ร่างเพรียวะโมายืนอยู่แนวรั้วก่อนที่ท่านหมอมู่จะมาถึงประตูบ้านตระกูลเหวินขณะจ้องมองร่างของท่านหมอค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ หางตาก็รู้สึกได้ถึงการมาของใครบางคนนางกระตุกยิ้มที่มุมปากก่อนจะหันไปมองแล้วยิ้มทักทาย
“จะมาห้ามข้าเหรอวันนี้ข้ามากับท่านหมอมู่จริงๆ นะ” เคอหลิ่งหลินเอ่ยทักผู้ติดตามของคุณชายเฉินเขามักเป็ดั่งเงาคอยคุ้มครองผู้เป็นายเสมอ
“สองปีมานี่ข้าห้ามเ้าสำเร็จเรอะ”
น้ำเสียงเบื่อหน่ายของต้าซื่อเขาเองก็ชินกับนางแล้ว แม้ผู้เป็นายจะอนุญาตให้นางเข้าใกล้แต่เขาก็ต้องคอยระวังทุกคนเพราะมันเป็หน้าที่ที่ละเลยมิได้ นายของเขารูปร่างสง่างามซ้ำหน้าตาหล่อเหลาหมดจดย่างกรายไปทางใดก็มีสตรีเหลียวมองจนลืมรักษากิริยาไปสิ้นต้าซื่อไม่แปลกใจนักที่หญิงชาวบ้านผู้นี้จะมาแอบชะเง้อมองนายของเขาทว่าสิ่งที่เขากังวลคือไม่รู้ประวัติภูมิหลังของนาง นางมักพกกระบี่ไม้ไผ่ติดตัวแต่มีวรยุทธที่จะประมาทมิได้แม้ลองสืบดูก็รู้เพียงว่าอยู่ในจวนแม่ทัพจ้าวเท่านั้น
“ท่านคงไม่ได้มาดักรอข้าหรอกนะ”
“เป็เช่นที่เ้าพูดนั้นแหละ”
“มีเื่อันใดรึ” คราวนี้เป็หลิ่งหลินที่ประหลาดใจนางเข้าใจหน้าที่ของต้าซื่อดีว่าต้องดูแลอารักขาผู้เป็นาย เขาจะรังเกียจหรือกีดกันนางก็ไม่แปลกนักแต่วันนี้เขาพูดดีกับนางและไม่ไล่นางราวกับนางเป็แมวจรที่มาสร้างความสกปรกวุ่นวายให้เ้าของบ้าน
“คุณชายไม่สบายมากท่านสั่งไว้ถ้าเจอเ้าให้ข้าพาเ้าเข้าไปพบ”
“อะไรนะ” เคอหลิ่งหลินสะดุ้งเฮือกร่างกายอ่อนแอของเขานั้น เธอรับรู้จากปากท่านหมอมู่ แต่ไม่คิดว่าจะหนักหนาอะไรนัก “ท่านว่าอะไรคุณชายเฉินไม่สบายหนักรึ”
“มาเถิด คุณชายสั่งให้ข้าพาเ้าเข้าไปทางประตู”
นายของเขาเป็ห่วงกลัวว่านางจะะโเข้าทางหน้าต่างแล้วได้รับาเ็ซึ่งเขาไม่เห็นว่าลิงตนนี้หวาดกลัวอะไรกับการปีนป่ายต้นไม้หรือหลังคาบ้านคน
เคอหลิ่งหลินเหินลงจากแนวรั้วและเดินตามแผ่นหลังต้าซื่อเข้ามาด้านในนางหยุดรออย่างกระวนกระวายใจ รู้ว่าด้านในห้องนั้นคือท่านหมอมู่กำลังดูอาการคุณชายเฉินอยู่หัวใจนางรุ่มร้อนด้วยความกังวลแต่ยังสะกดให้ตนเองยืนนิ่งอยู่ได้ ตลอดสองปีที่ผ่านมานางติดตามแม่ทัพจ้าวสู่ชายแดนอยู่หลายครั้งนางต้องเดินทางล่วงหน้าสำรวจเส้นทางทำแผนที่และรีบกลับมารายงานแม่ทัพจ้าว
แม้จะเป็หญิงแต่นางเติบโตในหุบเขาและมีบิดาเป็โจรป่า วิชาความรู้การแกะรอยนั้นนางได้รับมาจากบิดาเต็มเปี่ยม ในระยะหลังท่านแม่ทัพให้จ้าวจิ่นสือร่วมติดตามออกชายแดนนางยิ่งต้องคอยดูแลจ้าวจิ่นสือมากยิ่งขึ้น การพูดคุยเล่นหัวจะเป็เพียงแค่ที่อยู่กันตามลำพังหรือไม่ก็กับแม่ทัพและฮูหยินเท่านั้นทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น นางรู้ว่าตนเองอยู่ในฐานะใด และนางบอกคนอื่นเสมอว่าหากใคร้าพบนางนางจะอยู่ที่คอกม้าของจวนแม่ทัพ
