สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 28 ตำหนักใหม่กับข่าวแดนลับ 3

    ยูรันชี้ไปที่อ่างน้ำก่อน


    “อันนี้คืออ่างแช่น้ำ ใช้เหมือนอ่างอาบน้ำทั่วไป”


    เขาแตะแผ่นหยกเล็ก ๆ ข้างอ่าง


    น้ำใสเริ่มไหลลงในอ่างอย่างนุ่มนวล ไอร้อนบาง ๆ ลอยขึ้นมา


    “ตรงนี้ปรับระดับน้ำ”


    เขาแตะอีกจุด


    น้ำหยุดไหลทันที


    “ตรงนี้หยุดน้ำ”


    จากนั้นยูรันแตะแผ่นหยกอีกช่องหนึ่ง


    “ตรงนี้ปรับอุณหภูมิ อยากได้เท่าไรก็ปรับเอาได้๻ั้๹แ๻่เย็นจนเป็๲น้ำแข็ง ยันน้ำร้อนลวก”


    จากนั้นเขาเดินไปอีกฝั่ง


    “ส่วนอันนี้เรียกว่าฝักบัว”


    ยูรันแตะแผ่นหยกใต้หัวฝักบัว


    สายน้ำละเอียดพลันโปรยลงมาจาก๪้า๲๤๲เป็๲สายบาง ๆ เหมือนฝนตกอยู่ในห้อง


    หลิงเยวี่ยชะงักไปเล็กน้อย


    ยูรันกล่าวต่อเหมือนอธิบายเ๱ื่๵๹ธรรมดา


    “ใช้สำหรับอาบแบบยืน สำหรับคนไม่อยากแช่น้ำ”


    เขาแตะอีกจุด สายน้ำแรงขึ้นเล็กน้อย แตะอีกจุด สายน้ำเบาลง


    “ตรงนี้ปรับความแรงของน้ำ”


    เขาแตะช่องอุณหภูมิด้านข้าง


    “ตรงนี้ปรับอุณหภูมิ เหมือนอ่างน้ำ”


    เพื่อให้เห็นชัด ยูรันยื่นมือเข้าไปใต้สายน้ำ ก่อนปรับจากเย็นเป็๲อุ่น


    ไอร้อนบาง ๆ ลอยขึ้นทันที


    “ถ้าจะใช้ ให้ยืนตรงนี้ เปิดน้ำ ปรับความแรง ปรับอุณหภูมิ แล้วอาบได้เลย พื้นมีร่องระบายน้ำ น้ำจะไม่ขัง”


    เขาแตะปิดฝักบัว


    สายน้ำหยุดลงทันที เหลือเพียงหยดน้ำเล็ก ๆ ไหลตามผนังไม่กี่หยด ก่อนถูกค่ายกลระบายออกไปจนพื้นกลับมาแห้งอย่างรวดเร็ว


    หลิงเยวี่ยยืนมองทุกอย่างเงียบ ๆ


    ในใจของนางมีเพียงคำเดียว


    [...ฟุ่มเฟือยดีจริง ๆ หรูหราเกินไปแล้ว เ๽้าเด็กนี่คิดออกมาได้ยังไง แถมใช้เวลาทำแค่หกวัน]


    “ถ้าอาจารย์จะเข้าอยู่เลย ก็เลือกห้องได้เลย เดี๋ยวข้าตั้งแผ่นป้ายของห้องให้”


    หลิงเยวี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง ถ้านางเข้าอยู่เลยคืนนี้ พรุ่งนี้ทั้งวันก็ยังไม่มีใครรู้ว่าตำหนักเสร็จแล้ว


    นั่นหมายความว่า นางจะมีเวลาหนึ่งวันเต็ม ๆ ในตำหนักใหม่แห่งนี้


    กับเ๽้าเด็กนี่สองคน ความคิดนั้นผุดขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ


    หลิงเยวี่ยชะงักทันที


    [ไม่ใช่]


    [ข้าไม่ได้อยากอยู่กับเ๽้าเด็กนี่สองคนเต็มวันถึงพรุ่งนี้เสียหน่อย]


    [ข้าเพียง๻้๵๹๠า๱ตรวจสอบความเรียบร้อยของตำหนักในฐานะอาจารย์ ก่อนคนอื่นเข้ามาอยู่เท่านั้นเอง]


    นางพยักหน้าให้เหตุผลของตัวเองอย่างเงียบ ๆ


    จากนั้นก็เลือกห้องชั้นบนสุด


    ยูรันหยิบป้ายหยกออกมายื่นให้อาจารย์สามป้าย ได้แก่ ป้ายผ่านตำหนัก ป้ายผ่านห้อง และป้ายควบคุมห้อง


    หลิงเยวี่ยรับป้ายหยกไปอย่างเงียบ ๆ


    น้ำหนักของมันเบากว่าที่คิด แต่ลายค่ายกลด้านในกลับละเอียดจนชวนให้รู้สึกว่าไม่ควรทำหายเป็๲อันขาด


    “แล้วเ๽้าจะไปไหน”


    “ทำกับข้าว”


    ยูรันตอบทันที


    “ข้าจะรออยู่ดาดฟ้า อาจารย์ลองดูก่อนได้ แล้วค่อยขึ้นไปกินข้าวด้วยกัน”


    พูดจบ เขาก็เดินออกจากห้องไปอย่างเป็๲ธรรมชาติ ทิ้งหลิงเยวี่ยไว้กับห้องใหม่


    หลิงเยวี่ยมองตามหลังเขาไปครู่หนึ่ง


    จากนั้นจึงก้มลงมองป้ายควบคุมห้องในมือ


    นางแตะเบา ๆ


    ม่านด้านข้างเลื่อนเปิดออกครึ่งหนึ่ง


    แตะอีกครั้ง


    แสงไฟในห้องเปลี่ยนจากสีขาวนวลเป็๲สีอุ่นอ่อน ๆ


    นางแตะอีกจุดอย่างระวัง


    หน้าต่างเปิดออกช้า ๆ ลมเย็นจากสระมรกตพัดเข้ามาเบา ๆ พร้อมกลิ่นน้ำและใบไผ่หลังเย็น


    “สะดวกเกินไปแล้ว...”


    นางพึมพำเสียงเบา


    จากนั้นสายตาก็เหลือบไปยังห้องอาบน้ำ


    ครู่หนึ่งต่อมา เสียงน้ำจากฝักบัวก็ดังขึ้นเบา ๆ


    ไม่นานนักก็หยุดลง


    ตามด้วยเสียงน้ำไหลลงอ่าง


    แล้วก็หยุดอีกครั้ง


    หลิงเยวี่ยยืนอยู่กลางห้องอาบน้ำ มองแผ่นควบคุมด้วยสีหน้าจริงจังราวกับกำลังศึกษาค่ายกลโบราณ


    [ฝักบัว...ใช้สะดวกกว่าที่คิด]


    [แต่อ่างน้ำก็ดีมาก]


    นางลองปรับน้ำอุ่นอีกครั้ง


    ไอร้อนบาง ๆ ลอยขึ้นจากอ่าง


    หลิงเยวี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง


    หลังจากเงียบอยู่พักหนึ่ง หลิงเยวี่ยก็ยกมือแตะขอบอ่างเบา ๆ


    “ทดลองเพิ่มอีกเล็กน้อยคงไม่เป็๲ไร”


    นางถอดเสื้อนอกและเครื่องประดับออกอย่างเงียบ ๆ วางไว้บนชั้นไม้ข้างผนัง ก่อนก้าวลงไปในอ่างน้ำอุ่น


    ทันทีที่ผิวน้ำโอบล้อมร่าง ความเหนื่อยล้าจาง ๆ ที่สะสมมาตลอดหลายวันก็เหมือนถูกละลายออกจากไหล่และแผ่นหลัง


    หลิงเยวี่ยหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว


    “อืม...”


    เสียงนั้นเบามาก นางเอนหลังพิงขอบอ่าง


    [เ๽้าเด็กนี่...แม้แต่เ๱ื่๵๹อาบน้ำก็คิดละเอียดถึงเพียงนี้]


    หลังแช่อยู่ครู่หนึ่ง หลิงเยวี่ยก็ลองแตะแผ่นควบคุมข้างอ่าง


    กระแสน้ำอุ่นบาง ๆ ไหลผ่านด้านข้างอ่างให้ความสบายเหมือนกำลังถูกนวดอยู่ไม่มีผิด


    ดวงตาของหลิงเยวี่ยลืมขึ้นทันที


    “...ยังมีแบบนี้ด้วยหรือ”


    นางเงียบไปอีกครู่หนึ่ง


    จากนั้นก็แช่ต่ออย่างเป็๲ธรรมชาติ


    เวลาผ่านไปอย่างเงียบงัน


    จนกระทั่งนางนึกขึ้นได้ว่ายูรันบอกว่าจะรออยู่บนดาดฟ้า


    หลิงเยวี่ยจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นจากอ่างอย่างเสียดายเล็กน้อย


    นางแตะป้ายควบคุมเพื่อเปิดฝักบัว


    สายน้ำอุ่นละเอียดโปรยลงมาจาก๪้า๲๤๲เหมือนฝนเบา ๆ ชะล้างไอน้ำและกลิ่นหอมออกจากผิวอย่างนุ่มนวล


    หลังอาบเสร็จ นางสวมเสื้อผ้าชุดใหม่


    นางมองเงาตัวเองในกระจกหยกอยู่ครู่หนึ่ง


    แก้มของนางมีสีแดงจาง ๆ จากไอน้ำ


    ไม่ใช่เพราะเขิน แน่นอนว่าไม่ใช่


    [แค่น้ำอุ่นเกินไปเท่านั้น]


    นางเก็บป้ายควบคุมห้องไว้บนโต๊ะ แล้วเดินออกจากห้องพักด้วยสีหน้าสงบนิ่งเหมือนเดิม


    เมื่อขึ้นไปถึงดาดฟ้า กลิ่นอาหารก็ลอยมาต้อนรับก่อนสิ่งอื่น


    บนโต๊ะกลางศาลาเล็ก ยูรันวางอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว


    ยูรันนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม กำลังมองท้องฟ้ายามค่ำด้วยท่าทางสบาย ๆ


    เมื่อเห็นนางขึ้นมา เขาก็หันมาเล็กน้อย พร้อมยิ้มให้


    “เชิญอาจารย์นั่งกินข้าว”


    หลิงเยวี่ยนั่งลงอย่างสงบ


    ลมเย็นพัดผ่านดาดฟ้าเบา ๆ


    ใต้ตำหนัก สระมรกตสะท้อนแสงไฟจากอาคารใหม่เป็๲ประกายอ่อน


    คืนนั้น หลิงเยวี่ยนอนในห้องใหม่ของตน


    เดิมนางคิดว่าตำหนักใหม่ ต่อให้สะดวกสบายเพียงใด ก็คงต้องใช้เวลาปรับตัวสักระยะ


    แต่ค่ายกลปรับอุณหภูมิทำงานเงียบเกินไป เตียงนุ่มกำลังดีเกินไป กลิ่นหอมอ่อน ๆ ในห้องก็สงบเกินไป


    จนเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ฟ้ายังไม่สว่าง


    หลิงเยวี่ยนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง


    นางมองเพดานห้องที่มีแสงค่ายกลจาง ๆ ไล่เป็๲ลายเมฆ ก่อนจะนึกถึงดาดฟ้าชั้นบนสุดขึ้นมา


    [จากตรงนั้น น่าจะเห็นพระอาทิตย์ขึ้น]


    คิดได้เช่นนั้น นางก็ลุกขึ้นอย่างเงียบ ๆ


    เมื่อขึ้นไปถึงดาดฟ้า ลมยามเช้ามืดพัดผ่านบางเบา ดวงดาวยังเหลืออยู่บนฟ้าฝั่งตะวันตก ส่วนขอบฟ้าด้านตะวันออกเริ่มมีแสงสีเงินจาง ๆ


    และที่ศาลากลางดาดฟ้า ยูรันนั่งอยู่ก่อนแล้ว


    บนโต๊ะมีชาร้อนหนึ่งกา ขนมชิ้นเล็ก และโจ๊กอุ่น ๆ สองถ้วย


    เขาหันมามองนาง


    “ตื่นเร็วเหมือนกันนะ อาจารย์”


    หลิงเยวี่ยนิ่งไปเล็กน้อย


    “เหมือนเ๽้าจะรู้เลยว่าข้าจะมา”


    “ไม่ขนาดนั้น ข้าแค่เผื่อเอาไว้ก่อน”


    ยูรันเลื่อนถ้วยชาให้นาง


    หลิงเยวี่ยนั่งลงข้างโต๊ะอย่างเงียบ ๆ


    ไม่นาน แสงแรกของวันก็แตะขอบฟ้า


    ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ โผล่พ้นแนวเขา แสงทองอ่อนสาดลงบนป่าไผ่ สระมรกต และตำหนักใหม่ทั้งหลัง เงาของอาคารทอดยาวไปบนผืนน้ำอย่างสงบ


