ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า

    ตอนที่ 43 : รอบสองอันน่าสงสัย ?

    ฉางกวงกับเจียงหวงได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นอย่างไม่รู้ตัว


    “พวกเจ้าจะคิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นพวกเจ้ารีบกลับไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยววันพรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง” เเขกอาวุโสเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย เเล้วจึงหายตัวไปอย่างรวดเร็ว


    ฉางกวงรู้สึกว่าก็จริง คิดไปในตอนนี้ก็ไม่เห็นจะมีประโยชน์อันใด จึงเดินกลับไปยังเรือนของตนพร้อมกับเจียงหวงที่สีหน้าเรียบเฉยเช่นเคย


    “เจียงหวง เราเเยกกันตรงนี้เถอะ” ฉางกวงหลังจากเอ่ยร่ำลากันเสร็จก็เดินกลับไปยังเรือนตนเองด้วยความอ่อนล้า


    ณ ห้องเเห่งหนึ่งที่เเผ่กลิ่นอายลึกลับออกมาอย่างน่าประหลาด


    “เเผนการเราดำเนินการไปถึงไหนเเล้ว”


    “ใกล้ดำเนินการเสร็จสิ้นเเล้วรอจังหวะที่เหมาะสมอยู่”


    “ทำไมเราไม่รีบทำเรื่องนี้ให้มันจบ ๆ ไป ยิ่งปล่อยไว้เเผนของพวกเราอาจมีช่องโหว่มากขึ้นอีกก็เป็นได้”


    “เจ้าจะไปรู้อันใด ถ้าปฎิบัติการณ์ในตอนนี้นั้น โอกาสสำเร็จมีเเค่เพียงขี้เล็บเท่านั้น”


    “พวกเจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไป สถานที่เเห่งนี้ไม่มีผู้ใดสามารถหาเจอได้เเน่นอน ยกเว้นพวกเรา”


    เพื่อป้องกันการสอดแนม ในห้องนั้นได้ติดตั้งค่ายกลอำพรางระดับสูงเอาไว้ที่เเม้เเต่ผู้ฝึกตนระดับเสถียรคงปราณก็ไม่อาจตรวจจับได้เเม้เเต่น้อย เเถมเพื่อป้องกันอีกชั้นหนึ่ง คนภายในห้องก็จะเห็นกันเพียงเป็นเงามืดมิด จะรู้จักเพียงเสียงของอีกฝ่ายเท่านั้น  เเละการที่จะเข้ามายังห้องนี้ได้นั้น จะต้องใช้หยกพิเศษที่จะเป็นตัวเปิดช่องค่ายกลเข้ามาเท่านั้น


    “พวกเจ้าไม่ต้องมากวาจาเเล้ว เอาเป็นว่ารอโอกาสเหมาะ ๆ นั้นเถอะ” เงาที่นั่งอยู่ตรงหัวมุมโต๊ะ ตบโต๊ะอย่างรำคาญ


    เสียงพูดคุยเมื่อครู่พลันเงียบลงไปในพริบตา เเล้วพากันหันมายังมุมโต๊ะเพื่อรอฟังความของเงาที่ดูเป็นผู้นำอย่างสงบ


    “ รับทราบขอรับ” ทุกคนตอบรับกันอย่างพร้อมเพรียง


    “เเสดงว่าก็ใกล้เเล้วน่ะสิ…”


    “นั่นมันก็ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของคนผู้นั้นด้วย”


    “เอาล่ะ เรื่องก็มีอยู่เพียงเท่านี้ ทุกคนอย่าลืมล่ะ ว่าตั้งเเต่ที่ตนเองมานั่งอยู่ในจุดนี้ ถ้าคนผู้นั้นรู้ทุกอย่างเข้าละก็ พวกเจ้าทุกคนได้ลงนรกไปพร้อมกันเเน่”


    “พวกข้าจะไม่ยอมเเพร่งพรายเรื่องนี้อย่างเเน่นอน” เสียงออกมาจากเงาหนึ่งในนั้น

    ทุกคนพลันพยักหน้าเห็นด้วย เเต่ละเงาก็พนันเเยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว


    ฉางกวงที่กลับมาถึงเรือนของตนก็เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว


    “นี่เช้าเเล้วรึ” ฉางกวงที่ไม่รู้ว่าตนเองหลับไปเมื่อใดรีบลุกขึ้นมาจากเตียงในทันที


    ในวันนี้ถึงจะไม่มีการฝึก เเต่อาจารย์อาวุโสจ้าวก็ได้นัดพวกเขาทั้งสองเพื่อไปหารือเกี่ยวกับการสอบที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้


    เนื่องด้วยสำนักกลัวว่าศิษย์ของตนจะเหนื่อยล้าเกินไป พวกเขาจึงเว้นวันไว้ 1 วันเพื่อให้เหล่าศิษย์ได้มีเวลาพักฟื้นร่างกายของตน


    ฉางกวงจึงรีบจัดการตนเองอย่างรวดเร็ว เเล้วมุ่งหน้าไปยังสมาคมอักขระตามที่นัดกันไว้  ระหว่างทางนั้น เขาก็เจอกับเจียงหวงที่กำลังเดินออกมาจากเรือนของตนเองด้วยเช่นกัน  ทั้งสองจึงตัดสินใจเดินทางไปด้วยกัน


    “เจียงหวง เจ้าว่าการเเข่งวันพรุ่งนี้จะมีอันตรายไหม” ฉางกวงเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นกังวล


    “ข้าว่ายังไงมันก็ต้องมี เเต่อาจจะไม่ถึงตาย” เจียงหวงครุ่นคิดพลางเอ่ยด้วยสีหน้าดั่งปกติ

    ทั้งสองคุยกันไม่ได้ทันไรก็มาถึงสมาคมอักขระ ด้วยความเร็วของทั้งสองที่ตอนนี้ใกล้เคียงกับขั้น 4 เเห่งขอบเขตขยายปราณจึงไม่ใช่เรื่องเเปลกอันใดเลย ทั้งสองพลันเดินเข้าไปด้านในสมาคม ผ่านโถงต้อนรับของสมาคมอักขระพร้อมกับเสียงซุบซิบที่ลดจำนวนน้อยลง


    เพราะคนบางส่วนในนั้นที่ตอนเเรกคิดว่าพวกฉางกวงเป็นเพียงเเค่ศิษย์ใหม่เท่านั้น ที่ได้ไปเรียนกับเเขกอาวุโสจ้าวนั้นก็เป็นเพียงความโชคดี เเน่นอนว่าการที่ทั้งสองไปลงคัดเลือกศิษย์สายในก็ยิ่งทำให้ผู้คนมองทั้งสองว่าโอ้อวด หยิ่งยโส เป็นเพียงก็เเค่ลูกเจี๊ยบเท่านั้น


    เเต่พอทั้งสองเเสดงความสามารถของตนในการผ่านด่านเเรกของการทดสอบไปได้ คนส่วนนี้จึงหยุดเอ่ยเรื่องนี้โดยทันที


    ฉางกวงกับเจียงหวงที่เดินเข้ามาอย่างเช่นเคยก็เห็นอาจารย์ของตนเองกำลังเพ่งมองกระดาษสีฟ้าที่เเผ่อำนาจอันน่าเกรงขามออกมาอย่างรุนแรง สีหน้าของอาจารย์ตนนั้นจริงจัง เคร่งครึมเป็นอย่างมาก


    “พวกเจ้ามาเเล้วรึ” น้ำเสียงจริงจัง ตึงเครียดเป็นอย่างยิ่งดังออกมาจากร่างชายวัยกลางคน


    “ขอรับ” ฉางกวงเเละเจียงหวงประสานมือคารวะเเขกอาวุโสจ้าวอย่างรวดเร็วด้วยความเคารพนับถือ


    “ข้าจะสรุปการประลองรอบ 2 พวกเจ้าจงตั้งใจฟังให้ดี” อาจารย์อาวุโสจ้าวสีหน้ายังคงเดิม น้ำเสียงจริงจังมากอย่างที่ฉางกวงไม่เคยเห็นมาก่อน


