ผู้กล้าหญิงสุดแกร่งกับการเริ่มต้นใหม่ในโลกใบใหม่

    บทที่ 23 บทเรียนเวทมนตร์ (2)

            “พวกนางหายไปแล้ว!”
             หลังจากที่ทั้งสองหายตัวจากไปแล้วนั้นโคลตันและเกรย์สันก็แทบจะโห่ร้องออกมาพวกเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนและมันก็เกิดขึ้นตรงหน้าของพวกเขาทั้งสองแล้ว หรือว่ามันจะเขมือบพวกนางเข้าไปแล้วจริงๆ ก็ขนาดพวกเขายังยื้อมันเอาไว้แทบจะไม่ได้หรือเพราะเชื่อในตัวของพวกนางมากเกินไปจึงได้ตัดสินใจปล่อยเจ้าตัวแปลกๆนั่นไปที่พวกนาง พวกเขาอยากจะย้อนเวลากลับไปแต่มันก็สายไปเสียแล้วเพราะมีสิ่งเดียวที่ไม่อาจทำได้ในโลกทั้งหลายนั่นคือการย้อนเวลา
              แต่ความจริงแล้วมันก็มีการย้อนเวลาได้จริงๆนั่นแหละเพียงแต่การย้อนเวลานั้นมันจะมีผลกระทบบิดเบือนสิ่งที่ควรเป็นอยู่ในโลกทั้งหลายสุดท้ายก็จะทำให้ผู้ที่ฝืนทำมันตกตายไปไม่ช้าก็เร็วและสิ่งที่เขาพยายามทำมาทั้งชีวิตก็จะสูญเปล่าเมื่อรู้ว่าเวลาที่เขาพยายามเปลี่ยนสุดท้ายมันก็จะกลับเข้าที่เข้าทางมันตามเดิมและหมุนเข็มกลับไปที่เดิมเดินตามปกติของมันที่เคยทำเช่นเก่าก่อน
               “รอดูต่อไปเถอะ พวกนางคือปีศาจและปีศาจจะถือผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่เพราะฉะนั้นแล้ว บททดสอบที่พวกนางได้รับมันก็คือเส้นทางที่พวกนางเลือกที่จะก้าวเดินไปได้หากหยุดก็ไม่ต่างกับการล้มเลิกและทิ้งการเดินทางที่มีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของตนไปไม่ต่างอะไรกับการที่เอาเจตจำนงที่มุ่งมั่นของตนเองไปทิ้ง สุดท้ายก็กลายเป็นแค่พวกที่ใช้ชีวิตที่ประมาณว่าโลกจะเป็นอะไรไปพวกเขาก็จะไม่สนใจอะไรแบบนั้นซึ่งนั่นไม่ใช่เส้นทางที่พวกนางเลือก สุดท้ายก็อยู่ที่ตัวของพวกนาง”
                เกรย์สันกล่าว
               “ช่วงนี้เจ้าพูดอะไรที่ดูมีสาระมากขึ้นนะ ดูเหมือนเพื่อนของข้าจะเปลี่ยนไปแล้ว”
               โคลตันกล่าวด้วยท่าทีประหลาดใจ
               “เจ้านี่นะ ไม่คอยขัดข้าสักครั้งจะเป็นอะไรไปไหมนะ”
               “ฮ่า ฮ่า ……”
                จากนั้นเสียงหัวเราะของทั้งสองก็กลบความกังวลทั้งหมดให้หายไป
                …….
