บทที่ สามสิบแปด
เผยความสามารถ
ร่างสุนัขตัวเล็กของเหม่าอี้ที่ถูกวางลงบนเบาะม้านั่งริมระเบียงตอนนี้ถูกปิดด้วยผ้าสีขาวสะอาดขณะที่ทุกสายตายังคงจับจ้องที่ถังหลันชิงผู้มีสีหน้าเรียบอย่างรอคำบอกเล่าต่อไป
แต่ขณะทุกอย่างยังคงเงียบงันเป็นคุณหนูสามเซียวถามเสียงสั่นออกมาก่อน“พิษอะไรกัน ใครจะอยากวางพิษเหม่าอี้?” ดวงตาแดงก่ำด้วยความเศร้าแต่ยังฝืนมองร่างที่อยู่ใต้ผ้าสีขาว
ถังหลันชิงหันมามองแวบหนึ่งแล้วอธิบาย “เริ่มจากที่ข้าพบที่ช่องท้องอาการท้องแข็งเช่นนี้แสดงว่ามีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อภายในอันเกิดจากพิษบางชนิดที่กระจายเข้ากระแสเลือด ทำให้เกิดการแข็งตัวของอวัยวะภายในท้องจึงแน่นราวกับหิน”
เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบด้านดังต่อทันที ไม่คิดว่าจะมีสตรีที่เป็นคุณหนูชั้นสูงทั้งยังรู้เรื่องการชันสูตร
จากนั้นถังหลันชิงก็ยกเข็มเงินเล็กๆที่เคยใช้แทงลงไปสำรวจที่ตรงช่องท้องของสุนัข แล้วเมื่อดึงออกมาพร้อมของเหลวสีดำข้นกึ่งเหนียวไหลติดออกมา“ส่วนนี้...ของเหลวนี้คือเลือดและน้ำเหลืองที่ถูกพิษกัดกร่อนจนเปลี่ยนสภาพพิษรุนแรงบางชนิดเมื่อเข้าสู่ร่างกายสัตว์เล็กเช่นสุนัขมันจะทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนตามปกติกลายเป็นสีดำเข้มและมีกลิ่นฉุนราวกับเหล็กขึ้นสนิมปนกับผลไม้เปรี้ยวเน่า” ถังหลันชิงกล่าวพลางวางเข็มเงินกลับลงบนผ้าขาวสะอาดอีกผืน
คุณหนูสามเซียวหน้าซีดเผือด มือกำชายเสื้อผ้าไหมสีอ่อนแน่น “เช่นนั้นสรุปก็คือ...มีคนวางยาใช่หรือไม่?”
หากแค่ถังหลันชิงส่ายศีรษะเบาๆ “ไม่ใช่พิษที่ปรุงขึ้นหากแต่เป็นพิษจากสัตว์ เป็นไปได้อย่างมาว่าโดยเฉพาะงู”
ทันทีที่คำว่างูหลุดออกจากปาก ทุกคนต่างเบิกตากว้างร่างของบางคนสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัดเพราะเกิดอาการกลัวงู
“หืม? งู...งูประเภทใดกัน?” คุณหนูสามเซียวถามเสียงเบาแต่เร่งร้อนอยากรู้
