คลายเงื่อนปมของจิตใจ
ขากลับนั้นไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นแม้แต่น้อยไม่มีการต่อสู้ ไม่มีสายตาที่น่ากลัวมองมา ไม่มีแม้กระทั่งแรงกดดันใดๆจากสายตาของผู้คนหมู่มาก
ราวกับเมืองทั้งเมืองตกอยู่ในความสงบซึ่งผิดปกติไปบ้างจนทำให้กัสอดไม่ได้ที่จะต้องหยุดมองอยู่หลายครั้ง
แต่ท้ายที่สุดเขาก็กลับมาถึงดินแดนของเขาอย่างปลอดภัยก่อนจะพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วยิ้มให้กันเล็กน้อยถึงได้แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว
กัสนั้นเดินไปยังห้องทำงานเป็นอย่างแรกแล้วนั่งลงพลางครุ่นคิดถึงคำพูดของผู้อาวุโสคำพูดที่ทำให้หัวใจของเขาอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
‘งั้นหรือ..แม้ว่าข้าจะทำผิดข้าก็ไม่ได้ถูกทอดทิ้งสินะ..’
ความทรงจำที่ขมขื่นย้อนคืนกลับมาอย่างช้าๆ ช่วงเวลาที่แสนเจ็บปวดความรู้สึกทรมานจากการทำงานหนัก การถูกบังคับด้วยกฎระเบียบที่น่าชิงชังการถูกหลอกลวงด้วยคำพูดที่สวยหรู
ช่วงเวลาที่น่าเศร้านั้นไม่รู้ว่าเขาเคยคิดขึ้นมากี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่ทราบคิดถึงเรื่องร้ายๆ ว่าตัวเขานั้นถูกตระกูลทอดทิ้งแล้วโดยไม่มีหลักฐานใดๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงหากเขาคิดที่จะขอความช่วยเหลือสักครั้งเขาก็คงจะได้รับความช่วยเหลือและไม่ต้องเจ็บปวดทรมานแบบนั้น
ในขณะที่ครุ่นคิดถึงความคิดของตัวเองในชีวิตก่อนกัสก็ค่อยๆ ได้รับคำตอบของคำถามมากมายที่เขาเคยถามตัวเองในช่วงเวลานั้นและได้รับคำตอบที่เขาคิดยังไงก็คิดไม่ออกในชีวิตก่อน
‘ที่แท้..ไม่ใช่ตระกูลที่ทอดทิ้งข้าแต่เป็นข้าต่างหากที่ทอดทิ้งตระกูล ข้าเอาแต่คิดถึงตัวเองมองเพียงตัวเองและไม่เคยคิดถึงมุมมองที่ตระกูลมองข้าเลย’
กัสถอนหายใจออกมายาวๆ แล้วมองออกไปด้านนอก มองผ่านหน้าต่างออกไปยังท้องฟ้าของดันเจี้ยนด้วยความรู้สึกที่สับสน
“หากวันนั้นข้าไม่มัวแต่หลงติดอยู่กับการชดใช้ความผิด..บางทีชีวิตของข้าคงไม่เลวร้ายถึงขนาดนั้น”
คิดแล้วกัสก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ คำหลอกลวงที่สวยหรูเหล่านั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงกับดักความโลภที่ล่อลวงคนโลภอย่างเขาให้เข้าไปติดกับเท่านั้น
หากเขาไม่โลภมากบางทีเขาอาจจะไม่ลำบากและถูกหลอกด้วยคำพูดที่สวยหรูพวกนั้นต่อให้โดนเอาเปรียบไปบ้าง แต่ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางอดอยากและจบลงที่ความตายแบบนั้น
คิดแล้วกัสก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงอดีตเจ้านายที่น่าชิงชัง
แผนการต่างๆที่วางไว้ การบีบคั้นผู้คนเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง การหลอกลวงเพื่อใช้งานรวมไปถึงคำโกหกมากมายที่พูดออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
‘พอมาคิดๆ ดูแล้ว..เจ้าหมอนั้นก็แค่คนเลวที่พยายามหาผลประโยชน์ใส่ตัวเท่านั้นเอง..’