ทุกครั้งที่ต้องออกไปเผชิญความเป็และความตายนางมักคิดถึงเขา รอยยิ้มและแววตาอ่อนโยนที่มองนาง ทำให้นางรู้ว่านางต้องกลับมาพบเขาให้ได้แม้ว่า...นางจะไม่มีสิทธิ์ได้เขาก็ตาม
“แม่นางเคอ” น้ำเสียงของแม่นมเหมยทำให้หญิงสาวได้สตินางยิ้มเพียงเล็กน้อยเห็นสีหน้ากังวลของอีกฝ่ายแล้วก็ทำให้เข้าใจว่าต้าซื่อไม่ได้ล้อนางเล่น
“คุณชายเฉินเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ” ครั้งที่เจอกันก็ราวครึ่งปีก่อนนางติดภารกิจสำรวจเส้นทางกว่าจะเสร็จจากชายแดนกลับมาก็ได้ยินว่าคุณชายกลับเมืองหลวงไปแล้ว
แม่นมเหมยเดินมาจับมือของเคอหลิ่งหลินนางพบเจอสตรีมากมายที่ชอบพอคุณชายของนางทว่ากับหญิงสาวคนนี้แม้กิริยามารยาทจะกระโดกกระเดกไปบ้าง หน้าตาอาจไม่หวานหยดย้อยเหมือนสตรีในเมืองหลวง แต่เื่ความจริงใจแล้ว นางมีเต็มเปี่ยมจนมากล้น และนางไม่มีเจตนาร้ายกับคุณชายของนาง ระยะเวลาที่ผ่านมานางไม่ได้สร้างความลำบากใจอันใด
ครู่ต่อมาประตูเปิดออก ท่านหมอมู่เดินออกมาและเหมือนจะรู้เขาพยักหน้าเป็เชิงให้นางเข้าไปด้านใน หญิงสาวหันไปมองทุกคน เมื่อไม่มีใครห้ามอะไรนางก็เร่งเดินเร็วๆเข้าไปทันที
หญิงสาวเดินเข้าไปหาคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงบุรุษร่างสูงดูผายผอมลงไปมาก เขาเอียงคอเล็กน้อยแล้วหันมามองทางนาง มีบางสิ่งที่นางรับรู้ได้ว่าเขาผิดปกติจนเมื่อนางหยุดยืนเบื้องหน้าเขาแล้ว นางจึงได้ยินเสียงทักทายของเขา
“แม่นางเคอ”
เคอหลิ่งหลินนิ่งไปอึดใจมือนางสั่นน้อยๆ ก่อนจะยกขึ้นโบกไปมาเบื้องหน้าเขา ชายหนุ่มผงะไปด้านหลังเล็กน้อยก่อนที่จะยกมือมาจับมือของนางไว้หัวใจของหญิงสาวเหมือนถูกบีบรัด หากเป็เวลาปกตินางคงดีใจที่เขาจับมือนางเช่นนี้
“ดูออกชัดขนาดนั้นเชียวหรือ?”เขาหัวเราะเบาๆ ราวกับไม่เดือดร้อนกับอาการของตัวเอง
“ท่าน...ทำไม...เกิดอะไรขึ้น”นางถือวิสาสะนั่งบนเตียงข้างเขาสำรวจดูภายนอกไม่เห็นเขามีาแหรือได้รับาเ็ ไยเขาจึง...จึงมองไม่เห็นนาง
“เป็เื่ของ์”
“บ้าซิ!”นางสบถ แต่กลับทำให้ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ “จู่ๆ ท่านจะมองไม่เห็นได้อย่างไร”
“ข้าเพียงถูกพิษเล่นงาน” เขายังไม่ปล่อยมือเธอเพียงแต่กำไว้หลวมๆ หวังให้นางรู้สึกผ่อนคลาย เป็เขาที่มองไม่เห็น แต่ดูนางจะเดือดร้อนกว่าเขาเสียอีก
“มีหญิงสาวที่ไหนทำท่านรึ”
“อะไรนะ?”
