ระบบ โปรดิวเซอร์ ขั้นเทพ

    ตอนที่ 47 หลิวจื้อหมิงตัวปลอม

                พูดถึงจุดนี้ เหลียนเริ่นที่นึกอะไรขึ้นมาได้ก็เสนอความเห็นขึ้นมาอีกว่า

                “ฉันว่าเราควรเพิ่มแรงจูงใจให้คนที่ตกลงในเมืองอยากซื้อบ้านในเมืองนั้น โดยเราอาจจะกำหนดให้คนที่ซื้อบ้านในเมืองนั้นแล้วสามารถซื้อของในเมืองนั้นได้ 

                แม้ว่าจะดูแปลกในโลกความเป็นจริงที่ต้องซื้อบ้านก่อนถึงจะซื้อของในเมืองได้ แต่สำหรับบอร์ดเกม การทำแบบนี้จะเป็นการกระตุ้นให้ผู้เล่นแต่ละทีมอยากใช้เงินมากขึ้น ถือว่าเป็นกฎที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในเกมและให้แต่ละทีมใช้เงินที่มีออกไป”

                ทุกคนที่ได้ฟังก็รู้สึกว่าแบบนี้มันก็ดีเหมือนกัน แม้เหตุผลจะดูแปลก ๆ ในแง่ตรรกะ แต่ก็อย่างที่เหลียนเริ่นพูด ถือว่าเป็นกฎในเกมที่ช่วยให้คนเล่นอยากใช้เงินมากขึ้น

                พอพูดถึงเรื่องซื้อบ้านในเมืองแล้วจะสามารถซื้อของในเมืองได้ ก็ต้องกำหนดว่าในแต่ละเมืองจะมีอะไรขายบ้าง และต้องระบุว่าแต่ละอย่างจะใช้ทำอะไรได้บ้าง น่าจะต้องมีของที่น่าสนใจเพื่อล่อให้ทีมต่าง ๆ จ่ายเงินออกไป

                จินหงเหว่ยคิดทบทวนกับความเห็นนี้อยู่พักหนึ่งก็พูดขึ้นว่า

                “ผมคิดว่า ถ้าเราจะทำระบบนี้ในบอร์ดเกม เราก็ต้องทำใบแยกออกมาว่าแต่ละเมืองมีอะไรขายบ้าง โดยใบนี้คนคุมเกมจะเป็นผู้ถือเอาไว้ เมื่อมีทีมที่มีสิทธิ์ซื้อของในเมือง ก็จะสามารถดูสินค้าที่ขายจากคนคุมเกมได้ นอกจากนี้ของพวกนี้ต้องมีคุณสมบัติที่น่าสนใจให้ซื้อ แต่ต้องจำกัดการซื้อในแต่ละชนิดว่าแต่ละทีมจะเก็บไว้ได้กี่ชิ้น จริง ๆ อยากจะจำกัดไปเลยว่าเก็บได้แค่ชิ้นเดียว 

                แต่ผมคิดดูแล้ว ของแต่ละชนิดก็ไม่เท่ากันทั้งราคาและความสามารถ ถ้าของมีความสามารถดีมาก ก็จะจำกัดให้ทีมเก็บไว้แค่ชิ้นเดียว ส่วนของที่มีความสามารถธรรมดา ก็ให้เก็บได้หลายชิ้นหน่อย แต่ถ้าจะทำแบบนี้ คงจะต้องเหนื่อยกันมากขึ้น”

                หลังจากได้ฟัง ทุกคนก็เห็นด้วยว่าไอเดียนี้ฟังดูมีเหตุผลดี ถ้ากำหนดให้ของทุกชิ้นเก็บได้แค่ชิ้นเดียว มันก็เป็นการทำให้ของดูจะอยู่ในระดับเดียวกันมากเกินไป พวกของที่มีความสามารถธรรมดาก็ควรสามารถเก็บได้หลายชิ้น ส่วนการกำหนดจำนวนที่สามารถเก็บได้นั้นต้องมาดูกันอีกที เพราะถ้ากำหนดไม่ดี อาจทำให้สมดุลของบอร์ดเกมเสียได้ ดังนั้นการกำหนดจุดนี้ให้สมดุลก็จะเป็นงานที่ค่อนข้างท้าทาย

                หลังจากนั้นก็ไม่มีความคิดใหม่ ๆ เพิ่มเติม แต่มันก็ไม่แปลก เพราะบอร์ดเกมตัวนี้พวกเขาเพิ่งเริ่มคิดกันได้ไม่นาน ถ้าพิจารณาแล้วการพัฒนาเกมจนถึงจุดนี้ในระยะเวลาเท่านี้ถือว่าเร็วกว่าที่คาดไว้มาก

                เมื่อพูดถึงเรื่องโปรเจกต์เสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็พูดคุยเรื่องงานอื่น ๆ ต่อไป จนถึงช่วงเย็นก็ได้เวลาแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวของแต่ละคน

                สุดท้ายในห้องทำงานก็เหลือเฉินโจวกับจื่อซวานหมิงอยู่สองคนเหมือนเดิม พวกเขาทั้งสองคนก็ยังคุยกันเกี่ยวกับรายละเอียดของบอร์ดเกมจนเวลาผ่านไปจนถึงช่วงค่ำ เฉินโจวจึงเดินไปส่งจื่อซวานหมิงขึ้นรถแท็กซี่ตามมาตรการป้องกันของเขา

                เมื่อกลับมาที่ห้องพัก เขาก็ได้รับข้อความจากจื่อซวานหมิงว่าเธอถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว เขาเห็นข้อความนั้นก็รู้สึกโล่งใจ เพราะเรื่องนี้ไม่ว่าจะเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน การรอลุ้นว่าจื่อซวานหมิงจะถึงบ้านปลอดภัยแค่ไหนก็ยังสำคัญสำหรับเขา ส่วนเรื่องรถ... คงต้องรอ แต่อีกไม่นานแน่

                เขาคิดถึงเรื่องการเรียนขับรถและการสอบใบขับขี่ ตอนนี้คงได้เวลาแล้ว เขาคิดว่าอาจจะไปเรียนวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ อีกสามวันเอง วันศุกร์พรุ่งนี้แล้ว หลิวจื้อหมิงเองก็มีรถขับไปมหาวิทยาลัยแล้ว 

                เฉินโจวจึงคิดว่าอาจจะลองถามหลิวจื้อหมิงดูว่ามีที่ไหนที่เขาสามารถไปเรียนขับรถ และจะต้องเตรียมตัวอย่างไรตอนสอบ

                ชีวิตของเฉินโจวก็ดำเนินไปตามปกติ จื่อซวานหมิงส่งข้อความให้เขาไปรับที่จุดจอดรถของมหาวิทยาลัย จากนั้นเขาก็พาเธอเดินไปส่งที่ห้องเรียน หลังเรียนเสร็จ ถ้าเขามีเรียนต่อเขาก็จะรีบไปรับเธอ ถ้าเขาไม่มีเรียนเขาก็จะนั่งรอที่นั่น แล้วพาเธอไปกินข้าวที่โรงอาหาร 

                หลังจากนั้นถ้าเธอไม่มีเรียนช่วงบ่ายเขาก็จะพาเธอไปที่ห้องทำงาน แต่ถ้าเธอติดเรียนเขาก็จะนั่งรอที่นั่นแล้วไปที่ห้องทำงานหลังจากเธอเรียนเสร็จ หรือถ้าเป็นตัวเขาที่ติดเรียนแล้วเธอไม่มีเรียน เฉินโจวจะพาเธอไปส่งที่ห้องทำงานก่อน แล้วเขาจะไปเรียนต่อเอง เพื่อไม่ให้เธอต้องนั่งรออยู่ข้างนอกในอากาศร้อน ๆ

                วันนี้หลังจากที่ทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องทำงาน ขณะที่เฉินโจวกำลังพูดถึงโปรเจกต์บอร์ดเกม หลิวจื้อหมิงก็พูดแทรกขึ้นว่า

                “ทุกคน เมื่อคืนฉันนั่งคิดอยู่ทั้งคืนว่าพวกเราควรใส่อาชีพอะไรลงไปในเกมบ้าง รวมถึงตัวเกมเองจะมีอะไรเสริมให้น่าตื่นเต้นบ้าง จนในที่สุดฉันก็คิดออกแล้ว เอาละ ฉันจะลองเล่าให้ทุกคนฟัง ว่าความคิดนี้จะเข้าท่าหรือเปล่า”

                หลิวจื้อหมิงพูดจบประโยคนี้ก็หยุดแล้วมองไปที่ทุกคน ซึ่งก็เห็นว่าสายตาของแต่ละคนเต็มไปด้วยความสงสัย เขากำลังรอสายตาแบบนี้อยู่พอดี หลิวจื้อหมิงที่เห็นทุกคนมองแบบนี้ก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ แล้วพูดต่อว่า

                “ฉันว่าเราควรให้เกมมีช่องที่เป็นทุ่งหญ้า เมื่อทีมไหนตกลงช่องนี้จะต้องสู้กับศัตรูในช่องนั้น แน่นอนว่าคนในทีมที่จะสามารถสู้กับศัตรูได้ก็คือคนที่เลือกอาชีพเป็นนักรบเท่านั้น ส่วนจะสู้ยังไงเหรอ? ก็ง่ายมาก เราจะกำหนดในแต่ละช่องว่าศัตรูในช่องนั้นมีแต้มเต๋าเท่าไหร่ สมมุติว่าในช่วงแรกที่แต่ละทีมมีโอกาสตกลงไป อาจจะเซ็ตไว้ที่สาม คนที่เป็นนักรบจะต้องทอยเต๋าให้ได้แต้มมากกว่าถึงจะชนะ 

                อย่างกรณีนี้ต้องทอยได้สี่หรือห้าถึงจะชนะ แต่ถ้าได้สามก็ถือว่าเสมอ ถ้าทอยได้ศูนย์ หนึ่ง หรือสอง ก็ถือว่าแพ้ การชนะจะได้ค่าประสบการณ์และเงิน และมีโอกาสดรอปไอเท็มของมอนในช่องนั้นได้ด้วย แน่นอน คนที่ทอยได้แต้มเท่ากันจะไม่ได้อะไรเลย ส่วนคนที่ทอยแพ้ก็ต้องเสียเงินตามที่เรากำหนดไว้

                ในส่วนของค่าประสบการณ์นั้น จะใช้เพิ่มเลเวลอาชีพ มอนในแต่ละช่องถ้าชนะจะให้ค่าประสบการณ์ไม่เท่ากัน เมื่อเก็บได้ถึงจุดที่กำหนด คนที่เป็นอาชีพนักรบจะเลเวลอัพ และสามารถใช้ความสามารถของอาชีพได้มากขึ้น เช่น ถ้าอาชีพนักรบเลเวลอัพที่ขั้นนี้ ก็สามารถทอยลูกเต๋าได้สองลูกในกรณีที่ตกช่องต้องสู้กับศัตรู ซึ่งจะเพิ่มโอกาสชนะให้กับนักรบที่สู้ได้

                แน่นอน ในช่องตารางช่วงหลังของเกม มอนที่อยู่ในช่องก็จะมีแต้มมากขึ้น บางตัวอาจมีมากกว่าห้าแต้ม ดังนั้น ถ้าตกช่องนี้ตอนที่นักรบยังไม่ได้เลเวลอัพ และต้องทอยสองลูก ก็จะเสียเงินไปเลย เพราะทอยยังไงก็ไม่มีทางชนะ ส่วนโอกาสดรอปไอเท็ม เราจะกำหนดไว้ว่า หลังจากชนะแล้ว อีกอาชีพทอยตามแต้มที่เรากำหนด หากทอยได้ตามแต้มที่กำหนด 

                ก็จะได้รับของจากมอนตัวนั้น เช่น ถ้าทอยได้แต้มห้า ก็จะได้ของ แต่ถ้าออกแต้มอื่นก็ไม่ได้ ในช่องตารางทุ่งหญ้าเราจะใส่ข้อมูลเกี่ยวกับมอน ว่ามอนตัวไหนมีแต้มชนะเท่าไหร่ ชนะแล้วได้ค่าประสบการณ์เท่าไหร่ ได้เงินเท่าไหร่ และแพ้แล้วเสียเงินเท่าไหร่ รวมถึงเวลาชนะจะดรอปอะไรและแต้มที่จะได้ของคืออะไร”

                ทุกคนที่ได้ฟังหลิวจื้อหมิงพูดยาวติดต่อกันก็ได้แต่อึ้ง ตาโต อ้าปากค้าง และตัวแข็งนิ่งกันทุกคน หลิวจื้อหมิงคนนี้สามารถเสนอความคิดเห็นได้ยาวขนาดนี้ แถมยังดูน่าสนใจและเข้าท่าได้ขนาดนี้เลยเหรอ? นี่มีใครมาปลอมตัวมาเป็นหลิวจื้อหมิงหรือเปล่า?

                หลิวจื้อหมิงที่ชักจะคอแห้งเพราะพูดติดต่อกันยาวนาน ก็หยิบแก้วน้ำบนโต๊ะขึ้นมาดื่มอึก ๆ พร้อมกับมองไปที่หน้าตาและอาการของเพื่อน ๆ ในห้องตอนนี้ เขาก็รู้สึกสุขใจจนยากจะเอ่ยอะไรออกมาได้