บทที่ 13 สะใภ้ใหม่กำลังจะเข้าบ้าน
อย่าว่าเลยปู่หนิงเป็คนมีวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม คำพูดของเขาไม่นานก็กลายเป็จริง ั้แ่หนิงลั่วบุตรคนที่สามของบ้านรองป่วยหนักและฟื้นตัวขึ้นมา ทั้งตัวนางดูราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคน อาหารที่นางทำก็มีหลากหลายรูปแบบ แม้จะเป็วัตถุดิบเดิม แต่พอนางทำแล้วกลับอร่อยกว่าที่หนิงเวยทำเสียอีก หากไม่ใช่เพราะสะใภ้ใหม่ของบ้านชื่นชมไม่ขาดปาก ย่าหนิงก็คงไม่มีวันยอมให้หนิงลั่วทำอาหาร
หลังจากนั้นหนิงลั่วก็เริ่มเก็บหอมรอมริบทีละเล็กละน้อย จนกระทั่งสามารถมีเงินเก็บเป็ของตัวเองได้
ย่าหนิงจัดการดูแลสามีเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะกลับมาพูดกับสะใภ้ใหญ่ด้วยเสียงแ่เบา “ข้าบอกเ้าแล้ว อย่าได้พูดจาเอาเปรียบมากนัก เงียบเสียบ้างก็ดี ข้าจะบอกให้พวกเ้ารู้ พรุ่งนี้เป็วันที่หนิงโหย่วไฉจะพาภรรยาเข้าบ้าน พวกเ้าต้องช่วยกันทำตัวให้ดี อย่าให้เกิดเื่วุ่นวาย หากทำให้การแต่งงานครั้งนี้พังล่ะก็ พวกเ้าก็เตรียมตัวรับกรรมให้ดี”
หนิงโหย่วจินได้ยินมารดาของเขาตำหนิ ก็หดคอลง รีบตักข้าวเข้าปากอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็จัดการอาหารในชามตัวเองหมดเกลี้ยง จากนั้นก็หยิบแผ่นแป้งข้าวฟ่างที่เหลือมากินเพิ่ม วันนี้บุตรสาวกินน้อย นับว่าเป็โชคดีของเขา เพราะปกติแล้วเขากินไม่เคยอิ่มเลย ตอนนี้จึงก้มหน้าก้มตากินต่อไป
เฉินซื่อเห็นสามีตะกละตะกลาม ก็ตวาดเบาๆ พลางใช้ตะเกียบเคาะศีรษะเขา “กินๆ เอาแต่กิน ระวังเถอะ กินมากไปบ้านเราจะจนเพราะเ้านี่แหละ”
หนิงโหย่วจินที่กำลังกินเพลินๆ ได้ยินเช่นนั้นก็มองภรรยาด้วยความงุนงงก่อนจะถาม “เพราะเหตุใดเล่า ข้าทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เหตุใดถึงห้ามข้ากินอิ่ม”
เฉินซื่อเห็นสภาพสามีเช่นนี้ก็คร้านจะเถียงด้วย นางเบือนหน้าหนี ไม่อยากมองเขาอีก แต่พอหันไปหาแม่สามี สีหน้ากลับเปลี่ยนเป็รอยยิ้มทันที แล้วเอ่ยด้วยเสียงหวาน “ท่านแม่ หนิงโหย่วไฉจะมีภรรยาแล้วหรือ นี่เป็เื่ดีนัก ตระกูลหนิงของพวกเรากำลังจะมีสมาชิกเพิ่มแล้ว!”