“ท่านไปทำอะไรใครถึงโดนยาพิษเข้าล่ะ”
“แล้วทำไมแม่นางเคอคิดว่าเป็ผู้หญิงที่เล่นงานข้า”ใช่...แม้แต่เขายังไม่คิด
“ก็ท่านหล่อเหลาแบบนี้ อาจเล่นตัวไม่รับรักหญิงนางคนใดเข้านางผูกใจเจ็บถึงได้วางยาพิษท่าน” เคอหลิ่งหลินพูดอย่างเป็กังวลและจริงจัง เขาเป็คนจิตใจอ่อนโยนไม่น่ามีศัตรูที่ไหนที่จะทำร้ายเขา
คำพูดของนางสร้างเสียงหัวเราะให้เขานางเป็เช่นนี้เสมอ ทำให้เขาหัวเราะได้ทุกครั้งที่พบหน้า
ดวงตาของคุณชายเฉินมิได้บอดสนิทแต่พร่าเลือนเต็มที เป็จริงอย่างที่นางพูดคนที่ถูกปองร้ายจริงคือน้องชายของเขาทว่าเขารับเคราะห์แทน บรรดาหมอในเมืองหลวงยื้อชีวิตเขาจากความตายได้แต่พิษนั้นยังแทรกซึมในโลหิตทำให้ดวงตาของเขาค่อยๆพร่าเลือนและอาจจะมืดบอดในไม่ช้า เมื่อทุกฝ่ายหมดทางเยี่ยวยาเขาจึงตัดสินใจเดินทางมาที่นี่ สถานที่ซึ่งน้อยคนนักจะรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา
“ท่านอย่าเป็กังวลไปเลย ขนาดคนใกล้ตายท่านหมอมู่ยังเจรจากับยมฑูตได้ท่านแค่ตาบอด ท่านหมอมู่ต้องช่วยได้แน่ๆ”
“ฮืม”
“ดีเลย ่นี้ข้าว่างข้าจะมาเป็เพื่อนเล่นท่านแล้วกัน”
“เพื่อนเล่น?” นางคิดว่าเขาอายุเท่าไหร่กัน
“หรือท่านอยากทำอะไรล่ะ เอ่อ...” นางไม่กล้ารับปากว่าจะมาดูแลเขาแม้ชายแดนสงบและเพิ่งเสร็จการปราบโจรป่าได้ นางคงไม่ต้องเดินทางไปไหนไกลจวนท่านแม่ทัพ แต่นางก็ต้องฝึกเพลงกระบี่กับจ้าวจิ่นสือและคอยดูพลทหารฝึกซ้อมซึ่งเป็กฏของกองทัพ
“ไม่ต้องห่วงหรอกคราวนี้ข้าอยู่ที่นี่นาน เ้ามาเมื่อไหร่ก็ได้พบข้า” เขาตบหลังมือนางเบาๆ
เคอหลิ่งหลินเพิ่งรู้สึกตัวว่าเขาจับมือนางอยู่นางจึงดึงมือตนเองกลับไม่ใช่ว่านางไม่ชอบที่เขาทำกับนางเช่นนั้นหรือเพราะว่าตามธรรมเนียมชายหญิงไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวแต่เพราะนางอับอายฝ่ามือหยาบกร้านของตนเองมากกว่า แต่คุณชายเฉินเข้าใจว่านางเขินอายที่ถูกจับมือเขาจึงกล่าวขอโทษออกไป
“ไม่ต้องขอโทษหรอก ท่านไม่ได้ทำอะไรผิดนี่”นางยิ้มเขินๆ “ท่านพูดเองนะว่าให้ข้ามาหาได้ตลอดเวลา”
“ทุกเวลาที่เ้า้า”
“ฮืม วันนี้ข้าออกมาจากจวนแม่ทัพทั้งวันแล้วคนอื่นๆ จะคิดว่าหนีงาน ข้าคงต้องกลับก่อน”
“รักษาตัวด้วย”
“ท่านซิที่ต้องรักษาตัว”
นางทำเสียงหงุดหงิดกับคำบอกลาของเขา
“ใช่...เป็ข้าที่ต้องรักษาตัว” เขาหัวเราะในลำคอ
