คำทักทายสุภาพและมีระยะห่างทำให้มู่ชิงหลันนิ่งไปนิดหนึ่ง
“ไม่ลำบาก”
ระหว่างทั้งสองเกิดความเงียบสั้น ๆ
ผู้าุโหลายคนในโถงจับตามองอยู่
พวกเขาต่างรู้เื่การหมั้นหมาย
บางคนกำลังรอดูว่ามู่ชิงหลันจะแสดงความรังเกียจหรือไม่
บางคนกำลังดูว่าฉินเฟิงจะทำสิ่งน่าขันเช่นทุกครั้งหรือเปล่า
ทว่าทั้งสองกลับไม่มีสิ่งใดให้หัวเราะ
ฉินเฟิงกำลังจะถอยไปนั่งที่เดิม แต่เมื่อมู่ชิงหลันหันตัวเล็กน้อย สายตาของเขากลับหยุดอยู่บริเวณข้อมือขวาของนาง
สิ่งที่คนอื่นมองเห็นมีเพียงผิวขาวละเอียด
แต่ฉินเฟิงเห็นบางอย่างต่างออกไป
ใต้ิับริเวณเส้นชีพจร มีสีฟ้าอ่อนผิดปกติปรากฏเพียงชั่วครู่ก่อนหายไป
นอกจากนั้น เมื่อมู่ชิงหลันหายใจเข้า ลมหายใจ่ที่สามมีการสะดุดเบามาก
เบาจนไม่มีผู้ใดสังเกต
ฉินเฟิงกลับสังเกตเห็น
เขามองนางอีกครั้ง
ใบหน้ายังปกติ
พลังปราณแข็งแรง
ไม่มีอาการาเ็ภายนอก
แต่เมื่อรวมสัญญาณทั้งหมดเข้าด้วยกัน เขาก็รู้ว่าร่างกายของนางมีปัญหา
มิใช่โรคร้าย
แต่หากปล่อยต่อไปอาจส่งผลต่อการฝึก
ฉินเฟิงกล่าวขึ้น
“คุณหนูมู่ ่หลายเดือนที่ผ่านมา เ้ารู้สึกเย็นบริเวณแขนขวาทุกคืนวันจันทร์เต็มดวงหรือไม่”
มู่ชิงหลันชะงักทันที
ดวงตาที่สงบมาตลอดเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
หญิงรับใช้ข้างกายเองก็มองฉินเฟิงด้วยความใ
เพราะเื่นี้มีคนรู้ไม่เกินสามคน
มู่ชิงหลันถามช้า ๆ
“ท่านรู้ได้อย่างไร”
ฉินเฟิงไม่ตอบทันที
เขามองไปรอบโถง
คนจำนวนมากเริ่มสนใจ
“เื่เกี่ยวกับร่างกายของเ้า ไม่เหมาะจะพูดตรงนี้”
มู่ชิงหลันมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะกล่าว
“เช่นนั้นหลังจากพิธีต้อนรับ ข้าขอคุยกับท่านเป็การส่วนตัวสักครู่”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ได้”
ภาพนี้ทำให้ฉินเหว่ยซึ่งเพิ่งเข้ามาในโถงรู้สึกไม่พอใจทันที
ส่วนฉินซวนเฮ่อที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับหรี่ตาลงเล็กน้อย
มู่ชิงหลันแทบไม่เคยขอพบชายหนุ่มคนใดเป็การส่วนตัว
แต่เพียงมาถึงจวน กลับพูดเช่นนี้กับฉินเฟิง
หลังจากพิธีต้อนรับจบลง ผู้ใหญ่หลายคนแยกย้ายพูดคุยกัน
มู่ชิงหลันตามฉินเฟิงออกมายังศาลาเล็กข้างสวนบัว
หญิงรับใช้ของนางชื่อ เสี่ยวอวี่ ยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว
ฉินเฟิงเลือกนั่งฝั่งตรงข้ามโดยรักษามารยาท
มู่ชิงหลันถามทันที
“เมื่อครู่ท่านพูดถึงอาการแขนขวาของข้า ท่านรู้ได้อย่างไร”
“ข้าสังเกตจากลมหายใจ สีชีพจร และการเคลื่อนไหวของพลังปราณ”
มู่ชิงหลันมองเขาด้วยความไม่เชื่อ
“เพียงมองก็รู้?”
