ภายในห้องโถงอันใหญ่โตก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่สวมชุดสูทสีขาวนั่งคุกเข่าให้กับหน้ากากสีขาวที่มีลักษณะคล้ายกับอสูรและมันยังเปล่งแสงสีขาวอ่อนๆออกมา
“เป็นยังไงบ้าง หาพวกมันเจอรึยัง”
ชายคนหนึ่งในกลุ่มก็พูดตอบกลับไป
“ยังเลยเลยครับนายท่าน”
หน้ากากสีขาวเงียบไปสักพักก่อนที่จะพูดขึ้นมา
“ข้าให้เวลาพวกเจ้าอีกสองปีหาพวกมันให้เจอไม่อย่างนั้นพวกเจ้าเตรียมตัวไปโลกหน้าได้เลย”
“รับทราบ”
กลุ่มคนชุดสูทสีขาวตอบรับก่อนที่จะเลือนหายไปเพื่อรีบจัดการเรื่องทั้งหมดให้เร็วที่สุด
หน้ากากสีขาวหันไปทางซ้ายของตนเองก่อนที่ภายในห้องจะปรากฏวงเวทย์ขนาดใหญ่ขึ้นมาในวงเวทย์ทั้งหมดมีแฉกแยะออกไปกว่าสิบห้าแฉกในตอนนี้เขาก็ได้หญิงสาวที่เขาต้องการมาเติมแฉกพวกนั้นแล้วถึงสี่คน ( อย่างที่ทุกคนเข้าใจหญิงสาวพวกนั้นที่พูดถึงก็คือ ไอริส ชาร์ลอตต์ เซล่า เพย์ตัน )
สี่คนนี้ที่เขาจับมาได้ระหว่างที่กำลังดำเนินแผนการที่จะช่วงชิงโลกเบื้องล่างมาแต่ก็ถูกพวกกลุ่มคนชุดสีดำที่มีเอกลักษณ์ลึกลับพวกนั้นเข้ามาทำลายโลกแห่งนั้นทิ้งไปก่อน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าพวกมันเป็นใครแต่ก็ได้ทำแผนการของเขาล่มไปทั้งหมด
ในขณะที่กำลังประเมินความเสียหายและตามหาโลกสายธารแห่งความฝันอันเป็นนิรันดร์ก็พบเข้ากับร่องรอยของไอริส ชาร์ลอตต์ เซล่า เพย์ตันที่ดูเหมือนจะมีปฏิกิริยากับวงเวทย์ที่เขาศึกษามาอย่างยาวนานเขาได้สั่งกองกำลังออกตามหาและได้จับตัวพวกเธอมาทั้งหมดแต่ทันทีที่เข้ามายังวงเวทย์พวกนี้ร่างกายของพวกเธอก็เกิดการตกผลึกขึ้นอยู่ในรูปของคริสตัลสีแดงที่มีพวกเธอแต่ละคนอยู่ภายใน จากนั้นแฉกของวงเวทย์ทั้งสี่ที่มี ไอริส ชาร์ลอตต์ เซล่า เพย์ตัน อยู่ในนั้นก็เกิดแสงอ่อนๆขึ้นมาทำให้เขาหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งกว่าหมื่นปีที่ศึกษามันมาในที่สุดก็พบวิธีที่จะกระตุ้นวงเวทย์แล้ว ทำให้เป้าหมายทั้งหมดที่เหลือมุ่งตรงไปยังไอวี่กับโรเบิร์ตที่หนีออกไปจากกองกำลังของเขาที่ไล่ล่าตัวได้
หน้ากากสีขาวเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าวงเวทย์วงนี้มีอะไรซ่อนอยู่กันแน่แต่ว่าเขาก็พอหาคำตอบมาจากเศษซากโบราณสถานต่างๆทั้งในโลกชนชั้นที่สี่ไปจนถึงโลกชนชั้นที่สองก็พอโยงไปถึงความหมายที่แท้จริงของมันได้ เจ้าสิ่งนี้มันเอาไว้สร้างอาวุธแห่งอำนาจที่จะมีชัยเหนือพวกเผ่าพันธุ์ในตำนานหรือว่าพวกที่ครองโลกชนชั้นที่หนึ่งได้ไม่สิเหนือกว่าพวกทวยเทพได้
กลุ่มมากมายที่เข้ามาร่วมในมหาสงครามขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังการรวบรวมหญิงสาวพวกนี้ครบแล้วก็มีมากถึงสองร้อยกลุ่มโดยมีเขาเป็นหัวหน้าในครั้งนี้แน่นอนว่าเขามั่นใจมากว่าจะสามารถโค่นล้มโลกชนชั้นที่หนึ่งและฐานอำนาจจอมปลอมที่มีมาอย่างยาวนานรวมถึงลากพวกทวยเทพที่เสพสุขยังแดนสวรรค์ลงมาด้วย
..........