เคอหลิ่งหลินกล่าวลาแล้วเดินออกมานอกห้องเห็นว่าท่านหมอมู่ยังนั่งพูดคุยปรึกษากับคนอื่นๆอยู่จึงเดินเข้าไปหา
“มีอะไรให้ข้าช่วยได้หรือไม่ยาสมุนไพรที่ไหนข้าจะขึ้นเขาไปหามารักษาคุณชายเฉิน” นางพูดอย่างจริงใจและเชื่อมั่นว่าเขาต้องกลับมาเป็ปกติอีกครั้ง
“หนทางนั้นมีแต่ลำบากนัก” หมอมู่พูดเสียงเบาไม่้าให้คนในห้องได้ยิน
“ถ้าข้าทำได้ ข้าจะช่วยเต็มที่”นางยืนยัน
“เป็ข้าที่จะเป็คนไปหายามารักษาคุณชาย”ต้าซื่อพูดออกมา “อย่างที่ท่านหมอมู่บอก หนทางนั้นไกลนักข้าหวังใจว่าระหว่างที่ข้าไม่อยู่จะมีคนช่วยดูแลคุณชายแทนข้า”
“วิทยายุทธ์ข้าอาจไม่สูงส่งเทียบท่านต้าซื่อแต่วางใจเถิด หากข้าอยู่ที่นี่ จะไม่มีผู้ใดแตะต้องคุณชายเฉินได้แม้แต่ปลายเล็บ”
“เห็นที่ข้าต้องรบกวนเ้าแล้ว”
ต้าซื่อเห็นนางเป็ที่พึ่งเดียวในตอนนี้หนทางไปนำยามาถอนพิษให้คุณชายไม่ใช่เส้นทางปกติ เขาเองมีหน้าอารักขานายเหนือชีวิตแต่การรักษาชีวิตท่านไว้สำคัญกว่าสิ่งใด อยู่ในบ้านสกุลเหวินปลอดภัยในระดับหนึ่งอยู่แล้วหากแต่มีคนใกล้ชิดที่
คอยดูแลคุณชายเพิ่มอีกสักคนก็เป็ที่อุ่นใจมากทีเดียว
เคอหลิ่งหลินรู้ตัวดีว่าการตกปากรับคำครั้งนี้มีความหมายมากโชคดีที่ระยะนี้ไม่มีเื่ราวอะไรให้นางต้องกังวล นางเพียงตื่นเช้ากว่าเดิมแล้วเข้าไปดูแลม้าในคอกม้าการฝึกทหารนั้นมีผู้อื่นดูแลแทนได้อยู่แล้ว แต่เื่ม้านั้นนางต้องเข้ามาดูในทุกเช้า แม้ไม่ได้ดูแลทุกตัวแต่นางก็พยายามจะทำด้วยตนเองนางรักม้าเหล่านี้ราวกับพวกมันเป็คนในครอบครัว อาชาสำหรับแม่ทัพนั้นเป็สิ่งสำคัญยิ่งแม้ไม่อยู่ใน่ศึกาก็ต้องดูแลอย่างดียิ่ง หลายครั้งที่นางเอาชีวิตรอดกลับมาได้เพราะม้าเหล่านี้เช่นนั้นแล้วนางจึงให้คำสัญญากับพวกมันว่าจะดูแลพวกมันให้ดีที่สุดที่นางจะทำได้
กิจวัตรที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยคือนางจะแอบหนีออกไปข้างนอก หญิงสาวกลับเข้ามาในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วหยิบกระบี่ไม้ไผ่เตรียมออกไปข้างนอกแต่ชุนเอ๋อร์ก็ทันเห็นผู้เป็นายที่กำลังจะะโออกไป
“คุณหนู! คุณหนูจะไปไหนเ้าคะ”
“ไป...ไปข้างนอก” ร่างเพรียวนั่งอยู่ที่ขอบหน้าต่างเตรียมจะออกไปเต็มที่
“ข้างนอกที่ว่าคือที่ไหนเ้าคะ” ชุนเอ๋อร์เท้าเอวมองนายของตนเองที่ทำตัวไม่สมเป็กุลสตรีเลยสักนิด
