ตอนที่ 18 มารดากับน้องชาย (1)
ในที่สุดภายในเรือนเฉาหน่วนก็กลับคืนสู่ความสงบ
เมื่อครู่อิ๋งชิวกับถงซินรู้สึกบีบหัวใจมากหากเมื่อครู่มีสิ่งใดผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว คนที่รับกรรมในตอนนี้คงไม่ใช่อู่เวยแต่เป็นคุณหนูของพวกนางเสียแล้ว
จินหูเรียกคนให้มาพาจินซินออกไปจากนั้นอู่เย่ว์ถึงเดินตามเข้าไปในเรือน
ตรงประตูใหญ่ทางเข้าเรือนมีฉากกั้นแปดทบลายบุปผาวางอยู่ควันสีขาวลอยออกมาจากเตาเครื่องหอมจื่อจิน[1]แค่เข้าไปภายในห้องก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นแสนสบาย
ด้านหลังฉากกั้นเป็นม่านไข่มุกแขวนระย้าด้านในสุดคือเตียงไม้พยุงสีแดง สตรีที่มีใบหน้าอ่อนโยนทว่ากลับดูซีดเซียวนั่งอยู่ริมเตียงใบหน้าของนางไร้การเติมแต่ง ใต้ตาเว้าลงไปเล็กน้อยอันเนื่องมาจากการเจ็บป่วยเป็นเวลาหลายปีมีสีม่วงคล้ำอ่อนๆ ผมดำขลับสยายดุจน้ำตกระอยู่ที่บ่า ใบหน้ายังคงไว้ซึ่งความทะนงตนอย่างสง่างามตอนที่เห็นอู่เย่ว์ท่าทีของนางก็อ่อนโยนลงโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยฉีกรอยยิ้มกว้างที่แผ่ขยายไปจนถึงดวงตา
อู่เย่ว์ข่มอารมณ์ที่อยากจะร้องไห้เอาไว้คำพูดจุกอยู่ที่ลำคอ เมื่อพูดออกมาน้ำเสียงกลับแหบแห้งอย่างไม่มีสาเหตุ“ท่านแม่เจ้าคะ”
ขอบตาของหลี่เล่ออี๋แดงก่ำ“หนิงเอ๋อร์ของแม่ ปลอดภัยก็ดี ปลอดภัยก็ดี”
นิ้วมือของนางผอมเรียวสวยอย่างมากเป็นมือที่ถูกดูแลอย่างดีมาตลอดเวลาหลายปี ขาวเนียนละเอียด อีกทั้งยังอบอุ่นหลี่เล่ออี๋วางมือทาบลงบนใบหน้าของอู่เย่ว์ ไม่รู้ว่าควรยิ้มหรือควรร้องไห้“ไม่เจอกันแค่พักเดียว แม่รู้สึกราวกับผ่านไปทั้งชีวิตหนิงเอ๋อร์ของแม่สวยขึ้นเพียงนี้ แม่เกือบจำไม่ได้เสียแล้ว”
อู่เย่ว์มองหลี่เล่ออี๋อดน้ำตาร่วงไม่ได้
“ท่านแม่ หนิงเอ๋อร์คิดถึงท่านแม่เจ้าค่ะ”หลายวันในค่ำคืนบนดินแดนรกร้างห่างไกลเช่นนั้นนางมักจะคิดถึงมือที่ทั้งอบอุ่นและนุ่มนวลคู่นี้คิดถึงเรือนร่างแสนทะนงตนที่คอยยืนอยู่เบื้องหน้ากำบังลมฝนให้กับนาง
“แม่รู้ว่าเจ้าคงลำบากมาก”ดวงตาของหลี่เล่ออี๋ฉายแววดุดันขึ้นมาหลายส่วน“จ้าวซูเฉี่ยวปล่อยให้บุตรสาวตัวเองมารังแกเจ้าได้ คงคิดว่าแม่ตายไปจริงๆ แล้วสินะ”
คำพูดของอู่เย่ว์เจือไปด้วยความคิดถึง“นางมีหรือจะกล้า” ก็เป็นเพราะหลี่เล่ออี๋ยังอยู่การกระทำของจ้าวซูเฉี่ยวในตอนนี้จึงยังมีความลังเลอยู่บ้าง เมื่อก่อนอู่เย่ว์ไม่รู้จักทะนุถนอมสิ่งที่มีอยู่ต่อมาหลี่เล่ออี๋ป่วยจนเสียชีวิตนางถึงได้เข้าใจว่าแบบไหนที่เรียกว่าไร้ที่พึ่งพิง
หลี่เล่ออี๋นึกถึงคำพูดเหล่านั้นของหลินหมอมอที่กลับมารายงานในใจรู้สึกหวาดหวั่นอย่างยากจะหลีกเลี่ยง เมื่อก่อนนางปกป้องอู่เย่ว์มากเกินไปถึงได้ทำให้อู่เย่ว์ไม่รู้จักหนักเบา ทำให้คนอื่นคอยจ้องแต่จะหาเรื่อง“โชคดีที่เจ้าส่งคนมาบอกให้แม่จับตัวจินซินไว้แต่ว่า...เจ้ารู้ได้อย่างไรว่านางมีพิรุธ”
“เมื่อก่อนลูกนิสัยไม่ดี แต่ใช่ว่าท่านแม่จะดุด่าบ่าวรับใช้ในเรือนตามอำเภอใจทว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งลูกได้ยินจินซินพูดจาไม่ดี ลูกจึงสั่งสอนไปลูกคิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าคงมีแค่นางที่คิดร้ายต่อลูกเจ้าค่ะ”เมื่อชาติก่อนอู่เย่ว์เคยถูกจินซินเล่นงานครั้งหนึ่ง ชาตินี้นางย่อมจำได้ทว่าหากคิดจะกำจัดข้อสงสัยภายในใจของหลี่เล่ออี๋ก็คงต้องพูดเช่นนี้แล้ว
เป็นไปตามที่คิดหลี่เล่ออี๋ไม่นึกสงสัยแม้แต่นิด “นึกไม่ถึงว่าจินซินจะหักหลังนายครั้งนี้โชคดีได้น้องชายของนางคุมตัวไว้ให้ เพียงแต่ไม่รู้ว่ายังมีคนของจ้าวซูเฉี่ยวอยู่ในเรือนอีกเท่าไรพอแม่คิดถึงตรงนี้...”
“ไม่ต้องสนว่ายังเหลือคนของนางอีกเท่าไรท่านแม่คิดว่าต่อไปนางยังจะกล้าใช้อีกหรือ มีจินซินที่อยู่ๆก็หักหลังพวกนางเป็นตัวอย่าง นางไม่กลัวจะถูกหลอกอย่างสาหัสอีกครั้งหรืออย่างไร”
แน่นอนว่าอู่เย่ว์สามารถให้มารดากำจัดจินซินตั้งแต่แรกได้เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวายตามมา ทว่าสาเหตุที่นางเอาจินซินมาแสดงละครฉากใหญ่เช่นนี้ก็เพื่อให้จ้าวซูเฉี่ยวเห็นชัดเจนว่าหากคิดจะใช้คนที่อยู่ในเรือนของนาง ก็จงระวังถูกแว้งกัด
หลี่เล่ออี๋รู้สึกเจ็บปวดหัวใจเกิดเหตุอะไรขึ้นกับบุตรสาวของนาง เหตุใดถึงได้เปลี่ยนไปราวกับคนละคน... “หนิงเอ๋อร์เจ้าบอกแม่มา เกิดเรื่องกับเจ้าขึ้นครั้งนี้ เจ้าไปประสบเหตุอะไรมาหรือไม่” นางเตรียมใจพร้อมแล้วต่อให้เป็นเรื่องที่เลวร้ายขนาดไหนนางก็จะคิดหาทางปกป้องบุตรสาวของตัวเองอย่างเต็มที่
อู่เย่ว์อยากส่ายหน้าแล้วบอกว่าไม่มีอะไรแต่ก็รู้ว่าหลี่เล่ออี๋ไม่มีทางเชื่อ ครั้นแล้วจึงพูดขึ้น“หลังจากที่ลูกตกเขาก็ถูกสตรีชาวสวนครอบครัวหนึ่งช่วยชีวิตไว้สตรีผู้นี้อยากเอาลูกไปขายเพื่อแลกกับเงิน โชคดีที่ลูกรู้ทัน จึงสั่งสอนพวกนางไปยกใหญ่ถึงกลับมาได้อย่างปลอดภัยเจ้าค่ะ”
นางพูดราวกับเล่าเรื่องธรรมดาทว่าหลี่เล่ออี๋ฟังแล้วก็สะดุ้งตกใจมิน่าอู่เย่ว์กลับมาครั้งนี้นางถึงได้รู้สึกว่าราวกับเปลี่ยนเป็นอีกคนครั้งนี้กลับมาได้อย่างปลอดภัย ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ...
“ครั้งนี้ลูกปลอดภัยกลับมาได้คือความต้องการของสวรรค์ลูกจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดีอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ ลูกจะปกป้องท่านแม่กับน้องชายท่านแม่เจ้าคะ ต่อไปท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเราแล้วหนิงเอ๋อร์มีเพียงความปรารถนาเดียวก็คือ อยากให้ท่านแม่สุขภาพแข็งแรงมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขเจ้าค่ะ...”
“ฮูหยินเจ้าคะ ท่านดูคุณหนูใหญ่ นับวันจะยิ่งเหมือนฮูหยินสมัยสาวๆนะเจ้าคะ ฮูหยินยังจะกลัวนางเสียเปรียบอีกหรือเจ้าคะ”หลินหมอมอยิ้มพลางพูดหยอกเย้า
พูดถึงสมัยสาวๆดวงตาของหลี่เล่ออี๋ก็ฉายแววคิดถึง
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/0bbbc3b1cc93fc7757bd93c032d45e97
[1] จื่อจิน หรือ ทองคำสีม่วง โลหะผสมระหว่างทองคำ และอะลูมิเนียมในสัดส่วนประมาณร้อยละ75:25