ตอนที่ 26 : ข้อตกลงบนขอบเหว และความจริงของภาชนะ
ความเงียบสงัดภายในช่องแคบเบื้องหลังกำแพงลวงตานั้นหนักอึ้งจนแทบจะได้ยินเสียงชีพจรเต้น ร่างของอวิ๋นเซียวและลั่วปิงเยว่แนบชิดกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง กลิ่นหอมเย็นเยือกของดอกเหมยเหมันต์จากเรือนร่างของสตรีชุดขาว ปะปนกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งมาจากแท่นบูชาเบื้องนอก ลั่วปิงเยว่ทาบฝ่ามือเรียวบางลงบนผนังศิลา ปลดปล่อยปราณน้ำแข็งระดับสูงที่เย็นยะเยือกจนจับขั้วหัวใจเพื่อสกัดกั้นกลิ่นอายของคนทั้งสองไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของผู้อาวุโสคุมกฎหอโอสถค่อยๆ ห่างออกไป จนกระทั่งเลือนหายไปในความมืดมิดของโถงถ้ำ ทว่าความตึงเครียดภายในช่องลับกลับพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด
พริบตาที่แน่ใจว่าภัยคุกคามภายนอกล่วงลับไปแล้ว มือที่เปื้อนคราบโลหิต ของอวิ๋นเซียวพลันตวัดขึ้นบีบรัดลำคอระหงของลั่วปิงเยว่อย่างไร้ความปรานี เขากดร่างของนางกระแทกเข้ากับผนังหินด้านหลัง นัยน์ตาสีรัตติกาลวาวโรจน์ไปด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกสรรพสิ่ง
"เจ้าจัดฉากเรื่องทั้งหมดใช่หรือไม่!" อวิ๋นเซียวเค้นเสียงลอดไรฟัน พลังปราณระดับก่อกำเนิดที่เพิ่งทะลวงผ่านถูกกดทับไว้อย่างมิดชิด ทว่ารังสีอำมหิตกลับแหลมคมดุจกระบี่ "สัญลักษณ์วิชามารบนคอของเจ้า... เจ้าเป็นคนของพวกมัน! เจ้าเอาพันซานไปไว้ที่ใด ตอบข้ามา!"
แม้จะถูกบีบลำคอจนลมหายใจติดขัด ทว่าดวงตาหงส์ของลั่วปิงเยว่กลับไม่มีแววตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางหลุบตาลงมองฝ่ามือของชายหนุ่ม ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยันในลำคอ เสียงนั้นเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความสมเพช
"ภาชนะหมายเลขเก้า... เจ้าประเมินตนเองและสหายสวะของเจ้าสูงเกินไปแล้ว" ลั่วปิงเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งการดิ้นรน "หากข้าเป็นคนจัดฉาก ข้าคงปล่อยให้ดาบปราณของเฒ่าบัดซบนั่นบดขยี้เจ้าไปแล้ว เหตุใดต้องเสี่ยงชีวิตมาซ่อนตัวอยู่ในรูหนูร่วมกับเจ้าด้วยเล่า?"
อวิ๋นเซียวหรี่ตาลง คลี่คลายแรงบีบที่ลำคอของนางเล็กน้อย ทว่ายังไม่ยอมปล่อยมือ "เช่นนั้นรอยตราบนคอของเจ้าคือสิ่งใด? อย่าบอกนะว่าศิษย์อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งยอดเขาหิมะ ผู้สูงส่งดุจเทพธิดา ก็เป็นเพียงสุนัขรับใช้ที่ถูกประทับตราเช่นเดียวกัน"
"สุนัขรับใช้กระนั้นหรือ..." แววตาของลั่วปิงเยว่พลันหม่นแสงลง ความเจ็บปวดอันลึกล้ำพาดผ่านดวงตาคู่นั้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกปกปิดด้วยความเย็นชาดังเดิม นางยกมือขึ้นปัดแขนของอวิ๋นเซียวออกอย่างแรง "ข้าหาใช่สุนัขรับใช้ แต่ข้าคือ 'ภาชนะหมายเลขหนึ่ง' ที่ถูกตราหน้ามาตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าสู่สำนักโสมมแห่งนี้ต่างหาก!"
คำกล่าวนั้นทำให้อวิ๋นเซียวชะงักงัน ภาชนะหมายเลขหนึ่ง? หากเขาคือหมายเลขเก้าที่เพิ่งถูกปลุกขึ้นมา แสดงว่าสตรีผู้นี้แบกรับชะตากรรมของการเป็นเครื่องสังเวยมาเนิ่นนานแล้วกระนั้นหรือ?
"สำนักเมฆาคล้อยที่เจ้าเห็นว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีธรรมะ แท้จริงแล้วก็เป็นเพียง 'ฟาร์มปศุสัตว์' ที่ถูกหล่อเลี้ยงไว้โดยขั้วอำนาจมืด" ลั่วปิงเยว่จัดระเบียบสาบเสื้อที่หลุดลุ่ย เอ่ยเปิดเผยความลับที่ถูกเก็บงำมานับร้อยปี "นิกายเงากลืนดาราชักใยอยู่เบื้องหลัง พวกมันใช้เคล็ดวิชาล้างสมองและทรัพยากรเข้าควบคุมเหล่าผู้อาวุโส งานประลองศิษย์สายนอกที่พวกเจ้าใฝ่ฝัน แท้จริงก็คือ 'ลานเชือด' เพื่อคัดกรองศิษย์ที่มีพรสวรรค์และสายเลือดบริสุทธิ์ ส่งเข้าไปเป็น 'อาหาร' ให้กับบางสิ่งที่หลับใหลอยู่เบื้องลึกของแดนลับต้นกำเนิดโลหิต"
"แล้วพันซานเล่า? สหายข้าหาได้มีพรสวรรค์อันใด เหตุใดจึงถูกจับตัวไป?" อวิ๋นเซียวถามสวนทันควัน
"เพราะสหายของเจ้ามีธาตุดินที่หนาแน่นผิดมนุษย์ ร่างกายของเขาสามารถกักเก็บปราณได้มากกว่าคนปกติถึงสามเท่า" ลั่วปิงเยว่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม "เขาไม่ได้ถูกจับไปเป็นเพียงเครื่องสังเวยธรรมดา แต่ถูกจับไปทำเป็น 'แกนพลังงาน' เพื่อสูบฉีดค่ายกลหมื่นวิญญาณ... หากค่ายกลเริ่มทำงานเมื่อใด ร่างของเขาจะถูกสูบพลังชีวิตจนแห้งเหือด สลายกลายเป็นฝุ่นผงโดยไม่มีแม้แต่เศษซากวิญญาณหลงเหลือ"
ทุกถ้อยคำราวกับค้อนเหล็กที่ทุบทำลายความหวังของอวิ๋นเซียวจนย่อยยับ ชายหนุ่มกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ โลหิตสีสดหยดลงบนพื้นหิน
"เจ้าบอกเรื่องพวกนี้แก่ข้าทำไม?" อวิ๋นเซียวสูดลมหายใจลึก ระงับความว้าวุ่นในใจ "สตรีที่เย่อหยิ่งเช่นเจ้า คงไม่ยอมเสี่ยงตายมาบอกเล่าความลับเพื่อเรียกร้องความเห็นใจหรอกกระมัง"
ลั่วปิงเยว่พยักหน้าเล็กน้อย แววตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่เฉียบขาด "ข้อตกลงแลกเปลี่ยน... ข้าเห็นสิ่งที่เจ้าทำในสุสานกระบี่ เจ้ามีเคล็ดวิชาประหลาดที่สามารถดูดกลืนและสลายปราณมารได้ ข้าต้องการให้เจ้าลบรอยตราที่คอของข้าทิ้งเสีย เพื่อที่ข้าจะได้หลุดพ้นจากการควบคุมของพวกมัน"
"แลกกับสิ่งใด?"
"แผนที่ค่ายกลและเส้นทางลับที่มุ่งตรงสู่ 'คุกลับชั้นในสุด' ของหอโอสถ สถานที่ที่สหายของเจ้าถูกจองจำอยู่" นางล้วงป้ายหยกสีเลือดแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ "หากไม่มีป้ายหยกนี้และข้อมูลของข้า ต่อให้เจ้ามีสิบชีวิตก็ไม่อาจผ่านค่ายกลสังหารระดับเจ็ดที่ปกป้องคุกลับนั้นไปได้"
อวิ๋นเซียวมองป้ายหยกในมือนาง สลับกับสัญลักษณ์ดวงตาสีม่วงคล้ำที่เรืองแสงจางๆ อยู่บนหลังคอของสตรีตรงหน้า เขาตระหนักดีว่าการยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพลังมารระดับสูงในตัวนาง คือการรนหาที่ตาย ทว่าเวลาของพันซานกำลังนับถอยหลัง เขาไม่มีทางเลือกอื่น
"ข้าทำได้เพียง 'ระงับ' มันไว้ชั่วคราวเท่านั้น พลังของข้าในตอนนี้ไม่อาจลบมันทิ้งได้ทั้งหมด" อวิ๋นเซียวกล่าวเสียงเรียบ "หันหลังไป"
ลั่วปิงเยว่ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะยอมหันหลังให้ ทว่ากล้ามเนื้อทุกสัดส่วนของนางยังคงเกร็งเครียด เตรียมพร้อมรับมือการทรยศทุกเมื่อ อวิ๋นเซียวยกมือขวาขึ้น โคจร ปราณหลอมภพ จนฝ่ามือเปล่งประกายแสงสีทองแดงจางๆ ก่อนจะทาบทับลงบนหลังคอที่ขาวเนียนดุจหิมะของนาง
ซี่...!
ทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสกับสัญลักษณ์มาร คลื่นพลังงานที่ชั่วร้ายและบ้าคลั่งก็ตีกลับอย่างรุนแรงราวกับอสรพิษที่ถูกเหยียบหาง! ลั่วปิงเยว่กัดริมฝีปากจนห้อเลือด ร่างกายสั่นสะท้านจากความเจ็บปวด ทว่านางไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
ทว่าผู้ที่รับภาระหนักที่สุดกลับเป็นอวิ๋นเซียว! การพยายามกลืนกินปราณมารระดับสูงของสตรีที่อยู่ในระดับก่อกำเนิดขั้นปลาย ทำให้ ตราทัณฑ์สวรรค์ บนหน้าอกของเขาปะทุความร้อนทะลุจุดเดือด! อสนีบาตจำลองที่เพิ่งสงบลงเริ่มตวัดฟันภายในเส้นลมปราณอีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ปราณหยิน ที่เย็นยะเยือกถึงกระดูกของลั่วปิงเยว่ยังไหลทะลักสวนทางเข้ามาตามจุดเชื่อมต่อ แช่แข็งแขนขวาของเขาจนปรากฏเกล็ดน้ำแข็งเกาะระยิบระยับอยู่เต็มไปหมด
อึก...
อวิ๋นเซียวฝืนกลืนเลือดที่พุ่งขึ้นมาถึงลำคอกลับลงไป เขาใช้ความตั้งใจที่หล่อหลอมจากความตาย บังคับปราณหลอมภพให้กดทับและบีบอัดอักขระมารบนคอของนางทีละเส้น ทีละสาย จนกระทั่งแสงสีม่วงคล้ำนั้นค่อยๆ หรี่ลงและถูกผนึกไว้ใต้ผิวหนังสำเร็จ
ชายหนุ่มชักมือกลับอย่างรวดเร็ว หอบหายใจอย่างหนักหน่วง แขนขวาของเขาชาหนึบสลับกับปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกเข็มนับพันทิ่มแทง นี่คือราคาที่แสนสาหัสของการฝืนกฎเกณฑ์แห่งพลัง
"เจ้าทำสำเร็จ..." ลั่วปิงเยว่ลืมตาขึ้น สัมผัสได้ถึงความโปร่งโล่งที่ไม่ได้สัมผัสมานานนับปี นางหันกลับมามองอวิ๋นเซียวที่ใบหน้าซีดเผือด แววตาของนางมีความซับซ้อนบางอย่างพาดผ่าน ก่อนจะโยนป้ายหยกสีเลือดให้เขา "เดินตามรอยหินย้อยสีชาดทางทิศตะวันตก ใช้ป้ายหยกนี้ฝ่าค่ายกลระลอกที่สาม... จำไว้ ภาชนะหมายเลขเก้า อย่าเพิ่งรีบตายไปเสียก่อนล่ะ"
กล่าวจบร่างของนางก็กลายเป็นสายลมเย็นยะเยือก กลืนหายไปกับความมืดมิด ทิ้งอวิ๋นเซียวไว้กับเส้นทางสายมรณะเบื้องหน้า
ครึ่งชั่วยามต่อมา อวิ๋นเซียวอาศัยวิชาเร้นเงา ป้ายหยกสีเลือด และข้อมูลจากลั่วปิงเยว่ ลัดเลาะผ่านค่ายกลสังหารและด่านตรวจของยอดฝีมือหอโอสถมาได้อย่างฉิวเฉียด ร่างกายที่บอบช้ำถูกขับเคลื่อนด้วยเจตจำนงแห่งความแค้น จนกระทั่งเขาก้าวล่วงเข้าสู่ คุกลับชั้นในสุด
สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นถ้ำกว้างขวางเหมือนชั้นนอก แต่มันคือห้องศิลาทรงกลมที่ผนังทุกด้านสลักอักขระสีเลือดที่ไหลเวียนราวกับมีชีวิต ใจกลางห้องมีค่ายกลแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่ ส่องแสงสีม่วงคล้ำชั่วร้าย
และที่ใจกลางค่ายกลนั้น... ร่างคุ้นตาที่อวิ๋นเซียวตามหากำลังถูกตรึงแขนและขาลอยอยู่กลางอากาศด้วยโซ่ตรวนที่ทำจากกระดูกแหลมคม โลหิตสีข้นหนืดหยดรินจากบาดแผลลงสู่ร่องค่ายกลอย่างต่อเนื่อง
"พันซาน!"
อวิ๋นเซียวคำรามลั่น ไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป เขาระเบิดพลังระดับก่อกำเนิดขั้นต้นออกมาอย่างเต็มที่ มือขวาตวัดสร้างดาบปราณที่แฝงด้วย 'เพลิงบรรพกาลหลอมวิญญาณ' เพียงเศษเสี้ยว พุ่งทะยานเข้าฟาดฟันโซ่กระดูกเหล่านั้นจนขาดสะบั้น!
เคร้ง! เคร้ง!
ร่างร่างท้วมของพันซานร่วงหล่นลงสู่พื้นหินดังตุบ อวิ๋นเซียวรีบพุ่งเข้าไปประคองสหายรัก หวังจะถ่ายทอดปราณเพื่อรักษาบาดแผล
"พันซาน เจ้าตื่นสิ! ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว!"
ทว่าในวินาทีที่มือของอวิ๋นเซียวสัมผัสกับไหล่ของสหาย... คลื่นความหนาวเหน็บอันน่าสะพรึงกลัวพลันแผ่ซ่านออกมาจากร่างของคนตรงหน้า
พันซานค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่าใบหน้าที่ควรจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและโง่งม กลับเรียบเฉยจนดูวิปริต สิ่งที่ทำให้อวิ๋นเซียวต้องเบิกตากว้างจนแทบฉีกขาด คือดวงตาของสหายรัก... มันไม่มีตาขาวอีกต่อไป มีเพียงความมืดมิดสีดำสนิทราวกับก้นบึ้งของนรก!
"ผู้บุกรุก... ต้องถูกกำจัด!"
เสียงที่เปล่งออกมาไม่ใช่เสียงของพันซาน แต่เป็นเสียงซ้อนทับที่ดังกึกก้องประดุจภูตผี พริบตานั้น ร่างอวบอ้วนที่ควรจะเชื่องช้ากลับพลิ้วไหวด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ พันซานตวัดมือขวาที่แปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บอาบปราณสีดำทมิฬ พุ่งทะลวงเข้าใส่จุดตายที่ขั้วหัวใจของอวิ๋นเซียวในระยะประชิด!
มันคือ 'กรงเล็บกลืนดารา' กระบวนท่าสังหารระดับสุดยอดของนิกายเงากลืนดารา!
สหายรักที่เขาเสี่ยงชีวิตมาช่วย บัดนี้ได้ถูกควบคุมโดยสมบูรณ์ และกลายเป็นอาวุธสังหารที่หันคมดาบเข้าหาเขาเสียแล้ว!