ซึ่ง...ก็เป็อย่างนี้มานานแล้ว
“ข้างนอกก็คือข้างนอกไง”นางไม่อยากบอกว่าจะไปไหนเื่ที่นางไปบ้านสกุลเหวินนั้นไม่มีใครรู้และนางก็ไม่อยากให้รู้ด้วย
“แต่วันนี้จะมีคนมาเยี่ยมเยือนท่านแม่ทัพฮูเหยินให้คุณหนูรอต้อนรับด้วยนะเ้าคะ”
“ใครๆ ก็มาเยี่ยมท่านพ่อออกบ่อยไปข้าจะอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่เห็นต่างกันสักเท่าไหร่นักนี่”
“แต่ฮูหยินกำชับมานะเ้าคะ”
“ก็บอกว่าเ้าไม่เห็นข้าก็สิ้นเื่ข้าไปล่ะ เ้าจะได้ไม่เดือดร้อน”
“คุณหนู”
ชุนเอ๋อร์ได้แต่มองร่างเพรียวในชุดเสื้อผ้าเนื้อหยาบะโออกนอกหน้าต่างไปวิชาตัวเบาของเคอหลิ่งหลินไม่ด้อยไปกว่าผู้ใดคนรับใช้อย่างนางจึงเห็นแต่แผ่นหลังไวไว หายลับตาไป
“ท่านไม่อยู่ต่างหากที่ทำให้บ่าวเดือดร้อน”ชุนเอ๋อร์ได้แต่พูดเสียงอ๋อยตามลำพัง เมื่อไหร่เ้านายของนางจะแต่งตัวงดงามนั่งอยู่ในบ้านนิ่งๆในนางได้ปรนนิบัติเหมือนบ่าวไพร่คนอื่นบ้างนะ
เคอหลิ่งหลินใช้เวลาไม่นานก็มาถึงเรือนรับรองที่คุณชายเฉินพักอยู่นางเหวี่ยงตัวนั่งบนกิ่งไม้ใหญ่มองดูร่างสูงโปร่งที่กำลังเดินออกมาบริเวณสวนหย่อม นางแปลกใจที่เขาเดินได้มั่งคงไม่เหมือนคนตาบอดแต่ยังไม่ทันไร เขาสะดุดกับก้อนหินเข้าให้ ร่างเพรียวผวาเฮือกแล้วกระโจนเข้าไปให้ดึงแขนเขาไว้อย่างรวดเร็ว
“ท่านจะทำอะไร” เคอหลิ่งหลินส่งเสียงดุเบาๆจับไหล่สองข้างของเขาให้ยืนให้มั่นคง
“แม่นางเคอ?”
เขาเอ่ยชื่อแล้วปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้ารอยยิ้มของเขาทำให้หญิงสาวเก้อเขินจนต้องรีบปล่อยมือจากไหล่สองข้างของเขา
“ท่านเดินออกมาคนเดียวได้อย่างไร บ่าวไพร่คนอื่นเล่าไม่มีใครมาดูแลท่านรึ” นางถามพลางจูงมือของเขามานั่งที่โต๊ะม้าหิน
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆในลำคอ “ดวงตาของข้ายังไม่ถึงกับมืดบอดเื่เดินเหินแค่นี้ไม่ต้องให้มีคนมาประคองข้าหรอกนะ”
“เช่นนั้นก้อนหินมันทำอะไรผิดให้ท่านเตะเข้าไปเล่า” นางทำเสียงหงุดหงิดแต่เขายังหัวเราะน้อยๆ ทำให้นางถอนหายใจ
“เป็ข้าที่ผิดเอง”
“เอาเถะๆ ข้าแค่เป็ห่วงท่าน”
เขาไม่พูดอะไรแต่มุมปากยกยิ้มหากเป็เมื่อก่อนแววตาของเขาจะเป็ประกายใสสกาว แต่ตอนนี้เป็สีขาวขุ่นจนน่าใจหายพิษอะไรหนอที่ทำให้เขาต้องเป็ถึงเพียงนี้แล้วนางก็นึกได้ที่ไม่เห็นเงาร่างของต้าซื่อคงเพราะเขาออกเดินทางไปหายามารักษาพิษให้คุณชายแล้ว