“หากเป็อาจารย์ของข้า ท่านอาจรู้ั้แ่เ้าเดินเข้าประตู”
คำว่าอาจารย์ทำให้นางสนใจทันที
“ท่านมีอาจารย์แล้วหรือ”
“เมื่อไม่นานมานี้ข้ามีวาสนาได้พบผู้าุโท่านหนึ่ง ท่านปลีกตัวจากโลกภายนอก ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นรู้จัก จึงรับข้าเป็ศิษย์อย่างเงียบ ๆ และสอนความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรกับการฝึกปราณให้บ้าง”
มู่ชิงหลันนิ่งไป
เหตุการณ์หลายอย่างเริ่มมีคำอธิบาย
ท่าทีของฉินเฟิงเปลี่ยนไป
เขาสามารถพูดถึงอาการที่แม้หมอบางคนยังตรวจไม่พบ
และที่สำคัญ นางััได้ถึงพลังปราณจากร่างเขาแล้ว
แม้จะอ่อนมาก
แต่มีอยู่จริง
ดวงตาของมู่ชิงหลันเผยความใอย่างที่นางไม่สามารถซ่อนได้หมด
“ท่าน…สามารถฝึกปราณได้แล้ว?”
ฉินเฟิงไม่ได้ปฏิเสธ
“เพิ่งเริ่มได้ไม่นาน”
“แต่หมอและผู้ฝึกยุทธ์หลายคนเคยตรวจเส้นชีพจรของท่าน ทุกคนกล่าวเหมือนกันว่าท่านไม่สามารถดูดซับพลังฟ้าดินได้”
“อาจารย์ข้ากล่าวว่า เส้นชีพจรของข้ามิได้ตาย เพียงอุดตันและอ่อนแอผิดปกติ วิธีที่ใช้กันทั่วไปจึงไม่อาจแก้ไข”
มู่ชิงหลันเงียบไป
หากเป็คนอื่นพูด นางอาจไม่เชื่อ
แต่พลังปราณอ่อนบางจากร่างฉินเฟิงคือหลักฐาน
ชายหนุ่มที่ไม่เคยฝึกได้ตลอดสิบหกปี กลับเริ่มฝึกได้ภายในเวลาไม่นานหลังพบอาจารย์ลึกลับ
นางเริ่มอยากรู้ว่าผู้เป็อาจารย์มีความสามารถระดับใด
ฉินเฟิงกล่าวต่อ
“ส่วนอาการของเ้า หากข้าคาดไม่ผิด เ้าฝึกวิชาที่มีคุณสมบัติเย็นมาั้แ่อายุสิบสาม”
มู่ชิงหลันพยักหน้า
“วิชาเหมันต์กระจ่างใจ”
“ทุกครั้งที่ทะลุระดับ เ้าจะใช้บ่อวารีเย็นช่วยชำระเส้นชีพจรใช่หรือไม่”
สีหน้าของนางเปลี่ยนอีกครั้ง
“ใช่”
ฉินเฟิงยื่นมือไป
“ขอข้าตรวจชีพจรได้หรือไม่”
มู่ชิงหลันไม่ได้ยื่นมือทันที
หญิงชายที่ยังไม่ได้แต่งงานััข้อมือกัน แม้เป็การตรวจอาการก็ยังเป็เื่ที่ต้องระวัง
แต่นางเพียงลังเลชั่วครู่ก่อนยื่นข้อมือขวาออกมา
“รบกวนคุณชายฉิน”
ฉินเฟิงวางนิ้วลงอย่างสุภาพ
เมื่อปลายนิ้วััชีพจร เขาก็ส่งพลังิญญาเพียงเสี้ยวหนึ่งเข้าไป
ร่างของมู่ชิงหลันแข็งขึ้นเล็กน้อย
นางไม่เคยให้ชายหนุ่มวัยเดียวกันััข้อมือมาก่อน
แต่ความรู้สึกแปลกนั้นหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะสีหน้าฉินเฟิงตั้งใจตรวจอาการ ไม่มีท่าทีอื่นแม้แต่น้อย
พลังิญญาของเขาเคลื่อนผ่านเส้นชีพจรบริเวณแขนอย่างระมัดระวัง
ไม่นานก็พบต้นเหตุ
เส้นชีพจรหยินสามสายบริเวณแขนขวามีพลังเย็นสะสมอยู่มากเกินไป
ปัญหายังไม่หนัก
