมีรายจ่ายมากมายถึงเพียงนี้
ถังซูอี๋ตอบรับในลำคอ “ทีละเล็กทีละน้อยก็รวมกันเป็เงินก้อนใหญ่ ผู้คนในจวนมีมากมาย ทุก ๆ วันต้องใช้เงินสำหรับเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง แต่ถึงอย่างไร รายรับต่อเดือนของจวนเราก็มีมากกว่ารายจ่าย เช่นนั้นรายจ่ายมากมายเพียงนี้ก็ไม่ป็นอันใด”
ขณะที่กำลังอธิบายอยู่นั้น ชุ่ยอวิ๋นก็เปิดม่านเข้ามาแล้วกล่าวขึ้น “ฮูหยิน ฮูหยินแห่งหนานหลิงป๋อมาขอเข้าพบเ้าค่ะ"
ถังซูอี๋วางบัญชีในมือลง พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย “ทำไมถึงมาโดยไม่บอกไม่กล่าวเช่นนี้?”
โดยทั่วไปแล้ว การไปมาหาสู่ระหว่างชนชั้นสูง มักมีการส่งหนังสือขอเข้าพบล่วงหน้า การมาขอเข้าพบโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเช่นนี้ ถือว่าเป็เื่เสียมารยาท
ชุ่ยอวิ๋นกล่าวตอบ “ข้าไม่ทราบเ้าค่ะ แต่สีหน้าของนางดูเหมือนจะไม่สู้ดีนัก”
นึกถึงคำที่เซียวอวี้ิเคยบอกว่า เขาและเหยียนอู่แห่งตระกูลหนานหลิงป๋อมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ถังซูอี๋จึงออกคำสั่ง “เชิญเข้ามาเถิด”
ชุ่ยอวิ๋นรับคำแล้วเดินออกไป ไม่นานม่านประตูก็ถูกเปิดออก สตรีวัยสี่สิบกว่า ใบหน้าอ่อนโยน รูปร่างอวบอิ่มเล็กน้อย ก้าวเข้ามาภายในห้อง ถังซูอี๋เห็นเช่นนั้นก็รีบลุกขึ้นต้อนรับ ฮูหยินแห่งหนานหลิงป๋อจับมือนางไว้ ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าแดงก่ำ “มาขอเข้าพบทั้งที่ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเช่นนี้ ข้าต้องขออภัยจริง ๆ”
ถังซูอี๋ยิ้มตอบ “อย่าได้กังวลใจไป อวี้ิของข้ามักกล่าวถึงคุณชายห้าของท่านอยู่บ่อยครั้ง หากยามนี้ไม่ติดขัดสิ่งใด ข้าคงไปเยี่ยมเยียนท่านถึงจวนตั้งนานแล้ว”
ฮูหยินแห่งหนานหลิงป๋อเห็นถังซูอี๋กล่าววาจาฉะฉาน ก็ฝืนยิ้มออกมา “ที่ข้ามาวันนี้ก็เกี่ยวกับลูกอกตัญญูของข้านั่นแหละ"
ถังซูอี๋เชิญฮูหยินแห่งหนานหลิงป๋อนั่งลง ก่อนจะถามไถ่ด้วยความเป็ห่วง “เกิดเหตุอันใดขึ้นเล่า?”
“ลูกอกตัญญูของข้าหายตัวไปสามวันแล้ว”
[1] ความยากจนนี่มันจำกัดจินตนาการจริง ๆ! = สำนวนนี้มักใช้พูดติดตลกในสถานการณ์ที่เราพบเจอสิ่งที่หรูหรา ฟุ่มเฟือย หรือเหนือความคาดหมาย โดยทั่วไปแล้ว คนที่ใช้มักจะไม่ได้หมายความว่าตัวเองยากจนจริง ๆ แต่เป็การแสดงออกถึงความรู้สึกประหลาดใจต่อสิ่งที่เห็นมากกว่า