จากนั้นถังหลันชิงจึงเปิดผ้าขาวออกเล็กน้อยแล้วแหวกขนบริเวณต้นขาหน้าของเหม่าอี้ที่ยาวรุงรังออกแล้วชี้ให้ดูรอยสองรูที่ลึก รอบรูเป็นสีดำคล้ำ “ที่นี่มีรอยกัดอยู่ซ่อนอยู่ใต้ขนยาว ไม่สังเกตหาก็ยากที่จะเห็น” นางหยุดหายใจชั่วครู่ก่อนเอ่ยต่อพลางนึกถึงพิษงูชนิดใดที่เป็นไปได้“จากลักษณะพิษและกลิ่น มีความเป็นไปได้สองถึงสามชนิดหนึ่งคืองูเขียวหางไหม้ พิษของมันทำให้เลือดแข็งตัวและกล้ามเนื้อหดเกร็งอีกชนิดหนึ่งอาจเป็นงูเห่าที่พบบริเวณใกล้หมู่บ้านเพราะพิษของมันทำให้เลือดกลายเป็นสีดำคล้ำอย่างที่เห็น ส่วนอีกชนิดแม้จะพบได้น้อยแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี นั่นคืองูสามเหลี่ยมพิษแรง มักปรากฏในเขตป่าหลังฝนตกหนัก”
คุณหนูสามเซียวพยักหน้าหงึกๆ น้ำตาคลอเบ้า “เช่นนั้น...เหม่าอี้ถูกงูกัดจริงหรือนี่”
“เป็นไปได้เก้าหรือสิบส่วน” ถังหลันชิงกล่าวหนักแน่น “หากเหม่าอี้ยังแข็งแรงก่อนถูกนำไปไว้ที่ห้องแต่พอกลับมาจึงพบเป็นเช่นนี้ แสดงว่างูตัวนั้นมิได้กัดเหม่าอี้จากด้านนอกห้องหากแต่อยู่ในห้องที่มันวิ่งเล่นก่อนนำออกมา”คำพูดนั้นทำเอาบ่าวไพร่ทุกคนมองหน้ากันด้วยความตกใจบางคนถึงกับอุทานเบาๆ
ถังหลันชิงกล่าวต่อเนื่อง “จำได้ว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนมีฝนตกหนักงูบางตัวอาจหนีน้ำเข้ามาแอบอยู่ตามซอกมุมในห้องคนอาจจะไม่ได้เข้าไปอยู่ตามมุมห้องแต่สุนัขไม่ใช่ไม่แน่ว่าตอนที่วิ่งเล่นอยู่ก็ไปถูกงูที่ซ่อนอยู่กัดหากไม่ตรวจสอบให้ดีอาจเกิดอันตรายแก่คนอีกก็ได้”
สิ้นคำของถังหลันชิงคุณหนูสามเซียวก็รีบหันไปสั่งเสียงเข้ม “รีบส่งบ่าวไปตรวจสอบห้องของข้าเดี๋ยวนี้! ค้นทุกมุมห้องให้หมดทั้งใต้ตู้และเตียงหากมีงูจริงจงจับมันออกมา!”
บ่าวรับใช้สองสามคนรับคำแล้วรีบวิ่งออกไปตรวจสอบด้วยใบหน้าซีดเผือด
บรรยากาศกลับมาเต็มไปด้วยความตึงเครียดจนกระทั่งพ่อบ้านผู้สูงวัยที่ยืนอยู่ด้านข้างขยับเข้ามาอีกครั้งกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่เด็ดขาด “คุณหนูสามขอรับถึงอย่างไรตอนนี้เหล่าผู้ใหญ่ก็รออยู่ที่โถงรับรอง หากมัวชักช้าเกรงว่าจะไม่สมควร”
หลังจากคุณหนูสามเซียวได้สติแล้วก็ชะงักไปเล็กน้อยใบหน้ายังคงซีด แต่ก็กัดริมฝีปากแน่นแล้วพยักหน้า “ก็จริง...เช่นนั้นพวกเราควรไปกันก่อนระหว่างนี้ให้บ่าวไพร่ไปตรวจสอบ หากพบสิ่งใดก็ให้รีบรายงานทันที” แล้วนางหันมามองทุกคน ก่อนเอ่ยเชื้อเชิญ “วันนี้สร้างเรื่องขายหน้าแล้วถึงเวลาเชิญทุกท่านไปที่โถงรับรองเถิด”จากนั้นคุณหนูสามเซียวก็สั่งให้คนมานำร่างของเหม่าอี้ไปจัดการก่อน