                “ซานดร้า ดูเหมือนพวกเราจะเข้ามาในที่ที่ไม่น่าจะเป็นหอสมุดต้องห้ามที่เดิมที่พวกเราอยู่แล้วล่ะ บางทีอาจเป็นข้างในตัวของเจ้านี่ที่เขมือบพวกเราเข้าไปในท้องของมัน”
                “อืม ใช่แล้วเจ้าพูดถูกพวกเราอยู่ข้างในตัวของมันและมันก็กำลังพาพวกเราไปที่ไหนสักแห่งด้วยตัวของมันเอง รอดูต่อไปเถอะ”
                 ภายในร่างกายของสัตว์ประหลาดที่เขมือบอเล็กซานดร้าและเอเลน่าเข้ามา ภายในร่างกายของมันนั้นไม่ต่างจากเกาะแห่งหนึ่งที่มีทั้งต้นไม้ใบหญ้า พืชพรรณ สัตว์ที่สามารถล่าเพื่อประทังชีวิตได้ หาดทราย เพียงแต่น้ำทะเลเป็นสีแดงอ่อนๆก็เท่านั้นที่ดูแปลกตา  ส่วนบนท้องฟ้านั้นก็มีดวงจันทราถึงสามดวงดวงแรกจะเป็นสีทองอ่อนๆ ดวงที่สองจะเป็นสีแดงเข้ม ดวงที่สามจะมีสีดำที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
                 นั่นทำให้อเล็กซานดร้าไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเหลือเพียงแค่รอเวลาที่สัตว์ประหลาดนี่จะพาพวกนางไปที่ไหน ฉะนั้นนางจึงนำสิ่งประดิษฐ์ของนางที่เกี่ยวการเอาชีวิตรอดท่ามกลางที่ทุรกันดารหรือที่ที่ไม่คิดจะอาศัยอยู่ได้ออกมา
                 “ซานดร้า เจ้านำของพวกนี้ติดตัวมาตั้งแต่ออกจากพระราชวังเลยหรือ?”
                 เอเลน่ามองอเล็กซานดร้าด้วยสายตาแปลกๆ
                 “ใช่ ข้าเตรียมพร้อมเอาไว้น่ะสิ”
                  “ของแบบนี้มันจำเป็นต้องเตรียมเข้ามาในหอสมุดด้วยหรือเจ้าไม่คิดว่ามันจะได้ใช้หรอกใช่ไหม”
                  “แล้วเจ้าคิดว่าตอนนี้มันได้ใช้ไหมละเอเลน่า”
                  “เอ่อ…..”
                   “ช่างเรื่องวุ่นวายไปก่อนเถอะนอนพักดีกว่าตอนนี้เจ้าควรศึกษาและสร้างรากฐานของเวทมนตร์ให้ดีเข้าไว้นะเอเลน่า จำไว้พื้นฐานที่ดีก็ย่อมทำให้เวทมนตร์ของเจ้าเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าเจ้าก็ควรมานอนพักก่อน”
                    “แบบนี้มันจะไม่เป็นอะไรหรือ”
                    “เฮ้อ เจ้านี่นะบางทีก็อย่าคิดมากกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นมากนักสิ”
                     อเล็กซานดร้านำเปลที่ใช้นอนอันใหญ่ออกมาที่สามารถนอนกันได้เลยสองคนบนนั้น นางทิ้งร่างลงไปนอนและอีกมือตบลงบนเปลเบาๆสายตามองไปยังเอเลน่าประมาณว่า 'มาสิ'
                     “…..”
                     เอเลน่าไม่มีทางเลือกจึงเลือกที่จะนอนลงบนเปลที่อเล็กซานดร้าเตรียมเอาไว้จากนั้นทั้งสองก็นอนหลับไปโดยไม่สนสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยพวกนางถูกธรรมชาติอันแสนสงบพาเข้าห้วงแห่งความฝัน และพวกนางก็ราวกับลืมไปแล้วว่าเกาะที่ว่านี่มันคือส่วนลึกของร่างกายสัตว์ประหลาดที่เขมือบพวกนางเข้ามา
                   กระทั่งผ่านไปหลายชั่วโมงสภาพอากาศภายในนั้นเริ่มมีเมฆฝนที่รุนแรงเคลื่อนตัวผ่านเข้ามาเสียงฟ้าร้องคำรามราวกับจะฉีกโลกทั้งใบทิ้งไปดังขึ้นจึงทำให้พวกนางสะดุ้งตื่นขึ้นมา
                  “เกิดอะไรขึ้น”
                   เอเลน่าที่งัวเงียจากการนอนก็ถามไถ่
                  “เจ้านี่นะบอกว่าไม่อยากแต่นอนหลับยาวเลยนะ”
                   อเล็กซานดร้ามองเอเลน่าที่งัวเงียด้วยรอยยิ้ม
                   “อ่ะ….นะ…..นี่มันไม่ใช่นะ ข้าแค่…..”