    “การสอบรอบ 2 ในปีนี้นั้น คร่าว ๆ เลยก็คือ เปลี่ยนจากการประลองปกติ เป็นการประลองเเบบจัดอันดับในป่าข้าง ๆ เมืองเเทน

    การประลองนี้ จะนับคะเเนนกันที่ป้ายอันนี้” เเขกอาวุโสพลันหยิบป้ายหยกที่สลักสัญลักษณ์ทวนธาราพร้อมกับตัวเลข 1 อยู่ด้านบนป้าย


    “ตัวเลขมีไว้เพื่ออันใดรึขอรับ” ฉางกวงเต็มไปด้วยความสงสัยที่อยู่ในเเววตา


    “เรื่องนี้น่ะ เอาง่าย ๆ เลยนะ ตัวเลขนี้จะคือค่าพลังปราณสะสม ยิ่งชนะคนได้มากยิ่งขึ้นตัวเลขจะยิ่งเพิ่มขึ้น”


    “เเล้วพวกเราสามารถหาเเต้มนี้จากการเเย่งผู้อื่นมาได้รึไม่ขอรับ”


    “ย่อมได้อย่างเเน่นอน หลังจากที่เจ้าได้ป้ายหยกของอีกฝ่ายมา ก็เพียงเเค่นำป้ายหยกของตนไปเเตะไว้ในชั่ว 10 อึดใจ  เเล้วเเต้มครึ่งหนึ่งของอีกฝ่ายก็จะมารวมอยู่กับเเต้มเดิมของเจ้า” เเขกอาวุโสก้มลงอ่านยังกระดาษสีฟ้าเพื่อความมั่นใจ


    “เเต่การที่เอาชนะคู่ต่อสู้ได้ เเต่ไม่ได้ป้ายหยกมาก็นับเเต้มว่าชนะใช่ไหมขอรับ” เจียงหวงที่นิ่งเงียบอยู่นานพลันเอ่ยขึ้นมา


    “ถูกต้อง เเต่เเต้มนั้นเเน่นอนย่อมจะได้น้อยกว่าการถ่ายโอนป้ายหยกของอีกฝ่าย” อาจารย์อาวุโสจ้าวพยักหน้า


    “เเล้วมีวิธีอื่นที่ได้เเต้มไหมขอรับ” ฉางกวงเองก็ถามทันทีตอนที่อาจารย์ตนพึ่งเอ่ยเสร็จ


    “เจ้าไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นก็ได้ การได้เเต้มวิธีอื่นนอกจากวิธีที่กล่าวมาข้างต้นก็จะมี เเต้มการอยู่รอด คือยิ่งอยู่นานจะได้เเต้มเพิ่มขึ้น  เเต้มการล้มสัตว์อสูรระดับสูง ที่เเต้มก็เยอะตามความยาก เเละก็เเต้มปริศนา”


    “มันคืออันใดกันรึขอรับ ไอ้เเต้มปริศนา” ฉางกวงสีหน้ามึนงงยิ่งกว่าเดิม


    “ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน เเต่เท่าที่อ่านมา มันจะอยู่ในบริเวณที่พวกเจ้าสอบนั้นแหละ น่าจะเป็นคำสั่งให้ทำอันใดสักอย่าง”  เเขกอาวุโสจ้าวเอ่ยพลางขณะกำลังครุ่นคิด


    “งั้นก็ไม่เห็นมีอันใดเป็นอันตรายเลยนิขอรับ” ฉางกวงเอ่ยถามอย่างรวดเร็ว เจียงหวงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็พยักหน้าเเสดงความเห็นด้วย


    “พวกเจ้ามองเเค่ผิวเผินน่ะสิ พวกเจ้าไม่คิดกันบ้างรึว่ารายละเอียดของสัตว์อสูรนั้นดูไม่ชัดเจนอย่างยิ่ง เเถมไอ้เเต้มปริศนานี่อีก  ไม่รู้ว่าจะเป็นคำสั่งอันใด” อาจารย์อาวุโสฉายเเววกังวลอย่างชัดเจน