เมื่อคิดได้แบบนั้นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกัสก่อนที่เขาจะหลับตาลงแล้วครุ่นคิดถึงความทรงจำที่เลวร้ายและได้เห็นช่วงเวลาที่เวลาที่ยากลำบากที่เกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของเขา
‘ทั้งหมดนี้เกิดจากการมองโลกในแง่ร้ายของข้าด้วยสินะถ้าข้าไม่สิ้นหวังและจมอยู่กับความรู้สึกผิดบางทีข้าอาจจะมองเห็นมันได้เร็วกว่านี้’
กัสยังคงนั่งทบทวนความทรงจำเก่าๆ ในชีวิตก่อนจนลืมตัวลืมเวลาและลืมแทบทุกอย่าง เขาจมลงสู่ความคิดที่เลวร้าย ขณะที่มองหาเหตุผลต่างๆที่ทำให้เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับตัวเขา
ในขณะที่ความรู้สึกจมดิ่งลงไปทุกขณะมือของกัสก็ถูกสัมผัสด้วยมือเล็กๆ ที่เนียนนุ่มของเด็กสาวดวงตาที่ปิดสนิทของกัสก็เปิดกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“เจ้าเองหรืออาย..”
“เป็นอะไรไปนะกัส..ทำไมเอาแต่คิดเรื่องแย่ๆ ละแบบนี้มันไม่สมกับเป็นเจ้าเลยนะ”
กัสยิ้มออกมาเล็กน้อยขณะมองดูใบหน้าที่อ่อนเยาว์ของเด็กสาวตรงหน้าใบหน้าของเด็กสาวที่กำลังจะกลายเป็นสาว กับดวงตาคู่งามที่ราวกับท้องฟ้าที่ใสกระจ่าง
สายตาของกัสสบเข้ากับดวงตาของบลูอายเขามองดูเธอด้วยรอยยิ้มก่อนจะยื่นแขนออกไปดึงตัวเด็กสาวเข้ามาในอ้อมกอดจนบลูอายกรีดร้องออกมาครั้งหนึ่ง
“ข้าขอกอดสักหน่อยเถอะนะ..”
ความคิดที่จะต่อต้านของบลูอายหายไปในทันทีที่ได้ยินคำขอที่อ่อนแรงนี้เธอสับสนอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ท้ายที่สุดก็ยอมให้กัสกอดและค่อยๆลูบหัวของเขาอย่างอ่อนโยนเป็นการปลอบโยนซึ่งทำให้หัวใจของกัสสงบลงอย่างช้าๆ
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบได้ในที่สุดกัสก็รู้สึกตัวและคลายอ้อมกอดออกจนได้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของบลูอายอีกครั้ง
“สบายใจขึ้นแล้วสินะ”
“อืม..ขอโทษนะอาย”
“ไม่เป็นไรหรอกกัส..เจ้าก็เป็นแบบนี้เสมอแหละ ข้าชินแล้ว”
กัสยิ้มฝืนๆ ด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อก่อนจะถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งแล้วหมุนตัวไปยังโต๊ะควบคุมและซื้อของกินมาชุดหนึ่งพลางชวนบลูอายกินด้วยกัน
บลูอายเองก็ไม่ปฏิเสธเพราะเธอตระหนักได้ว่ากัสในตอนนี้ไม่ปกติเท่าไหร่นักเธอจึงยอมอยู่ด้วยและพยายามตามใจเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“วันนี้ข้าได้รู้เรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน..ข้าได้รู้ว่าตระกูลไม่เคยทอดทิ้งข้าเลยแม้ว่าข้าจะทำผิดข้าก็ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง”
บลูอายยังคงนั่งนิ่งโดยไม่พูดอะไรนอกจากมองดูกัสด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเห็นใจและการให้กำลังใจด้วยสายตาที่สร้างความอบอุ่นให้หัวใจของกัสได้มากยิ่งกว่าคำพูดใดๆ
“เจ้าคิดว่าข้าโง่ไหมอาย..คิดได้ยังไงกันว่าถูกทิ้ง ทั้งที่ข้าได้รับความช่วยเหลือหลายต่อหลายครั้งแท้ๆ”
กัสส่ายหน้ายิ้มๆ ขณะที่ความรู้สึกที่ย่ำแย่ค่อยๆ จางหายไปอย่างช้าๆด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวของผู้อาวุโสที่ทำให้เขาตระหนักว่าตัวเองไม่เคยถูกทิ้งมาก่อน
