จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 160 ถ้ำลึกลับมีของล้ำค่า

            เหตุผลที่ไป๋หยุนเฟยออกจากเมืองเกายี่มา นอกเหนือจากเรื่องที่ว่าไม่คิดจะรั้งอยู่ที่เมืองนี้นานตั้งแต่แรกยังมีอีกเรื่องหนึ่งก็คือมันเกรงว่าผู้ที่ถูก‘ขับไล่’กลับสำนักเจ้าอสูรจะย้อนกลับมาอีกครั้งเพื่อตรวจสอบเรื่องราวที่ศิษย์สำนักเจ้าอสูรถูกไป๋หยุนเฟยสังหารแม้ว่ามันจะทำลายหลักฐานจนหมดสิ้นแล้ว แต่ผู้ใดจะทราบว่าอีกฝ่ายจะไม่มีวิธีการอันพิสดารอื่นใดอีก?หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไป ไม่เพียงแต่ไป๋หยุนเฟยต้องตกที่นั่งลำบากแม้แต่ตระกูลเย่ก็จะพลอยติดร่างแหไปด้วยดังนั้นการจากมาก่อนจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมแล้ว

            นี่เป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มเริ่มออกเดินทางต่อแม้ว่าจะปราศจากจิ้งหมิงเฟิงและเทียนหมิงร่วมทางมาด้วย จึงออกจะเงียบเหงาไปบ้างแต่ก็ถือว่าไป๋หยุนเฟยได้มีอิสระและผ่อนคลายแทน

            หลังจากเดินทางและหยุดพักหลายครา ไป๋หยุนเฟยก็เดินทางผ่านเมืองแล้วเมืองเล่าได้พบเห็นทิวทัศน์และประเพณีท้องถิ่นแปลกตาที่หลากหลายแม้ว่าระหว่างเส้นทางจะหลงทางหรือพบพานโจรที่ไร้นัยน์ตาอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยไป๋หยุนเฟยถือว่านี่เป็นความทรงจำอันสนุกสนานเล็กๆน้อยๆระหว่างเดินทาง

            บางครั้งไป๋หยุนเฟยประสบกับคนชั่วช้าหรือเรื่องเลวร้ายไม่ก็ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ มันก็ไม่ลังเลที่จะยื่นมือเข้าช่วย ทำเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพื่อเติมเต็มความฝันที่ต้องการจะเป็นวีรบุรุษของตนขณะเดียวกันก็รู้สึกยินดีที่ได้รับคำขอบคุณอย่างจริงใจจากผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือ

            มีอีกเรื่องที่สมควรต้องกล่าวถึงก็คือหลังจากอัพเกรดสิ่งของมาตลอดทาง โดยรวมแล้วไป๋หยุนเฟยมีสิ่งของระดับ +10อยู่จำนวนมากจนน่าพอใจ แน่นอนว่านอกจากอาวุธ‘ดีเลิศ’จำนวนน้อยนิดแล้ว ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นเพียงของ‘ชั้นดี’เท่านั้นยามนี้ไป๋หยุนเฟยพร้อมที่จะหาโอกาสเพื่อทำการอัพเกรดขนานใหญ่แล้วโดยหวังไว้ว่าจะประสบความสำเร็จสามารถอัพเกรดได้ถึง +12 หรือ +13 อีกครั้ง

            …………

                ยี่สิบเจ็ดวันหลังจากออกจากเมืองเกายี่

            แนวเทือกเขาที่ราวกับไร้ที่สิ้นสุด บนยอดเขาลูกหนึ่งที่สูงตระหง่านเข้าไปในหมู่เมฆไป๋หยุนเฟยมองลงไปยังหุบเขาด้านล่างซึ่งถูกปกคลุมไว้ด้วยเมฆและหมอกจนไม่อาจมองเห็นเชิงเขาได้มันก็บังเกิดความสับสนขึ้น

            เห็นได้ชัดว่ายามนี้ไป๋หยุนเฟยหลงทางแล้ว

            เมื่อยี่สิบวันก่อนไป๋หยุนเฟยตัดสินใจจะ‘เผชิญหน้า’กับโรคหลงทางของตน ด้วยวิธีที่เรียกว่า‘เรียนรู้ประสบการณ์จากการปฏิบัติ’ ดังนั้นจึงเริ่มลัดเลาะไปตามทางเล็ก เดินข้ามภูเขาข้ามหุบเขาและข้ามแม่น้ำ ไม่ว่ามันจะใช้เส้นทางลัดหรืออ้อมอย่างไรก็ถือว่าได้สะสมประสบการณ์และช่วยให้มีพัฒนาการในด้านการค้นหาเส้นทางขึ้นมาได้บ้าง--- ไป๋หยุนเฟยเชื่อเช่นนั้น