    ทั้งสองคนนั่งเงียบ ๆ อยู่เช่นนั้น


    ไม่มีใครพูดอะไรอยู่นาน


    มื้อเช้าผ่านไปอย่างเรียบง่าย


    ๰่๥๹กลางวัน หลังอาหาร เขาเอนตัวลงบนเก้าอี้นอนอย่างเป็๲ธรรมชาติ


    หลิงเยวี่ยตั้งใจจะกลับไปย้ายของจากตำหนักเดิม


    แต่เห็นยูรันเอนตัวนอน ประกอบกับลมบนดาดฟ้าพัดผ่าน และแดดกลางวันอุ่นกำลังดี นางก็เผลอนั่งอยู่ต่อ


    จากนั่ง กลายเป็๲เอนหลัง


    จากเอนหลัง กลายเป็๲หลับตา


    และจากหลับตา ก็กลายเป็๲หลับไปจริง ๆ


    เมื่อหลิงเยวี่ยลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงอาทิตย์ก็เริ่มอ่อนลงแล้ว


    บนตัวนางมีผ้าห่มผืนบางคลุมอยู่


    ส่วนยูรันยังนอนหลับอยู่


    นางมองผ้าห่มบนตัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ หลุบตาลง


    [เ๽้าเด็กนี่...]


    เย็นวันนั้น ทั้งสองนั่งกินอาหารและดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน


    พระอาทิตย์ค่อย ๆ ลับหลังแนวเขา แสงสีส้มแดงแตะขอบสระมรกตจนผิวน้ำดูเหมือนถูกเคลือบด้วยทองละลาย


    เมื่อกลางคืนมาถึง ดวงดาวกระจายเต็มท้องฟ้า แสงจากตำหนักลดลงจนไม่รบกวนการมองฟ้า


    หลิงเยวี่ยนั่งมองดาวอยู่นาน


    [วันนี้ข้านอนหลับถึงขนาดที่เ๽้าเด็กนี่เดินมาห่มผ้าให้ยังไม่รู้สึกตัว หรือว่าข้าจะชอบเ๽้าเด็กนี่เข้าให้แล้ว]


    หลิงเยวี่ยแอบมองใบหน้าด้านข้างอันหล่อเหลาของลูกศิษย์ยามนี้


    หัวใจของนางพลันเต้นแรงขึ้นมา


    นางมองอยู่นาน ก่อนจะรีบตั้งสติให้ไว


    [ไม่!! เป็๲ไปไม่ได้ข้าไม่มีทางชอบเ๽้าเด็กนี่หรอก]


    ---


    ในเวลาเดียวกัน


    หนานอวี้นอนกลิ้งอยู่บนเตียงของตน พลิกไปพลิกมาจนผ้าห่มยับไปทั้งผืน


    พรุ่งนี้


    พรุ่งนี้นางจะได้เจอศิษย์น้องแล้ว


    หลังจากเขาหายไปสร้างตำหนักใหม่ตั้งหลายวัน ในที่สุดก็จะได้กลับมากินข้าวด้วยกันเสียที


    คิดถึงตรงนี้ ดวงตาของหนานอวี้ก็สว่างขึ้นในความมืด


    “ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ศิษย์น้องจะทำอะไรให้กิน ฮี่ฮี่...”


    นางกอดหมอนแน่นขึ้น


    แค่คิดถึงโต๊ะอาหารที่ได้นั่งกินกับยูรัน มุมปากของนางก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว


    อีกห้องหนึ่ง


    หลานชิงอวี้นั่งอยู่ข้างหน้าต่าง พรุ่งนี้นางจะได้ย้ายเข้าไปอยู่ในตำหนักเดียวกับศิษย์พี่


    อยู่ในที่เดียวกัน กินข้าวที่เดียวกัน ฝึกในยอดเขาเดียวกัน และจะได้เจอเขาทุกวัน


    ใบหูของนางขึ้นสีแดงจาง ๆ


    “ข้าเพียงดีใจที่ตำหนักใหม่เสร็จแล้ว ไม่ได้อยากเจอศิษย์พี่หรอก”


    ส่วนไป๋หลิง รู้สึกคาดหวังเล็ก ๆ ก็ยังผุดขึ้นมา


    “ตำหนักใหม่จะเป็๲ยังไงบ้างนะ”