ความรู้สึกนี้มันน่าประหลาดมันทำให้เขาจมดิ่งลงสู่ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด แต่หลังจากเขาปีนกลับขึ้นมาได้สำเร็จบาดแผลที่ติดตัวเขามานานหลายร้อยปีนี้ ในที่สุดก็ได้รับการรักษาอย่างแท้จริง
ช่วงเวลานั้นความรู้สึกที่หนักอึ้งก็จางหายไปจนทำให้จิตใจของเขาผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเขารู้สึกเหมือนจิตใจของเขาได้รับการปลดปล่อย บาปของเขาได้รับการให้อภัย เรากับได้ยินเสียงกระซิบและเสียงถอนหายใจดังอยู่ข้างในจิตใจ
เสียงกระซิบที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนหากแต่ดังขึ้นเบาๆ และหายไปอย่างรวดเร็วจนไม่อาจจับใจความได้
สิ่งเดียวที่เขารู้สึกได้จากเสียงกระซิบนี้มีเพียงความสบายใจราวกับเจ้าของเสียงกระซิบนี้ได้ปล่อยวางภาระที่หนักอึ้งลงในที่สุด
กัสลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจและสับสนพลางมองไปยังบลูอายที่อยู่ใกล้ตัวเขาที่สุดก่อนจะขมวดคิ้วเพราะเขารู้สึกว่าเสียงที่ได้ยินนั้นไม่ใช่เสียงของผู้หญิง
แต่ดูเหมือนเสียงของผู้ชายที่ฟังแล้วคุ้นหูอย่างบอกไม่ถูก
แต่มันก็น่าแปลกที่ไม่ว่าจะพยายามคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าเขาเคยได้ยินเสียงแบบนี้จากไหนและในช่วงเวลาต่อมาเขาก็จำไม่ได้แล้วว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นยังไง
กัสขมวดคิ้วด้วยความสับสนพลางทบทวนความทรงจำของตัวเองอย่างตั้งใจแต่มันก็เปล่าประโยชน์เพราะเขาไม่สามารถเรียกความทรงจำในวินาทีนั้นกลับมาได้เลย
“กัส..เป็นอะไรไปอีกแล้วละ ทำไมอยู่ๆ ถึงได้หงุดหงิดอีกแล้วละ”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงนี้ทำให้กัสได้สติกลับมาอีกครั้ง พลางยิ้มฝืนๆแล้วส่ายหน้าให้กับตัวเองก่อนจะสลัดความสงสัยนั้นทิ้งไป
‘ช่วยไม่ได้แฮะ..ช่างมันก็แล้วกัน’
เพราะว่านึกยังไงก็นึกไม่ออก แถมยังลืมไปอย่างรวดเร็วจนทำให้กัสทำอะไรไม่ได้นอกจากสลัดมันทิ้งไปอย่างเสียไม่ได้เพราะว่าเขาลืมมันไปแล้ว
“ไม่มีอะไรหรอก..แค่รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงอะไรสักอย่าง..แต่อยู่ๆก็ลืมมันไปเฉยเลย น่าตลกเป็นบ้า”
พูดแล้วกัสก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจยาวๆ แล้วเงยหน้าขึ้นก็พบกับบลูอายที่มองมาด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ต้องคิดมากหรอกอาย..จริงสิ!! วันนี้ข้าได้ข้อมูลที่พวกเราต้องการมาแล้วนะมาดูด้วยกันสิ!!”
พูดแล้วกัสก็เปิดบันทึกโลกวิญญาณขึ้นมาอย่างรวดเร็วแล้วขยับเก้าอี้ของเขาไปใกล้ๆบลูอายเพื่อเปิดข้อมูลดูกันสองคน
บลูอายเองแม้จะไม่พอใจเท่าไหร่นักที่กัสเปลี่ยนเรื่องเอาดื้อๆแบบนี้ แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้เพราะว่าข้อมูลที่กัสเปิดออกมาให้ดูนั้นมันดึงดูดความสนใจของเธอจริงๆ
“นี่มัน!! วิธีปลดล็อกสินค้าของดันเจี้ยนงั้นหรือ!!”
“ใช่!! ดูสิ เจ้าคิดว่าอันไหนน่าสนใจบ้างลองดูสิ”
แม้จะไม่เต็มใจแต่บลูอายก็ถูกดึงดูดความสนใจได้สำเร็จจริงๆ และไม่ใช่แค่บลูอายเท่านั้นแม้กระทั่งตัวกัสเองก็ถูกดึงดูดเข้าไปด้วยเช่นกันเพราะความน่าสนใจของข้อมูลที่อยู่ในบันทึกโลกวิญญาณ
“ไหนๆ ขายผักวิเศษครบ 1000 ผล จะปลดล็อกชั้นวางผักวิเศษที่ใช้สำหรับตากแห้ง..ของแบบนี้จำเป็นด้วยหรอ!!”