แต่หากนางทะลุระดับอีกครั้งโดยใช้วารีเย็นช่วยเหมือนเดิม พลังเย็นอาจไหลย้อนเข้าสู่ตันเถียน
เมื่อถึงเวลานั้น อย่างเบาคือรากฐานเสียหาย
อย่างหนักคือพลังปราณย้อนกลับจนเส้นชีพจรหลายสายแตก
ฉินเฟิงถอนมือกลับ
มู่ชิงหลันรีบถาม
“เป็อย่างไร”
“วิชาที่เ้าฝึกไม่มีปัญหา แต่ร่างกายของเ้ามีพลังหยินมากกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว การใช้วารีเย็นช่วยทะลุระดับซ้ำหลายครั้งทำให้พลังเย็นสะสมในเส้นชีพจร”
“หากเ้ายังฝึกวิธีเดิมต่อ เมื่อเข้าสู่ขั้นเปิดชีพจรขั้นกลาง อาการจะเริ่มชัดขึ้น”
มู่ชิงหลันนิ่งเงียบ
สิ่งที่เขาพูดตรงกับความจริงบางส่วนอย่างน่าใ
ใน่สองเดือนที่ผ่านมา นางรู้สึกว่าแขนขวาเย็นผิดปกติในคืนจันทร์เต็มดวง
บางครั้งขณะโคจรวิชาเหมันต์กระจ่างใจ พลังปราณจะติดขัดบริเวณไหล่ชั่วขณะ
อาจารย์ในตำหนักเหมันต์ที่พบก่อนหน้านี้คิดว่าเป็เพราะนางเร่งฝึกมากเกินไป จึงสั่งให้พักสองสามวัน
แต่อาการกลับไม่หาย
“รักษาได้หรือไม่”
นางถาม
ฉินเฟิงตอบโดยไม่ลังเล
“ได้”
มู่ชิงหลันมองเขาตรง ๆ
“ต้องทำอย่างไร”
“พักการใช้วารีเย็นก่อนหนึ่งเดือน ใช้สมุนไพรที่มีคุณสมบัติอุ่นชำระเส้นชีพจรสามครั้ง จากนั้นเปลี่ยนเส้นทางโคจรพลังในวิชาเหมันต์กระจ่างใจเล็กน้อย”
มู่ชิงหลันขมวดคิ้วทันที
“เปลี่ยนเส้นทางโคจร?”
นี่มิใช่เื่เล็ก
วิชายุทธ์ถูกสร้างขึ้นจากประสบการณ์ของผู้แข็งแกร่งหลายรุ่น
การเปลี่ยนเส้นทางโคจรแม้เพียงจุดเดียวอาจทำให้เกิดอันตราย
ฉินเฟิงเข้าใจความกังวลของนาง
“ข้าไม่ได้ขอให้เ้าเชื่อทันที”
เขาหยิบกระดาษและพู่กันจากโต๊ะในศาลา
วาดเส้นชีพจรหลักบริเวณแขนขวาอย่างง่าย จากนั้นทำเครื่องหมายสามจุด
“คืนนี้เมื่อโคจรวิชา เ้าลองหยุดพลังตรงจุดแรกสามลมหายใจ จากนั้นค่อยนำผ่านจุดที่สองโดยไม่เพิ่มพลัง หากอาการเย็นบริเวณปลายนิ้วลดลง เ้าค่อยตัดสินใจว่าจะใช้วิธีที่ข้าแนะนำหรือไม่”
มู่ชิงหลันมองภาพบนกระดาษ
นางยังไม่กล่าวสิ่งใด
แต่แววตาที่มองฉินเฟิงต่างจากตอนแรกอย่างชัดเจน
เมื่อก่อนนางมองเขาในฐานะบุตรชายของผู้มีพระคุณต่อบิดา
ในฐานะคู่หมั้นที่นางจำเป็ต้องรักษาคำมั่น
แต่วันนี้ ชายหนุ่มตรงหน้าทำให้นางพบสิ่งที่ไม่เคยคาดคิด
เขาไม่เพียงสามารถฝึกปราณได้แล้ว
ยังมีความรู้ด้านการตรวจอาการที่น่าตกตะลึง
มู่ชิงหลันพับกระดาษเก็บไว้
“ข้าจะลองดู”
“หากรู้สึกเจ็บหรือพลังเคลื่อนผิดทาง ให้หยุดทันที อย่าฝืน”
“ข้าจะจำไว้”
ฉินเฟิงลุกขึ้น
“ถ้าไม่มีเื่อื่น ข้าขอตัวก่อน”
มู่ชิงหลันชะงัก
เขาจะไปแล้ว?
หากเป็ฉินเฟิงเมื่อก่อน คงหาเื่พูดคุยกับนางต่อให้นานที่สุด
วันนี้กลับเป็ฝ่ายขอตัวก่อน
นางเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงรู้สึกประหลาดเล็กน้อย
“เดี๋ยวก่อน”
ฉินเฟิงหยุด
“มีอะไรหรือ”
มู่ชิงหลันลังเลเล็กน้อยก่อนถาม
“การประชุมตระกูลอีกสองวัน ท่านจะเข้าร่วมการประลองจริงหรือ”
ข่าวเดินเร็วกว่าที่คิด
“จริง”
“ท่านเพิ่งเริ่มฝึกปราณ”
“ข้ารู้”
“คนที่อ่อนที่สุดในการชิงสิทธิ์เข้าสำนักเมฆาฟ้าน่าจะอยู่ขั้นรับปราณขั้นสี่ ส่วนฉินซวนเฮ่ออยู่ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด”
ฉินเฟิงยิ้มเล็กน้อย
“เ้ากำลังเตือนข้าเพราะเป็ห่วงหรือ”
มู่ชิงหลันนิ่งไปทันที
เสี่ยวอวี่ที่ยืนห่างออกไปถึงกับเบิกตากว้าง
ทั่วเมืองชิงหลานมีชายหนุ่มมากมายอยากพูดคุยกับคุณหนูของนาง แต่แทบไม่มีผู้ใดกล้าถามเช่นนี้ต่อหน้า
มู่ชิงหลันกลับไม่ได้โกรธ
นางตอบด้วยท่าทีสงบ
“ข้าเพียงไม่้าให้ท่านได้รับาเ็โดยไม่จำเป็”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ขอบคุณที่เตือน แต่ข้ารู้ขีดจำกัดของตนเอง”
กล่าวจบ เขาก็เดินจากศาลา
มู่ชิงหลันมองตามแผ่นหลังนั้นเป็เวลานานกว่าปกติ
เสี่ยวอวี่จึงเดินเข้ามา
“คุณหนู…”
“มีอะไร”
“ท่านไม่รู้สึกหรือเ้าคะว่าคุณชายฉินเหมือนเป็คนละคน”
มู่ชิงหลันมองกระดาษในมือ
“ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น”
เสี่ยวอวี่กระซิบ
“หรืออาจารย์ลึกลับของเขาจะเป็ผู้มีความสามารถสูงจริง ๆ”
มู่ชิงหลันไม่ได้ตอบ
นางกำลังคิดถึงสิ่งอื่น
ตอนฉินเฟิงตรวจชีพจรให้เมื่อครู่ นางััพลังปราณของเขาได้ชัดเจน
ขั้นรับปราณขั้นหนึ่ง
หากเขาเพิ่งเริ่มฝึกจริง การเข้าสู่ขั้นรับปราณภายในเวลาอันสั้นเช่นนี้เร็วกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
ยิ่งไปกว่านั้น พลังปราณแม้มีไม่มาก แต่กลับไหลเวียนมั่นคง ไม่กระจัดกระจายเหมือนผู้ที่เพิ่งเริ่มฝึกตามปกติ
มู่ชิงหลันมองไปยังทางที่ฉินเฟิงเดินจากไปอีกครั้ง
ความรู้สึกที่เคยคิดว่าตนรู้จักคู่หมั้นผู้นี้ดีพอแล้ว เริ่มสั่นคลอนเป็ครั้งแรก
หลังจากแยกจากมู่ชิงหลัน ฉินเฟิงไม่ได้กลับเรือนทันที
เขาเดินไปยังเรือนศึกษาของบิดา
ระหว่างทางกลับพบหลิวมู่กำลังออกมาจากครัวพร้อมถ้วยยา
“ท่านป้าหลิว ยานี้ของท่านพ่อหรือ”
“เ้าค่ะ หมอจ้าวสั่งให้ต้มวันละสามครั้ง”
ฉินเฟิงรับถ้วยมาดมเล็กน้อย
สมุนไพรทั้งหมดไม่มีปัญหา
เป็เพียงยาบำรุงเส้นชีพจรและชะลออาการ
ไม่สามารถถอนพิษได้ แต่ก็ไม่ทำให้อาการเลวร้ายลง
เขาส่งคืนอย่างสุภาพ
“ยานี้ให้ท่านพ่อดื่มได้ตามปกติขอรับ”
หลิวมู่ยิ้ม
“คุณชายตอนนี้พูดเหมือนหมอจริง ๆ แล้วนะเ้าคะ”
ฉินเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ข้ายังต้องเรียนรู้อีกมาก”
เมื่อหลิวมู่เดินไปแล้ว เขาจึงกลับเข้าห้องของตน
เป้าหมายต่อไปชัดเจน
ถอนพิษบิดา
และเตรียมการประลองในอีกสองวัน
จากการพบฉินซวนเฮ่อวันนี้ เขาประเมินพลังของอีกฝ่ายได้คร่าว ๆ
ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด
หากต่อสู้วันนี้ เขาไม่มีทางชนะ
ต่อให้ใช้ยาและประสบการณ์ทั้งหมด เขาอาจเอาตัวรอดได้เพียง่สั้น ๆ
ดังนั้นภายในสองวัน เขาต้องเพิ่มพลังอย่างน้อยสองถึงสามขั้น
สำหรับคนทั่วไป เื่เช่นนี้เป็ไปไม่ได้
แต่เขาไม่คิดใช้วิธีฝืนทะลุระดับด้วยโอสถจำนวนมาก เพราะจะทำให้เส้นชีพจรที่เพิ่งฟื้นเสียหาย
สิ่งที่ต้องทำคือเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับปราณ และเสริมร่างกายให้รับพลังได้มากขึ้น
ฉินเฟิงเปิดถุงสมุนไพรที่เหลือ
ทรัพยากรยังไม่พอ
เขาจำเป็ต้องหาเงินเพิ่ม
ผงห้ามโลหิตสามประสานสามารถขายได้ แต่หากนำสูตรเดิมไปขายมากเกินไป หอโอสถร้อยสมุนไพรอาจเริ่มสงสัย
เขาจึงเลือกสูตรใหม่
น้ำยาฟื้นปราณ
สำหรับผู้ฝึกขั้นรับปราณ หากใช้พลังในการต่อสู้จนเกือบหมด น้ำยาทั่วไปต้องใช้เวลาครึ่งชั่วยามจึงจะฟื้นได้ส่วนหนึ่ง
แต่สูตรพื้นฐานจากแดนเทพสามารถลดเวลาลงได้มาก
วัตถุดิบก็หาได้ในเมือง
หากทำสำเร็จ เพียงขายสองสามขวดก็พอซื้อสมุนไพรสำหรับการฝึกอีกชุด
ขณะที่ฉินเฟิงกำลังคำนวณสัดส่วนสมุนไพร เสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังมาจากด้านนอก
ประตูถูกเคาะแรงกว่าปกติ
“คุณชายสาม! คุณชายสามขอรับ!”
เป็เสียงบ่าวชาย
ฉินเฟิงเปิดประตู
บ่าวคนหนึ่งยืนหอบอยู่ด้านนอก
“เกิดอะไรขึ้น”
“นายท่านให้ข้ามาตามท่านไปเรือนกลางทันทีขอรับ”
“เพราะเหตุใด”
ชายรับใช้ลังเลเล็กน้อย
“พบศพพ่อบ้านลู่แล้วขอรับ”
ฉินเฟิงไม่เปลี่ยนสีหน้า
“พบที่ใด”
“ในห้องของเขาเอง และผู้าุโสามกำลังโกรธมาก เพราะมีคนพบว่าพ่อบ้านลู่ถูกสังหารเมื่อคืน”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ชายรับใช้รีบจากไป
ฉินเฟิงปิดประตูแล้วหยุดอยู่ครู่หนึ่ง
เมื่อคืนเขาทิ้งศพไว้ในห้องเพราะรู้ดีว่าจะถูกพบในไม่ช้า
สิ่งที่ไม่คาดคิดคือผู้าุโสามเป็ผู้แสดงท่าทีรุนแรงก่อนใคร
พ่อบ้านลู่เป็คนของสายรอง
หากฉินซ่งไห่เข้ามาจัดการด้วยตนเอง เื่นี้อาจช่วยเปิดเผยความสัมพันธ์บางอย่างเร็วกว่าที่คิด