                   “เอาเถอะ ร่างกายเจ้าเหนื่อยสะสมมามากที่ข้าให้เจ้านอนพักก็น่าจะทำให้เจ้าหายเหนื่อยสะสมไปแล้วบางทีถ้าเจ้าลองไหลเวียนพลังเวทย์ดูอาจรู้สึกได้ถึงบางอย่าง”
                    เอเลน่าพยักหน้าก่อนจะไหลเวียนพลังเวทย์ไปรอบๆร่างกายทุกส่วนของนางทันใดนั้นเองสิ่งที่อเล็กซานดร้าบอกไว้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจริงๆ
                    “นี่มันอะไรกัน เจ้าตัวสีดำนี่คือ…..”
                    เอเลน่ามองไปเห็นร่างที่คล้ายกับสัตว์ประหลาดสักตัวหนึ่งแต่ก็นึกไม่ออกว่าคืออะไรเพราะนางมองเห็นเพียงแค่ร่างอันเลือนรางเท่านั้นไม่อาจมองร่างของมันได้อย่างชัดเจน
                     “จินตภาพเวทมนตร์อย่างไรล่ะเพียงแต่มันยังไม่ถูกปลุกขึ้นมาและยังไม่รู้ว่ามันคือจินตภาพเวทมนตร์อะไร”
                    ถึงจะว่าไปแบบนั้นแต่อเล็กซานดร้าก็ปลุกจินตภาพเวทมนตร์ได้ตั้งแต่สัมผัสกับเวทมนตร์ที่แท้จริงแล้ว และจินตภาพของนางก็ยังคงเป็นจินตภาพเดิมที่เคยเป็นแบบผู้กล้าหญิงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง จินตภาพของนางที่ว่าก็ยังคงเป็นจินตภาพลักษณะของหญิงสาวแสนงดงามคนหนึ่งที่มีรูปลักษณ์ที่เหมือนนางทุกประการไม่มีผิดราวกับว่าตัวนางเป็นจินตภาพของนางเอง ทว่ามันมีส่วนที่ต่างไปจากครั้งก่อนนั้นก็คือภายใต้รัศมีรอบตัวของจินตภาพเวทมนตร์ของนางนี้ มันมีพลังสีทองและสีดำวนอยู่รอบๆแผ่ขยายออกและสลายหายไป เกิดขึ้นมาใหม่และก็เป็นแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา
                    ถึงจะไม่อาจบ่งบอกได้ว่ามันดีหรือไม่ดีอย่างไรแต่มันก็เคยแสดงความแข็งแกร่งของมันออกมาเหมือนกันหากไม่ใช่เพราะจินตภาพเวทมนตร์ไม่มีทางเลยที่เวลาที่นางใช้พลังของดาบเล่มสีทองแบบเต็มที่ในตอนที่มันยังยอมรับนางแค่ครึ่งเดียวเหมือนตอนที่เป็นผู้กล้าหญิงได้
                     “ข้าว่าพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อนค่อยมาตรวจสอบคราวหลังก็ได้เพราะตอนนี้ดูเหมือนคนที่อยากพบพวกเราทั้งคู่จะมาแล้ว”
                    อเล็กซานดร้ากล่าว
                    “เข้าใจแล้ว”
                    เมฆดำมากมายที่กระจุกตัวกันอยู่นั้นมันก็แหวกตัวเองออกและสายฟ้ามากมายที่ก่อตัวขึ้นก็ไหลมารวมกันเป็นเส้นทางเดินออกมาจากหมู่เมฆดำพวกนั้น แสงจันทราทั้งสามนั้นก็ส่องประกายมายังเส้นทางที่ทอดยาวมาหาอเล็กซานดร้าและเอเลน่า มันคือภาพที่ยิ่งใหญ่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่มานั้นไม่อาจดูถูกได้เลยบางทีอาจเป็นตัวตนที่อยู่เหนือขอบเขตขึ้นไปอีก
                    ผ่านไปหลายนาทีเส้นทางและปรากฏการณ์ทุกอย่างเริ่มมั่นคงลงตัวทันใดนั้นเองก็มีหญิงสาวแสนงดงามที่เรือนผมเองก็แปลกประหลาดเพราะมันมีประกายสีดำอ่อนปกคลุมเส้นผมแต่ละเส้นเอาไว้ข้างกายของนางมีชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่ซ้ายเป็นหญิงขวาเป็นชาย พวกเขาเหล่านั้นที่ปรากฏออกมาค่อยๆเดินบนสายฟ้าที่เป็นทางเดินลงไปหาอเล็กซานดร้า
                    ดูเหมือนว่าฝ่ายหญิงที่เดินนำหน้าจะไม่ชอบใจในพิธีรีตรองนางจึงรุดหน้ามาถึงอเล็กซานดร้าและเอเลน่ายืนอยู่ทันที ดวงตาของนางสบสายตาเข้ากับอเล็กซานดร้าอยู่นานและก็เบนไปทางเอเลน่าจากนั้นนางก็หัวเราะออกมา
                  “ไม่คิดเลยว่าผู้ทำลายจะมาถึงที่นี่และก็ยังมีตัวแทนแห่งแสงปาฏิหาริย์มาด้วย”
                   ผู้ทำลายในที่นี้ที่หญิงสาวปริศนาหมายถึงคือเอเลน่า ส่วนตัวแทนแห่งแสงปาฏิหาริย์นั้นคืออเล็กซานดร้า
                   “ข้าเองก็นึกไม่ถึงว่าตัวแทนแห่งแสงปาฏิหาริย์จะสามารถจับผู้ทำลายมาเป็นข้ารับใช้ได้ พวกเจ้านี่น่าสนใจจริงๆ เหนือความคาดหมายของข้าไปมาก ดีแล้ว แบบนี้ข้าถึงไม่เสียเที่ยวที่นำพาพวกเจ้าทั้งสองมาที่นี่”
                  หญิงที่อยู่ตรงหน้าของอเล็กซานดร้าและเอเลน่านางแสดงท่าทีพึ่งพอใจมากกับผลลัพธ์ที่นางได้ทำขึ้นมา กระทั่งนางรับรู้ได้ว่าอเล็กซานดร้าและเอเลน่าแสดงท่าทีประมาณว่า 'เจ้าเป็นใคร'
                   “ขออภัยที่กล่าววาจามากไปเล็กน้อย ตัวข้ามีนามว่า ดาเนียล่า ทีแกน เป็นผู้นำขบวนหมื่นอสูรมายาแห่งการล่มสลาย”
                   ทันทีที่นางกล่าวจบชายหญิงคู่นั้นที่เดินตามนางมาก็เดินมาหยุดอยู่ที่ด้านหลังของนาง
                   “พวกเขาทั้งสองที่พึ่งมา หนุ่มน้อยผู้นั้นมีนามว่าเจมส์ ส่วนสาวน้อยมีนามว่าเฟธ พวกเขาทั้งสองคืออสูรผู้ติดตามที่ภักดีที่สุดของข้าเอง แล้วพวกเจ้าล่ะมีนามว่าอะไร”
                   ดาเนียล่านางก็ยังคงมีอารมณ์สุนทรีต่อไป แต่ภาพที่มองรวมๆออกมาหากคนอื่นที่ไม่รู้เรื่องอะไรมาเห็นเข้ามันไม่ต่างไปจากแม่มดคนหนึ่งกำลังล่อลวงเด็กสาวอยู่เลย
                    “พวกข้ามีนามว่าอเล็กซานดร้า ส่วนนางเอเลน่า ทีนี้บอกมาได้แล้วว่านำพาพวกเราทั้งสองมาที่นี่ทำไม”
                    อเล็กซานดร้ากล่าวด้วยท่าทีที่เย็นชา 
                    “เจ้านี่ก็อย่าแสดงท่าทีแบบนั้นมากนักเลย พวกข้ากับพวกเจ้าก็ไม่ต่างอะไรไปจากพันธมิตรกันนั่นแหละ ข้านำพาพวกเจ้ามาที่นี่ก็เพราะมีจุดประสงค์บางอย่างที่สำคัญมากกับเจ้าโดยเฉพาะนาง”
                    หญิงสาวปริศนากล่าวแล้วจบลงด้วยการชี้ไปที่เอเลน่า
                    “ข้า?….”