แม้ว่าคำพูดของเฉินซื่อจะดูยินดี แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย
ในบ้านหลังนี้ คนที่นางรังเกียจที่สุดก็คือหนิงโหย่วไฉ น้องสามของสามี เขาเป็ตัวหารสมบัติชัดๆ เกียจคร้าน ไม่ทำอะไรเป็ชิ้นเป็อัน ช่างน่าประหลาดใจนักที่ยังมีสตรีที่อยากแต่งงานกับเขา ครอบครัวฝ่ายหญิงมองคนเป็หรือไม่
คนในบ้านต่างรู้ดีว่าหนิงโหย่วไฉเป็คนเช่นไร เขาเป็พวกไม่ทำงานหาเลี้ยงชีพ ไม่มีเงิน ไม่มีความสามารถ แต่กลับใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายตลอดเวลา แถมยังชอบทำตัวเป็เ้าขุนมูลนาย
เขาอ้างว่าทำกิจการอยู่ข้างนอก แต่ใครจะรู้ว่าเขาทำอะไรจริงหรือไม่ สิ่งที่แน่นอนคือเขามักจะแต่งตัวดูดีแต่ไม่เคยนำเงินกลับมาบ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทุกครั้งที่กลับมา มีแต่แบมือขอเงิน
แม้ย่าหนิงจะบ่นว่าเขาบ้าง แต่สุดท้ายก็ยอมตามใจเขาตลอด นางมักจะย่องเอาเงินไปให้เขาโดยที่คนอื่นไม่ทันสังเกต
ย่าหนิงในตอนนี้สีหน้าเต็มไปด้วยความสุขราวกับได้ดื่มน้ำผึ้ง นางหัวเราะ “ตอนแรกข้ายังไม่เชื่อเลย หลังจากเห็นจดหมายที่หนิงโหย่วไฉฝากคนส่งมา ถึงได้รู้ว่าเป็เื่จริง ในที่สุดก็หมดห่วงเสียที”
“หนิงโหย่วไฉอายุยี่สิบแล้ว หัวคิดก็ดี หน้าตาก็ดี ย่อมต้องหาภรรยาที่ดีได้ จดหมายบอกว่าถ้าทุกอย่างไปได้ด้วยดี เดือนหน้าก็จะแต่งงาน ข้าล่ะอยากอุ้มหลานเต็มทีแล้ว!” ย่าหนิงพูดจบก็หัวเราะไม่หยุด ดูท่านางจะพอใจในตัวบุตรชายคนเล็กมาก พอพูดถึงเขา สีหน้าของนางดูเด็กลงไปหลายปี แม้แต่รอยย่นก็แทบจะหายไปหมด
เฉินซื่อเห็นสีหน้าของย่าหนิงเช่นนั้นก็อดเบะปากไม่ได้ นางคิดในใจว่าพูดง่ายเสียจริง บอกว่าเดือนหน้าจะแต่งงาน แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาแต่ง
ทรัพย์สมบัติของบ้านหนิง นางก็พอรู้เื่อยู่บ้าง ั้แ่สามีภรรยาบ้านรองจากไป ไม่มีใครทำงานหาเงิน บ้านนี้ก็พึ่งได้แต่ปู่หนิงกับสามีของนางที่ก้มหน้าทำงานหนัก ไม่มีเวลาคิดอะไรด้วยซ้ำ นับดูแล้วจะหาเงินมาแต่งงานได้อย่างไรกัน
“แต่ว่าท่านแม่ บ้านเรายังมีเงินเหลืออยู่หรือไม่ เซวียนเอ๋อร์ของข้าต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเดือนหน้า ข้าก็กลุ้มใจอยู่เหมือนกัน” เฉินซื่อเอ่ย
“ขอบอกเ้าไว้เลยนะ เงินแต่งงานของโหย่วไฉห้ามใครแตะต้องเป็อันขาด เวลากระชั้นชิดเช่นนี้ ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าซื้อเครื่องเรือนและเสื้อผ้า หากไม่พอ พวกเ้าต้องช่วยแบ่งเบาภาระกันบ้าง ต้องช่วยกันออก” ย่าหนิงเอ่ย
“ว่าอย่างไรนะ! ท่านแม่ล้อข้าเล่นหรือไร พวกเราจะมีเงินที่ไหนไปช่วย ดูสามีของข้าสิ วันหนึ่งหาเงินได้ไม่ถึงร้อยเหวิน ไหนจะค่าใช้จ่ายของเซวียนเอ๋อร์ในแต่ละเดือน ข้าไม่มีเงินเหลือเลย แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปช่วยจ่ายค่าจัดงานแต่งของน้องสาม” เฉินซื่อกล่าวทันควัน
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ เมื่อก่อนเ้าแอบเก็บเงินไว้ไม่น้อย ตอนที่โหย่วหรงยังอยู่ เงินที่ให้ข้ามาส่วนใหญ่ก็มาจากเขา บ้านใหญ่ของเ้าทั้งเดือนให้ข้าแค่ไม่กี่ร้อยเหวิน เ้ามีเงินเก็บแค่ไหน เ้าลองถามใจตัวเองดู”
แท้จริงแล้วถึงแม้ย่าหนิงจะไม่พูดออกมา แต่กลับรู้ทุกอย่างดี ตอนนี้บุตรชายคนเล็กของนางจะแต่งงาน หากไม่รีดเงินจากลูกๆ คนอื่น นางคงไม่ใช่ย่าหนิงแล้ว
“ท่านแม่ จริงๆ แล้วข้าไม่มีเงินเหลือเลย ฮวนเอ๋อร์กับเซวียนเอ๋อร์ลูกทั้งสองของข้าล้วนใช้เงินทั้งสิ้น ฮวนเอ๋อร์เพิ่งซื้อพิณเมื่อเดือนที่แล้ว เงินนั่นยังต้องจุนเจือครอบครัวของข้า ข้าจะไปแบมือขอเงินที่บ้านเพื่อช่วยน้องสามได้อย่างไร”
“หึ! เ้าจะทำอย่างไร ข้าไม่สนใจ จงรู้ไว้ แต่ละบ้านต้องเตรียมเงินห้าตำลึงไว้ให้ ข้าบอกล่วงหน้าแล้ว หากวันนั้นพวกเ้าไม่มีให้ ข้าก็มีวิธีของข้าเอง!” ย่าหนิงเอ่ยตัดคำพูดของเฉินซื่อ พลางทำท่าทางเอาแต่ใจ
ขณะที่เฉินซื่อกำลังกลัดกลุ้มกับเื่เงิน ย่าหนิงกลับพูดเสริมขึ้นมาอีกว่า “ใช่แล้ว พรุ่งนี้เช้า เ้าเป็พี่สะใภ้ใหญ่ ต้องตื่นเช้ามากวาดลานบ้านทั้งในและนอก เื่นี้ข้ามอบหมายให้พวกเ้าแม่ลูกสองคนจัดการ”
เฉินซื่อที่กำลังอัดอั้นเพราะเื่เงินอยู่แล้ว เมื่อได้ยินว่าต้องตื่นแต่เช้าทำความสะอาดบ้าน นางก็ทนไม่ไหว ลุกพรวดจากเก้าอี้ เสียงของนางสูงขึ้นกว่าปกติ “ท่านแม่ นี่มันไม่ยุติธรรมเลย งานมากมายเช่นนี้ เหตุใดต้องเป็ข้ากับฮวนเอ๋อร์? ท่านก็รู้ดีว่าฮวนเอ๋อร์ไม่ถนัดทำงานบ้าน แล้วให้ข้าทำคนเดียว นี่จะฆ่าข้าหรืออย่างไร”
ย่าหนิงไม่ได้รีบร้อน นางหักแผ่นแป้งข้าวฟ่างออกเป็ชิ้นเล็กๆ แล้วเคี้ยวอย่างช้าๆ ก่อนจะพูดขึ้นอย่างไม่รีบร้อน “พรุ่งนี้เช้า สามีของเ้ากับปู่หนิงจะออกไปล่าสัตว์ ตอนเที่ยงจะต้องมีของสดกลับมา ส่วนข้าต้องเข้าเมืองไปซื้อของ เตรียมเนื้อหมูให้พร้อม บ้านว่าที่ภรรยาของโหย่วไฉเป็คนมีหน้ามีตา กินข้าวขาวแป้งดีทุกวัน หากมาถึงบ้านเราแล้วให้กินของธรรมดา เ้าจะให้ผู้อื่นรู้สึกแย่หรือ?”
“คนในเมืองเมื่อมาถึงชนบทก็อยากลิ้มลองของสดใหม่บ้าง พวกเราก็ต้องจัดหาให้สมฐานะ” ย่าหนิงพูดพลางเหลือบตามองสะใภ้ใหญ่ด้วยสายตาเ็า ซึ่งเป็สายตาที่เฉินซื่อกลัวที่สุด ราวกับจะกลืนกินคนเข้าไปได้
เฉินซื่อไม่กล้าสบตาย่าหนิง ได้แต่บ่นพึมพำ “ข้าไม่สน ท่านให้หนิงลั่วช่วยข้าด้วย นางหายป่วยแล้วไม่ใช่หรือ? แค่เช็ดหน้าต่าง กวาดบ้าน ทำงานเล็กๆ น้อยๆ คงทำได้ไม่ยาก”
แต่คราวนี้ย่าหนิงกลับไม่ยอมตามลูกสะใภ้ ไม่รู้ว่าเป็เพราะรู้สึกผิดหรือกลัวหนิงลั่วกันแน่ สุดท้ายนางเพียงกล่าวว่า “หากเ้ากล้าพอ ก็ไปเรียกเองเถอะ ข้าทำไม่ลงหรอก ข้าไม่กล้ารังแกคนป่วย”
ดูเถิด ย่าหนิงกลับคำเร็วยิ่งกว่าพลิกหน้าหนังสือ เฉินซื่อได้ยินเช่นนั้นก็แทบะเิออกมา นางเองก็ยังไม่กล้ากล่าวเรียกหนิงลั่วเลย จึงทำได้เพียงบ่นออกมาว่า “ได้ คราวนี้ข้ายอมก็ได้ รอดูกันเถอะว่าหายดีแล้ว นางยังจะมีข้ออ้างอะไรอีก!”
ในขณะที่บ้านใหญ่กำลังวุ่นวายเพราะเื่ภรรยาใหม่ของหนิงโหย่วไฉ บ้านรองกลับเงียบสงบอย่างหายาก ยามนี้ สามพี่น้องกำลังล้อมรอบเตาผิง ดื่มน้ำแกงไข่ และมีความสุขอย่างยิ่ง
หนิงเสี่ยงเสี่ยงที่ไม่เคยได้กินของดีเช่นนี้มาก่อน ลิ้มรสน้ำแกงไข่คำหนึ่งก็ถึงกับตื้นตัน น้ำตาแทบไหลด้วยความดีใจ “พี่สาม ท่านทำอาหารอร่อยมาก ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้ ท่านทำอาหารไม่เก่งเลยนี่นา!”
“เฮ้อ...ข้าลองทำตามพี่รองดูน่ะ พอดูแล้วก็ทำได้พอดี อีกอย่างอาสะใภ้หวังเอาไข่มาให้พวกเรา ถ้าไม่กินก็เสียดายน่ะสิ” หนิงลั่วเอ่ย
หนิงเวยเห็นน้องสาวหายป่วยแล้วกลับมาซุกซนอีกครั้ง นางอดไม่ได้ที่จะยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากของนางเบาๆ “ในโลกนี้ไม่มีของที่ได้มาโดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนหรอกนะ นี่คือบุญคุณของอาสะใภ้หวัง วันหน้าเราต้องหาทางตอบแทน”
“รู้แล้วๆ พี่รอง พูดเื่นี้ไปแปดร้อยรอบแล้ว หูของข้าจะด้านหมดแล้วนะ!” หนิงลั่วเอ่ย
“มา...ดื่มน้ำแกงไข่เร็ว ดื่มตอนร้อนๆ นี่แหละดีที่สุด” หนิงเวยเองก็ไม่เคยได้ลิ้มรสน้ำแกงไข่ที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน นางค่อยๆ จิบไปสองคำ แทบไม่อยากกลืนลงไป เพราะที่บ้านท่านย่าไม่เคยทำน้ำแกงไข่ให้กินเลย ต่อให้บางครั้งจะต้มไข่เพียงฟองสองฟอง สุดท้ายก็ตกไปอยู่ในชามของหนิงเซวียนหรือไม่ก็หนิงโหย่วไฉเสมอ
หลานชายหนิงเสี่ยงเสี่ยงไม่มีโอกาสได้กินเลย ส่วนเหล่าเด็กสาวในบ้านนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เป็หลานแท้ๆ เช่นกัน แต่กลับได้รับการปฏิบัติแตกต่างกันถึงเพียงนี้ หนิงลั่วคิดไม่ตกจริงๆ
แต่บ้านใหญ่กับตระกูลหลักก็เป็เช่นนี้เสมอ พวกเขากลั่นแกล้งผู้อ่อนแอกว่าเป็เื่ปกติ ส่วนทางบ้านรองของหนิงโหย่วหรงกับภรรยา ทั้งคู่เป็คนกตัญญูและจิตใจอ่อนโยน จึงถูกกดขี่ข่มเหงอยู่ร่ำไป
ทว่าหนิงลั่วไม่ใช่คนที่จะยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ หากนางยังอยู่ พวกเขาอย่าหวังว่าจะได้รังแกพวกพี่สาวและน้องชายของนางอีก
เมื่อได้ลองกัดแผ่นแป้งข้าวฟ่าง หนิงลั่วรู้สึกเหมือนมีมีดกรีดผ่านลำคอ ทั้งแข็งกระด้างและหยาบ ซ้ำยังมีกลิ่นอับของเชื้อรา นางขมวดคิ้วเพราะกลืนไม่ลง หนิงเวยเห็นเช่นนั้นก็ยื่นขนมปังครึ่งชิ้นที่เหลือจากมื้อเที่ยงให้ พร้อมกับส่งไข่ต้มที่ปอกเปลือกแล้วให้ “น้องสาม เ้าเพิ่งหายป่วย กินนี่เถอะ”
“ไม่เป็ไร ข้ากินได้” หนิงลั่วรีบส่ายหน้า ไม่อยากให้พี่สาวรู้สึกเป็ห่วง ก้มหน้าลงรีบดื่มน้ำแกงไปอีกคำ รสชาติของน้ำแกงอร่อยยิ่งนัก เพราะนางทำตามคำแนะนำของเสี่ยวอู่ ใส่ฟองแห่งชีวาลงไปในน้ำแกง ฟองเ่าั้เต็มไปด้วยพลังิญญา ทำให้น้ำแกงมีรสชาติเข้มข้นกว่าปกติ
หลังจากดื่มเข้าไป ร่างกายหนิงลั่วก็อบอุ่นขึ้นมาในทันที ไม่รู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อย สบายตัวเป็ที่สุด
“พอเถอะ เ้าอย่าฝืนเลย ข้าเห็นอยู่เต็มตาว่าเ้ากลืนมันแทบไม่ลง” หนิงเวยพูดจบก็หยิบแผ่นแป้งข้าวฟ่างจากมือน้องสาวมากัดกินอย่างไม่เกรงใจ