    ฉางกวงกับเจียงหวงที่ได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งค้าง ไม่มีอันใดจะเอ่ย พอพวกเขาลองคิดดูตามเเขกอาวุโสจ้าวก็คิดว่าจริงเเท้เเน่นอน


    “ท่านอาจารย์ขอรับ งั้นก็ไม่เห็นจะยากอันใดเลย เพียงเเค่ข้านำป้ายหยกของตนเองไปฝังดิน

    เเล้วก็หลบซ่อน รอเวลาก็ได้เเล้วนิขอรับ” ฉางกวงเอ่ยออกมาช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายลงไม่น้อย

    เจียงหวงกับผู้อาวุโสจ้าวก็อดยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้ ทั้งสองก็ส่ายหน้าให้กับฉางกวงพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย


    “จริงด้วย ข้าเองก็ลืมไปเลย การทดสอบครั้งนี้จะคัดเอาเพียงเเต้มสูงสุด 15 อันดับเเรกเท่านั้นนะ”

    เเขกอาวุโสจ้าวสีหน้ากลับเป็นปกติ  ทั้งสามก็คุยกันต่อไปอีกซักพัก พอผู้อาวุโสคิดวิธีออกว่าจะทำอย่างไรให้ศิษย์ของตนเองปลอดภัยได้นั้นเอง  สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นผ่อนคลาย พยักหน้าอย่างพึงพอใจ

    ทั้งสามที่ไม่มีเรื่องจะพูดกันต่อเเล้ว อาจารย์อาวุโสจ้าวจึงให้พวกเขาทั้งสองไปพักผ่อนตนเอง  ก่อนที่ทั้งสองกำลังจะเดินจากไปนั้นเอง เเขกอาวุโสพลันยื่นของสิ่ง ๆ หนึ่งที่ดูคุ้นเคยให้กับศิษย์ทั้งสองของตน

    “

    น…น…นี่มัน” ฉางกวงจ้องมองวัตถุทรงกลมอันคุ้นเคยที่อยู่บนมือของตน

    ส่วนเจียงหวงที่สีหน้านิ่งเฉยเป็นปกติพอเห็นวัตถุทรงกลมที่เเขกอาวุโสยื่นให้ สีหน้านิ่งเฉยนั้นพลันปั่นป่วนไปชั่วขณะเเล้วจึงเปลี่ยนกลับมาเป็นเช่นเดิม ในมือของฉางกวงนั้นก็คือเข็มกลัดที่ทั้งสองเคยได้มานั่นเอง เเต่เข็มกลัดเหล่านี้กลิ่นอายจะดูดุดันกว่าอันที่เเล้วไม่น้อย


    “ขอขอบคุณท่านอาจารย์มากขอรับ” ฉางกวงประสานมือคารวะขอบคุณพร้อมกับเจียงหวง

    ในใจทั้งสองนั้นจะว่ารู้สึกเเย่ก็ไม่ใช่ เเต่จะว่ารู้สึกดีก็ไม่เชิงกับเข็มกลัดอันคุ้นเคยนี้


    “พวกเจ้าไม่ต้องห่วง ที่ไม่เห็นตัวกระต่าย เพราะว่ามันต้องใช้เวลาเพื่อรวบรวมปราณก่อร่างเป็นกระต่ายน่ะ”

    เเขกอาวุโสเอ่ยอย่างไม่เเยเเสความคิดในใจของทั้งสอง


    ฉางกวงกับเจียงหวงที่ยังตกอยู่ในห้วงความคิดชั่วครู่ ตอนนี้ภายนอกทั้งสองก็ยืนนิ่งสงบ  อาจารย์อาวุโสเริ่มจะทนไม่ไหว จึงเอ่ยร่ำลาพลางหายตัวไปอย่างรวดเร็ว  พอคนทั้งสองตั้งสติได้ ก็ไม่เห็นอาจารย์ของตนเเล้ว


    “งั้นพวกเรากลับไปพักผ่อนที่เรือนของตนเองกันดีกว่า” ฉางกวงเดินกลับไปพร้อมกับเจียงหวง

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน