King of world ราชันแห่งพิภพ

    แม่ทัพก็อบลิน

    ​

    เป็นอย่างที่วาสคาดกองทัพของผู้มาใหม่ไม่ได้มาดีอย่างที่คิด หลังจากชายหนุ่มถอนตัวไปเพียงพักเดียวกองทัพฝ่ายมนุษย์ก็ถูกเข้าโอบล้อม

    ฝ่ายที่มาใหม่คือก็อบลินจำนวนหมื่นกว่าๆเท่านั้น แต่สิ่งที่สามารถสะกดทุกคนให้นิ่งอยู่กับที่ได้คือสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด

    หนึ่งคือหมียักษ์ขนสีน้ำตาลที่แม้ยืน 4 ขายังสูงร่วม 3 เมตร กรงเล็บสีดำยาวคมกริบ ขนหยาบหนาสั้นที่ทำหน้าที่คล้ายกับเกราะหนัง ปากยาวเรียงไว้ด้วยฟันแหลม น้ำลายยืดหยดลงไม่อยู่ ดวงตาสีดำของมันจ้องมองมนุษย์ด้วยสายตาหิวกระหาย

    อีกหนึ่งคือร่างก็อบลินที่มีร่างกายสูงใหญ่ผิดธรรมชาติก็อบลิน ใบหูแหลมยาวทั้งสองข้างเต็มไปด้วยห่วงทองเจาะไว้ตั้งแต่โคนยันปลายหู ดวงตาคมกริบสาดประกายเสียดแทงทุกสิ่งที่จ้องมอง บนร่างสวมไว้ด้วยเกราะสีเทาหม่น มันนั่งเหยียดกายอยู่บนหลังของหมียักษ์สีน้ำตาลสายตามองกวาดรอบๆอย่างไม่แยแสสิ่งใด

    หลังจากะเข้ามาโอบล้อมมนุษย์ไว้แต่พวกมันก็ไม่ได้ทำสิ่งใดเพิ่ม การต่อสู้ทั้งหมดถูกหยุดนิ่งลง ต่างฝ่ายต่างยืนคุมเชิงซึ่งกันและกัน

    "เบรกมานี้สิ"ก็อบลินร่างใหญ่ที่นั่งอยู่บนหลังหมียักษ์สีน้ำตาลเอ่ยขึ้น

    “ขอรับท่านแม่ทัพ!”ขุนพลก็อบลินที่เหลือเพียงตัวเดียวกล่าวด้วยความยินดี ดูเหมือนว่าตอนนี้มันจะรอดแล้ว

    เคร้ง!

    คุไนถูกฟันมายังตำแหน่งลำคอของเบรก ขุนพลก็อบลินยกดาบเรียวขึ้นป้องกันได้ฉิวเฉียด

    “ใครให้แกไปไม่ทราบ?”เร็นเอ่ยเสียงเรียบ

    อากาศบริเวณโดยรอบหนักอึ้งขึ้น ทุกชีวิตต่างตกอยู่ในความตึงเครียด มือกุมอาวุธแน่นเตรียมรับมือกับการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้น

    แม่ทัพก็อบลินสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาคมจ้องมองเร็นด้วยสายตาไม่พอใจ ปากเอ่ยเสียงเย็นขึ้นว่า

    “ฆ่าพวกมันให้หมด!”

    สิ้นคำการต่อสู้ครั้งใหม่ก็ปะทุขึ้นอีกรอบ ก็อบลินและออร์คทั้งหมดพากันวิ่งเข้าฟาดฟันกับมนุษย์อย่างฮึกเหิม

    เจคอบเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้า จากเดิมฝ่ายล้อมกลายเป็นฝ่ายถูกโอบล้อม กองทัพมนุษย์ต้องรับการโจมตีจากทั้งด้านในและด้านนอก

    ตูม!

    เสียงระเบิดดังขึ้นที่มุมหนึ่งของสงคราม รอบข้างต่างเต็มไปด้วยเศษซากของกองทัพก็อบลินที่นำมาโดยแม่ทัพก็อบลิน

    “กองทัพมนุษย์ทั้งหมดถอยก่อน!”เสียงตะโกนกึกก้องดังเข้าหูของมนุษย์ทุกคน พวกเขาหันขวับไปมองยังผู้ช่วยเหลือฝั่งมนุษย์ที่พึ่งโผล่เข้ามา

    ผู้มาใหม่คือเหล่าผู้นำมหาอำนาจที่อยู่สังเกตการณ์ไม่ไกลจากนี้ หลังจากเห็นกองทัพของแม่ทัพก็อบลินโผล่มาพวกเขาก็ตัดสินใจนำกำลังเข้าช่วยเหลือประกอบด้วย อาเธอร์ ทังค์ ผู้เฒ่าทั้งสาม ฟลาวด์และกองกำลังส่วนตัวของพวกเขาอีกหลายร้อยคน

    เมื่อได้พวกอาเธอร์โจมตีเปิดช่องว่างที่มุมหนึ่ง กองทัพมนุษย์ก็ได้ทางถอยจากสถาการณ์เสียเปรียบ พวกเขาทยอยถอยกันออกมาอย่างรวดเร็ว

    ส่วนเร็นและขุนพลก็อบลินเบรกก็ปะทะอาวธกันอีกหลายครั้ง ก่อนที่เจ้าของดวงตาสีเขียวจะเอ่ยขึ้นว่า

    “เอาไว้มาเล่นกันวันหลังก็แล้วกันนะ”สิ้นคำร่างในชุดดำก็หายวับไปกับตา

    เพียงไม่กี่นาทีกองทัพมนุษย์ก็สามารถถอยออกจากวงล้อมของพวกก็อบลินได้หมด ออร์คและก็อบลนินต่างคำรามร้องด้วยโทสะกำอาวุธแน่นหมายมั่นจะตามไปเข่นฆ่ามนุษย์ต่อ

    “ไม่ต้องตาม!”แม่ทัพก็อบลินตวาดดัง สายตาคมมองกองทัพมนุษย์ที่วิ่งหนีไปจนลับสายตา

    “รีบเดินทางนำเชลยกลับค่ายพักของเราซะ!”กล่าวจบแม่ทัพก็อบลินร่างใหญ่ก็ตบที่หัวของหมียักษ์สีน้ำตาล มันส่ายหัวด้วยความหงุดหงิดที่ไม่ได้ลิ้มลองรสชาติของเนื้อมนุษย์ก่อนจะสาวเท้าเดินกลับไป




    “โชคดีนะครับที่รอดมาได้”อาเธอร์เอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่คนอื่นกลับยิ้มไม่ออก ถึงจะรอดมาได้แต่พวกเขาก็เสียคนไปไม่น้อยเช่นกัน

    “นอกจากขุนพลก็อบลิน ก็ยังมีแม่ทัพก็อบลินอีกงั้นหรอ”ผู้เฒ่าขาวพูดเสียงเหนื่อย

    “ถ้าแม่ทัพก็อบลินมันไม่โผล่มาเราคงช่วยเชลยไปได้แล้ว!”เจคอบแสร้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ็บใจ แต่ที่จริงเขาไม่อยากให้คนอื่นโทษว่าเป็นความผิดของเขา

    “แต่ที่ผมสงสัยคือ...ทำไมคุณเร็นถึงไม่ฆ่าขุนพลก็อบลินตัวนั้นทิ้งละครับ”อาเธอร์ถามยิ้มๆ แต่เจตนาที่แฝงมากับคำถามกลับไม่น่าเสวนาด้วยสักนิด

    ทุกคนเงียบ พวกเขาหันไปมองเร็นด้วยเช่นกัน มันเป็นเรื่องที่ทราบกันอย่างทั่วถึงอยู่แล้วถึงเรื่องความเก่งกาจของ 3 ผู้ปกครองเมืองชั้นใน อันได้แก่ อาเธอร์ เร็น หลง

    ครั้งที่หลงพลาดท่าเสียทีให้กับขุนพลออร์คเป็นเพราะเขาประมาทและอ่อนล้าจากสงคราม จึงถูกน็อกอย่างไม่เป็นท่า แต่กับเร็นนั้นไม่ใช่

    “ฉันก็แค่อยากเก็บมันไว้เล่นด้วยคราวหน้านะ”เร็นตอบง่ายๆ แต่คำตอบของเขากลับทำให้คนอื่นอึดอัดขึ้นไปอีก

    “ฮะๆๆ งั้นหรอครับ”อาเธอร์หัวเราะร่วน แล้วพูดต่อว่า

    “ถ้างั้นในสงครามครั้งหน้า รบกวนคุณเร็นรีบฆ่าขุนพลก็อบลินตัวนั้นตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วค่อยไปเล่นกับแม่ทัพก็อบลินแทนแล้วกันนะครับ”

    “ตอนนี้ในหมู่มนุษย์คงจะมีแค่พวกคุณ 2 คนที่แข็งแกร่งพอที่จะจัดการกับแม่ทัพก็อบลินได้”ทังค์เอ่ยเบาๆ หากหลงอยู่ในสภาพสมบูรณ์100% ทังค์ก็เชื่อว่าหัวหน้าของเขาก็สามารถจัดการแม่ทัพก็อบลินได้เช่นกัน

    “ตอนนี้เราก็คงได้แต่รอนะครับ รอดูว่าสายสืบของเราจะสามารถหาค่ายพักทหารของพวกมันได้ไหม!”



    “จีซัส วาลอค การ์ซ ตายทั้งหมดเลยงั้นหรือ”แม่ทัพก็อบลินบนหลังหมียักษ์สีน้ำตาลถามเสียงเรียบ เบรกเดินตัวลีบอยู่ด้านขวาของหมียักษ์สีน้ำตาลเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา

    “ขะ..ขอรับ”

    “แล้วศพละ?”

    “มีเพียงศพของวาลอคที่เรานำกลับมาได้ขอรับ ส่วนอีก2ศพถูกพวกมนุษย์เอาไปขอรับ”

    แม่ทัพก็อบลินนั่งเฉยไร้คำถามเพิ่มเติมอีก มันคือผู้นำกองทัพก็อบลินและออร์คมารุกรานเผ่าพันธุ์มนุษย์ โดยมีขุนพลก็อบลินทั้ง 3 ติดตามมาช่วยเหลือ และเพื่อความไม่ประมาทมันถึงกับบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากเผ่าออร์ค แต่ใครจะไปคิดว่าเพียงแค่สงครามครั้งเดียวกลับสามารถคร่าชีวิตขุนพลทั้ง 3 ไปได้

    “หึหึ! ไม่คิดว่าพวกมนุษญ์จะอันตรายกว่าที่คิด ข้าคงต้องนำเรื่องนี้เขียนใส่จดหมายส่งกลับไปรายงานท่านลอร์ดโดยด่วน”แม่ทัพก็อบลินกล่าวเสียงเย็น

    “ละ.แล้วสงคราม?”

    “เราจะรอคอยคำสั่งต่อไปอยู่ที่นี้ ส่วนกองกำลังที่นำไปตรึงกำลังไว้ใกล้อาณาจักรคนแคระและอาณาจักรนิมป์ก็ให้อยู่ต่อไป”เบรกพยักหน้ารับ

    สาเหตุที่ทำให้เผ่าพันธุ์พันธมิตรของมนุษย์ไม่สามารถเดินทางมาช่วยเหลือได้ก็เพราะกองทัพก็อบลินและออร์คได้แบ่งกองทัพจำนวนหนึ่งไปตรึงกำลังขัดขวางไว้ คาดว่าอีกไม่นานเหล่ามนุษย์ก็คงจะรับรู้ถึงเรื่องนี้

    “แล้วพวกเชลยที่จะแบ่งกับพวกออร์คละขอรับ”

    “รอกลับไปถึงอาณาจักรก็อบลินของเราก่อนค่อยจัดการก็แล้วกัน”

    กองทัพก็อบลินและออร์คที่เหลือรอดจากสงครามเดินทัพกลับค่ายพักด้วยความสงบ หลังเดินทางมาได้ระยะหนึ่งพวกมันก็หยุดเดินบริเวณป่าหนาทึบที่แทบไม่มีแสงส่องลงมาถึง ตรงหน้าของพวกมันคือเนินดินสูงที่มีหินก้อนใหญ่อุดไว้

    “เปิดประตู”แม่ทัพก็อบลินเปล่งเสียงดัง

    ก้อนหินยักษ์ที่อุดปากเนินดินไว้ค่อยๆถูกดันออกจากข้างใน เผยให้เห็นอุโมงค์ดินขนาดมหึมาที่ทอดยาวลงไปใต้ผืนดิน สองข้างทางเต็มไปด้วยคบเพลิงติดไว้ให้แสงสว่าง

    แม่ทัพก็อบลินตบศีรษะหมียักษ์สีน้ำตาลบอกให้มันเดินเข้าไป ตามมาด้วยกองทัพก็อบลินออร์คปิดท้ายด้วยเชลยที่ถูกขังอยู่ในกรงเหล็ก

    หลังจากทั้งหมดเดินหายเข้าไปในอุโมงค์แล้ว หินยักษ์ก็ถูกเลื่อนปิดปากเนินอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่แอบมองอยู่ไกลๆ...



    “เรารู้ที่อยู่ค่ายพักทหารของพวกมันแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าพวกมันจะสามารถเอากองทัพนับแสนไปยัดไว้ใต้ดินได้”เพียงไม่นานข่าวที่อยู่ค่ายพักทหารของกองทัพศัตรูก็ถูกรายงานมายังค่ายพักทหารฝ่ายมนุษย์

    “แล้วเราจะดำเนินการอย่างไรต่อดีครับ”อาเธอร์เอ่ยถาม

    “ตอนนี้ทหารของฝ่ายเรายังเหนื่อยล้าจากสงครามอยู่ คงต้องให้พวกเขาพักผ่อนฟื้นคืนเรี่ยวแรงก่อน”ผู้เฒ่าขาวกล่าวขึ้น

    “ฉันเห็นด้วย ตอนนี้ทหารอาสาหลายคนเริ่มอยากจะถอนตัวแล้ว หากฝืนบังคับพวกเขาไปรบอีก พวกเขาได้หนีไปหมดแน่”เร็นพูดเสียงเรียบ

    “ฉันว่ารออีกหน่อยก็ดี ได้ข่าวมาว่าสมาชิกของกิลด์เทพตกสวรรค์ กิลด์เงาหมอกและสมาคมนักสำรวจใกล้จะเดินทางมาถึงค่ายพักทหารของเราแล้ว”เจคอบเอ่ยขึ้น สงครามวันนี้คนของเขาล้มตายไปพอสมควร เขาไม่มีทางยอมให้คนของกิลด์เขาเป็นฝ่ายตกตายอยู่ฝ่ายเดียวแน่นอน

    “แต่นั่นมันก็กินเวลาเกือบจะ 2 วันเลยนะครับ”ทังค์เอ่ยขึ้นอย่างหวั่นวิตก

    “ก็ดีกว่าฝืนดันทุรังไปรบแล้วแพ้กลับมาละน่า”เจคอบกล่าวเสียงดัง

    “ตกลงพวกคุณจะเลือกรอไปก่อนสินะค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอตัวก่อนแล้วกันค่ะ”ฟลาวด์ลุกพรวดเดินกระแทกเท้าจากไป สีหน้าของเธอแฝงไว้ด้วยความสะอิดสะเอียน คนเหล่านี้รู้ทั้งรู้ว่ามีมนุษย์จำนวนมากถูกจับอยู่ยังจะประชุมสบายใจเฉิบอยู่ได้ แถมบางคนยังมัวแต่ห่วงผลประโยชน์ส่วนตัวอีกด้วย



    ยามวิกาลดำเนินมาถึง แสงจากดวงตะวันลาลับฟ้าแทนที่ด้วยจันทร์เสี้ยวของยามค่ำคืน บริเวณป่าที่ทึบจนแสงยากจะลอดผ่านยิ่งมืดขึ้นไปอีก

    รอบๆเนินดินปากทางเข้าค่ายพักทหารของกองทัพก็อบลินและออร์คถูกเปิดออก จากนั้นจึงมีฝูงก็อบลินจำนวนหนึ่งทยอยออกมา และมันคุยปรึกษากันอยู่ครู่หนึ่งและกระจายตัวออกไปตามที่ต่างๆ

    ก็อบลินฝูงนี้คือเวรเฝ้ายามที่รับผิดชอบสอดส่องบริเวณรอบๆปากทางเข้าค่ายพัก รัศมีการเฝ้ายามของพวกมันกว้างเกือบๆ 500 เมตรจากปากทางเข้า

    พวกมันจับกลุ่มกัน กลุ่มละ 2-3ตัว เดินแยกกันไปซ่อนตามจุดต่างๆ บางตัวไปหลบอยู่บนต้นไม้ บางตัวแอบขุดหลุมหลบภัยส่วนตัว บางตัวยืนหัวโด่มองไปรอบๆเลยก็มี

    ระหว่างที่ก็อบลินตัวหนึ่งกำลังยืนอ้าปากหาวหลังพิงต้นไม้ หันหน้าไปสนทนากับสหายอีกตัวที่ยืนอยู่ข้างกันแก้ความเบื่อหน่าย หูเขียวแหลมยาวของมันก็กระดิก เสียงตัดอากาศแล่นเข้ามายังหูของมัน

    ฉึก!