เหล่าคนในระเบียงจึงพากันเดินตาม บางคนยังเหลียวหลังไปมองร่างเล็กของเหม่าอี้ด้วยความเวทนาบ้างก็ยังคงหวาดหวั่นต่อคำว่างูที่ถังหลันชิงเอ่ยเมื่อครู่ส่วนฟ่านหนิงที่นั่งเงียบมาตลอดเพียงขยับตัวลุกขึ้นเชื่องช้าริมฝีปากยกยิ้มบางคล้ายไม่อินังขังขอบนักกับเรื่องสุนัขตัวน้อยแต่สายตากลับแอบเหลือบมองถังหลันชิงด้วยตาประกายลึกลับ
แม้ตอนนี้จะยังไม่ได้รับการยืนยันว่ามีงูอยู่ในห้องจริงๆแต่คนทั้งหมดก็เชื่อแล้วว่าเหม่าอี้ตายเพราะถูกงูกัดแต่ความจริงอีกไม่นานก็จะมีคนมาไขข้อนี้เพราะเดี๋ยวเหล่าบ่าวรับใช้ก็เจองูที่แอบซ่อนอยู่ในห้องของคุณหนูสามเซียวจริงๆและทุกคนก็จะพากันตกตะลึงในความสามารถสติปัญญาการวิเคราะห์มองเหตุการณ์ขาดของคุณหนูถัง
โดยนอกจากหานอี้เหอที่คงใจเต้นระรัว...สตรีเช่นนี้หาไม่ได้อีกแล้วจ้าวจวิ้นหยางก็คงพอกัน คุณหนูถังช่างไม่เหมือนสตรีใดที่เคยพานพบ อะไรทำนองนั้น
ฟ่านหนิงก้าวเท้าเรียวตามขบวนที่มุ่งหน้าไปยังโถงรับรองกลิ่นดอกไม้ราตรีจากสวนด้านหลังที่ปลูกไว้ข้างระเบียงยังลอยอวลมาแตะจมูกส่งท้ายดวงตาเรียวยาวทอดตามหลังคุณหนูสามเซียวที่เดินนำหน้าอยู่ แต่ไม่ทันไรเสียงเรียบเย็นของระบบก็ดังขึ้นกลางความเงียบสงัดในโสตของฟ่านหนิง
【ภารกิจสำเร็จ】
【พลังชีวิต +15】
【ภาพลักษณ์นางร้าย +5】
ข้อความโปร่งใสเรืองรองลอยขึ้นตรงหน้าสามข้อความติดกันฟ่านหนิงปรายตามองอย่างไม่ทุกข์ร้อน ริมฝีปากโค้งยิ้มมุมเล็กพลางคิดในใจ ‘ก็ยังอุตส่าห์ได้แต้มภาพลักษณ์นางร้าย... ไม่เลวไม่เลว’ ดวงตาคมแพรวพราวราวกับกำลังสนุกอยู่เหตุการณ์เมื่อครู่แม้เหนือความคาดหมายไปเสียหน่อยแต่จบลงสวยงาม
เมื่อก้าวเข้าสู่โถงรับรองเสียงพูดคุยลอยดังต้อนรับเหล่าคุณหนูคุณชายถัดมาถึงเป็นสายตาคาดโทษว่าเหตุใดถึงช้ากันนักพวกเจ้าไปทำอะไรกันมาทำให้เหล่าผู้หลักผู้ใหญ่ถึงต้องรอเช่นนี้ แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยออกมาสักคำมีแต่คุณหนูสามเซียวที่ย่อตัวเอ่ยคำขออภัยที่มาช้าด้วยดวงตาที่แดงก่ำจากนั้นฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าของงานก็โบกมือไม่เป็นไรให้หลานสาวคนโปรดจากนั้นงานจึงเริ่มขึ้น
ในโถงที่บรรยากาศสว่างไสวไปด้วยโคมไฟกระดาษสีแดงทองที่แขวนเรียงรายกลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยอบอวลตลบทั่วห้องโต๊ะกลมไม้เนื้อดีถูกจัดเรียงไว้เป็นระเบียบผืนพรมปักลายเมฆาสีน้ำเงินปูทอดยาวไปจนถึงแท่นสูงเบื้องหน้าที่ซึ่งฮูหยินผู้เฒ่าเซียวผู้สูงศักดิ์นั่งอยู่
นางสวมอาภรณ์พระราชทานสูงค่าขมวดผมสูงประดับปิ่นหยกเขียวอร่าม ใบหน้าย่นตามวัยแต่ยังแฝงอำนาจและความสง่างามจากนั้นทุกคนที่เข้ามาจึงพากันทยอยมอบของขวัญแก่ฮูหยินผู้เฒ่าก่อนจะเริ่มทานอาหาร
“ขอให้ท่านอายุยืนยาวดั่งภูผามั่งคั่งดังสายธาร” เสียงผู้มาเยือนกลุ่มหนึ่งกล่าวพลางยื่นกล่องไม้หอมบรรจุชาชั้นดีไปตรงหน้า
ต่อมาเป็นขุนนางใหญ่จากเมืองเหนือที่ก้าวออกมาพร้อมบุตรชายเขาถือผืนผ้าไหมพิมพ์ลายวิจิตรหายาก ยกขึ้นมอบพร้อมด้วยรอยยิ้มประจบฮูหยินผู้เฒ่าพอรับไว้ด้วยสีหน้าเรียบเพียงพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้
เสียงหัวเราะพูดคุยเจื้อยแจ้วดังระงมไปทั่วโถงฟ่านหนิงที่นั่งข้างเสาไม้ พัดเล็กในมือโบกเบาๆ หันไปคุยกับฟ่านเฉิงบ้างเป็นครั้งคราวจนเมื่อถึงเวลามื้อค่ำ โต๊ะอาหารถูกจัดเต็มด้วยกับข้าวหลากหลายชนิดเนื้อเป็ดปักกิ่งหนังกรอบ จานปลานึ่งซีอิ๊วโรยขิง ผักผัดน้ำมันงาเรียงรายอาหารของหวานสีสันมากมายถูกยกขึ้นโต๊ะสุราจากข้าวหอมกรุ่นถูกรินใส่จอกหยกแจกจ่ายไปทั่ว
ผู้คนต่างยกจอกขึ้นดื่มเสียงหัวเราะดังลั่นแทรกกับเสียงพิณที่บรรเลงคลอเบาๆ สร้างบรรยากาศอบอุ่นรื่นเริงเวลานี้คุณหนูสามเซียวนั่งเคียงฮูหยินผู้เฒ่า กิริยาอ่อนหวานสุภาพคอยปรนนิบัติตักอาหารในจานเล็กให้คนเป็นย่าเป็นครั้งคราวทำเอาบ่าวไพร่ทั้งหลายพากันยิ้มปลื้มปีติ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นที่ระเบียงก่อนหน้า
เสียงหัวเราะ เสียงร่ำสุราและเสียงไม้ตะเกียบกระทบถ้วยชามสลับกันจนเวลาล่วงไปเกือบครึ่งยามเมื่อทุกคนอิ่มเอมจึงค่อยทยอยลุกออกจากโต๊ะ บ้างจับกลุ่มพูดคุยบ้างค้อมศีรษะลาฮูหยินผู้เฒ่าแล้วพากันกลับจวนตนเอง
แสงโคมริมประตูส่องไล้ร่างผู้คนที่กำลังทยอยเดินออกไปทีละกลุ่มบรรยากาศที่ครื้นเครงเมื่อครู่ค่อยๆ จางหายกลายเป็นความสงบที่เหลือไว้เพียงกลิ่นสุราจางๆและเสียงฆ้องยามราตรีบอกเวลาที่ดังแผ่วเข้ามาแทน
ฟ่านหนิงและครอบครัวเดินตามกลุ่มสาวใช้ที่ถือโคมไฟนำทางออกไปนางสะบัดพัดในมือเบาๆ แล้วแย้มยิ้มบางราวกับพึงพอใจกับค่ำคืนนี้ ‘ภารกิจเสร็จสิ้น แถมยังได้แต้มภาพลักษณ์นางร้าย...เป็นคืนที่คุ้มค่า’ โดยลืมการพนันที่เกิดขึ้นกับจ้าวจวิ้นหยางไปเสียสนิท
เมื่อรถม้าสกุลฟ่านกลับมาถึงจวนใหญ่ยามนั้นอีกไม่กี่เค่อก็ใกล้ช่วงจำกัดการออกจากเรือนยามวิกาลแล้วลมเย็นจากสวนพัดโชยมาเย็นยะเยือกจนต้องกระชับผ้าคลุมกายฟ่านหนิงก้าวเดินเคียงไปกับฮูหยินฟ่านผู้เป็นมารดาพลางถอนหายใจยาวคล้ายโล่งใจที่ผ่านงานอันวุ่นวายมาได้
ท่ามกลางความเงียบมารดาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆทว่าฉายแววสนใจจริงจัง “เหยาจู เจ้าได้ยินมาหรือไม่ซื่อจื่อแห่งหลินฝูโหวตอนนี้กำลังจะเข้ารับตำแหน่งในสำนักผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว”
ฟ่านหนิงที่ก้าวชะงักไปเล็กน้อย นางหันหน้าไปทางมารดา ดวงตาเรียวงามกะพริบสองครั้ง“ท่านแม่ก็ทราบมาเช่นนั้นหรือเจ้าคะ ข้าเองก็ได้ยินมาเหมือนกัน”
ฮูหยินฟ่านหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นแก้มแดงเรื่อของบุตรีเพราะลมหนาวที่พัดมาปะทะจึงยกมือขึ้นอังแก้มให้ความอุ่นเล็กน้อยส่งผ่านไปพร้อมเอ่ยตอบ“แน่นอนสิแม่เดินไปทางไหนในงานเลี้ยงวันนี้ก็มีแต่ผู้คนพูดถึงเรื่องนี้แม่แทบไม่ต้องตั้งใจฟังด้วยซ้ำ ข่าวนี้แพร่สะพัดยิ่งกว่าลมฤดูหนาวที่กำลังจะมาเสียอีก”
“แล้วเป็นความจริงหรือไม่เจ้าคะ?”
ฮูหยินฟ่านทำท่าครุ่นคิดนึกถึงภาพองค์หญิงฉิงตอนที่นางเดินไปทักทายในงานเลี้ยงวันนี้ ตอนมีคนอื่นๆเข้ามาแสดงความยินดีกับมารดาของซื่อจื่อ องค์หญิงฉิงก็พยักหน้ารับอย่างสงบแม้ไม่พูดมากแต่เพียงท่าทีของนางก็บ่งบอกว่าข่าวนี้เป็นความจริงโดยไม่ต้องสงสัย
“คงจะจริงเวลามีคนเข้าไปแสดงความยินดีกับองค์หญิงฉิงก็ยอมรับอยู่กลายๆ ด้วยแม่คิดไว้อยู่แล้วว่าซื่อจื่อผู้นี้ย่อมต้องมีอนาคตสดใส” ขณะที่ฮูหยินฟ่านเอ่ยฟ่านหนิงก็อย่างเกิดข้อสงสัยไม่หายว่าอะไรทำให้จ้าวจวิ้นหยางเข้ารับตำแหน่งผู้ตรวจการเร็วกว่าความจริงที่ควรเป็น
ขณะนั้นฮูหยินก็ยังคงกล่าวต่อไป “ไว้เมื่อถึงวันที่มีประกาศอย่างเป็นทางการพวกเราก็ต้องส่งของไปแสดงความยินดีกับซื่อจื่อเสียหน่อย อืม..ไม่สิไม่ใช่เพียงส่งของเท่านั้น ควรไปด้วยตัวเองจะดีกว่า”
ฟ่านหนิงเลิกคิ้วเล็กน้อย “ไปด้วยตัวเองหรือเจ้าคะ?”
“ใช่” มารดาพยักหน้ามั่นใจ “ลองคิดดูสิ ตอนที่ลูกกลับจากมู่ก่านองค์หญิงฉิงยังอุตส่าห์มาเยี่ยมเจ้าด้วยตัวเองนั่นแสดงถึงน้ำใจอันงดงามและความสนิทสนมหากเรากลับทำเพียงส่งของขวัญไปคงดูไม่ควรนัก คราวนี้เจ้าก็ควรไปกับแม่ด้วยนะเหยาจู”
คำตอบนี้ทำให้ฟ่านหนิงนิ่งไปครู่หนึ่ง หัวใจพลันกระตุกวูบริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นแต่ก็ไม่เอ่ยค้านใดๆ เพียงพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้
หลังจากนั้นเมื่อถึงเรือนใหญ่ ทั้งสองก็แยกกันฮูหยินฟ่านเดินไปทางปีกขวาเรือนหลัก ส่วนฟ่านหนิงเลี้ยวเข้าทางเรือนของตนเองขณะก้าวผ่านระเบียงไม้ใบไม้แห้งที่ปลิวตกตามสายลมมาเกี่ยวที่ชายกระโปรงสีแดงของนางดวงตาคมหวานทอดมองไปยังเงาไม้ในสวนก่อนถอนลมหายใจยาว ‘นี่นางต้องไปจวนหลินฝูโหวเพื่อแสดงความยินดีกับจ้าวจวิ้นหยางนอกจะรับตำแหน่งเร็วขึ้นกว่าชาติที่แล้ว ครั้งนั้นนางก็ไม่เห็นต้องไปเลย’
“แล้วเหตุใดชาตินี้ต้องไปด้วยเล่า...” เสียงพึมพำเบาราวกับบ่นกับตนเอง สีหน้าแฝงความไม่พอใจแต่ก็ดีช่างเถอะ อาจจะเป็นครั้งท้ายๆ แล้วที่จะต้องเจอเขา อีกไม่นานซื่อจื่อก็คงไปหมกมุ่นกับถังหลันชิงไม่มาวนเวียนกวนใจตนอีก
ฟ่านหนิงยกมือเสยปอยผมที่หล่นข้างแก้มพ่นลมออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ริมฝีปากเอ่ยย้ำกับตนเองด้วยเสียงแข็ง “ครั้งนี้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น”
แล้วเมื่อกลับถึงห้องด้านในสาวใช้สองพี่น้องหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยที่เฝ้ารออยู่แล้วก็รีบเข้ามาทำหน้าที่รับใช้“คุณหนูเจ้าคะ ให้บ่าวช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าเลยหรือไม่”
หวังจิ้งเหมยที่จัดเตรียมเสื้อผ้าชุดนอนเนื้อผ้านุ่มลื่นสบายผิวบางเบาลายดอกพุดตานสีขาวสะอาดส่วนหวังจิ้งหยูก็รีบเตรียมน้ำอุ่นมาให้กลิ่นหอมของดอกไม้ที่แช่ไว้ในน้ำผสมสมุนไพรอบอวลไปทั่วห้องฟ่านหนิงถอดชุดนอกออกเผยให้เห็นเรือนร่างอรชร ก่อนจะลงแช่น้ำดวงตาหลับพริ้มอย่างผ่อนคลายไม่นานนักหลังจากทำความสะอาดกายเสร็จ นางก็เปลี่ยนเป็นชุดนอนแล้วขึ้นเตียงสองสาวรับใช้ก็เก็บกวาดทำความสะอาดแล้วถอยออกไปจากห้อง
ฟ่านหนิงจึงหลับตาลงขณะที่ใกล้เข้าสู่นิทรา แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงอะไรบางอย่างกระทบขอบหน้าต่างอยู่ซ้ำๆหญิงสาวจึงดันตัวชันขึ้นเงี่ยหูฟังให้ชัดคล้ายว่าเป็นเสียงลูกหินกระทบไม้แต่จังหวะเท่าๆ กันทุกครั้งจนไม่น่าจะเป็นเสียงลมแต่ความขี้เกียจจึงเอ่ยเรียกจางไป๋ซินที่นางมักจะให้อยู่เฝ้ายามกลางคืนที่ต้นห้อง “ไป๋ซิน เข้ามาที ไปดูสิที่หน้าต่างมีอะไร”
จางไป๋ซินเปิดประตูเข้ามาก็เดินไปดูที่หน้าต่างตามคำสั่งนายหญิงทันทีและพอเปิดหน้าต่างออกร่างโปร่งของสาวใช้ก็ผงะไปจนฟ่านหนิงสงสัย “มีอะไรหรือ?”
สาวใช้ของนางรีบเดินกลับมากระซิบข้างหูทันทีเพราะเกรงว่าจะมีใครมารับรู้เพิ่มจะเป็นข่าวลือทำให้คุณหนูใหญ่เสียหาย“ซื่อจื่อเจ้าค่ะ!”
ฟ่านหนิงผงะไปดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่แน่ใจในคำพูดของจางไป๋ซินจนอีกฝ่ายต้องพยักหน้ายืนยันว่าจริงหลังตั้งสติหญิงสาวก็ลุกขึ้นรอให้สาวใช้สวมเสื้อคลุมให้แล้วจึงก้าวไปที่บานหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้แต่ไม่ยอมยื่นใบหน้าออกไปทำเพียงเอ่ยเสียงให้ได้ยินเท่านั้น “ซื่อจื่อเสียสติไปแล้วหรือเจ้าค่ะทำเช่นนี้เพื่ออะไร?”
“ก็มีคนหนีหนี้เจ้าแพ้พนันข้าแต่ไม่ยอมอยู่ชดใช้”เสียงทุ้มตอบกลับมา
ฟ่านหนิงพลันกลอกตาขึ้นเพดาน คนผู้นี้เสียสติไปแล้วหรือเรื่องเท่านี้ก็บุกเข้ามาถึงเรือนใน ถ้าใครรู้เข้า...นางไม่อยากคิดถึงผลที่ตามมาจริงๆ “เช่นนั้นมีอะไรก็รีบว่ามาแล้วจะได้รีบๆ ไปเสีย”
“วันประกาศรับตำแหน่งของข้าเจ้าต้องมาด้วยตัวเองแล้วข้าต้องการของกำนัลเป็นบันทึกความประทับใจที่มีต่อข้า” น้ำเสียงอันภาคภูมิใจส่งกลับมาอย่างเป็นต่อ
ฟ่านหนิงขยับปากแต่ไร้เสียงอยู่สามสี่คำของที่อีกฝ่ายว่ามันคืออะไรกัน!บันทึกความประทับใจต่อเขาน่ะหรือ? นางจะไปมีได้อย่างไร?แต่เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ความคิดนางจึงเอ่ยต่อได้ยียวนถึงที่สุด“แค่คิดก็ทรมานแล้วใช่หรือไม่...คุณหนูใหญ่?”
หญิงสาวอยากจะกรีดร้องออกมาบุรุษผู้นี้เข้าใจนางอย่างถ่องแท้จริงๆขนาดไม่เห็นใบหน้านางก็คงรู้ว่านางจะระเบิดอยู่แล้วฟ่านหนิงกำมือแน่นเล็บจิกลงกลางฝ่ามือ นี่เขาแค้นที่นางแกล้งถังหลันชิงหรือ ถึงต้องมาเอาคืนลงทัณฑ์นางเช่นนี้
“เหอะ! เท่านี้ใช่หรือไม่!”นางกระแทกเสียงตอบ
“อืม... เช่นนั้นก็เขียนให้ได้เกินกว่าสามพันตัวก็แล้วกัน” ไม่รู้ว่าจ้าวจวิ้นหยางพูดจบหรือยังแต่ฟ่านหนิงทนฟังเขาไม่ได้อีกแล้วจึงดึงหน้าต่างงับปิดสนิทเรียบร้อย
ให้เขียนความประทับใจที่ไม่เคยมีสามพันตัวอักษรนางตอบกลับได้อย่างเดียว“ไปตายซะ!”นางตวาดลั่นใส่หน้าต่างที่ปิดแต่กระนั้นอีกฝ่ายก็น่าจะได้ยินนางอยู่ดี เพราะนางยังได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วๆแล้วคำพูดที่ว่าข้าจะรออ่านของเขาสะท้อนกลับมา ก่อนที่ทุกเสียงจะเงียบไป ซึ่งเขาคงจากไปแล้ว
จะบ้าหรือไง!ใครจะไปเขียนได้ ให้เขียน ‘ความไม่น่าประทับใจ’น่าจะง่ายกว่า...