ผมกับไอวี่ก็ใช้เวลาหลายวันกว่าจะหลบหนีการตามล่าของพวกมันได้จนกระทั่งพบกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มคาราวานขนาดใหญ่พวกเขาก็ได้รับผมกับไอวี่ไปกับพวกเขาด้วยและเหมือนกับว่าพวกเขาจะคาดเดาได้ถูกนั่นก็คือผมกับไอวี่กำลังถูกตามล่า ในตอนแรกผมก็พยายามปฏิเสธที่จะไปกับพวกเขาแล้ว แต่ว่าพวกเขาก็ยังตอบกลับมาว่าให้ผมกับไอวี่เดินทางมาด้วยกันเพราะพวกเขาสามารถคุ้มครองผมกับไอวี่ได้อย่างแน่นอน
ผมใช้เวลาปรึกษากับไอวี่นานพอสมควรก่อนที่จะตอบตกลงที่จะไปกับพวกเขา และนี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วที่ผมกับไอวี่ได้เข้ามาในคาราวานกลุ่มนี้
“เฮ้ เจ้าหนูเจ้าบอกมานะไปเจอกับแม่หนูได้ยังไง”
เขามีชื่อว่า อดัม อีทัช เป็นหัวหน้าของคาราวานใหญ่แห่งนี้ ผมเองก็ไม่รู้ไปทำอะไรให้เขาชอบใจถึงได้ถูกใจผมขนาดนั้นหรือว่าบางทีอาจเป็นเพราะหน้าตาของผมที่ดูเป็นคนเข้าหาง่ายกันนะ
“ใช่แล้วตอบมาๆ เจ้าไปเจอผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งใจดีทั้งมีความสามารถแบบนั้นมาได้ยังไง”
ส่วนเขามีชื่อว่า จอร์แดน อาร์ล เป็นนักดาบที่มีชื่อเสียงมากพอตัวในคาราวานกลุ่มนี้เขายังเป็นหนึ่งในคนที่มีความสามารถที่สุดอีกด้วย
“ใจเย็นก่อนสิครับ อย่ายิงคำถามมาพร้อมกันแบบนั้นผมก็ตอบไม่ทันกันพอดีสิ ส่วนเรื่องที่ผมไปเจอกันกับเธอมายังไงจริงๆแล้วมันไม่ค่อยน่าฟังเท่าไหร่”
ผมบอกไม่ได้เด็ดขาดเริ่มแรกมันก็เป็นเพราะสายเลือดแวมไพร์บ้าบอนี่ทำให้ผมฝังเขี้ยวเข้าที่คอของไอรีนจากนั้นผมก็คิดว่ามันจะจบลงที่ดูดเลือดและก็คิดที่จะอธิบายกับไอรีนกลับกลายเป็นว่ามันยังจะไปต่ออีกและก็ทำไปแบบที่ออกจะบังคับไอรีนด้วยซ้ำเรียกได้ว่าทำเอาผมเครียดไปกับเรื่องนี้นานเลยทีเดียวแต่เห็นว่าไอรีนก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไรด้วยแถมยังตกลงเป็นภรรยาของผมอีกทำให้ผมค่อยโล่งใจขึ้นมาได้
ดีแล้วที่มันจบแค่นั้นแน่นอนว่าถ้าเป็นตอนนั้นไอวี่เป็นคนออกมาไม่ต้องห่วงผมได้ถูกแยกออกเป็นชิ้นๆอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้เห็นเธอเข้าได้กับพวกผู้หญิงในคาราวานแล้วผมก็รู้สึกมีความสุขไปด้วย
อดัมรีบเอาตัวมาบังไม่ให้ผมมองไปยังไอวี่แล้วพูดขึ้น
“อย่ามาทำเป็นมองแม่หนูแล้วไม่ตอบคำถามพวกเรา บอกมาซะดีๆเจ้าไปเจอกันได้ยังไง”
ผมต้องออกไปจากสถานการณ์นี้ยังไงดีนะ
“เอ่อ...คือว่า”
“โรเบิร์ตนายกับคุณอดัมกำลังทำอะไรอยู่อย่างนั้นเหรอ”
เจ้าของเสียงก็คือไอวี่ที่เสร็จงานจากการช่วยงานพวกผู้หญิงที่อยู่ในคาราวานแล้วเดินเข้ามาหาผมที่กำลังลำบากใจแบบสุดๆอยู่
“พอดีเลยไอวี่ผมมีอะไรจะพูดกับคุณอยู่พอดี”
ผมรีบลุกขึ้นก่อนจะพาไอวี่วิ่งออกไปทันที
“บ้าจริง เจ้าหนูหนีไปแล้ว ลากเขากลับมา”
“ตามไปเร็วเข้า”
อดัมกับจอร์แดนกำลังที่จะวิ่งตามไปก็ถูกหญิงสาวคนหนึ่งขวางเอาไว้เธอมีชื่อว่า ทีแกน อาลาน มีศักดิ์เทียบเท่ากับอดัมเธอเป็นหัวหน้าของผู้หญิงทุกคนในคาราวานที่มีมากกว่าผู้ชายทั้งหมด
“เดี๋ยวเถอะไม่มีงานมีการทำรึยังไงมาไล่ตามคนหนุ่มสาวไปแบบนี้ ถึงเขาจะเป็นกันเองแต่ก็อย่าไปถามเรื่องที่ทำให้เขาลำบากใจกันสิ”
อดัมกับจอร์แดนตอบรับพร้อมกับเดินไปทำงานของตนเองเหมือนเดิมด้วยความรู้สึกที่ผิดหวังแต่ก็ยังไม่ละทิ้งความตั้งใจ
ผมที่พาไอวี่ออกมาได้ไกลพอสมควรก็เริ่มถาม
“เป็นยังไงบ้างไอวี่ ได้เรื่องอะไรมารึเปล่า”
“ไม่เลย ฉันเองก็ยังไม่เห็นอะไรที่โดดเด่นของพวกเขาเลยเหมือนกับว่าพวกเขาเป็นแค่กลุ่มคาราวานธรรมดาๆ แต่ว่าพวกเขาไปเอาความมั่นใจที่จะปกป้องพวกเราแบบนั้นมาจากไหนกันนะ”
“เรื่องที่คุณพูดมามันก็ถูกแต่ว่าพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อนเถอะคอยดูไปเรื่อยๆเอาก็แล้วกัน ส่วนทางฝั่งของผมก็ได้รู้บางอย่างมาด้วยนั่นก็คือเรื่องการฝึกระดับความสามารถขอบเขต”
“ขอบเขต?”
“เอ๊ะ! หรือว่าคุณจะไม่รู้จัก”
“ใช่แล้วเรื่องความรู้อื่นๆฉันรู้จักมันอยู่แล้วแต่ว่ามีแค่เรื่องนี้เท่านั้นที่ฉันนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก”
“งั้นก็พอดีเลยผมจะเล่าให้ฟังวิธีการฝึกฝนรวมไปถึงขั้นขอบเขตทั้งหมดให้ฟังก็แล้วกัน”
ผมได้อธิบายให้กับไอวี่ฟังทั้งหมดระดับของขอบเขตทั้งหมดมีอยู่ 8 ขอบเขต 1.ขอบเขต กำเนิดเวทย์ 2.ขอบเขต นักเวทย์ฝึกหัด 3.ขอบเขต ผู้เชี่ยวชาญเวทย์ 4.ขอบเขต จอมเวทย์ 5.ขอบเขต ปราชญ์ 6.ขอบเขต ราชัน 7.ขอบเขต จักรพรรดิ 8.ขอบเขต เทพเจ้า จะมีย่อยลงไปอีกเป็น ต้น กลาง สูง สูงสุด
ส่วนวิธีการฝึกฝนจะต้องใช้วิธีในการดูดกลืนคริสตัลเจ็ดสี ได้แก่ สีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง โดยจะมีสีม่วงที่จะสามารถดูดกลืนและพัฒนาพลังได้รวดเร็วที่สุดส่วนสีแดงที่ผมมีอยู่ในตอนนี้ก็สามารถดูดกลืนและพัฒนาพลังได้ช้าที่สุด ส่วนเรื่องมูลค่าคริสตัลสีส้มก็ถือว่ามีราคาที่แพงมากเลยทีเดียวส่วนสีม่วงนั้นไม่ต้องพูดถึง แต่ปัญญาหาหลักก็คือว่าการพัฒนาพลังนั้นมันต้องใช้คริสตัลเจ็ดสีพวกนี้เท่านั้น
และบนโลกเบื้องบนแห่งนี้จะขึ้นอยู่กับระดับความสามารถขอบเขตเป็นตัววัดความแข็งแกร่งของบุคคลแค่ห่างกันเพียงขั้นต้นกับขั้นกลางก็ห่างกันมากแล้วการต่อสู้ข้ามขั้นแบบโลกเบื้องล่างแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
“ฉันเข้าใจแล้ว แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นก็น่าจะเป็นพวกมันที่อาจวางแผนที่จะไล่ล่าจับตัวพวกเราให้เร็วที่สุดถ้าฉันคิดไม่ผิดมันคงเร่งให้ได้ตัวพวกเราภายในไม่เกินสองปีนี้แน่ ดูท่าครั้งนี้จะต้องหาวิธีเอาคริสตัลมาให้ได้สินะและก็ต้องพัฒนาพลังให้เร็วที่สุด”
“นั่นสินะ พวกเราต้อง.....”
ผมที่พูดยังไม่ทันจบก็มองเห็นรัศมีแสงสีแดงของดาบเล่มใหญ่เล่มหนึ่งฟาดฟันเข้ามาอย่างรวดเร็วในขณะที่ผมคิดว่าหลบไม่ทันแล้วและบางทีอาจถูกพลังโจมตีของดาบเล่มนี้บดขยี้เอาได้จังหวะนั้นเองไอวี่รีบดึงตัวของผมออกมาก่อนที่จะรับการโจมตีเข้าไปเต็มๆ ทำให้ร่างกายของไอวี่กระเด็นไปกว่าร้อยเมตรในสภาพเลือดอาบไปทั่วทั้งตัว
ผมตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่จะพุ่งตัวไปหาไอวี่คิดที่จะอุ้มตัวเธอเอาไว้แล้วถอยให้เร็วที่สุดแต่ว่าผมก็ถูกพวกมันล้อมเอาไว้จากทุกทิศทางเพื่อไม่ให้ผมไปหาไอวี่ได้และตอนนี้ไอวี่ก็อยู่ในมือของผู้หญิงที่เป็นเจ้าของการโจมตีของดาบเล่มใหญ่เมื่อครู่แล้ว
“ยอมจำนนซะเถอะแล้วตามพวกฉันมาไม่อย่างนั้นเธอได้ตายแน่ๆ”
ไอวี่ที่ไม่เหลือเรี่ยวแรงแถมยังบาดเจ็บหนักก็ร้องตระโกนขึ้นมา
“หนีไปซะ โรเบิร์ตนายไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกคนพวกนี้ฆ่าฉันไม่ได้หรอก ขอแค่นายรอดก็พอแล้ว”
“ผมจะไปทิ้งคุณแบบนั้นได้ยังไงพลังเมื่อสักครู่ก็เป็นคุณที่มารับมันเอาไว้ทั้งหมดก็เลยทำให้ผมไม่เป็นอะไรแต่ผมต้องมาดูคุณบาดเจ็บเนี่ยนะแล้วยังจะให้ผมหนีเอาตัวรอดไปอีก มันก็เหมือนกับการเหยียบย่ำความตั้งใจของผมเอง”
“พวกแกพูดบ้าอะไรข้ามหัวฉันอยู่ได้ พวกแกก็เหมือนกันจะมองดูพวกมันพูดคุยกันจนหมดวันรึยังไงรีบจับตัวมันมาได้แล้วจะได้เสร็จงานสักที”
ผมที่คิดจะใช้ทักษะออกมาแต่ทักษะที่ผมเรียกออกมามันไม่ตอบสนองต่อผมรวมถึงพลังแห่งความมืดก็ด้วย นั่นทำให้ผมตกใจขึ้นมา
“ไม่ต้องตกใจไปหรอกภายในสนามพลังนี้ที่แกเหยียบอยู่ไม่มีวันใช้ทักษะหรือสิ่งที่เกี่ยวกับเวทมนตร์ออกมาได้หรอกนะ”
บ้าจริง ผมไม่มีอาวุธที่มันเป็นรูปแบบอื่นนอกจากเวทมนตร์เลยสักอันเดียวมีแต่การอัญเชิญด้วยเวทมนตร์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทักษะที่มีแต่เกี่ยวโยงกับเวทมนตร์ นี่มันแย่สุดๆแล้ว
กลุ่มของพวกมันที่ล้อมผมเอาไว้ก็กระโจนเข้าพร้อมๆเพื่อที่จะจับผมให้ได้ในครั้งเดียวผมเบี่ยงหลบมือมากมายรวมถึงทักษะการจับที่พุ่งเข้ามาทั้งหมดและปัดป้องออกไป พอผ่านไปได้สักพักดวงตาของผมก็เริ่มที่จะหนักขึ้นมาพร้อมกับร่างกายที่อ่อนแรงลงไป
“โอ๊ะ! ลืมบอกไปนะว่ายิ่งอยู่ในสนามพลังนานเท่าไหร่ก็จะยิ่งอ่อนแรงและมีความรู้สึกง่วงนอน อีกไม่นานไม่ว่าแกจะต่อต้านขนาดไหนก็ไม่มีทางหลุดออกไปได้หรอกและสุดท้ายแกก็จะถูกพวกเราจับตัวไปอยู่ดี”
จุดตรงนี้ก็ห่างจากคาราวานไม่ไกลแต่ทำไมถึงไม่มีใครเห็นผมกับไอวี่เลยละหรือว่าไอ้สนามพลังนี่มันมีความสามารถลวงตาได้ด้วยถ้าเป็นแบบนั้นก็แย่แล้ว ตอนนี้ร่างกายทุกส่วนแทบจะไม่เหลือแรงดวงตาก็เริ่มที่จะปิดลงไปแล้ว พวกมันเองก็เข้ามากันเรื่อยๆไม่มีหยุดส่วนตัวผมที่เคลื่อนไหวร่างกายได้ช้าลงยิ่งกลายเป็นเป้านิ่งให้จับตัวได้
จนในที่สุดผมก็ล้มลงไปพร้อมกับหลับใหลไปในที่สุดพวกมันก็เห็นโอกาสครั้งสำคัญก่อนที่จะรีบเข้ามาล็อคตัวของผมเอาไว้ แต่ยังไม่ทันที่จะเข้ามาถึงตัวของผมมีดสั้นจำนวนสิบสามเล่มที่มีรัศมีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่ก็พุ่งเข้ามาขัดขวางพวกมันเอาไว้ ก่อนที่จะมีชายสองคนเดินเข้ามา
“นี่ อย่าสนุกอยู่ฝ่ายเดียวสิให้พวกข้าร่วมวงด้วย”
. . .