“แม่นางเคอมาที่นี่แต่เช้า กินอะไรมาหรือยัง”ชายหนุ่มถามเพราะปกติที่เคยเจอกันนางจะโผล่มา่หลังเที่ยงไปแล้ว
“ข้ากินหมันโถวตอนแปรงขนม้าแล้วล่ะ” นางพูดเหมือนเื่ปกติ ซึ่งมันเป็เช่นนั้นจริง และมักโดนท่านแม่ตำหนิเสมอ ก็นางกินจุนี่หิวบ่อย จะทำอย่างไรได้เล่า
“ฮืม” เขามักได้ยินนางพูดเื่ม้าอยู่บ่อยๆ ทำให้เขาเข้าใจว่านางเป็คนดูแลม้าให้แม่ทัพจ้าว
“เ้ามาดูแลข้าแบบนี้จะไม่มีปัญหาอะไรหรือ? ข้าควรไปพบท่านแม่ทัพเพื่ออธิบายว่าเ้ามาดูแลข้าจะดีไหม”
“โอ๊ย! ท่านไม่ต้องลำบาก เอ๊ย!ไม่ต้องเป็กังวลไปหรอก ่นี้บ้านเมืองสงบสุขเป็ปกติดีงานของข้าก็พลอยไม่หนักหนาอะไรด้วย อ้อ!แต่ก่อนมาหาท่าน ข้าก็จัดการแปรงขนให้เ้าเมฆเหินแล้วนะ”
“เมฆเหิน?”
“ใช่เมฆเหิน ม้าตัวโปรดของข้าเลยล่ะ ยามเมื่ออยู่บนหลังมันราวกับมีปีกได้โบกบินไปบนท้องฟ้าเลย” เคอหลิ่งหลินทำท่าจะพูดต่อแต่นึกได้ว่าพูดเื่ตัวเองมากไปจึงเปลี่ยนเื่
“แล้วท่านล่ะ กินข้าวกินยาหรือยัง”
“ข้าเรียบร้อยแล้ว”
“แล้วท่านจะไปไหน ไปสอนหนังสือเด็กๆ เหรอให้ข้าไปเป็เพื่อนได้นะ”
ใบหน้าหวานละมุนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนยิ้มออกมาแล้วพยักหน้าให้แม้ตอนนี้ดวงตาของเขาจะพร่าเลือนแต่รู้ว่าหญิงสาวตรงหน้ายิ้มกว้างก่อนจะประคองให้เขาเดินออกมาที่ประตูหลังของบ้านพักรับรอง
เกือบสองปีมานี่เขามาพักรักษาตัวที่นี่ แม้จะไม่บ่อยนักแต่ทุกครั้งก็จะได้พบนางเสมอ นางเรียกเขาเพียงแค่คุณชายเฉินแต่ไม่เคยถามว่าชื่อจริงหรือแซ่ของเขาเป็มาอย่างไรสำหรับเขาแล้วสตรีมากมายที่อยากเข้าใกล้เขาจึงไม่แปลกใจที่นางจะเป็เช่นนั้นทว่านางไม่ได้สร้างความลำบากใจอันใดแก่เขา นางเพียงเหมือนเด็กที่อยู่ในร่างหญิงสาว ยามที่เขาสอนหนังสือเด็กกำพร้าหรือเด็กยากจนนางก็จะนั่งฟังอย่างสนใจ ที่ผ่านมา ไม่เคยต้องนัดหมายเพื่อพบหน้าหรือกล่าวลาเมื่อต้องจากเมื่อกลับเมืองหลวง เขาก็เพียงแค่คิดถึงผู้หญิงที่หัวเราะเสียงดังอย่างเต็มเสียง ดูโผงผางไปบ้างแต่ก็จริงใจนางอาจเป็เพียงคนเลี้ยงม้าในจวนแม่ทัพจริงๆ และหากเป็เช่นนั้นจริงนางก็เป็สหายที่น่าคบหาคนหนึ่ง
เสียก็ตรงที่...เขาอาจจะไม่ได้เห็นรอยยิ้มของนางอีกก็เท่านั้น.