ตอนที่ 93 อัจฉริยะรุ่นเยาว์ฉู่อู๋จี๋ ให้พี่ช่วยตรวจสอบเส้นทางให้เจ้าเสียก่อนดีหรือไม่
ฉู่อู๋จี๋ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดศาสตราทองคำเรืองรอง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสดใส เผยให้เห็นท่าทีอันน่าไว้วางใจและซื่อตรง
เมื่อก้าวขึ้นสู่ยอดเขา สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาของเขาก็คือกู้เซียนเอ๋อร์
ในแวบแรก ดวงตาของเขาเผยแววชื่นชมในความงามล้ำลึก ทว่าเพียงชั่วพริบตาก็กลับคืนสู่ความนิ่งสงบ
ด้วยมารยาทอันเพียบพร้อมและจิตใจที่ล้ำลึก เขาจึงมิได้แสดงความประหลาดใจให้เห็นแม้แต่น้อย
แม้เขาจะคุ้นชินกับการพบเห็นบุคคลผู้เลิศล้ำ ทว่าก็ยังอดสะดุดตาในความงามของนางมิได้
“คารวะท่านผู้อาวุโสใหญ่”
เขาประสานมือคำนับผู้อาวุโสใหญ่ด้วยท่าทีอ่อนน้อม
ในหมู่ผู้คนแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ มีเพียงมิกี่คนที่รู้ความจริงว่า ฉู่อู๋จี๋คือศิษย์หลานของผู้อาวุโสใหญ่
บิดาของเขาผู้เป็นจักรพรรดิแห่งราชสำนักเซียนต้าฉู่เคยเป็นศิษย์ที่ได้รับการบันทึกชื่อของผู้อาวุโสใหญ่
ทว่าด้วยสถานะจักรพรรดิ ทำให้เขามิอาจเป็นศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาโดยตรงได้
เรื่องนี้จึงมีเพียงคนจำนวนน้อยที่ล่วงรู้
“ฉู่อู๋จี๋มาแล้วก็ดี”
ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้าเล็กน้อย ท่าทีของเขาที่มีต่อฉู่อู๋จี๋นับว่าดูผ่อนคลายยิ่ง
สำหรับเหล่าผู้อาวุโสในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์แล้ว
ฉู่อู๋จี๋เปี่ยมด้วยความสง่างามและความสามารถอันไร้ที่ติ มิว่าจะเป็นในด้านการวางตัวหรือพรสวรรค์ในการฝึกบำเพ็ญเพียร
เขามิเหมือนกับกู้ฉางเกอที่เต็มไปด้วยจุดประสงค์อันซับซ้อน
ในบรรดาศิษย์เอกของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ในปัจจุบัน ฉู่อู๋จี๋เป็นเพียงคนเดียวที่สามารถต่อกรกับกู้ฉางเกอได้
เหล่าผู้อาวุโสหลายคนต่างให้ความสำคัญกับเขา มองว่าเขาเหมาะสมจะเป็นผู้รับตำแหน่งสำคัญในอนาคต
ตรงกันข้ามกับกู้ฉางเกอที่ถูกมองว่าจิตใจมิบริสุทธิ์
กู้เซียนเอ๋อร์มองสำรวจฉู่อู๋จี๋อยู่ครู่หนึ่ง
ในฐานะอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้ที่สามารถทัดเทียมกับกู้ฉางเกอได้ นางย่อมอดมิได้ที่จะรู้สึกอยากรู้อยากเห็น
ราศีแห่งจักรพรรดิแผ่ซ่านจากตัวเขา ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยพลังและความมั่นคง
พลังบำเพ็ญเพียรของเขาลึกซึ้งจนยากจะหยั่งถึง ทำให้นางมิอาจมองเห็นขอบเขตความแข็งแกร่งของเขาได้เลย
“นี่คงเป็นศิษย์น้องคนเล็กที่ถูกกล่าวถึงกันให้ทั่วในช่วงนี้กระมัง”
“เมื่อได้พบหน้าก็เห็นได้ชัดว่าข่าวลือนั้นหาได้เกินจริงไม่ ช่างเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยรัศมีแห่งเซียน งดงามโดดเด่นเหนือผู้ใดเสียจริง”
ฉู่อู๋จี๋เผยยิ้มพร้อมประสานมือเอ่ยอย่างนอบน้อม
“คารวะศิษย์พี่ฉู่อู๋จี๋”
กู้เซียนเอ๋อร์พยักหน้าตอบ สีหน้ายังคงสงบเรียบนิ่ง ทว่าภายในใจกลับยังมิอาจคาดเดาได้ว่าฉู่อู๋จี๋ผู้นี้มีจุดประสงค์แอบแฝงอันใดในการแสดงความเป็นมิตรเช่นนี้
นางเพิ่งมาเยือนที่นี่ และยังมิได้รับการรับรองจากผู้อาวุโสใหญ่ให้เป็นศิษย์
สถานะของนางในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์จึงยังมิอาจเทียบเท่าได้แม้แต่ศิษย์ธรรมดาด้วยซ้ำ
เช่นนั้นแล้ว เหตุใดฉู่อู๋จี๋จึงได้แสดงท่าทีเช่นนี้ต่อนาง
หรือว่าจะเป็นเพราะกู้ฉางเกอกัน
อาจด้วยเพราะศัตรูของศัตรู นั้นนับว่าเป็นพันธมิตร
“ข้ากำลังคิดอยู่ว่าจะให้ผู้ใดพาเซียนเอ๋อร์ไปลองท่องบนเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ พอดีกับที่เจ้ามาในตอนนี้ จังหวะนับว่าเหมาะเจาะยิ่งนัก”
ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวอย่างเรียบง่าย
“เส้นทางสู่มรรคาสวรรค์หรือ”
“ศิษย์น้องดูเหมือนจะมีความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่ ทว่าเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์เป็นเส้นทางที่อันตรายนัก หากฝืนเดินทาง ก็อาจได้รับบาดเจ็บอย่างยากที่จะเยียวยา กระทั่งอาจทำลายจิตแห่งมรรคา และหยุดยั้งการบำเพ็ญเพียรให้คงอยู่ที่เดิมไปตลอดกาล”
“ศิษย์น้องมั่นใจแล้วหรือ”
ฉู่อู๋จี๋นิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาแฝงแววครุ่นคิดเล็กน้อย ทว่าเขามาที่นี่ก็เพื่อกู้เซียนเอ๋อร์โดยเฉพาะ เช่นนั้นจึงได้สืบข่าวคราวของนางมาแต่แรก
ในมือของกู้เซียนเอ๋อร์นั้นถือหลักฐานที่สามารถทำให้ตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงต้องอับอายจนหมดสิ้นซึ่งเกียรติยศ
หากหลักฐานนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะออกไป ตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงก็นับว่าจะกลายเป็นหัวข้อให้เหล่าขุมอำนาจทั้งหลายในแดนสวรรค์เยาะเย้ย และเสื่อมเสียชื่อเสียงจนกลายเป็นเรื่องตลก
ในอดีตจักรพรรดิผู้เฒ่าแห่งราชสำนักเซียนต้าฉู่เคยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากฝีมือของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง ดังนั้นเขาย่อมมิมีความปรารถนาดีใดๆ ต่อตระกูลพวกเขาเหล่านี้
อีกทั้งเขาย่อมเฝ้ารอโอกาสเช่นนี้ด้วยความยินดี
อย่างไรก็ตาม ต่อหน้าผู้อาวุโสใหญ่ เขากลับแสดงออกถึงความหวังดีต่อกู้เซียนเอ๋อร์
ผู้อาวุโสใหญ่ปรายตามองฉู่อู๋จี๋เล็กน้อย ก่อนส่ายหัวในใจโดยมิกล่าวคำใด
กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“เรื่องนี้ข้ามั่นใจดี มิจำเป็นต้องให้ศิษย์พี่ฉู่อู๋จี๋เป็นกังวล”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่อู๋จี๋ยังคงรักษาท่าทีสบายๆ และดูมิใส่ใจ
ทว่าลึกลงไปในใจ เขากลับหัวเราะเยาะและอดสงสัยมิได้ว่า ผู้ที่ได้รับการเรียกขานว่าเป็นจักรพรรดินี้ผู้ฟื้นคืนชีพผู้นี้ จะสามารถก้าวไปได้ไกลถึงเพียงใดกัน เหตุใดจึงได้มั่นใจในตนเองเช่นนี้นัก
“ดี เช่นนั้นศิษย์พี่จะคอยดูอยู่ห่างๆ”
ฉู่อู๋จี๋เอ่ยขึ้น พร้อมกับพุ่งตัวกลายเป็นสายรุ้งนำทางไปยังเขตของเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์
กู้เซียนเอ๋อร์มองตามเขา ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามไปอย่างเงียบๆ
นางรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าฉู่อู๋จี๋ต้องมีจุดมุ่งหมายแอบแฝง นี่คือสัญชาตญาณที่นางเชื่อมั่นมาโดยตลอด และมันมิเคยผิดพลาด
“นายท่าน!”
มินานนัก เหล่าผู้ติดตามของฉู่อู๋จี๋พลันปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า พวกเขามองกู้เซียนเอ๋อร์ด้วยสายตาประหลาดใจ
“ไปยังเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์”
ฉู่อู๋จี๋กล่าวคำสั่งเรียบง่าย
ในขณะเดียวกัน เขาก็เหลียวกลับมามองกู้เซียนเอ๋อร์พร้อมถอนหายใจ แววตาเผยความเสียดายปนดูแคลน
“ศิษย์น้อง ข้ารับรู้เรื่องราวของเจ้ามาอยู่บ้าง กู้ฉางเกอช่างใจคอโหดเหี้ยมยิ่งนัก การกระทำของเขาน่าตกตะลึงและเยือกเย็นเกินกว่าจะบรรยาย ราวกับเป็นดั่งอสูรป่าหรืออมนุษย์ที่กระทำลงมือ มิอาจนับว่าเป็นสิ่งที่พี่ชายคนหนึ่งพึงจะกระทำได้…”
กู้เซียนเอ๋อร์ซึ่งติดตามมาเบื้องหลังขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น ทว่านางก็มิได้กล่าวตอบอันใด
แม้รู้ดีว่าถ้อยคำเหล่านี้พุ่งเป้าไปที่การตำหนิกู้ฉางเกอ ทว่ามิรู้เพราะด้วยสาเหตุใด นางกลับรู้สึกมิสบายใจขึ้นมา
กู้ฉางเกอกระทำการโหดเหี้ยม ทำร้ายนางอย่างแสนสาหัส ทว่าก็มิอาจนำเขาไปเปรียบเทียบกับผู้ที่มีนิสัยต่ำทรามชอบใส่ความผู้อื่นลับหลังเช่นนี้ได้
แม้กู้ฉางเกอจะโหดเหี้ยมไร้ปรานี ทว่าเขาก็ทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา
ที่สำคัญนั้น เรื่องระหว่างนางกับกู้ฉางเกอเป็นเรื่องของพวกนางทั้งสอง นางมิต้องการให้ผู้ใดเข้ามาแทรกแซง
“ศิษย์พี่ฉู่อู๋จี๋ ท่านนำทางไปเถิด ข้ามิคิดเลยว่าผู้เป็นศิษย์เอกอย่างท่านจะเอาแต่พูดถึงผู้อื่นลับหลังเช่นนี้ได้”
กู้เซียนเอ๋อร์กล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ
นัยของคำพูดนั้นชัดเจนว่า หากท่านมีความกล้าจริงก็ควรไปพูดต่อหน้าคนผู้นั้น ถ้อยคำที่กล่าวต่อหน้าข้าเช่นนี้จะไปมีประโยชน์อันใด
นางมองออกว่าฉู่อู๋จี๋ผู้ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นศิษย์เอกผู้นี้ เพียงมุ่งหวังพยายามดึงตัวนางเข้ากลุ่มของเขา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับกู้ฉางเกอเท่านั้น
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของฉู่อู๋จี๋ก็แปรเปลี่ยนเป็นเผยให้เห็นถึงความมิพอใจเล็กน้อย ก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบนิ่งในเวลามินาน
เขาเป็นผู้ที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อย่างแนบเนียน
ทว่าถึงกระนั้น คำพูดของกู้เซียนเอ๋อร์ก็ยังทำให้เขารู้สึกขุ่นเคืองในใจ
นางถึงกับกล้าเย้ยหยันว่าเขามิกล้าท้าทายกู้ฉางเกอซึ่งหน้า
หญิงสาวตัวเล็กๆ ผู้มีเพียงพลังในระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์กลับกล้าแสดงท่าทีเช่นนี้ต่อเขา
ชัดเจนว่าเป็นเพราะนางมีผู้อาวุโสใหญ่หนุนหลัง จึงกล้าหยิ่งผยองถึงเพียงนี้
หากมิใช่เพราะเขาเกรงใจผู้อาวุโสใหญ่ ฉู่อู๋จี๋คงจะลงมือสั่งสอนให้นางรู้ซึ้งว่าตัวตนใดที่เรียกว่าศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาฉงนเสียยิ่งกว่าก็คือ ข่าวคราวเกี่ยวกับความบาดหมางระหว่างกู้เซียนเอ๋อร์และกู้ฉางเกอที่เขาเคยได้รับรู้มา
ความเกลียดชังเคียดแค้นที่ฝังลึกระหว่างทั้งสองนั้นมิอาจนับว่าจะประสานคืนได้
แล้วเหตุใดกู้เซียนเอ๋อร์ถึงได้กล่าวในลักษณะที่ดูเหมือนจะเข้าข้างกู้ฉางเกอได้
…
มินานนัก ข่าวการที่หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวซึ่งอยู่ข้างกายผู้อาวุโสใหญ่กำลังจะเดินทางไปยังเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ พร้อมความตั้งใจที่จะทำลายสถิติของกู้ฉางเกอ ก็ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
ข่าวนี้แน่นอนว่าได้ถูกเผยแพร่ออกไปโดยฉู่อู๋จี๋ และมันได้จุดกระแสความสนใจจนเกิดความปั่นป่วนไปทั่วทั้งสำนัก
ถึงขั้นที่เหล่าศิษย์เอกคนอื่นๆ ซึ่งกำลังเก็บตัวฝึกบำเพ็ญเพียรอยู่ ยังต้องออกจากการปิดด่านเพื่อมาชมเหตุการณ์ให้เห็นด้วยตาตนเอง
หญิงสาวในอาภรณ์เขียวผู้นั้น เต็มไปด้วยความลึกลับ อีกทั้งยังมีข่าวลือว่านางเกี่ยวข้องกับตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้อาวุโสใหญ่ยังชื่นชมนางอย่างยิ่ง ถึงขั้นมีแผนจะรับนางเป็นศิษย์
เหตุการณ์นี้มิเพียงแต่ดึงดูดความสนใจจากเหล่าศิษย์ ทว่าแม้แต่ผู้อาวุโสบางคนก็ยังตั้งใจเดินทางมาชมด้วยตนเอง
สำหรับตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ถือเป็นเส้นทางที่มีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยายได้
มันคือสะพานที่สามารถเปลี่ยนศิษย์ผู้มีตัวตนธรรมดาให้กลายเป็นดั่งมังกรผู้ทรงอำนาจ เป็นเวทีสำหรับพิสูจน์ซึ่งพรสวรรค์และความแข็งแกร่ง
สำหรับเหล่าอัจฉริยะในเส้นทางแห่งมรรคา ความแข็งแกร่งของพรสวรรค์สามารถกำหนดชะตาในอนาคตได้
ทันใดนั้น ทั่วท้องนภาก็เต็มไปด้วยสายรุ้งแห่งพลังวิญญาณ ทอประกายแสงสีเจิดจ้า อีกทั้งยังพาดผ่านไปด้วยศาสตราวิเศษท่ามกลางอากาศ
เหล่าศิษย์จากทุกยอดเขาเร่งรุดไปยังเขตแดนของเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ บรรยากาศต่างเต็มไปด้วยความคึกคัก
ในกลุ่มผู้คนที่มามุงดู ยังมีทั้งบรรดาศิษย์และผู้อาวุโสปรากฏตัวให้ได้พบเห็น
“สถิติแห่งเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ในรอบหนึ่งแสนปี ถูกทำลายลงโดยศิษย์เอกกู้เมื่อครั้งอดีต และจนถึงตอนนี้ยังมิมีผู้ใดสามารถลบล้างได้”
“เขาคือผู้ที่มีพรสวรรค์ดั่งเซียนตั้งแต่วัยเยาว์ และในช่วงนี้ยังได้ยินข่าวมาว่าเขาได้ทะลวงถึงระดับจอมราชันแล้ว”
“ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ในหมู่ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรรุ่นเดียวกัน ยังมิเคยมีผู้ใดที่ทะลวงถึงระดับนี้ได้เลย แม้แต่ฉู่อู๋จี๋ศิษย์เอกอีกคน ก็ยังดูเหมือนจะหยุดชะงักอยู่กับระดับพลังขั้นเดิมมิได้ก้าวหน้าไปไหน”
“การจะทำลายสถิติของศิษย์เอกกู้ย่อมมิใช่เรื่องง่าย ข้าคิดว่าหญิงสาวในอาภรณ์เขียวผู้นั้นคงจะคิดเพ้อฝันเข้าข้างตนเองจนเกินไป”
ทั่วทั้งยอดเขาต่างเต็มไปด้วยเสียงถกเถียง ศิษย์มากมายต่างพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกันอย่างตื่นเต้น
เส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ คือเส้นทางแห่งบันไดหินหยกขาวอันปกคลุมไปด้วยหมอกเซียน แฝงไว้ด้วยบรรยากาศซึ่งเปี่ยมไปด้วยความลี้ลับไร้ที่สิ้นสุด
แต่ละขั้นของบันไดเปี่ยมไว้ด้วยอักขระแห่งมรรคา กลิ่นอายพลังแห่งมรรคาได้แผ่กระจายไปทั่ว
เมื่ออัจฉริยะผู้ใดก้าวขึ้นไป ก็จะเผยให้เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ปรากฏออกมาอย่างมิซ้ำกัน
เส้นทางแห่งนี้ทอดยาวไปสู่สรวงสวรรค์ มิมีผู้ใดรู้แน่ชัดว่าบันไดแห่งนี้มีทั้งหมดกี่ขั้น
เส้นทางสู่มรรคาสวรรค์จะปรากฏขึ้นทุกหนึ่งแสนปี เพื่อต้อนรับเหล่าอัจฉริยะจากทั่วทุกสารทิศที่มาท้าทายเส้นทางแห่งนี้
ทุกครั้งที่มันปรากฏขึ้น สถิติของเส้นทางจะถูกเริ่มต้นใหม่ และเปิดโอกาสให้ผู้กล้ามาทำลายสถิติในอดีต
ในช่วงเวลาหนึ่งแสนปีที่ผ่านมา เหล่าอัจฉริยะในแต่ละยุคย่อมมิยอมล้าหลัง ต่างกระตือรือร้นที่จะฝากรอยเท้าของตนไว้บนเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ เพื่อมุ่งหวังให้โลกสะท้านไหวต่อความแข็งแกร่งและชื่อเสียงอันกึกก้องของพวกเขาไปทั่วหล้า
ทว่าในช่วงเวลาอันยาวนานนี้ ในบรรดาศิษย์แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ มีเพียงกู้ฉางเกอเพียงคนเดียวที่เปล่งประกายก้าวล้ำศิษย์ผู้อื่นในรุ่นเดียวกัน
พรสวรรค์ระดับเซียนนี้มิใช่เพียงสิ่งที่เอ่ยขึ้นลอยๆ เท่านั้น
ณ บริเวณจุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ ฝูงชนของศิษย์และผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจากทั่วทุกสารทิศได้หลั่งไหลมารวมตัวกัน เพื่อชมเหตุการณ์ในครั้งนี้
กู้เซียนเอ๋อร์ในอาภรณ์เขียวสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ เสริมให้ร่างของนางดูบอบบางยิ่งขึ้น
“ศิษย์น้องอย่าได้ฝืนตนเองจนเกินไป ความกดดันบนเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์นั้นยากจะต้านทานนัก”
ฉู่อู๋จี๋กล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงที่ดูราวกับเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังดี
กู้เซียนเอ๋อร์เหลือบมองเขาโดยมิแสดงอารมณ์ใดๆ อีกทั้งมิได้กล่าวตอบออกไป
เพียงมินาน เรื่องราวนี้ก็ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เห็นได้ชัดว่าฉู่อู๋จี๋เป็นผู้ปล่อยข่าว
จุดประสงค์ของเขานั้นมิยากจะคาดเดา เขาต้องการเห็นนางล้มเหลวและถูกหัวเราะเยาะ
กลอุบายเล็กน้อยนี้นางย่อมมองออกได้อย่างชัดเจน
“ผ่านไปเพียงมิกี่วัน เซียนเอ๋อร์ของเราก็กลับได้รับความสนใจ มีผู้คนติดตามมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ การเดินทางในครั้งนี้จะให้พี่ชายผู้นี้ช่วยตรวจสอบเส้นทางให้เจ้าเสียก่อนดีหรือไม่”
เสียงหัวเราะแฝงแววหยอกเย้าดังขึ้น ทำลายความสงบที่กู้เซียนเอ๋อร์แสดงออกมาอย่างหมดสิ้น
นางพลันหันขวับไปยังต้นเสียง ก่อนเผยดวงตาเย็นชาราวกับน้ำแข็งอันเยือกเย็น
กู้ฉางเกอปรากฏตัวขึ้นพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า เขาสวมอาภรณ์สีขาวสะอาดตาไร้ซึ่งร่องรอยแห่งมลทิน
เขาก้าวเดินเข้ามาอย่างมิเร่งรีบ อีกเบื้องหลังยังติดตามมาด้วยเหล่าศิษย์ผู้ติดตามซึ่งเปี่ยมด้วยพลังอันน่าเกรงขาม
เหล่าศิษย์ที่อยู่โดยรอบพลันเผยสีหน้าซีดเผือด ก่อนจะพากันหลีกทางให้แก่เขา
หลังจากสิ้นสุดการฝึกฝนในนครโบราณ เขาก็ได้กลับมายังสำนัก ทว่าเมื่อมาถึงก็ได้ทราบข่าวว่ากู้เซียนเอ๋อร์กำลังจะท่องบนเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ เขาจึงอดมิได้ที่จะรู้สึกสนใจ
“ฮึๆ ศิษย์น้องผู้นี้ก็คือว่าที่ศิษย์สืบทอดของผู้อาวุโสใหญ่ที่เป็นข่าวใช่หรือไม่ รูปโฉมงดงามเช่นนี้ช่างหาได้ยากนัก ในภายภาคหน้าคงจะงดงามสะกดตาเกินต้านทานมากกว่านี้เป็นแน่”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นมาจากอีกทิศทาง
หญิงสาวผู้เลอโฉมซึ่งมีผ้าขาวบางปกปิดใบหน้าก็ก้าวออกมา
เบื้องหลังนางยังมีพวงหางจิ้งจอกอันงดงามจับใจ ที่ข้ารับใช้ของนางอุ้มประคองไว้ด้วยความระมัดระวังมิให้ลากกับพื้น
หญิงสาวผู้นั้นคืออิ่นเหมย ศิษย์เอกผู้ลึกลับแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
มิมีผู้ใดล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ลับระหว่างนางกับกู้ฉางเกอ
หลังจากกู้ฉางเกอกลับจากนครโบราณ นางเองก็กลับมายังสำนักเช่นกัน
ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา นางได้รับทรัพยากรในการฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างเหลือล้น ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเหตุที่กู้ฉางเกอดูเหมือนจะสนใจ หางจิ้งจอกของนางเป็นพิเศษ
เขาจึงมอบยาถอนพิษให้กับนางมากกว่าปกติ
เรื่องนี้ทำให้อิ่นเหมยรู้สึกอารมณ์ดีมิน้อย
“เอ๊ะ! เรื่องนี้ถึงกับทำให้ศิษย์เอกกู้ปรากฏตัวได้เชียวหรือ แม้แต่ศิษย์เอกอิ่นผู้ลึกลับก็ยังมาเยือนที่แห่งนี้ ช่างน่าเหลือเชื่อเสียจริง”
“ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องน่าสนใจให้ชมแล้ว”
เหล่าศิษย์จากยอดเขาต่างๆ ที่จับจ้องเหตุการณ์นี้ต่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและประหลาดใจ
พวกเขามิคาดคิดเลยว่าจะมีศิษย์เอกมากมายปรากฏตัวในที่เดียวกัน
ยิ่งไปกว่านั้น การที่กู้ฉางเกอผู้เป็นดั่งมังกรท่ามกลางหมู่เมฆา ผู้ซึ่งยากนักที่จะได้พบเห็นกลับปรากฏตัวในครั้งนี้ จึงยิ่งนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่หาดูได้ยากอย่างแท้จริง