                    เอเลน่าชี้มาที่ตัวเอง
                    “ใช่แล้ว เป็นเจ้า เจ้าคือผู้มีคุณสมบัติของผู้ทำลายเหมาะสมแก่การนำพาขบวนหมื่นอสูรมายาแห่งการล่มสลายของพวกเราแต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญเพราะเจ้าไม่มีทางมาเป็นนายเหนือแห่งพวกเรา เนื่องจากในจิตใจของเจ้ามีเพียงนางเท่านั้น ที่ข้านำพาพวกเจ้ามาที่นี่ความจริงแล้วเพื่อจะนำพวกมันไปพบกับใครบางคน”
                     “พวกมันที่ว่าหมายถึงดาบสองเล่มนี้รึ?”
                      อเล็กซานดร้ากล่าว
                     “ใช่ เอาล่ะเสียเวลาไปมากแล้ว ตามมาสิแม่หนูทั้งสอง”
                     อเล็กซานดร้าและเอเลน่าที่สงสัยว่าเพราะอะไรที่ถูกนำพามาที่นี่เพื่อดาบสองเล่มนี้ด้วยก็เดินตามดาเนียล่าไปตามเส้นทางที่พวกของดาเนียล่าออกมาในตอนแรก
                     ……
                     หมู่เมฆดำเปิดทางยาวและสายฟ้าสร้างเส้นทางต่อไปลากยาวเข้าไปไกล อเล็กซานดร้าและเอเลน่าที่เดินตามดาเนียล่ามาติดๆก็มองไปเห็นบ้านพักปกติทั่วไปหลังหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก บ้านหลังนั้นที่มองเห็นอยู่เดินไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว
                     “ท่านเซดี้ ข้านำพานางมาแล้วนางคือคนที่ท่านเฝ้าตามหามานาน”
                     ดาเนียล่ากล่าว
                     “มาแล้วรึ เข้ามาสิ”
                     เสียงของใครบางคนกล่าวออกมามันเป็นเสียงของหญิงชราคนหนึ่ง
                     ประตูไม้ธรรมดาๆก็เปิดออกด้วยตัวของมันเองให้ทุกคนเข้าไปในบ้านพักหลังนั้น
                     ภายในไม่มีอะไรนอกจากห้องๆหนึ่งที่มีลวดลายของอสูรมากมายนับหมื่นบนผนังกำแพงและมีรูปสลักของหญิงสาวสองคนยืนอยู่เพียงแต่หญิงสาวทั้งสองอยู่คนละสถานะกันคนหนึ่งกำลังยืนอยู่อีกคนกำลังคุกเข่าแล้วยื่นบางอย่างให้อีกคนถ้ามองโดยรวมแล้วหญิงสาวทั้งสองอยู่ท่ามกล่างเหล่าอสูรนับหมื่น 
                       บนโต๊ะไม้ธรรมดาก็มีหญิงชรานั่งอยู่ตรงนั้นกำลังดื่มน้ำชาอยู่ นางรับรู้ว่าทุกคนเข้ามาพร้อมแล้วก็วางถ้วยชาลงไปก่อนจะมองไปยังเอเลน่าด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจ
                      “ผู้สืบมรดกแห่งอสูรของข้า เป็นเจ้าจริงๆด้วย ข้ารอเจ้ามานานมากแล้วรู้หรือไม่ เข้ามานี่สิข้าจะมอบมันให้แก่เจ้า”
                      อเล็กซานดร้าพยักหน้าให้เอเลน่าและส่งสัญญาณบอกว่าไม่ต้องห่วงทุกอย่างยังอยู่ในการควบคุม
                      เมื่อรู้เช่นนั้นเอเลน่าก็ก้าวเดินไปจนไปหยุดตรงหน้าของหญิงชรา หญิงชราไม่กล่าวอะไรกับเอเลน่าอีกร่างของนางก็เลือนหายไปจากนั้นบางอย่างก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของเอเลน่ามันคือ ขนนกสีดำ ที่กำลังล่องลอยอยู่ตรงหน้าของเอเลน่า และเสียงสุดท้ายของหญิงชราก็ดังขึ้น
                      “ครั้งสุดท้ายและวาระสุดท้ายพอดิบพอดี นามของข้าคือ เซดี้ จงจำเอาไว้ให้ดีล่ะแม่หนูน้อย ในอนาคตเจ้าจะได้เผชิญหน้ากับร่างกำเนิดใหม่ของข้าเมื่อถึงวันนั้นจงเอาตัวรอดให้ได้”
                      เอเลน่ายิ่งมายิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่ นี่มันอะไรกัน นี่นางรับของอันตรายมาอยู่ในมือของตัวเองหรือนี่ เข้ามาที่นี่ก็ว่าแปลกแล้วเพราะโดนเขมือบเข้ามาจนมาติดเกาะแล้วก็มาเจอกับผู้หญิงประหลาดที่เป็นอสูรต่อมาก็ยังมาเจอของอันตรายและโดนยัดเยียดของอันตรายไว้ในมือแล้วคนมอบก็หายไปตรงหน้าสุดท้ายมาบอกว่าระวังโดนตัวของคนมอบให้ฆ่าเอา สถานการณ์แบบนี้เป็นใคร ใครก็รู้สึกแปลกๆ
                      “เก็บมันเอาไว้เถอะ สิ่งนั้นมันจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าไม่มากก็น้อยนะแม่หนูบางทีอาจปกป้องคนสำคัญของเจ้าได้ในยามวิกฤตได้ เอาล่ะไปต่อได้แล้วแวะมาพอแล้ว”
                       ดาเนียล่ากล่าว
                       ‘นี่ยังไม่ใช่อีกหรือ?’ อเล็กซานดร้าและเอเลน่าเองก็ไม่รู้จะกล่าวอะไรพวกนางก็นึกว่าจะพามาหาคนที่เรียกดาบทั้งสองเล่มไปหาแต่ไม่ใช่เลย…..
                        “อย่ามัวแต่ทำสีหน้าแบบนั้นตามข้ามาเถอะ เดินไปอีกหน่อยก็ถึงแล้ว”
                         ในขณะที่อเล็กซานดร้ากำลังที่จะหยุดตามดาเนียล่าไป ในหัวของอเล็กซานดร้าก็มีเสียงของชายชราสองคนดังขึ้น ‘ตามนางไปเถอะของดีอยู่ข้างหน้า’ นั่นจึงทำให้อเล็กซานดร้าไม่มีทางเลือกจึงเลือกที่จะเดินตามดาเนียล่าไปต่อพร้อมกับเอเลน่า
                       …………….