                “มารดามันเถอะเมื่อครู่ฟ้ายังสดใสแต่จู่ๆก็กลายเป็นมืดครึ้มจนยามนี้ข้าไม่อาจมองเห็นดวงอาทิตย์ได้อีกแล้ว แล้วทิศใดเป็นทิศใดกันเล่า”ไป๋หยุนเฟยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดครึ้มราวกับว่าฝนใกล้จะตกมันพร่ำบ่นก่อนจะโยนความผิดให้แก่สวรรค์

                “แล้วกันไปเถอะยามนี้ต้องรีบเดินทางก่อนดูท่าฝนใกล้จะตกแล้ว อย่างน้อยต้องหาที่หลบฝนให้ได้ก่อนไม่ทราบว่าจะโชคดีได้พบหมู่บ้านเล็กๆในป่าเขาเช่นนี้หรือไม่...”ไป๋หยุนเฟยมองย้อนกลับไปจากนั้นหันมองรอบทิศอยู่ชั่วครู่ก่อนจะบ่นพึมพำออกมา

                ที่ด้านหลังคือเส้นทางที่เดินผ่านมาแล้วทั้งซ้ายและขวาเป็นป่าทึบเขียวชอุ่ม ส่วนด้านหน้าเป็นยอดเขาอันสูงชันมิหนำซ้ำระหว่างภูเขาสองลูกยังถูกคั่นกลางด้วยหุบเขาและหน้าผากว้างร่วมห้าสิบวา มองดูคล้ายกับเป็นภูเขาเพียงลูกเดียวแต่ถูกผ่าแยกเป็นสองซีก

                “จะไปทางซ้ายหรือขวาดีหรือจะมุ่งหน้าข้ามหุบเขานี้ไป?” ขณะที่ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดเลือกเส้นทางอยู่นั้นจู่ๆก็แสดงท่าทีประหลาดใจพร้อมกับสายตามองไปยังเบื้องล่างของผนังหินฝั่งตรงข้าม“เอ๊ะ? นั่นคือ...”

                ยามนั้นเองก็มีลมพัดขึ้นมาจากหุบเขาด้านล่างหอบเอาเมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่จางหายไป ที่ต่ำลงไปร้อยกว่าวาบนผนังหินฝั่งตรงข้ามปากถ้ำซึ่งถูกซ่อนไว้เบื้องหลังเมฆหมอกก็ปรากฏขึ้น

                “เป็นถ้ำ!มีถ้ำอยู่ที่หน้าผา!” ไป๋หยุนเฟยตาเป็นประกายมันกล่าวกับตนเองด้วยความประหลาดใจ “ภูเขาในป่าลึก หน้าผาสูงชัน เมฆหมอกปกคลุมปรากฏถ้ำลึกลับ...”

                “ในถ้ำลึกลับแห่งนี้สมควรมีสมบัติล้ำค่าอยู่”ไป๋หยุนเฟยใช้มือขวาลูบคางตนเองพลางวิเคราะห์ “ถ้ำแห่งนี้ไม่คล้ายว่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแม้จะดูไม่เหมือนที่บำเพ็ญตบะของนักพรตชราหนวดเคราขาวโพลนแต่บางทีอาจจะเป็นที่ฝังโครงกระดูกของยอดฝีมือไร้เทียมทาน โครงกระดูกสีขาวที่มีสมบัติล้ำค่าอยู่ข้างกาย...หรืออาจจะเป็นสัตว์ประหลาดที่เฝ้าของวิเศษล้ำค่าก็เป็นได้...”

                ไม่ทราบว่าเป็นเพราะได้ฟังตำนานพิสดารมามากเกินไปหรืออาจจะเป็นเพราะสาเหตุอื่น แต่ไป๋หยุนเฟยกลับมีความรู้สึกว่าในถ้ำต้องมีสมบัติล้ำค่าซุกซ่อนอยู่ยามนี้มันบังเกิดความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่า ‘ถ้ำลึกลับสมควรมีของล้ำค่าอยู่’ ดังนั้นไป๋หยุนเฟยจะไม่ยอมละทิ้งหรือพลาดโอกาสนี้ไปอย่างแน่นอน

                “ครุ่นคิดมากความก็เปล่าประโยชน์ลองเข้าไปดูก็ทราบเอง!” เมื่อบังเกิดความสนใจขึ้น ไป๋หยุนเฟยก็ไม่รีบร้อนหาเส้นทางไปต่ออีกแม้แต่เรื่องที่ฝนจะตกก็ไม่นำพา หลังจากสังเกตดูชั่วขณะก็ตัดสินใจจะเข้าไปภายในถ้ำ

                หลังจากคำนวณระยะห่างระหว่างภูเขาทั้งสองลูกไป๋หยุนเฟยก็พยักหน้าด้วยความรู้สึกว่าไม่ยากเย็นเกินไปนักหลังจากถอยหลังไปราวห้าสิบวาก็เร่งเร้าพลังวิญญาณวิ่งทะยานไปยังขอบหน้าผาด้วยความเร็วสุดกำลังเมื่อถึงขอบหน้าผาก็ถีบเท้ากับพื้นกระโดดข้ามไปยังอีกฟากทันที

