บทที่50 จิตมารราชามังกรอมตะ
“ผู้เล่นมนตราได้สังหารสัตว์อสูรชั้นราชา ระดับ 350 ‘ราชันย์สิงโตทะเล’ ได้รับค่าประสบการณ์ 16,000,000 หน่วย ได้รับค่าชื่อเสียง350,000 แต้ม ได้รับเงิน 200,000 เหรียญทองค่ะ”
“ผู้เล่นมนตราสูญเสียเงิน 180,000 เหรียญทองให้แก่อเล็กซ์ตามเงื่อนไขของสัญญาซื้อขายฯ ค่ะ”
“สัตว์อสูรในพันธสัญญาฯของผู้เล่นมนตรา ได้รับค่าประสบการณ์ 24,000,000หน่วยค่ะ”
“ผู้เล่นมนตราได้รับการเลื่อนระดับเป็นระดับ 305 กรุณาตรวจสอบค่าสถานะของตัวละครค่ะ”
“สัตว์อสูรในพันธสัญญาฯ‘เอรีส’ ได้รับการเลื่อนระดับเป็นระดับ306 กรุณาตรวจสอบค่าสถานะค่ะ”
“สัตว์อสูรในพันธสัญญาฯ‘ทอรัส’ ............”
......
......
“ผู้เล่นมนตราได้รับ.......”
ระบบฯ ได้รายงานสิ่งที่หญิงสาวได้รับหลังจากสังหารบอสตัวสุดท้ายของเมือง “วังจ้าวสมุทร” อย่างเจ้าสิงโตทะเลเสร็จสิ้น
แต่ทันใดนั้น ในขณะที่มีนกำลังจะเปิดหน้าต่างแสดงค่าสถานะของตัวละครออกมาทำการตรวจสอบเสียงแจ้งเตือนจากระบบก็เด้งดังขึ้นมาอีกครั้ง...
ติ้ง!!
“ผู้เล่นมนตราได้ปลดล็อกเงื่อนไขเผ่าพันธุ์ฯ ‘สังหารราชันย์สัตว์อสูรทั้ง5 ผู้ครอบครองวังจ้าวสมุทร โดยที่มีเผ่าพันธุ์เป็นเผ่าแอกโซโลตล์และอยู่ในระหว่างทำภารกิจตามหาสมบัติประจำเผ่าพันธุ์ฯ’ ผู้เล่นมนตราฯ จะถูกดึงเข้าสู่เหตุการณ์พิเศษ ในห้วงมิติของราชันย์สัตว์อสูรแห่งท้องทะเลที่แท้จริงใน 5 วินาทีค่ะ”
‘เกิดอะไรขึ้นมาอีกล่ะเนี่ย?!’ มีนคิดในใจด้วยความรู้สึกตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เพราะคิดว่า “เหตุการณ์พิเศษ”ซึ่งอยู่ในมิติแยกออกไปเช่นนี้ จะต้องมีอะไรที่หนักหนาสาหัสรอตนอยู่เป็นแน่...
“5...4... 3... 2... 1...”
วาบ!!
หลังจากแสงสว่างเจิดจ้าจนแสบตาที่มาพร้อมกับความรู้สึกอันวูบวาบจนทำให้เส้นขนทุกเส้นบนร่างลุกชูชันอย่างไม่อาจควบคุมเริ่มจางหายไปภาพที่ปรากฏแก่สายตาของหญิงสาวในขณะนี้ กลับเป็นภาพของลานดินอันเวิ้งว้างกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาอีกทั้งบนลานดินแห่งนี้ ยังเต็มไปด้วยกองหินน้อยใหญ่เรียงรายกันเป็นทิวแถวนับพันนับหมื่นกองซึ่งปลายยอดของกองหินขนาดใหญ่ที่สุดกลับพบมีสิ่งมีชีวิต ลักษณะคล้ายกับมนุษย์เพศชายคนหนึ่งผมยาว ผิวเข้ม รูปร่างกำยำสมส่วน...ยืนกอดอกหันหลังให้ตนเองอยู่
แม้ชายผู้นั้นจะอยู่ไกลจากจุดที่หญิงสาวยืนอยู่มากแต่เมื่อลองกะด้วยสายตาอย่างคร่าว ๆ แล้ว ความสูงของชายคนดังกล่าว น่าจะมีไม่ต่ำกว่า2 เมตรเป็นแน่
เพียงชั่วอึดใจ หลังจากที่ชายผู้นั้นสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในมิติฯมันจึงหมุนร่างอันใหญ่โตกลับมาในทิศทางที่หญิงสาวยืนอยู่ ก่อนจะเคลื่อนย้ายร่างของตัวเองในพริบตาจนมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าผู้มาเยือนในระยะใกล้ ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ข้อความแจ้งเตือนจากระบบฯดังขึ้นในหัวของหญิงสาว
ติ้ง!!
“ผู้เล่นมนตราพบสัตว์อสูรชั้นจักรพรรดิบรรพกาล ระดับ 1,000 ‘ดวงจิตมารมังกรอมตะอทานาซิออส’ หากผู้เล่นเสียชีวิตระดับจะลดลง 50 ระดับค่ะ”
“ผู้เล่นมนตราพบสัตว์อสูรที่มีระดับสูงกว่าระดับของผู้เล่นมากเกินไป ขอแนะนำให้หนีค่ะ”
มีนได้แต่ยืนอึ้งจนไม่อาจขยับหนีไปไหนได้แม้แต่นิดเดียว เหตุผลหนึ่งก็มาจากการแจ้งเตือนจากระบบฯ ที่บอกว่าชายตรงหน้ามีระดับสูงถึง1,000 ซึ่งเป็นระดับของความแข็งแกร่งที่สูงสุดปลายของระดับความแข็งแกร่งในโลกจำลองใบนี้และอีกเหตุผลหนึ่งที่หญิงสาวไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ ก็เป็นเพราะความแรงกดดันที่อีกฝ่ายได้ปลดปล่อยออกมาจนทำให้มีนยากที่จะบังคับควบคุมร่างกายให้เคลื่อนไหวได้นั่นเอง
‘อะ...อะไรกันก้าวขาไม่ออก’ มีนคิดในใจ หลังพยายามขยับร่างหนีให้ห่างจากบรรยากาศอันคุกคามที่แผ่ออกมาจากชายตรงหน้าแต่กลับดูเหมือนว่า ตัวละครของตนกลับไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งไปเสียอย่างนั้น
‘ชายคนนี้นะหรือ?จักรพรรดิแห่งเผ่าพันธุ์มังกรอมตะที่ป้ามารีนและคุณดราโกเนียสกล่าวถึงดูองอาจน่าเกรงขามชะมัด และที่สำคัญ...หล่อมาก!!’มีนพยายามปะติดปะต่อข้อมูลเกี่ยวกับราชามังกรอมตะกับชายคนที่อยู่เบื้องหน้าของตนเวลานี้
“เจ้านะหรือ?ผู้สืบทอดเผ่าพันธุ์แอกโซโลตล์ เผ่าพันธุ์ที่เจ้านั่น? เหลือทิ้งไว้ก่อนตาย?” ชายรูปงามหน้าตาคมเข้มเปิดปากกล่าวกับหญิงสาวเบื้องหน้าที่ยืนตัวสั่นงันงก
“คะ...ใครกันหรือคะ?จะ...เจ้านั่นที่คุณ เอ๊ย!! ที่ท่านพูดถึง?”มีนถามด้วยสกิล “เผือก” ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“เจ้านั่นก็คือข้า...ข้าก็คือเจ้านั่นแต่ความอ่อนแอของเจ้านั่น...กลับมิใช่ความอ่อนแอของข้า”ชายหนุ่มผู้องอาจกล่าวด้วยน้ำเสียงอันก้องกังวาน ด้วยถ้อยคำที่หญิงสาวไม่เข้าใจได้ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมหลังจากได้เห็นใบหน้า ซึ่งเต็มไปด้วยความสงสัยจากอีกฝ่าย “แต่ถึงอย่างไร...ข้าและเจ้านั่นก็เคยอาศัยอยู่ในร่างเดียวกันมาก่อน...”
“ตอนที่เจ้านั่นตัดสินใจสลายร่างเนื้อ สกัดเป็นดวงธาตุมังกรออกมาตัวข้าที่อยู่ในส่วนลึกของดวงวิญญาณฯ ไม่อาจยอมรับในการตัดสินใจของมันได้ จึงทำการแยกตัวออกมาแต่ด้วยสาเหตุที่ข้าเป็นเพียงดวงจิตเสี้ยวเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของมัน ทันทีที่ข้าแยกตัวออกมา...มันจึงจับข้าผนึกลงไปในตราประทับมังกรซึ่งอยู่ในเกราะอ่อนชิ้นนี้...”
“ในตอนนั้น ข้าทั้งอ่อนแอและไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะต่อต้านขัดขืนเจ้านั่นได้ข้าจึงจำเป็นต้องทนอยู่อย่างอดสูภายในผนึกแห่งนี้ เพื่อรอวันที่ตัวข้าแข็งแกร่งพอที่จะทลายผนึกออกไปสู่โลกภายนอก...”
“แต่อนิจจา...แม้ข้าจะพัฒนาตัวเองมานานจนความแข็งแกร่งอยู่ในระดับสุดปลายแล้ว แต่กลับมิอาจทำลายผนึกอันแข็งแกร่งทรงพลังอันนี้ออกไปได้ซึ่งข้าคิดว่า ความแข็งแกร่งของผนึกอันนี้ คงเกิดจากพลังอำนาจที่อยู่ในระดับสูงเกินกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ จะทำลายลงได้เพียงลำพัง ดังนั้นข้าจึงได้แต่อยู่ภายในผนึกฯ เพื่อเฝ้ารอ...รอเวลาที่จะมีใครสักคนเข้ามาและปลดปล่อยข้าออกไป”
“และในตอนนี้...เวลาที่ว่านั่นมันก็มาถึงเสียที...”
“ส่งดวงธาตุมังกรมาให้ข้า...แล้วข้าจะมอบพลังอันยิ่งใหญ่ในแบบที่เจ้าไม่เคยคิดฝันถึงมาก่อนให้แก่เจ้า...” อทานาซิออสกล่าวกับหญิงสาวพร้อมกับยื่นข้อเสนอฯโดยใช้น้ำเสียงอันเยียบเย็น ซึ่งแฝงไปด้วยอำนาจโน้มน้าวราวกับมนต์สะกด
มีนรับฟังอทานาซิออสกล่าววาจาด้วยแววตาที่เลื่อนลอยเคลิบเคลิ้มแต่ในขณะที่หญิงสาวกำลังจะเรียก {ดวงธาตุราชามังกรอมตะ} ออกมามอบให้อีกฝ่ายอยู่นั้น…
‘โฮก!!อย่าไปฟังมันพล่าม!!’
เสียงคำรามและตะโกนก้องของดราโกเนียสดังขึ้นมาในห้วงความคิดของหญิงสาวเพื่อเรียกดึงสติของอีกฝ่ายให้กลับมาก่อนจะกล่าวกับหญิงสาวผ่านทางอำนาจแห่งพันธสัญญาฯ ‘เจ้าคิดว่าเผ่าพันธุ์มังกรฯเป็นเผ่าพันธุ์เช่นใดกัน...ถึงได้มีจิตมารอยู่ในตัว? สิ่งที่มันบอกกับเจ้า ช่างเป็นวาจาที่...เหลวไหลที่สุด!!’
‘แม้ตัวตนของสิ่งมีชีวิตในเผ่าพันธุ์มังกรจะประกอบไปด้วยสามส่วนหลัก ๆ อันได้แก่ กาย จิต และวิญญาณ แต่ทุกการกระทำของมังกรแต่ละตนนั้นจะขึ้นอยู่กับเจตจำนงมังกรเป็นหลัก ไม่ว่ามังกรตัวนั้นจะทำผิดชอบชั่วดีประการใด มันก็จะไม่มีวันสำนึกเสียใจจนก่อให้เกิดจิตมารขึ้นมาในใจอย่างที่เจ้านั่นพูดได้ นอกจากนี้ ดวงจิตของมังกรทุกตนจะไม่มีทางถูกแบ่งหรือแยกออกเป็นสอง...ไม่ว่ากรณีใด ๆ’
‘ดังนั้นสิ่งที่เจ้านั่นพูดออกมาทุกคำ...ล้วนแต่เป็นคำหลอกลวง!!’
‘อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ“ดวงธาตุมังกร” คือแก่นแกนพลังงานของมังกรทุกตน เป็นเหมือนศูนย์รวมพลังทั้งมวลที่มีอยู่ในมังกรตนนั้นก่อนจะส่งถ่ายออกมาผ่าน “กายามังกร” ที่เป็นภาชนะรองรับและชักนำพลังออกมาใช้งานภายนอกเท่านั้นและ “วิญญาณมังกร” คือศูนย์รวมสำนึกและความทรงจำ หรืออาจจะเรียกว่า “เจตจำนงมังกร”มันมีหน้าที่ในการควบคุมความคิดและการกระทำทั้งหมดของมังกรตัวนั้น ๆ ซึ่งถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดส่วน “จิตมังกร” ที่มันกล่าวมานั้น คือชิ้นส่วนเล็ก ๆ ในวิญญาณมังกรที่คอยขับเคลื่อนเจตจำนงมังกรฯรวมไปถึงขับเคลื่อนพลังงานที่อยู่ในดวงธาตุมังกรฯ ให้ไหลเวียนภายในกายามังกรได้อย่างลื่นไหลไม่สะดุดและหน้าที่ของมันก็คล้ายกับเป็นตัวเชื่อมโยงสนับสนุนฯให้กายาและวิญญาณของมังกรตนนั้น ๆ สามารถทำงานประสานสอดคล้องได้อย่างราบรื่นลงตัว...หาใช่ตัวตนของมังกรฯตามที่มันกล่าวอ้างมาไม่’
‘แม้ข้าจะบอกว่าการดำรงคงอยู่ของมังกรจะประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก แต่จิตและวิญญาณมังกรนั้น พวกมันจะอยู่คู่กันเสมอไม่มีทางแยกออกจากกันได้ดังนั้นมันจึงเรียกว่า “จิตวิญญาณมังกร” ยังไงล่ะ’
‘โดยมังกรแต่ละตัวตราบใดที่พวกมันยังสามารถคงสภาพของจิตวิญญาณมังกรเอาไว้ได้ นั่นก็ย่อมหมายถึง ‘โอกาส’ ในการคืนชีพอีกครั้ง เช่นเดียวกับตอนที่ข้าสลายร่างเนื้อหรือกายามังกรเพื่อตัดสัมพันธ์มังกรฯ จนเหลือเพียงแค่ร่างวิญญาณอย่างที่เจ้าเห็นนี่แหละ…’ ดราโกเนียสอธิบายให้หญิงสาวฟังอย่างยืดยาวก็เพื่อให้อีกฝ่ายได้เข้าใจในตัวตนของมังกรอย่างแท้จริง ซึ่งจะแตกต่างจากเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตชั้นสูงเผ่าพันธุ์ที่เหลืออยู่บ้างเล็กน้อย
หลังจากมีนได้ฟังข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวตนของเผ่าพันธุ์มังกรจากปากดราโกเนียสแล้วแต่กระนั้นหญิงสาวก็ยังคงมึนงงสับสนในสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวออกมาอยู่บ้าง ก่อนจะย้อนถามในประเด็นที่ตนสงสัยผ่านทางช่องทางสื่อสารด้วยอำนาจแห่งพันธสัญญาฯ ‘แล้วดวงธาตุมังกรของคุณดราโกเนียสล่ะคะ?ทำไมหนูจึงไม่พบมันในสุสาน?’
‘ดวงธาตุของข้าไม่ได้มีคนเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดีเหมือนกับดวงธาตุของเจ้าอทานาซิออสนี่ หลังจากที่ไม่มีกายามังกรคอยห่อหุ้มมันจึงสลายตัวไปอย่างรวดเร็วก่อนจะหายไปในที่สุด เหลือเพียงแค่จิตวิญญาณมังกรเท่านั้นแหละ...ที่มันก็ยังคงอยู่กับตัวข้าดังนั้นข้าถึงได้บอกเจ้าว่า เจ้านั่น...กำลังเล่นปาหี่แหกตาเจ้าอยู่ยังไงล่ะ’ ดราโกเนียสตอบคำถามของหญิงสาว พร้อมกับเปิดเผยพิรุธที่อีกฝ่ายแสดงออกมา
‘แล้วหนูต้องทำยังไงล่ะเจ้าคะ?เจ้าตัวปลอมนั่น...ดูแข็งแกร่งและอันตรายไม่ใช่เล่นเลยนะเจ้าคะ หนูคงสู้อีกฝ่ายไม่ไหวหรอกค่ะ’ มีนขอคำแนะนำจากดราโกเนียส
‘ข้าก็กำลังจะบอกอยู่นี่ไงเล่า...เจ้าก็ลองโจมตีมันดูสิ’ดราโกเนียสส่งเสียงออกมาด้วยความหงุดหงิดก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมแก่หญิงสาว ‘เพราะข้าเชื่อว่าถึงอย่างไรระดับของมันก็ไม่มีทางที่จะถึง 1,000 ได้อย่างแน่นอน เพราะในมิติแห่งนี้นอกจากตัวของมันแล้วข้าสัมผัสถึงสิ่งมีชีวิตอื่นไม่ได้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้มันจะเอาปัญญาที่ไหนมาฝึกฝนยกระดับความแข็งแกร่งจนมาอยู่ในสุดปลายของการพัฒนาเช่นนี้ได้...’
‘ถึงจะไม่ใช่ระดับ1,000 อย่างที่คุณดราโกเนียสว่าก็จริง แต่หนู...ก็ใช่จะสู้อีกฝ่ายไหวนี่เจ้าคะ?’ มีนพยายามเถียงข้าง ๆ คู ๆ
‘บร๊ะ!! เจ้านี่...ข้าจะบอกอะไรเจ้าเอาบุญนะ ข้าเชื่อว่าเจ้าปีศาจนั่น ถ้าหากมันถูกเจ้าอทานาซิออสในร่างวิญญาณผนึกฯตามที่มันบอกจริง...ก็แสดงว่า ตัวมันย่อมอ่อนแอกว่าเจ้าอทานาซิออสที่มีพลังเพียงเศษเสี้ยวในยามปกติอย่างแน่นอน’ ดราโกเนียสกล่าวอธิบายด้วยเสียงขุ่น จนหญิงสาวทำหน้าสำนึกผิดแทบไม่ทัน
“เจ้ารออะไรอยู่...ส่งดวงธาตุมาให้ข้าสิ”ชายเบื้องหน้าออกปากเร่ง พร้อมกับยกมือแบหงายออกมาให้หญิงสาวได้เห็น
“ดวงธาตุ...อะไรหรือคะ?”มีนแกล้งเป็นตีเนียน ทำท่าทางราวกับไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกล่าวถึงสิ่งใด
“ก็ดวงธาตุมังกรของข้าน่ะสิ”ชายร่างสูงกล่าวย้ำด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะกล่าวทวนซ้ำข้อเสนอของมันอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่แสดงความอหังการ “หากข้าได้ดวงธาตุกลับมา ข้าก็จะสามารถคืนชีพได้ และเมื่อข้าคืนชีพแล้วข้าก็จะมอบพลังอันยิ่งใหญ่ให้แก่เจ้า พร้อมกับรับเจ้าไว้เป็นสมุนผู้ภักดี...”
“ดวงธาตุมังกร...ใช่ของท่านจริงหรือเจ้าคะ?เวลาผ่านมานานขนาดนี้...ดวงธาตุของท่านไม่สลายไปแล้วหรอกหรือ?อีกอย่าง...ท่านคิดจริง ๆ หรือว่า? หากท่านได้ดวงธาตุมังกรแล้วท่านจะสามารถคืนร่างกลับมาเป็นมังกรที่สมบูรณ์ได้จริง?” มีนถามด้วยเสียงเรียบ ในสิ่งที่อีกฝ่ายไม่คิดว่าตนจะรู้ออกมาจนทำให้ชายตรงหน้าแสดงความประหลาดใจออกมาให้เห็น
แต่ยังไม่ทันที่อทานาซิออสตัวปลอมจะได้กล่าวแย้งอันใดออกมา...
โครม!!
หญิงสาวเรีบกใช้งานทักษะ[พุ่งชน] ในทันที ไม่ให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว จนร่างที่ถูกกระแทกเกิดเสียหลักถึงกับต้องถอยหลังไปไกลหลายก้าว
และในขณะเดียวกันมีนก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นมาอีกครั้ง...
“ผู้เล่นมนตราพบสัตว์อสูรชั้นราชา ระดับ 450 ‘ราชันย์สัตว์อสูรแห่งท้องทะเลลอเรียส’หากผู้เล่นเสียชีวิตระดับจะลดลง 10 ระดับค่ะ”
“ผู้เล่นมนตราพบสัตว์อสูรที่มีระดับสูงกว่าระดับของผู้เล่นมากเกินไป ขอแนะนำให้หนีค่ะ”
“เจ้า!!” จิตมารอุทานออกมา ก่อนจะถามอีกฝ่ายด้วยความสงสัย “เจ้ารู้ได้อย่างไร? ว่าข้าไม่ใช่มัน!!”
“ก็แค่...มีที่ปรึกษาดีค่ะ”มีนกล่าวตอบอีกฝ่ายด้วยความโล่งอก พร้อมกับรู้สึกขอบคุณในคำแนะนำของดราโกเนียสอยู่ไม่น้อยเมื่อเห็นว่าระดับความแข็งแกร่งของศัตรูไม่ได้สูงส่งในระดับที่ตัวเอง “ไม่มีทาง” รับมือได้
“ถ้าไม่อยากตาย...ส่งดวงธาตุมาซะดีๆ” จิตมารเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใหญ่ใจดี มาเป็นการกล่าววาจาข่มขู่หญิงสาวด้วยท่าทางของโจรร้ายหลังจากรับรู้ได้ว่า ฝ่ายตรงข้ามทราบถึงตัวตนที่แท้จริงของมันแล้ว (บทตัวร้ายเกรดบีก็มา)
“เจ้าอย่าคิดนะว่าระดับของเจ้าเพียงแค่นี้...จะสังหารข้าได้ หากเจ้ายอมส่งดวงธาตุมังกรมาให้ข้า บางที...ข้าอาจจะใจดีปล่อยเจ้าไปสักครั้งก็ได้”ลอเรียส พยายามใช้วาจาของมันกดดันอีกฝ่าย พร้อมกับใช้น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยพลังคุกคามจนทำให้ผู้ฟังเกิดความหวาดกลัว
แม้ว่า “อาการหวาดกลัว”จากการแสดงผลของทักษะที่อีกฝ่ายใช้งานผ่านบทสนทนาฯ จะทำให้หญิงสาวเกิดอาการตัวสั่นงันงกจนแทบจะทรงตัวเอาไว้ไม่อยู่แต่เมื่อได้ยินเสียงคำรามจากดราโกเนียสผ่านทางช่องสื่อสารของพันธสัญญาฯมันก็ทำให้หญิงสาวผู้นี้กลับมาอยู่ในสภาพปกติอีกครั้ง ก่อนจะเปิดปากกล่าวกับจิตมารตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นธรรมชาติ“แบบนี้...เขาเรียกว่า ขู่กรรโชกหรือเปล่าคะ?”
ในขณะที่พูดคุยกับฝ่ายตรงข้ามมีนก็พยายามนึกหาวิธีที่จะคลี่คลายสถานการณ์อันยากลำบากเบื้องหน้านี้ไปให้ได้และสิ่งที่มีนพอจะคิดออกก็มีเพียงสองทางเท่านั้น คือ...
หนึ่ง...ต้องยอมตายดูอีกสักครั้งเพื่อให้ภารกิจล้มเหลวและทำให้ตัวเองหลุดออกจากมิติแห่งนี้โดยอัตโนมัติฯ จากนั้นค่อยกลับมาเผชิญหน้ากับมันใหม่อีกครั้ง...เมื่อระดับของตัวเองสูงพอ
และสอง...ต้องสังหารชายที่อยู่ตรงหน้านี้ให้ได้เพื่อผ่านภารกิจและออกไปจากมิติแห่งนี้พร้อมกับของรางวัลฯ
มีนย่อมไม่มีทางเลือกทางแรกอย่างแน่นอน...
แม้จะไม่รู้ว่าในภารกิจนี้...ตัวเองสามารถตายได้หรือไม่? หรือหากว่า เมื่อตนตายไปแล้ว...ยังจะสามารถเข้ามาสังหารบอสภารกิจตัวนี้ได้อีกไหม?
เมื่อเกิดความไม่แน่ใจมีนย่อมไม่มีทางปล่อยทิ้งโอกาสไป โดยไม่ได้ลองทดสอบดูสักตั้งอย่างแน่นอน อีกทั้งในเวลานี้ตนยังเหลือไพ่ในมืออยู่อีกหลายใบซึ่งแต่ละใบก็คงเพียงที่จะพอรับมือเจ้าบอสตัวนี้ได้ไม่ยาก ถึงแม้ว่าทักษะสำคัญซึ่งเป็นไพ่ตายอย่าง[ผสานร่าง] จะยังติดคูลดาวน์อยู่ก็ตาม
แต่ในเมื่อคิดว่า“พอสู้ได้” แล้วไยจะไม่ลองกระทำดูล่ะ?
“เด็ก ๆ ออกมา!!”
“จับคู่ผสานร่าง...”มีนสั่งการให้ปลาตีนน้อยทั้ง 6 ที่ยังมีทักษะ [ผสานร่าง]เหลืออยู่ ก่อนจะให้พวกมันจับคู่ผสานร่างกับปลาตีนน้อยอีก 6 ตัวที่ทักษะของพวกมันยังอยู่ในระยะคูลดาวน์อย่างรวดเร็ว
“รับซาบ ๆ ๆ”
วาบ!!
แม้การผสานร่างจะเพิ่มค่าสถานะให้พวกมันเพียง2 เท่า แต่อย่างน้อย ๆ ในตอนนี้พวกมันก็มีพลังชีวิตอยู่ในหลักแสน อีกทั้งพลังโจมตีและป้องกันฯอีกเกือบหนึ่งหมื่นหน่วย ซึ่งมีนมาคิดดูแล้วว่า ถึงแม้ความแข็งแกร่งของพวกมัน ไม่เพียงพอที่จะสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับบอสตรงหน้านี้ได้มากนักแต่อย่างน้อย...พวกมันทั้ง 6 ก็น่าจะคอยขัดแข้งขัดขาฝ่ายตรงข้าม คอยถ่วงเวลาและหาจังหวะให้ตนจัดการปิดฉากบอสระดับ450 ตัวนี้ได้...โดยที่พวกมันไม่ตายแล้ว
“รวมพลังปราบมาร!! ปลาตีนเรนเจอร์!!” ปลาตีนน้อยทั้ง 6 ตัวตะโกนก้องเหมือนกับที่ได้แสดงออกมาในรอบก่อนหน้านี้
“ - -.” มีนนิ่งอึ้งราวกับใบ้กินอีกแล้ว
หลังจากปลาตีนน้อยได้กล่าวถ้อยคำปลุกใจกันแล้วพวกมันต่างก็พุ่งร่างน้อย ๆ เข้าไปหาร่างศัตรูตัวสูงใหญ่นั้นทันที
“เฮอะ!!ก็แค่ลูกไม้ตื้น ๆ สำหรับข้า...จำนวนไม่มีผลหรอกน่า” จิตมารกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดูแคลน
“มาดูกันค่ะ”มีนกล่าวตอบพร้อมกับทะยานร่างของตน ตามกลุ่มปลาตีนเรนเจอร์เข้าไปหาอีกฝ่าย ในเวลาไม่ห่างกันมากนัก
เมื่อได้ระยะหญิงสาวจึงยกหอกชี้ไปด้านหน้าโดยมีร่างของจิตมารเป็นเป้าหมายฯ พร้อมกับสวดอ้อนวอนต่อเทพีแห่งโชคลาภอยู่ในใจด้วยความระทึก“ขอให้ติดทีเถิ๊ด... [7หอกปลิดวิญญาณ]!!”
สิ้นเสียงการเรียกใช้ทักษะฯดวงดาวสีแดงขนาดเล็กเท่าผลมะนาวก็ผุดโผล่ขึ้นมาบนร่างของจิตมารเป็นจำนวน 7 จุดด้วยกันแต่กระนั้นกลับมีเพียงจุดเดียวเท่านั้น ที่ส่องแสงสว่างสุกใสและโดดเด่นกว่าใครเพื่อนและตำแหน่งที่ว่านั่นก็คือ จุดตรงด้านหลังของศีรษะเหนือท้ายทอยนั่นเอง
ส่วนตำแหน่งอื่นๆ บนร่าง แม้พอจะมองเห็นเป็นจุดสว่าง แต่แสงของมันกลับดูหม่นหมองกว่าตอนที่ตนได้เห็นบนร่างของบอสทั้ง5 เสียอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้มีนที่อยู่ด้านหน้าของเป้าหมายจึงไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เนื่องจากระยะหน่วงเพียง1 วินาที หลังจากการเรียกใช้ทักษะฯ ก่อนจะแทงหอกออกไปยังตำแหน่งจุดอ่อนที่ปรากฏอยู่นั้น...มันช่างสั้นนัก
ถึงแม้หญิงสาวจะมีทักษะ[ตัดมิติ] ที่สามารถพาร่างของตัวเองไปอยู่ทางด้านหลังของเป้าหมายได้ในพริบตาอยู่ด้วยก็ตามแต่เวลา 1 วินาที ก็ถือว่า “เร็ว” เกินไปสำหรับผู้ที่ไม่มีความชำนาญและยังไม่ได้ฝึกฝนการใช้งานทักษะอย่างตนด้วยเหตุนี้ มีนจึงตัดสินใจเลือกแทงหอกออกไปในตำแหน่งที่เป็นจุดอ่อน ซึ่งปรากฏให้เห็นบริเวณด้านหน้าเท่านั้น
เพราะถึงอย่างไรต่อให้ตนสามารถโจมตีไปยังจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดบนร่างของฝ่ายตรงข้ามได้...แต่พลังโจมตีที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินของตนในตอนนี้ก็ไม่สามารถลดพลังชีวิตของเป้าหมายลงได้มากนัก ด้วยเหตุนี้มีนจึงเลือกแทงหอกไปยังจุดที่เห็นได้เด่นชัดที่สุด...อย่างไม่ลังเล
ฉึก!
ฉึก! [คริติคอล!!]
ฉึก!
ฉึก! [คริติคอล!!]
ฉึก! ออฟชั่นหอกทะเลดาวแสดงผล (ทำให้ศัตรูติดสถานะ “มึนงง” เป็นเวลา 5 วินาที)
ฉึก!
ฉึก! [คริติคอล!!]ออฟชั่นหอกทะเลดาวแสดงผล (ทำให้ศัตรูติดสถานะ “มึนงง” เป็นเวลา 5 วินาที)
“เยส!!” มีนอุทานออกมาด้วยความดีใจ พร้อมกับรู้สึกสำนึกขอบคุณต่อเทพีแห่งโชคในเวลาเดียวกันก่อนจะรีบตะโกนบอกจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามให้พวกปลาตีนน้อยด้วยเสียงดัง “เด็ก ๆเน้นโจมตี ท้ายทอย!! กับหัวใจ!!”
“รับซาบ ๆ ๆ”
แม้ว่าบอสตัวนี้จะติดสถานะมึนงงถึงสองครั้งซ้อน จากการแสดงผลคุณสมบัติพิเศษของหอกทะเลดาวรวมกันถึง10 วินาทีก็ตาม แต่ตัวเลขที่ปรากฏขึ้นให้หญิงสาวเห็นบนศีรษะของอีกฝ่ายนั้น กลับมีแค่6 วินาทีเท่านั้น นั่นก็หมายความว่า เจ้าบอสตัวนี้มี “ความต้านทาน” ต่ออาการผิดปกติของค่าสถานะอยู่พอสมควรเลยทีเดียว
“6 วินาที ก็ 6วินาที” สำหรับมีนแล้ว เวลาเพียงแค่นี้ เพียงพออย่างเหลือเฟือที่จะทำให้ตนจัดการอะไรต่อมิอะไรให้มันเสร็จๆ
แผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ยักษ์ซึ่งถูกสลักไปด้วยอักขระจำนวนมากในรูปแบบกลไกวงเวทลำดับ 10 ของจอมอาคมอีกทั้งวงเวทวงนี้ยังได้ฝังอัญมณีธาตุหลากหลายชนิดลงไป สำหรับเป็นแหล่งพลังงานให้วงเวทได้ปลดปล่อยพลังทำลายออกมาได้อย่างเต็มที่บัดนี้...มันได้ถูกหญิงสาวเรียกออกมาจากคลังสมบัติเคลื่อนที่และเตรียมใช้งานฯโดยมีเป้าหมายเป็นบอสระดับ 450 ตัวนี้
ตึง!!
แผ่นน้ำแข็งใหญ่ยักษ์ลอยออกมาจากคลังฯก่อนจะตกลงมากระทบกับพื้นของลานดินตรงหน้าของหญิงสาวด้วยเสียงดัง จากนั้นมีนจึงสั่งการให้เด็กๆ ช่วยกันกระแทกร่างของเป้าหมายให้มาอยู่ในตำแหน่งใจกลางของมหาวงเวทวงนี้
“โฮกกกกก!!”
ดราโกเนียส ซึ่งนิ่งเงียบมาโดยตลอดหลังจากที่มันได้เรียกดึงสติของหญิงสาวจากทักษะของจิตมารในตอนก่อนหน้านี้ ส่งเสียงคำรามออกมาอีกครั้งจนดังสะท้านไปทั่วทั้งบริเวณฯก่อนมันจะเปิดปากกล่าวเหน็บแนมหญิงสาวด้วยข้อความประโยคหนึ่ง “เจ้านี่ช่างทึ่มแท้ มีอาจารย์เป็นถึงเทพแห่งปัญญาแต่เจ้ากลับไม่เคยเรียนเวทมนตร์สายควบคุมวัตถุเลยรึไง?”
“เอ่อ...”มีนได้แต่เงียบ ด้วยอาการใบ้รับประทาน
ครืด ๆ ๆ
แผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ยักษ์เริ่มสั่นไหวและลอยขึ้นจากพื้นอย่างช้าๆ ก่อนจะหมุนกลับพลิกด้าน และย้ายตำแหน่งไปอยู่เหนือศีรษะของจิตมารที่ติดสถานะมึนงงอย่างรวดเร็ว
“แค่นี้พอหรือยัง?”ดราโกเนียสถามอีกฝ่าย เมื่อแผ่นน้ำแข็งลอยอยู่เหนือร่างของจิตมาร โดยมีความสูงจากพื้นประมาณ10 เมตร
“พะ...พอแล้วเจ้าค่ะ”มีนตอบอย่างตะกุกตะกักด้วยความรู้สึกทึ่งอยู่ไม่น้อย เพราะนานทีปีหน...เจ้ามังกรขี้ยั้วะจะออกหน้ารับอาสาอำนวยความสะดวกให้ โดยที่ตนไม่ได้เป็นฝ่ายร้องขอเช่นนี้
“เด็ก ๆ ถอยออกมาก่อน...”หญิงสาวสั่งการเจ้าปลาตีนน้อยทั้งหลายให้ออกมาจากรัศมีทำการของวงเวทฯ
แม้ว่ามีนจะกำหนดเงื่อนไขของวงเวทให้แสดงผลต่อศัตรูเท่านั้นแต่ตัวเองกลับไม่มั่นใจว่า พลังทำลายของมันจะมีผลข้างเคียงอันใดตามด้วยหรือไม่? ด้วยเหตุนี้หญิงสาวจึงต้องปลอดภัยเอาไว้ก่อน
และเมื่อปลาตีนน้อยทั้ง6 ถอยห่างออกมาจากวงเวทแล้ว มีนจึงเรียกใช้งานวงเวทในทันที “ปลดปล่อย!!กลไกวงเวทรูปแบบที่ 10 จตุดารามหาบงกช [มหาเวทหมื่นบุปผาอัษฎามหาธาตุ]”
บทมหาเวทแบบกลางๆ ที่ไม่ได้เน้นการโจมตีธาตุด้วยใดธาตุหนึ่งเป็นพิเศษแต่เป็นการสอดประสานระหว่างธาตุทั้ง 8
แม้ว่าวงเวทวงนี้จะไม่ได้มีจุดเด่นในด้านพลังโจมตีอันเกิดจากระบบ “ธาตุแพ้ทาง” ต่อร่างศัตรูผู้เป็นเป้าหมายฯแต่มันกลับมีจุดเด่นอยู่ตรงที่สามารถนำมาใช้งานได้ “หลากหลาย” เหมาะสำหรับศัตรูที่ยังไม่มีข้อมูลหรือนำมาใช้สยบกองทัพขนาดใหญ่ ซึ่งตัวเป้าหมายมีความต้านทานต่อพลังธาตุแตกต่างกัน
ในตอนที่สลักมหาเวทวงนี้มีนได้นึกถึงจุดนี้เอาไว้แล้ว เพราะเจ้าบอสทั้ง 5 ที่ตนคิดจะกำนัลมหาเวทบทนี้ให้ พวกมันไม่ได้อ่อนแอหรือแพ้ทางต่อธาตุสายฟ้ากันทุกตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าสิงโตทะเลผู้ที่มีพลังป้องกันสูงที่สุดในหมู่พวกมัน ด้วยเหตุนี้มีนจึงเลือกสร้างบทมหาเวทฯ ที่มีพลังโจมตีอยู่นอกเหนือระบบแพ้ทางธาตุ แม้ว่าวงเวทบทนี้จะไม่มีโบนัสพลังโจมตีจากระบบแพ้ทางธาตุมาช่วยเสริมเพิ่มค่าความเสียหาย แต่มีนก็ยังเชื่อว่าด้วยพลังของเวทมนตร์ในระดับมหาเวทฯ ก็เพียงพอที่จะสังหารเจ้าบอสทั้ง 5 ไปพร้อม ๆกันอย่างง่ายดาย
เพียงแต่...เจ้าบอส5 ตัวก่อนหน้านี้ พวกมันคงจะทำบุญมาไม่มากพอที่จะได้ตายด้วยพลังแห่งมหาเวทฯ ซึ่งมีต้นทุนในการสร้างที่สูงลิบลิ่วบทนี้...
กลีบบุปผาหลากสีน้อยใหญ่จำนวนนับหมื่นกลีบปรากฏขึ้นและกระจายตัวอยู่ทั่วทุกพื้นที่ภายใต้ขอบเขตรัศมีของวงเวทขนาดเกือบ 10เมตรวงนี้ กลีบดอกนับหมื่นที่ลอยล่องอยู่ในวงเวทฯ รูปร่างของมันทั้งแปลกตาทั้งสวยงามโดยแต่ละกลีบ จะถูกฉาบย้อมด้วยแสงสว่างอันเรืองรอง ซึ่งมีสีสันแตกต่างกันไปถึง 8สี นอกจากนี้เมื่อกลีบดอก 8 สี ได้กระจายอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีขนาดเพียงไม่กี่ร้อยตารางเมตรด้วยแล้วมันยิ่งทำให้ดอกไม้เหล่านี้ ดูคล้ายกับดวงดารายามค่ำคืนที่ส่องแสงเปล่งประกายระยิบระยับขับเน้นให้วงเวทวงนี้โดดเด่นงดงามชวนหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง แต่กระนั้น...แม้ว่ากลีบดอกหลากสีสันเหล่านี้จะสวยงามเพียงใด แต่ภายใต้อาณาเขตการแสดงผลของมัน กลับแฝงไปด้วยพลังทำลายอันสุดสะพรึงต่อร่างของศัตรูผู้ตกเป้าหมายเอาไว้ด้วย
ทันทีที่กลีบดอกได้สัมผัสกับร่างของจิตมารก็เกิดการระเบิดขึ้นมาอย่างรุนแรง พร้อมกับสร้างความเสียหายออกมาให้เห็นเป็นตัวเลขในทันที
“อ๊าก!! ๆ ๆ ๆ ๆ” เสียงร้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของจิตมารดังขึ้น หลังจากร่างของมันสัมผัสเข้ากับกลีบดอกไม้หลากสีเหล่านั้น
ในเวลานี้ สัตว์อสูรระดับราชาตัวนี้ได้หลุดออกจากอาการมึนงงและกลับมามีสติอีกครั้ง
แต่ทว่า...กลับสายไปเสียแล้วเพราะในยามนี้ ร่างของมันอยู่ในตำแหน่งใจกลางวงเวทที่ทั้งทรงพลังและไร้ความปรานีต่อศัตรูผู้เป็นเป้าหมายฯ
กลีบดอกแต่ละกลีบสร้างความเสียหายให้แก่จิตมารอย่างต่อเนื่อง เกือบจะเรียกได้ว่า พลังชีวิตของเป้าหมายลดในอัตรา0.2-0.6 เปอร์เซ็นต์ ต่อการสัมผัสถูกกลีบบุปผาหลากสีแต่ละกลีบเลยทีเดียว
จิตมารพยายามดิ้นรนและคิดหาทางพาร่างของตัวเองออกไปจากวงเวท…อย่างน้อยๆ ในตอนนี้ มันก็คิดเช่นนั้น
ผู้ใดก็ตามที่ตกอยู่ในวงเวทของศัตรูฯสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือ พยายามมองหาขอบเขตของวงเวทในจุดที่ใกล้ที่สุด และมุ่งหน้าตีผ่าออกไปนั่นก็เพราะว่า พลังทำลายและการแสดงผลของวงเวทนั้น จะถูกจำกัดอยู่เฉพาะภายในอาณาเขตของวงเวทเพียงเท่านั้นหากผู้ตกเป็นเป้าหมายฯ สามารถตีฝ่าออกไปจนพ้นจากรัศมีทำการของวงเวทได้แล้วล่ะก็...ต่อให้เป็นวงเวทระดับมหาเวทที่มีความรุนแรงและทรงพลังมากขนาดไหนก็ย่อมไม่อาจสร้างความเสียหายให้แก่ผู้เป็นเป้าหมายได้อีก
จิตมารกำหนดจุด เพื่อพาร่างของตนฝ่าออกไปนอกวงเวทเอาไว้แล้ว
แต่ดูเหมือนว่า ความพยายามของมัน...กลับสายเกินไปที่จะแก้ไขหรือกอบกู้สถานการณ์
เพราะกลีบบุปผาที่อยู่ภายในวงเวททั้งหมดได้ล็อกเป้าพุ่งเข้าโจมตีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ในวงเวทกันอย่างพร้อมเพรียงซึ่งนั่นก็คือ ร่างของจิตมารนั่นเอง
ตูม!!ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวจากการระเบิดของกลีบดอกไม้ที่ได้สัมผัสกับร่างของเป้าหมายยังคงดังระงมอย่างต่อเนื่อง…
อ้าก!!ๆ ๆ ๆ ๆ
จิตมารกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวนพร้อมกับเบิกตาโพลงด้วยความเหลือเชื่อ
มันไม่คิดมาก่อนว่ากลีบดอกไม้ที่แสนงดงามเหล่านี้ จะพร้อมใจกันมุ่งตรงเข้ามาหา...ราวกับเป็นเวทมนตร์ชนิดล็อกเป้าโจมตี
ใช่แล้ว!!มหาเวทบทนี้ เป็นมหาเวทแบบล็อกเป้า...อย่างแท้จริง
เพราะหญิงสาวได้กำหนดเงื่อนไขฯเอาไว้ในวงเวทตั้งแต่คิดสร้างมันขึ้นมาแล้ว
เนื่องจากในตอนสร้างมหาเวทบทนี้มีนต้องการใช้มันเพื่อจัดการกับบอสลิงหิมะ ซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับบอสอยู่แล้ว โดยประสิทธิภาพของกลไกเวทวงนี้จะแสดงออกมาได้อย่างสูงสุดก็ต่อเมื่อ...เป้าหมายที่อยู่ในขอบเขตการทำงานของมัน “เป็นเป้าหมายเดี่ยว”เพราะความเสียหายที่เป้าหมายจะได้รับก็คือ 100 เปอร์เซ็นต์ของพลังทำลายทั้งหมดในมหาเวทบทนี้
แม้ว่าหญิงสาวจะแอบหวั่นๆ อยู่บ้างก็ตาม เมื่อตนคิดนำมันมาใช้กับเป้าหมาย ซึ่งมีจำนวนมากถึง 5 ตัวอย่างบอสประจำเมือง “วังจ้าวสมุทร” เพราะพลังทำลายที่พวกมันจะได้รับจากมหาเวทบทนี้ย่อมถูกหารด้วยจำนวนของเป้าหมายที่อยู่ภายในวงเวทนั่นเอง แต่กระนั้นหญิงสาวก็ยังเชื่อมั่นว่าพลังทำลายของมันจะเพียงพอต่อการสังหารสัตว์อสูรระดับบอสทั้ง 5 ได้อยู่ดี
เพียงแต่...พวกมันคงไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสและสัมผัสถึงความร้ายกาจของมหาเวทวงนี้อีกแล้ว
ในส่วนของดราโกเนียสเวลานี้แม้ตัวมันจะพอทราบว่า อาคมระดับมหาเวทบทนี้ มีเงื่อนไขและการใช้งานอย่างไร แต่เมื่อมันมาได้เห็นของจริงด้วยตาตัวเองแล้วกลับทำให้มันรู้สึกทึ่งในอานุภาพและความทรงพลังของกลไกมหาเวทบทนี้...จนถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว
‘ดีนะ...ที่ข้าไม่ใช่หนูลองยาให้นังหนูนี่ไม่งั้น...’ ดราโกเนียสพึมพำอยู่ในใจอย่างเงียบ ๆพร้อมกับค่อย ๆ ขยับเพิ่มค่าความสัมพันธ์ฯ ให้แก่หญิงสาวอีกเล็กน้อย
ด้วยรูปแบบกลไกวงเวทที่มีพลังโจมตีมหาศาลฯอีกทั้งยังแสดงผลร่วมกับบัพต่าง ๆ ที่เสริมเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ตัวของวงเวทฯ จึงทำให้มหาเวทบทนี้มีพลังทำลายเหนือล้ำกว่า [ลำแสงแอกโซโลตล์] ของหญิงสาวในร่างผสาน 6 ครั้ง จนมีค่าสถานะเพิ่มขึ้นมาถึง 64 เท่า อย่างชนิดที่ว่าไม่สามารถนำเอาพลังโจมตีของลำแสงฯมาเทียบเคียงได้...
เพียงแต่...พลังทำลายของวงเวทฯจะจำกัดเฉพาะตัวเป้าหมายที่อยู่ในอาณาเขตวงเวทเท่านั้น การใช้งานวงเวทหาได้ยืดหยุ่นเหมือนลำแสงฯซึ่งสามารถบังคับทิศทางให้กวาดทำลายเป้าหมายไปตามแนวเส้นตรงของมันได้ (ซึ่งความพิเศษของลำแสงแอกโซโลตล์ในส่วนนี้หญิงสาวเจ้าของลำแสงฯ กลับไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน และจะยังไม่ทราบถึงคุณสมบัติในข้อนี้ของมัน...ไปอีกนานเชียวล่ะ)
“พลังทำลายของมหาเวทบทนี้เรียกได้ว่า เพียงพอจะสังหารเจ้าจิตมารตัวนี้ได้นับ 10 รอบเสียด้วยซ้ำ”ดราโกเนียสกล่าวกับมีน หลังจากร่างของจิตมารสลายกลายเป็นแสงสีเทาไปแล้วก่อนจะกล่าวต่อด้วยความกระดากว่า “เอ่อ...ข้าขอถอนคำพูดที่ว่า มหาเวทบทนี้ เพียงพอจะสังหารสัตว์อสูรชั้นราชาที่มีระดับต่ำกว่า500 ได้”
“ทำไมหรือเจ้าคะ?”มีนถามขึ้นมาด้วยความสงสัย ก่อนจะได้รับการเฉลยจากอีกฝ่ายในเวลาต่อมา “ข้าว่า ต่อให้เป็นระดับ 800 พวกมัน...ก็ไม่น่ารอด”
…………