“นั่นสิ..ดูนี่สิ ขายผักวิเศษครบ 100 ชนิด ได้รับอุปกรณ์ผสมพันธุ์ผักวิเศษ!!หืม! อันนี้น่าสนใจแฮะ”
“จริงด้วย!! ดูสิกัส! ไม่ใช่แค่ผักนะผลไม้ก็มี สัตว์วิเศษด้วย ปลาวิเศษก็มี!!”
เพียงอึดใจสั้นๆ สองหนุ่มสาวก็ถูกข้อมูลตรงหน้าดึงดูดความสนใจเข้าไปจนหมดสิ้นจนทำให้พวกเขาสองคนขยับเข้ามาใกล้กันทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว
ดวงตาสองคู่ที่กวาดมองผ่านข้อมูลทั้งหมดที่มีในบันทึกอย่างละเอียดพลางพูดคุยกันไม่หยุดจนกระทั่งกัสสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่หอมหวานของบลูอายที่รดใส่ใบหน้าของเขาจนนึกแปลกใจและหันไปมอง
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นบลูอายก็เห็นข้อมูลหน้าใหม่ของบันทึกที่เพิ่งจะเปลี่ยนหน้าจนหันไปมองกัสด้วยความตื่นเต้นและทำให้ใบหน้าของทั้งสองสัมผัสกันพอดี
กัสนิ่งไปชั่วขณะพลางสบตากับบลูอายที่มองมาด้วยความตื่นเต้นก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นความรู้สึกขัดเขินและตื่นตระหนกที่ใบหน้าของเธอนั้นอยู่ใกล้กับกัสมากขนาดนี้
แม้ว่าพวกเขาจะเคยจูบกันมาแล้วก็ตามทีแต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาใกล้ชิดกันมากขนาดนี้และนานถึงเพียงนี้
“อาย..ถ้าเจ้าไม่เลิกมองข้าละก็..ข้าอาจจะจูบเจ้าก็ได้นะ..”
เวลาผ่านไปอึดใจหนึ่งกัสก็ยกยิ้มแล้วพูดออกมาส่งผลให้บลูอายได้สติและตกใจจนรีบถอยออกไปอย่างร้อนรน
ส่วนกัสนั้นเขายิ้มน้อยๆด้วยความรู้สึกเสียดายนิดหน่อยที่ไม่ได้ฉวยโอกาสเอาไว้ แต่ก็ลอบบอกตัวเองในใจว่าวันนี้ไม่ได้
“เอาแบบนี้ดีกว่านะ..ข้าส่งข้อมูลให้เจ้าดีกว่า”
ราวกับเพิ่งจะนึกออกว่าบลูอายเองก็มีบันทึกโลกวิญญาณเหมือนกัน กัสถึงได้เพิ่งจะมาคิดส่งข้อมูลให้เอาตอนนี้จนท้ายที่สุดพวกเขาสองคนก็นั่งนิ่งอ่านข้อมูลด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง
กัสยังคงยิ้มน้อยๆและมีท่าทางที่ตื่นเต้นยินดีอย่างเห็นได้ชัดยามที่อ่านข้อมูลที่น่าสนใจ โดยเฉพาะข้อมูลที่เขาสนใจมากๆอย่าง ‘สัตว์เลี้ยงวิเศษ’ ที่มีความสามารถในการสนับสนุนการเลี้ยงดูผลผลิตวิเศษทุกชนิด
‘ไหนดูสิ..สามารถทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้ 3 แบบ ขับไล่ เก็บกู้และเก็บเกี่ยว..อ๋อแบบนี้เอง’
หัวข้อหลักๆในคำอธิบายนั้นใช้คำที่กระชับเกินไปบ้างแต่ก็โชคดีที่มันมีคำอธิบายอย่างละเอียดเอาไว้เลยอ่านได้เข้าใจไม่ยาก
สรุปแล้วสัตว์เลี้ยงวิเศษพวกนี้มีไว้สำหรับสนับสนุนการเลี้ยงผลผลิตวิเศษจริงๆ
“น่าสนใจแฮะ..ไหนดูสิ วิธีปลดล็อก..ต้องผ่านการเลี้ยงดูผลผลิตวิเศษทุกประเภทประเภทละ 10 ชนิดงั้นหรือ..ไม่ง่ายเลยแฮะ”
ไม่ว่ากัสจะสนใจมันมากขนาดไหน แต่หลังจากเห็นเงื่อนไขแล้วเขาก็จำต้องยอมแพ้เพราะว่าตัวเขาในตอนนี้ไม่สามารถทำมันได้จริงๆ
ผลผลิตวิเศษทุกประเภทหากนับรวมๆ กันแล้วเกรงว่ามีมากถึง 10 ประเภทเลยทีเดียว
เริ่มต้นจากพืชพรรณที่มีผักวิเศษ ผลไม้วิเศษ ไม้วิเศษ สมุนไพรวิเศษ เห็ดวิเศษ
ส่วนของสัตว์และสิ่งมีชีวิตนั้นเริ่มด้วยนกวิเศษ ปลาวิเศษ สัตว์วิเศษ แมลงวิเศษ สัตว์พาหนะวิเศษ
รวมๆแล้วทั้งหมดมีด้วยกัน 10 ประเภท ซึ่งยากนักที่จะมีคนชำนาญการเลี้ยงดูผลผลิตวิเศษทุกประเภทได้เพราะแต่ละประเภทนั้นมีเงื่อนไขการเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน
สามประเภทแรกของทั้งพืชและสัตว์นั้นมีระดับความยากที่เปลี่ยนแปลงตามวันเวลาที่ใช้ในการเพาะปลูกและความอันตรายของศัตรูตามธรรมชาติเท่านั้น
ส่วนสองประเภทของทั้งพืชและสัตว์นั้นมีเงื่อนไขพิเศษในการเลี้ยงดูที่ยุ่งยากจึงยากที่จะเลี้ยงดู
ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือแมลงวิเศษ ที่ต้องใช้สมุนไพรวิเศษบางชนิดเป็นอาหาร หรือเห็ดวิเศษที่อาจจะต้องใช้ไม้วิเศษหรือเลือดของสัตว์วิเศษบางชนิดในการเพาะเลี้ยง
โดยรวมแล้วสองประเภทหลังของทั้งสองชนิดนั้นต่างมีเงื่อนไขที่ต้องใช้ผลผลิตวิเศษเป็นอาหารในการเลี้ยงดูทั้งสิ้นทั้งยังต้องการสภาพแวดล้อมที่พิเศษเฉพาะในการเลี้ยงดูอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้คนที่สามารถผลิตผลผลิตวิเศษทั้งสองประเภทหลังนี้ได้จึงมีน้อยยิ่งกว่าน้อย
หลังจากทำความเข้าใจกับความยากของการปลดล็อกสัตว์เลี้ยงวิเศษแล้วกัสก็ทำได้เพียงถอนหายใจเพราะว่ามันยากเกินไปจริงๆ สำหรับเขาในตอนนี้
“ช่วยไม่ได้นะงั้นตอนนี้ก็ต้องดูไอ้นี่ก่อนก็แล้วกัน..อุปกรณ์ผสมพันธุ์ผักวิเศษ..นี่น่าจะดีที่สุดแล้วในตอนนี้”
ในเวลาเดียวกับที่กัสสรุปความคิดของเขาได้ บลูอายกลับยังไม่ไปไหนเลยทั้งยังหน้าแดงน้อยๆด้วยความสับสนเพราะเอาแต่คิดถึงเหตุการณ์ที่น่าอายเมื่อครู่นี้อยู่ด้วยความสงสัย
“อาย..เจ้าคิดว่าไง เจ้าว่าพวกเราควรจะเริ่มปลดล็อกสินค้าชิ้นไหนก่อน”
บลูอายที่เผลอคิดเรื่องอื่นอยู่จนลืมตัวนั้นอุทานออกมาเบาๆด้วยความตกใจและสับสนพลางหันไปมองกัสด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อจนผิดปกติ
เห็นแบบนั้นกัสก็ประหลาดใจเพราะเขาไม่เคยเห็นบลูอายในสภาพแบบนี้มาก่อนจนอดที่จะถามซ้ำไม่ได้
“เจ้าคิดว่าไงอาย ปลดล็อกสินค้าตัวไหนก่อนดี..สำหรับข้านะข้าสนใจเจ้านี่ อุปกรณ์ผสมพันธุ์ผักวิเศษ คิดว่าไง หากให้มิโดริใช้สิ่งนี้ละก็บางทีพวกเราอาจจะสร้างผักวิเศษสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติพิเศษออกมาก็ได้นะ”
“อะ..นั่นสิ ถ้าเป็นมิโดริละก็ต้องทำได้แน่ๆ ข้าเห็นด้วยๆ”
เมื่อได้รับคำตอบที่ต้องการกัสก็ตื่นเต้นขึ้นมาในทันทีจนลืมความผิดปกของบลูอายไปโดยไม่รู้ตัวและเริ่มพูดคุยวางแผนกันเล็กน้อยเนื่องจากการปลดล็อกสินค้าตัวนี้ไม่ได้ยากลำบากอะไรเลยเนื่องจากผักวิเศษที่พวกเขาเคยปลูกนั้นมีหลายชนิดมาก
ส่วนที่พูดคุยกันจริงๆจังๆ ดูจะเป็นเรื่องของดินแดนย่อยพิเศษที่กัสได้ยินมาจากผู้อาวุโสเสียมากกว่าเพราะการจะเลี้ยงปลาวิเศษในดินแดนแห่งแม่น้ำนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆเช่นกัน
“สรุปแล้ว..กัสอยากเลี้ยงปลาวิเศษเพื่อเรียกราชาอสูรสินะแบบนั้นก็ดีนะ แต่กัสมั่นใจไหมว่าจะจัดการมันได้”
“แน่นอน! ถ้าไม่มีคนอยู่ด้วยมากไปข้าคิดว่าไม่มีปัญหาหรอก”
“แบบนั้นข้าก็ไม่มีปัญหาเหมือนกัน ถ้ายังไงเอาไว้สำรวจพื้นที่แล้ววางแผนกันอีกทีก็แล้วกันนะ”
“อืม! ได้!”
เมื่อไม่มีใครปฏิเสธทั้งสองคนก็สรุปแผนการอย่างรวดเร็วและเริ่มต้นวางแผนจนได้แผนแบบคร่าวๆก็เรียกแองจี้มาหาเพื่อขอให้เธอช่วยส่งหุ่นยนต์สำรวจเพื่อตรวจสอบดินแดนแห่งแม่น้ำอย่างละเอียดเพื่อใช้ในการวางแผนเพื่อสร้างบ่อเลี้ยงปลาวิเศษ
เนื่องจากแผนการหลายๆส่วนจำต้องอาศัยการสำรวจพื้นที่จริงก่อนจะวางแผนทำให้ท้ายที่สุดพวกเขาก็คุยกันไปได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็หยุดเพราะทำเรื่องที่ทำได้ไปจนหมดแล้ว
งานส่วนต่อไปนั้นจำต้องรอให้ถึงวันทำงานก่อนถึงจะเริ่มได้พวกเขาสามคนจึงจบการประชุมลงเท่านี้และแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวของตัวเอง
ช่วงเวลานั้นกัสยังคงนั่งนิ่งและมองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีส้มบ้างแล้วขณะที่บอกให้สองสาวจากไปก่อนและนั่งแช่อยู่บนเก้าอี้อีกนานเพื่อคิดอะไรบางอย่าง
เมื่อเห็นท่าทีที่ผิดปกติของกัสบลูอายก็เกิดความเป็นห่วงขึ้นมา แต่หลังจากที่กัสยิ้มให้เล็กน้อยเด็กสาวก็หมดห่วงเพราะสีสันของความรู้สึกที่เธอมองเห็นนั้นไม่ได้ขุ่นมัวและน่ากลัวอีกต่อไป
หากแต่เป็นสีสันแห่งความมุ่งมั่นและการครุ่นคิดที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อน
สิ่งที่บลูอายไม่ทราบก็คือกัสกำลังคิดถึงสิ่งที่เขาพบเจอในวันนี้แม้ว่าจะมีการช่วยเหลือจากผู้อาวุโสจนทำให้เขาผ่านเหตุการณ์ที่น่ากลัวมาได้อย่างปลอดภัย
ทว่าแรงกดดันที่น่ากลัวในวันนี้ก็ยากที่จะลืมได้จริงๆหลังจากจัดการกับเรื่องราวทั้งหมดแล้วสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในใจของกัสก็คือช่วงเวลาที่ถูกกดดันด้วยพลังวิญญาณที่น่ากลัวนั่น
ตอนแรกเขามองไม่ออกและไม่ทันได้คิดว่ามันคืออะไรแต่หลังจากได้คิดบ้างในที่สุดเขาก็นึกออกว่าพลังวิญญาณที่พุ่งตรงมายังตัวเขาในเวลานั้นเป็นพลังวิญญาณของครึ่งเทพที่น่ากลัวผู้นั้น
‘ระยะห่างระหว่างข้ากับเจ้ายังมีมากขนาดนี้เลยงั้นหรือ..ดูเหมือนว่าข้าจะทำตัวสบายๆไม่ได้อีกแล้ว’