                แน่นอนว่าด้วยพลังฝีมือของไป๋หยุนเฟยในยามนี้ยังไม่อาจกระโดดไกลถึงห้าสิบวาในคราวเดียวหลังจากพุ่งไปด้านหน้าได้สิบกว่าวาก็เริ่มร่วงลงมา

                หลังจากร่วงหล่นลงไปหลายสิบวาไป๋หยุนเฟยก็สะบัดมือขวาเรียกเชือกสารพัดนึกพุ่งออกไปกระทั่งเชือกยืดออกจนแทบสุดระยะจึงม้วนพันรอบต้นไม้ขนาดเล็กที่งอกอยู่บนหน้าผาเอาไว้

                ด้วยมือขวาที่กำแนบแน่นและเชือกที่รั้งดึงไป๋หยุนเฟยจึงหยุดการร่วงหล่นเอาไว้ได้ ได้ยินเสียงเสียดสีดังแว่วมาพร้อมกับที่ต้นไม้ขนาดเล็กแทบจะถูกกระชากจนหักจากนั้นร่างของไป๋หยุนเฟยจึงถูกเหวี่ยงเข้าหาผนังหิน

                เสียงลมผ่านหูดังอื้ออึงพร้อมกับร่างแหวกผ่านกลุ่มหมอกสีขาว ไป๋หยุนเฟยนึกสนุกจึงอดไม่ได้ต้องโห่ร้องออกมา“โห่ ฮี้ โห่... ฮี้ โห่ ฮี้ โห่ ฮี้ โห่ (เลียนเสียงทาร์ซาน) ...โอ๊ะ ...บัดซบ!”

                เสียงแตกตื่นช่วงท้ายนั้นเป็นเพราะมันพบว่าตนเองกำลังจะกระแทกเข้าใส่ผนังผาซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่วาเท่านั้น!

                มือไป๋หยุนเฟยกำเชือกสารพัดนึกไว้แนบแน่นในพริบตาสุดท้ายจึงบิดร่างเพื่อหันหลังเข้าหาหน้าผา

                “ปัง!!”

                เสียงหนักทึบดังสะท้อนในหุบเขาอยู่เนิ่นนานจากนั้นก็ปรากฏเศษหินร่วงกระเด็นออก ร่างไป่หยุนเฟยถูกฝังอยู่ในผนังผาไปกว่าครึ่งแต่การปะทะชนเช่นนี้ไม่ได้ส่งผลต่อมันเท่าใดนักหลังจากกัดฟันเล็กน้อยก็ฟื้นฟูกลับเป็นปกติไป๋หยุนเฟยบิดคอเล็กน้อยก่อนจะเก็บเชือกสารพัดนึกกลับคืนจากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นนั่งในหลุมที่ตนเองชนใส่ผนังผาพร้อมกับมองลงไปด้านล่าง

                “พลาดไปห้าสิบกว่าวา ไปต่อจะดีกว่า”หลังจากกะระยะดูแล้วไป๋หยุนเฟยจึงมองไปรอบกายอีกครั้งจึงพบว่ามีบางจุดที่สามารถใช้เป็นที่รองรับน้ำหนักของตนได้หลังจากอาศัยเชือกสารพัดนึกเคลื่อนที่ลงไปอีกสองครั้งในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็มายืนอยู่ที่ปากทางเข้าถ้ำ

                ไป๋หยุนเฟยยืนอยู่ที่ปากถ้ำซึ่งกว้างหนึ่งวาสูงราวสองวาเศษจากนั้นจึงพบว่าภายในถ้ำมีกระแสลมพัดเย็นสดชื่นมาแผ่วเบา

                “นี่คือ... พลังธาตุลม!” ไป๋หยุนเฟยประหลาดใจยิ่งที่พบว่ามีพลังธาตุลมวนเวียนอยู่รอบกายของตนมิหนำซ้ำพลังธาตุลมนี้ยังมีความเข้มข้นมากกว่าปกติ และต้นกำเนิดของพลังธาตุลมนี้เห็นได้ชัดว่ามาจากภายในถ้ำแห่งนี้เอง

                “อาจบางทีข้าจะบังเอิญพบเข้าแล้ว!”สีหน้าไป๋หยุนเฟยยิ่งฉายแววยินดีมากยิ่งขึ้นมันรู้สึกว่าไม่อาจรีรอที่จะเข้าไปในถ้ำได้อีกแล้ว

                ชั่วขณะที่ไป๋หยุนเฟยก้าวเท้าออกไปนั้นผนังด้านขวาก็ขยับเคลื่อนไหวโดยปราศจากวี่แววล่วงหน้า จากนั้นปรากฏเงาแส้สีเทาสะบัดฟาดออกส่วนปลายของแส้กลับแหลมคมส่งประกายเย็นเยียบพุ่งวาบเข้าใส่ศีรษะของไป๋หยุนเฟย!

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน